อย่าหยิบขึ้นมานะ นั่นขยะ! ไม่ใช่แฟน

การ​เอา​คืน​พวก​ขยะ​ของ​อัจฉริยะ

 

1

ฉือ​เสี่ยว​ฉือ กำลัง​ยืน​พิง​รถ​สูบ​บุหรี่

ท้อง​ฟ้า​ถูก​ฉาบ​จน​กลาย​เป็น​สี​ดำ ไฟ​ที่​ปลาย​มวน​บุหรี่​ส่อง​สะท้อน​ใบหน้า​ครึ่ง​ซีก​ของ​เขา

พอ​สูบ​ไป​ได้​ครึ่ง​มวน เขา​ก็​ยก​นาฬิกา​ข้อ​มือ​ขึ้น​ดู ก่อน​จะ​หัน​หลัง​กลับ สอด​ตัว​เข้า​ไป​ใน​รถ​ผ่าน​หน้าต่าง​ที่​เปิด​อยู่​ครึ่ง​หนึ่ง​พร้อม​ทั้ง​บุหรี่​ที่​คาบ​อยู่​ใน​ปาก เพื่อ​หยิบ​เอา​ขวด​นํ้า​แร่​ที่​เหลือ​นํ้า​อยู่​เพียง​ก้น​ขวด​ออก​มา เขา​ใส่​บุหรี่​ที่​ยัง​เหลือ​อยู่​อีก​เยอะ​พร้อม​กับ​ขี้​บุหรี่​ที่​ยัง​ไม่​หัก​ลง​ไป จาก​นั้น​ก็​หยิบ​หมากฝรั่ง​ออก​มา​จาก​กระเป๋า เคี้ยว​ลวก ๆ สอง​สาม​ครั้ง​ก่อน​คาย​ใส่​กระดาษ​ทิช​ชู

ตอน​แรก​เขา​อยาก​เอา​มัน​ไป​ทิ้ง​ถัง​ขยะ ทว่า​พอ​หัน​กลับ​มา คน​ที่​เขา​กำลัง​รอ​อยู่​ก็​เดิน​ออก​มา​จาก​ภายใน​ตัว​ตึก​พอดี

ชาย​คน​นั้น​เดิน​ออก​มา​จาก​ประตู​บริษัท​ซอฟต์แวร์​ด้วย​ท่าทาง​ที่​ดู​เหนื่อย​ล้า เขา​มอง​เห็น​รถยนต์​คัน​ใหม่​เอี่ยม​ที่​จอด​อยู่​ข้าง​ถนน​เป็น​อันดับ​แรก ก่อน​จะ​มอง​เห็น​ฉือ​เสี่ยว​ฉือ

สีหน้า​ของ​เขา​ดู​มึนงง​เล็กน้อย “...เสี่ยว​เฉิง

ใน​โลก​ภารกิจ​นี้​ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​มี​ชื่อ​ว่า​เฉิง​หยวน

เมื่อ​กวาด​สายตา​มอง​ใบหน้า​นั้น ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​ก็​นิ่ง​ไป​พัก​หนึ่ง​จน​ลืม​เอ่ย​ทักทาย

ชาย​คน​นั้น​ยืน​อยู่​ที่​เดิม เขา​เคย​ชิน​กับ​การ​รอ​ให้ เฉิง​หยวนเป็น​คน​เดิน​เข้า​มา​หา​เอง แต่​เมื่อ​เห็น เฉิงหยวนไม่​ได้​ก้าว​เข้า​มา​เหมือน​อย่าง​ที่​คิด​ไว้​ก็​ขมวด​คิ้ว​ด้วย​ความ​งุนงง

ใน​หัว​ของ​ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​มี​เสียง​กึ่ง​คน​กึ่ง​เครื่องจักร​เอ่ย​เตือน​ขึ้น​มา​ได้​อย่าง​ถูก​เวลา เป็น​เสียง​ที่​เรียบ​นิ่ง​ดู​เป็น​การ​เป็น​งาน ติด​จะ​เย็นชา​เล็กน้อย

ระบบ​เตือน คุณ​ฉือ เป้าหมาย​กำลัง​เรียก​คุณ​อยู่​นะ​ครับ

ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​ไม่​สนใจ​ค่า​ความ​ชอบ​ที่​ลด​ลง​จาก 72 คะแนน​เหลือ 70 คะแนน เมื่อ​เขา​ตั้ง​สติ​ได้​ก็​เอ่ย​แสดง​ความคิด​เห็น หน้าตา​ใช้​ได้

จาก​นั้น​ก็​ยืด​หลัง​ตรง​ก่อน​กล่าว​กับ​ตัวเอง​อย่าง​ปลง ๆ ฉัน​คง​โสด​มา​นาน​มาก​จริง ๆ สิ​นะ ถึง​ได้​มอง​ไอ้​ขยะ​นี่​หล่อ​ไป​ได้

ระบบ “...”

ทันใด​นั้น​ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​ก็​แกล้ง​ทำ​เป็น​เหมือน​มอง​เห็น​ไม่​ค่อย​ชัด​ใน​ยาม​กลางคืน เขา​หรี่​ตา​ลง​เพื่อ​มอง​ว่า​ใคร​กำลัง​เดิน​เข้า​มา

จาก​สายตา​พร่า​มัว​ใน​ตอน​แรก​ก็​เปลี่ยน​เป็น​ดีใจ​ขึ้น​มา​ทันที ลักยิ้ม​น่า​รัก​ที่​สอง​ข้าง​แก้ม​ทำให้​คน​มอง​อยาก​ยิ้ม​ตาม​ไป​ด้วย เหล่า​หยาง!

ระบบ “...” เข้า​สู่​โหมด​การ​แสดง​ได้​ภายใน​หนึ่ง​วินาที​เลย​เหรอ​ครับ

หยาง​ไป๋​หัว​คือ​ชื่อ​เต็ม​ของ​ไอ้​ขยะ​ที่​กำลัง​ถูก​ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​เรียก​อยู่

ว่า​ไป​แล้ว เหล่า​หยางคน​นี้​ก็​ยัง​ไม่​ถือ​ว่า​แก่​เท่าไร เขา​อายุ​มาก​กว่า​เฉิง​หยวน​สี่​ปี รัก​สะอาด​และ​ดู​เนี้ยบ เป็น​คน​สบาย ๆ ผม​และ​เล็บ​เป็น​ระเบียบ​เรียบร้อย​ไม่​ปล่อยปละ​ละเลย บน​ตัว​มี​กลิ่น​หอม​ของ​ไม้​จาง ๆ ทั้ง​ยัง​มี​ร่างกาย​ที่​ดู​กำยำ​ลํ่า​สัน​อย่าง​ที่​ชาย​หนุ่ม​น้อย​คน​จะ​มี กล้าม​เนื้อ​หน้าท้อง​ที่​ไม่​มาก​เกิน​ไป​มอง​เห็น​ได้​เลือนราง​ภาย​ใต้​เสื้อ​เชิ้ต​สี​ขาว ทำให้​คน​มอง​ใจ​เต้น​แรง​ได้​อย่าง​ง่ายดาย

ขณะ​ที่​เดิน​เข้า​ไป​หา​เป้าหมาย​ที​ละ​ก้าว ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​ก็​ทบทวน​ข้อมูล​ภารกิจ​ของ​โลก​นี้​ที่​ได้​รับ​มา​อย่าง​คร่าว ๆ ไป​ด้วย

โลก​นี้​เป็น​โลก​ภารกิจ​แรก​ที่​ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​ต้อง​ดำเนิน​การ​หลัง​จาก​เข้า​สู่​ระบบ ตาม​ที่​ได้​รับ​แจ้ง​มา​จาก​ระบบ เพื่อ​ให้​ผู้​ทำ​ภารกิจ​สามารถ​ปรับ​ตัว​ได้​เร็ว​ยิ่ง​ขึ้น เส้น​โลก​ของ​โลก​ภารกิจ​แรก​หลัง​จาก​ผู้​ทำ​ภารกิจ​ผูก​ตนเอง​เข้า​กับ​ระบบ​จะ​คล้าย​กับ​เส้น​โลก​เดิม​ที่​เคย​อาศัย​อยู่​มาก และ​ระดับ​ความ​ยาก​ก็​จะ​เป็น​แบบ​ง่าย​เช่น​เดียวกัน

พูด​ตรง ๆ ก็​คือ เป็น​หลักสูตร​การ​สอน​พวก​มือใหม่

หลักสูตร​การ​สอน​มือใหม่​นี้​แสดง​ผล​ว่า​เป้าหมาย​ของ​เขา​คือ​หยาง​ไป๋​หัว ผู้​เปรียบ​ดั่ง​นก​ฟีนิกซ์​สี​ทอง​ที่​โบย​บิน​ออก​จาก​หุบเขา​ทาง​ตะวัน​ตก​เฉียง​ใต้[1]

เขา​เป็น​นักศึกษา​สาขา​วิศวกรรม​ซอฟต์แวร์​ที่​จบ​มา​ด้วย​นํ้า​พัก​นํ้า​แรง​ของ​คน​ทั้ง​ครอบครัว จาก​คน​ที่​แม้​แต่​จะ​เปิด​คอมพิวเตอร์​ก็​ยัง​ทำ​ไม่​เป็น กลาย​เป็น​คน​ที่​ประสบ​ความ​สำเร็จ​ใน​ระดับ​บัณฑิต​ศึกษา ชีวิต​ความ​เป็นอยู่​ของ​การ​ไป​เรียน​ต่าง​บ้าน​ต่าง​เมือง​เกือบ​เจ็ด​ปี​ได้​สลัด​กลิ่นอาย​บ้านนอก​บน​ตัว​ของ​หยาง​ไป๋​หัว​ออก​ไป​จน​หมด มอง​แวบ​แรก​เขา​ดูเหมือน​ชาย​หนุ่ม​ที่​เติบ​โต​มา​จาก​ใน​เมือง

ส่วน​เฉิง​หยวน​นั้น​สรุป​ได้​ใน​คำ​เดียว​ว่า​มา​จาก​ครอบครัว​คน​มี​เงิน แต่​จะ​มี​เงิน​มาก​แค่​ไหน​นั้น ตัว​เฉิง​หยวน​เอง​ไม่​ได้​สนใจ เพราะ​นั่น​เป็น​เรื่อง​ที่​พี่​ใหญ่​ของ​เขา​ควร​กังวล ไม่​ใช่​ตัว​เขา

เฉิงหยวน​ชอบ​ดนตรี​มา​ตั้งแต่​เด็ก เป็น​ความ​ชอบ​อย่าง​สุด​หัวใจ เขา​เป็น​คน​มี​พรสวรรค์​อย่าง​แท้​จริง ไม่​ว่า​จะ​เป็น​เครื่องดนตรี​ชนิด​ไหน​ก็​สามารถ​เล่น​ได้​อย่าง​ง่ายดาย และ​เสียง​ร้อง​ที่​น่า​ฟัง​ของ​เขา​ก็​ยิ่ง​เพิ่ม​ระดับ​ความ​ไพเราะ​ของ​เครื่องดนตรี​ให้​มาก​ยิ่ง​ขึ้น ไม่​ว่า​จะ​เป็น​การ​ร้อง​เพลง แต่ง​เพลง หรือ​เล่น​ดนตรี เขา​ล้วน​ทำ​ได้​ดี​ทั้งหมด

หลัง​จาก​เฉิง​หยวน​เข้า​เรียน​ที่​คณะ​ดนตรี มี​อยู่​วัน​หนึ่ง เขา​ไป​หา​เพื่อน​สมัย​มัธยม​เพื่อ​จะ​ไป​เล่น​ด้วย และ​ได้​บังเอิญ​พบ​กับ​หยาง​ไป๋​หัว​ใน​บริเวณ​มหาวิทยาลัย หยาง​ไป๋​หัว​ใน​เวลา​นั้น​เรียน​อยู่​ชั้น​ปี​ที่​สี่ เป็น​ช่วง​เวลา​ที่​รูปร่าง​หน้าตา​ดู​ดี​ที่สุด ทั้ง​ยัง​ดู​กระฉับกระเฉง​มี​ชีวิต​ชีวา ท่าทาง​สบาย ๆ และ​ดู​สุขภาพ​ดี​นั้น ทำให้​เฉิง​หยวน​จม​อยู่​กับ​ความ​หลงใหล​และ​ไล่​ตาม​หยาง​ไป๋​หัว​อย่าง​ไม่​ลดละ

ตอน​แรก​หยาง​ไป๋​หัวคิด​ว่า​มัน​เป็น​เรื่อง​ตลก ทว่า​เขา​ก็​ค่อย ๆ ถูก​คุณชาย​น้อย​ผิว​นุ่ม​ตัว​นิ่ม​บอบบาง​เหมือน​กระต่าย​ที่​สามารถ​หิ้ว​หู​และ​ถือ​ไว้​ใน​อุ้ง​มือ​ได้​ตาม​อำเภอ​ใจ​ตัว​นี้​ทำให้​หวั่นไหว

ทั้ง​สอง​คนใช้​เวลา​สาม​ปี​เปลี่ยน​จาก​คน​รู้จัก​มา​เป็น​ความ​สัมพันธ์​ที่มั่น​คง​ใน​รูปแบบ​ของ​คน​รัก

มี​อยู่​วัน​หนึ่ง​เฉิง​หยวน​ดื่ม​เหล้า​จน​เมา ด้วย​อารมณ์​ชั่ว​วูบ​ใน​ขณะ​นั้น เขา​ได้​เปิดเผย​เรื่อง​ที่​เขา​ชอบ​ผู้ชาย​กับ​ครอบครัว

พ่อ​แม่​ของ​เฉิง​หยวน​ไม่​อาจ​ยอมรับ​ที่​ลูกชาย​ชอบ​ผู้ชาย​ทั้ง​ที่​ตอน​เด็ก ๆ ยัง​ไล่​ตาม​เด็ก​ผู้หญิง​อยู่​เลย โดย​เฉพาะ​อย่าง​ยิ่ง หลัง​จาก​สืบ​เรื่องราว​ภูมิ​หลัง​ของ​หยาง​ไป๋​หัว​แล้ว พ่อ​แม่​ของ​เฉิง​หยวน​ก็​ยิ่ง​ไม่​เห็นด้วย​อย่าง​แรง

พ่อ​แม่​ตระกูล​เฉิง​ไม่​ได้​ดูถูก​หยาง​ไป๋​หัว​ที่​ต้อง​ต่อสู้​ดิ้นรน​มา​ตลอด พวก​เขา​เอง​ก็​มา​จาก​ชนบท สร้าง​เนื้อ​สร้าง​ตัว​ขึ้น​มา​ด้วย​สอง​มือ รู้​ดี​ว่า​กว่า​จะ​มา​ถึง​จุด​นี้​ได้​นั้น​ไม่​ง่าย

ทว่า​หยาง​ไป๋​หัว​มี​พี่​สาว​ที่​อายุ​ต่าง​กัน​อยู่​สี่​คน ทั้ง​ยัง​มี​ชื่อ​ที่​คล้อง​จอง​กัน นั่น​ก็​คือ เจา​ตี้ (เรียกหา​น้อง​ชาย) พ่าน​ตี้ (เฝ้า​คอย​น้อง​ชาย) เนี่ยนตี้ (คิด​ถึง​น้อง​ชาย) และ​ว่าง​ตี้ (มอง​หา​น้อง​ชาย) ชื่อ​ของ​ทั้ง​สี่​คน​ที่​เรียง​กัน​แบบ​นี้​ทำให้​พ่อ​แม่​ตระกูล​เฉิง​มั่นใจ​ว่า ครอบครัว​นี้​จะ​ไม่​ยอมรับ​ผู้ชาย​ที่​จะ​ทำให้​สกุล​หยาง​ถูก​ตัดขาด​อย่าง​แน่นอน

ความ​รัก​อัน​สิ้น​หวัง​ของ​พวก​เขา​ได้​ถูก​กำหนด​ตอน​จบ​ที่​ไม่​มี​ทาง​มี​ความ​สุข​เอา​ไว้​แล้ว

แต่​ถึง​อย่างไร​ความ​รัก​ก็​ทำให้​คน​ตาบ​อด

หลัง​จาก​เฉิง​หยวน​สร่าง​เมา​แล้ว เขา​ก็​ไม่​ฟัง​คำ​เตือน​ที่​หวังดี​ของ​พ่อ​กับ​แม่ ปกป้อง​หยาง​ไป๋​หัว​สุด​ชีวิต เพราะ​เกรง​ว่า​พ่อ​กับ​แม่​จะ​สร้าง​ความ​ลำบาก​ใจ​ให้​กับ​อีก​ฝ่าย

อัน​ที่​จริง​พ่อ​แม่​ตระกูล​เฉิง​ก็​ไม่​ใช่​คน​ที่​จะ​ตาม​รังควาน​เด็ก​ที่พึ่ง​พา​ตัวเอง​และ​พยายาม​ต่อสู้​ดิ้นรน​คน​หนึ่ง แต่​การ​ที่​เฉิง​หยวน​ทำ​ตัว​แบบ​นี้​กลับ​ทำให้​พวก​เขา​เสียใจ​จริง ๆ

เฉิงหยวน​ยอม​ตัดขาด​กับ​พ่อ​แม่​เพื่อ​หยาง​ไป๋​หัว และ​ย้าย​ออก​จาก​บ้าน​ไป​อยู่​กับ​เขา

เพื่อ​ให้​ได้​บ้าน​ใน​ราคา​ถูก หยาง​ไป๋​หัว​จึง​เช่า​บ้าน​ห่าง​ออก​ไป​จาก​ใจ​กลาง​เมือง​ประมาณ​ยี่​สิบ​ป้าย​รถ​ขนส่ง​สาธารณะ บริเวณ​นั้น​มี​ร้าน​อาหาร​เด​ลิ​เวอ​รี​อยู่​ไม่​กี่​ร้าน ข้อ​ดี​คือ​สงบ​และ​อาหาร​ราคา​ถูก

เฉิงหยวน​เรียน​ทำ​อาหาร​เพื่อ​จะ​ได้​ทำให้​หยาง​ไป๋​หัว​กิน และ​เขา​ก็​ทำ​มัน​ออก​มา​ได้​ดี หยาง​ไป๋​หัว​ชม​แค่​สอง​สาม​คำ เขา​ถึง​กับ​ทำ​อาหาร​กลางวัน​ไป​ส่ง​ให้​หยาง​ไป๋​หัว​ที่​บริษัท​ทุก​วัน

มี​เพื่อน​คน​หนึ่ง​ด่า​เฉิง​หยวน​ว่า เสี่ยว​เฉิง นาย​เป็น​บ้า​ไป​แล้ว​เหรอ เพื่อ​ผู้ชาย​บ้านนอก​คน​เดียว นาย​ถึง​กับ​ยอม​ทิ้ง​ชีวิต​แสน​สุข​สบาย​ไป​เลย​แบบ​นี้

เฉิง​หยวน​กล่าว​พร้อม​รอย​ยิ้ม​ว่า เขา​ดี​กับ​ฉัน​มาก พวก​เรา​คุย​กัน​แล้ว​ว่า​พรุ่งนี้​จะ​ไป​กิน​หม้อ​ไฟ​กัน

เฉิงหยวน​เป็น​คน​ที่​โรแมนติก​มาก​คน​หนึ่ง ความ​ฝัน​เล็ก ๆ น้อย ๆ ทุก​เรื่อง​ล้วน​ถูก​เขา​จด​บันทึก​ลง​ไป​ใน​สมุด​ที่​วาง​อยู่​บน​โต๊ะ​ด้วย​ความ​หวัง​อัน​เต็ม​เปี่ยม บรรทัด​ต่อ​บรรทัด ราว​กับ​กำลัง​เขียน​บทกลอน​อยู่

พรุ่งนี้​ตอน​เช้า​แต่ง​เพลง ตอน​กลางวัน​ทำ​อาหาร ตอน​เย็น​กลับ​มา​แต่ง​เพลง ตอน​คํ่า​ไป​เดิน​เล่น​กับ​เหล่า​หยาง ซื้อ​นํ้า​เต้าหู้​ร้าน​ซุน​จี​สอง​แก้ว แก้ว​ของ​เหล่า​หยาง​เพิ่ม​นํ้า​ตาล​ด้วย ตอน​กลางคืน​ก็​เปิด​แอร์​นอน​หลับ​อยู่​ใต้​ผ้าห่ม

เขา​ไม่​เคย​บันทึก​เรื่อง​ไม่​ดี​เลย เพราะ​เขา​รู้สึก​ว่า​ตัวเอง​ผ่าน​แต่ละ​วัน​มา​ได้​เป็น​อย่าง​ดี

การ​ช่วยเหลือ​อย่าง​ลับ ๆ ของ​พี่​ใหญ่​ก็​ถูก​เขา​ปฏิเสธ​เช่น​เดียวกัน ความ​หวังดี​หนึ่ง​เดียว​ที่​เฉิง​หยวน​ยอมรับ​เอา​ไว้​ก็​คือ​รถยนต์​ที่​พี่​ใหญ่​ซื้อ​ให้ เพราะ​เขา​นั่ง​รถ​โดยสาร​แล้ว​เวียน​หัว ทุก​ครั้ง​ที่นั่ง​รถ​ไป​เกือบ​ครึ่ง​เมือง​เพียง​เพื่อ​เอา​อาหาร​ไป​ส่ง​ให้​หยาง​ไป๋​หัว ทำให้​เขา​ไม่​กล้า​กิน​ข้าว​เช้า​เลย​ด้วย​ซํ้า เพราะ​กลัว​ว่า​จะ​อ้วก

ทว่า​หยาง​ไป๋​หัว​ไม่​ชอบ​ของขวัญ​ชิ้น​นี้ เขา​บอก​ว่า​นี่​เหมือน​เป็น​การ​ให้​ทาน​ของ​พี่​ใหญ่ พี่​ใหญ่​ต้องการ​ให้​เฉิง​หยวน​คิด​ถึง​ชีวิต​ที่​สุข​สบาย​เหมือน​เมื่อ​ก่อน และ​ใช้​โอกาส​นี้​มาลา​กเฉิง​หยวน​กลับ​บ้าน เฉิงหยวน​ลอง​คิด​ดู​แล้ว​ก็​รู้สึก​ว่า​มี​เหตุผล จึง​คืน​รถ​กลับ​ไป​อย่าง​เชื่อฟัง

เมื่อ​รับ​รถ​คืน​กลับ​มา พี่​ใหญ่​เฉิง​ก็​รู้สึก​เหมือน​ถูก​ทำร้าย​จิตใจ​เป็น​อย่าง​มาก

หลัง​จาก​นั้น​ข้อความ​ทักทาย​จาก​พี่​ใหญ่​ที่​ได้​รับ​วัน​ละ​ครั้ง ก็​เปลี่ยน​เป็น​หนึ่ง​สัปดาห์​ครั้ง และ​ครึ่ง​เดือน​ครั้ง

นอกจาก​ความ​เสียใจ เฉิงหยวน​คิด​ว่า​พ่อ​แม่​กับ​พี่​ใหญ่​ก็​แค่​หวัง​ให้​เขา​มี​ความ​สุข​เท่านั้น หาก​เขา​อยู่​กับ​เหล่า​หยาง​แล้ว​มี​ชีวิต​ที่​ดี​ขึ้น​เรื่อย ๆ พวก​เขา​ก็​คง​จะ​ยอมรับ​เหล่า​หยาง​ได้

ตอน​ที่​หยาง​ไป๋​หัว​เรียน​อยู่ เขา​ได้​รับ​การ​ยอมรับ​ว่า​เป็น​ผู้เชี่ยวชาญ​ด้าน​การ​วิเคราะห์​ระบบ หลัง​จาก​เรียน​จบ​ก็​ได้​เข้า​ทำงาน​ที่​บริษัท​ซอฟต์แวร์​แห่ง​หนึ่ง เขา​ได้​รับ​ความ​ไว้​วางใจ​จาก​ผู้จัดการ​เป็น​อย่าง​มาก สำหรับ​เฉิง​หยวน​แล้ว​การ​งาน​ของ​คน​รัก​นับ​ได้​ว่า​เป็น​ไป​อย่าง​ราบรื่น

เมื่อ​ก่อน​เฉิง​หยวน​ไม่​เคย​คิด​ถึง​เรื่อง​การ​หา​เลี้ยงชีพ​เลย เขา​มุ่งมั่น​อยู่​แต่​กับ​การ​เล่น​ดนตรี เพลง​ที่​ลอง​แต่ง​เล่น​นิด ๆ หน่อย ๆ พวก​นี้​ไม่​มี​ตลาด​เพลง​ให้​ปล่อย แต่​เพราะ​พ่อ​แม่​ของ​เฉิง​หยวน​ได้​หา​ทาง​ฝากฝัง​เขา​เอา​ไว้​ก็​เลย​ทำให้​เพลง​พวก​นี้​ออก​สู่​ตลาด​ได้ แต่​มัน​ก็​เป็น​แค่​ความ​บันเทิง​ใน​กลุ่ม​คน​เล็ก ๆ เท่านั้น

แต่​ตอน​นี้​เฉิง​หยวน​ต้องการ​ทำงาน​หา​เงิน ไม่​กี่​ปี​มา​นี้​ตลาด​เพลง​ค่อน​ข้าง​ซบเซา เขา​จึง​ไม่​อาจ​หยิบ​เพลง​แนว​ที่​ชื่น​ชอบ​มา​เล่น​ได้​อีก แต่​เขา​ก็​ไม่​มี​ปัญหา​กับ​การ​ไม่​ได้​แต่ง​เพลง​แนว​ที่​ชอบ เพราะ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​เพลง​แนว​ไหน เขา​ก็​ชอบ​อยู่​บ้าง​ทั้งนั้น ไม่​ว่า​จะ​เป็น​แนว​เพลง​คลาสสิก​ป็อป​อัน​เป็น​ที่​นิยม หรือ​เพลง​พั้งค์ร็​อก ก็​ล้วน​ไม่​ใช่​เรื่อง​ยาก​สำหรับ​เขา ทว่า​ด้วย​ความ​เป็น​ศิลปิน​มือ​อาชีพ เขา​ค่อน​ข้าง​พิถีพิถัน​ใน​เรื่อง​คุณภาพ เขา​ใช้​กำลัง​กาย​และ​กำลัง​สมอง​ไป​สาม​เดือน​อย่าง​อุตสาหะ​ใน​การ​บันทึก​เดโม​ต้นฉบับ​เพลง​แนว​ป็อป​อย่าง​ตั้งใจ​สาม​เพลง หลัง​จาก​นั้น​ก็​ส่ง​ไป​ยัง​ค่าย​เพลง​หลาย​แห่ง

ทุก​ค่าย​เพลง​มี​คน​ส่ง​เดโม​ไป​จำนวน​มาก เฉิงหยวน​เอง​ก็​เตรียม​ใจ​ไว้​แล้ว​ถ้า​หาก​ค่าย​เพลง​จะ​เงียบ​หาย​ไป ทว่า​เขา​กลับ​โชค​ดี​อย่าง​คาด​ไม่​ถึง เพราะ​เขา​ได้​รับ​การ​ตอบ​กลับ​อย่าง​รวดเร็ว ต้นฉบับ​เพลง​ของ​เขา​ได้​รับ​เลือก​จาก​บริษัท​เล็ก ๆ แห่ง​หนึ่ง และ​ได้​รับ​ค่า​ตอบแทน​เพลง​ละ​ห้า​พัน​หยวน

ค่าย​เพลง​เล็ก ๆ แห่ง​นี้​ชื่นชม​ความ​สามารถ​ใน​การ​สร้างสรรค์​ผล​งาน​ของ​เฉิง​หยวน​มาก ทั้ง​ยัง​ได้​เสนอ​ให้​เขา​เซ็น​สัญญา​เป็น​ศิลปิน​กับ​ค่าย​ด้วย เฉิงหยวน​ดีใจ​จน​รีบ​เซ็น​สัญญา​โดย​ไม่​ได้​อ่าน​รายละเอียด​อะไร​เลย เขา​กระโดด​โลดเต้น​ไป​มา​อย่าง​มี​ความ​สุข ถึง​จะ​ยัง​ไม่​ได้​เงิน แต่​เขา​ก็​วาง​แผน​เส้นทาง​การ​ใช้​เงิน​หนึ่ง​หมื่น​ห้า​พัน​หยวน​นี้​เอา​ไว้​แล้ว และ​ทุก ๆ แผนการ​ก็​มี​หยาง​ไป๋​หัว​ร่วม​อยู่​ด้วย

หาก​ย้อน​เวลา​กลับ​ไป​ได้ เฉิงหยวน​คง​จะ​กลับ​ไป​ต่อว่า​ตัวเอง​ที่​ดีใจ​จน​เป็น​บ้า​เป็น​หลัง​ใน​เวลา​นั้น​ว่า​ไอ้​โง่​แน่ ๆ

 

ประสิทธิภาพ​ใน​การ​สร้างสรรค์​ผล​งาน​ของ​บริษัท​เล็ก ๆ นั้น​ตํ่า​มาก สุดท้าย​ผล​งานที่​ผลิต​ออก​มา​ก็​ไม่​เป็น​ที่​น่า​พอใจ​สัก​เท่าไร แต่​เมื่อ​เฉิง​หยวน​เห็น​เพลง​ทั้ง​สาม​เพลง​ที่​ตัวเอง​แต่ง ทั้งเพ​ลง คิด​ถึง​ยาม​ฤดู​ใบไม้​ร่วง’ ‘ภาษา​หัวใจและ ผม​รัก​คุณติด​อยู่​ใน​ชาร์ต​อันดับ​เพลง มัน​ก็​ทำให้​เขา​เผย​รอย​ยิ้ม​หวาน​ชื่น​ออก​มา​ได้ ทุก​ครั้ง​ที่​เพลง​ไต่​อันดับ​สูง​ขึ้น​ไป เฉิงหยวน​ก็​จะ​แคป​หน้า​จอ​ส่ง​ไป​ให้​หยาง​ไป๋​หัว​ดู

จน​กระทั่ง​วัน​หนึ่ง​มี​คน​วิพากษ์​วิจารณ์​ผล​งาน​เพลง​ของ​เขา ไม่​มี​ใคร​รู้สึก​ว่า​เพลง คิด​ถึง​ยาม​ฤดู​ใบไม้​ร่วงเหมือน​ปรับ​มา​จาก​เพลง คะนึง​หา​โลก​มนุษย์ของ​นางฟ้า​ถัง​บ้าง​เหรอ

ผ่าน​ไป​ไม่​นาน​ก็​มี​คน​มา​ตอบ​กลับ ไม่​ใช่​แค่​เพลง คิด​ถึง​ยาม​ฤดู​ใบไม้​ร่วงนะ เพลง ภาษา​หัวใจก็​เหมือน​เพลง​ใหม่​ของ​ถัง​ฮวน​เหมือน​กัน

...ถัง​ฮวน?

เฉิง​หยวน​รีบ​ปัด​หน้า​จอ​ออก​จาก​แอปพลิเคชัน​เพลง​ทันที

เขา​ถือ​โทรศัพท์​ที่​หน้า​จอก​ลาย​เป็น​สี​ดำ​ไป​นาน​แล้ว​เอา​ไว้ เหงื่อ​ออก​จน​ชุ่ม เหมือน​มี​รังมด​ระเบิด​อยู่​ตาม​จุด​สำคัญ​ต่าง ๆ ของ​ร่างกาย

เขา​กด​เปิด​หน้า​จอ​อีก​ครั้ง​ด้วย​มือ​อัน​สั่นเทา ใบหน้า​งดงาม​ของ​นัก​ร้อง​หน้า​ใหม่​นาม​ว่า​ถัง​ฮวน​ปรากฏ​ขึ้น​บน​โฆษณา​ใน​หน้า​แรก​ของ​แอปพลิเคชัน เธอ​กำลัง​ส่ง​ยิ้ม​ให้​เฉิง​หยวน​อยู่

วัน​นั้น​เวย​ป๋อ​ของ​เฉิง​หยวน​ที่​มี​แฟน​คลับ​ติดตาม​แค่​ไม่​กี่​พัน​คน ถูก​กลุ่ม​คน​ที่​รวม​ตัว​กัน​อย่าง​แข็งแกร่ง​ระหว่าง​แฟน​คลับ​ของ​ถัง​ฮวน​กับ​มือ​รับจ้าง​โพสต์​มา​ถล่ม​เขา​มาก​กว่า​ล้าน​คน

สุนัข​ขี้​ลอก​เลียน​แบบ การ​ขโมย​ความคิด​ฆ่า​ทุก​คน!

ภาย​ใต้​ใบหน้า​อัน​ไร้​เดียงสา​ของ​แก ทำไม​ถึง​ได้​เลว​ทราม​ขนาด​นี้

สรุป​เหตุการณ์​อย่าง​ละเอียด​เกี่ยว​กับ​ต้น​สาย​ปลาย​เหตุ​เรื่องราว​การ​คัด​ลอก​ผล​งาน​ของ​เฉิง​หยวน​ใน​เวย​ป๋อ ชม​ได้​ที่​เว็บ http://t.cn...”

ฉัน​หยิบ​ผล​งาน​เพลง​เมื่อ​ก่อน​ของ​เฉิง​หยวน​มา​ฟัง ความ​อยาก​รู้​ทำให้​ฉัน​ลอง​กด​เข้า​ไป แต่​ความ​ดึงดัน​ของ​เขา​ทำให้​ฉัน​กด​ออก

ฮ่า ๆ ๆ ร้อง​เพลง​ได้​ยอดเยี่ยม​อะไร​กัน เสียง​ตะโกน​ร้อง​อี ๆ อู ๆ แบบ​นี้​เรียก​ว่า​ร้อง​เพลง​เพราะ​เหรอ แฟน​คลับ​ก็​ยัง​จะ​เลีย​แข้ง​เลีย​ขา​อยู่​ได้

แม่​ง สุด​ยอด​อะไร​ขนาด​นี้ แม้​แต่​ชื่อ​ปก​อัลบั้ม​ใหม่​ของ​เทพธิดา​ถัง​ก็​ยัง​ไม่​เว้น​เลย​รึ​ไง กะ​จะ​ลอก​ทั้ง​อัลบั้ม​เลย​เหรอ

เฉิงหยวน​ไม่​สนใจ​ความคิด​เห็น​ไม่​ดี​พวก​นั้น เขา​สวม​หู​ฟัง ฟัง​เพลง​ใหม่​ของ​ถัง​ฮวน​ซํ้า​ไป​ซํ้า​มา​อย่าง​บ้า​คลั่ง ทันใด​นั้น​นัยน์ตา​ของ​เขา​ก็​แดง​กํ่า พร้อม​เหงื่อ​ออก​เต็ม​ตัว

...เหมือน​มาก​จริง ๆ

แค่​มี​การ​ปรับ​รายละเอียด​ปลีกย่อย​เท่านั้น ไม่​ต้อง​ให้​ผู้เชี่ยวชาญ​มา​ตัดสิน​เลย ตราบ​ใด​ที่​หู​ทั้ง​สอง​ข้าง​ยัง​ทำงาน​และ​ความ​รู้สึก​ทาง​ดนตรี​พอใช้ได้ ก็​ต้อง​ฟัง​ออก​ว่า​นี่​เป็น​การ​คัด​ลอก​ผล​งาน

...แต่​ใคร​เป็น​คน​ลอก​ใคร​กัน​แน่​ล่ะ

เฉิงหยวน​ยืนยัน​ความ​บริสุทธิ์​ของ​ตัวเอง เขา​ไม่​เคย​ฟัง​เพลง​ของ​ถัง​ฮวน​มา​ก่อน​เลย​สัก​เพลง เพราะ​เขา​จำ​ได้​ว่า​มี​นัก​ดนตรี​ปาก​ร้าย​คน​หนึ่ง​เคย​วิจารณ์​ถัง​ฮวน​ไว้ ถึง​จะ​ไม่​น่า​ฟัง แต่​มัน​กลับ​เป็น​คำ​พูด​ที่​เหมาะสม​ดี

ถัง​ฮวน​ถนัด​ร้อง​เพลง​รัก​ที่​แม้​เพลง​ไม่​ดี​แต่​ก็​ยัง​ดัง ที่​พูด​อย่าง​นั้น​ก็​เพราะ​ว่า ถึง​เพลง​จะ​ดัง แต่​เวลา​เธอ​ร้อง​เพลง​เหมือน​เธอ​กำลัง​อม​นํ้า​ลาย​อยู่​ใน​ปาก

ใบหน้า​ยิ้มแย้ม​ของ​ถัง​ฮวน​เคลื่อนไหว​อยู่​ตรง​หน้า​เฉิง​หยวน บน​หน้า​ปก​ออนไลน์​อัลบั้ม​ใหม่​เขียน​ไว้​ว่า ราชินี​เพลง​รัก​หัน​มา​ร้อง​เพลง​ภาษา​หัวใจ​ของ​คุณ​ได้​อย่าง​งดงาม

แม่​ง สุด​ยอด​อะไร​ขนาด​นี้ แม้​แต่​ชื่อ​ปก​อัลบั้ม​ใหม่​ของ​เทพธิดา​ถัง​ก็​ยัง​ไม่​เว้น​เลย​รึ​ไง กะ​จะ​ลอก​ทั้ง​อัลบั้ม​เลย​เหรอ

เฉิงหยวน​จำ​ได้​แม่น​ว่า​ชื่อ​เพลง ภาษา​หัวใจนั้น​ตน​เป็น​คน​ตั้ง​ขึ้น​มา​เอง เพราะ​มัน​คือ​ความ​ใน​ใจ​ของ​เขา​ที่​อยาก​จะ​บอก​กับ​หยาง​ไป๋​หัว​เกี่ยว​กับ​ความ​รัก​ต้อง​ห้าม​ที่​ถูก​กักขัง​อย่าง​ฉับ​พลัน ทว่า​ถัง​ฮวน​กลับ​ร้อง​ให้​มัน​เป็น​เรื่อง​ความ​ใน​ใจ​ของ​เด็ก​สาว​ผู้​หวาน​เลี่ยน

เฉิงหยวน​รู้สึก​ว่า​ตัวเอง​โดน​ดูถูก​อย่าง​ที่​ไม่​เคย​เป็น​มา​ก่อน

ตลอด​ชีวิต​ที่​ผ่าน​มา ผล​กระทบ​ใหญ่​ที่สุด​ที่​เขา​เคย​ได้​รับ​มา​ก็​คือ​ความ​ล้มเหลว​จาก​การ​เปิด​ตัว​ว่า​รัก​เพศ​เดียวกัน เขา​ไม่​เคย​ถูก​ทำลาย​ชื่อเสียง​อย่าง​ยับเยิน และ​ไม่​เคย​รู้​รสชาติ​ของ​การ​ถูก​ผู้คน​มากมาย​ตาม​ด่าทอ​เช่น​นี้​มา​ก่อน

เสียง​ใน​หู​ดัง​อื้ออึง​ไป​หมด ใน​หัว​ของ​เขา​มี​แต่​หยาง​ไป๋​หัว​คน​เดียว​เท่านั้น

เขา​รีบ​โทร.หา​หยาง​ไป๋​หัว พอ​ได้ยิน​เสียง​คน​รัก ความ​รู้สึก​ตึงเครียด​ก็​ลด​ฮวบ​ลง​ทันที เหลือ​เพียง​เสียง​ร้องไห้​สะอึก​สะอื้น​เท่านั้น เหล่า​หยาง ๆ พี่​รีบ​กลับ​มานะเขา​พูด​ราว​กับ​เด็ก​น้อย​ที่​ถูก​รังแก

ใน​เรื่อง​การ​รับมือ​กับ​คน​อื่น เฉิงหยวน​เป็น​เหมือน​กับ​เด็ก​ตัว​น้อย ๆ เพราะ​ที่​ผ่าน​มา​เขา​ได้​รับ​การ​ปกป้อง​ดูแล​จาก​ครอบครัว​เป็น​อย่าง​ดี​มา​โดย​ตลอด

ดังนั้น​ตอน​ที่​ได้​พบ​กับ​หยาง​ไป๋​หัว เขา​พูด​ไป​ร้องไห้​ไป​ว่า​ถูก​คน​อื่น​ขโมย​เพลง​ของ​ตัวเอง ทั้ง​ยัง​ถูก​คน​อีก​เป็น​ล้าน​ต่อว่า​ใน​พื้นที่​สาธารณะ นั่น​ทำให้​เฉิง​หยวน​ไม่​ทัน​ได้​สังเกต​เห็น​ความ​ตื่น​ตระหนก​ที่​ซุกซ่อน​อยู่​ใน​แววตา​ของ​หยาง​ไป๋​หัว​เลย และ​เฉิง​หยวน​ก็​ไม่​เคย​คิด​เลย​ว่า นี่​จะ​เป็น​เพียง​จุด​เริ่มต้น​ฝัน​ร้าย​ของ​เขา​เท่านั้น

 

และ​ใน​ตอน​นี้​กระต่าย​เฉิง​หยวน​ที่​รับ​บท​โดย​ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​ก็​ยืน​อยู่​ตรง​หน้าหยาง​ไป๋​หัว​แล้ว

เขา​ยิ้ม​ขณะ​มอง​ไป​ที่​หยาง​ไป๋​หัว​ด้วย​ดวงตา​เปล่ง​ประกาย

หยาง​ไป๋​หัว​มอง​ไป​ที่​รถ​ก่อน​ขมวด​คิ้ว​ถาม นาย​เป็น​คน​ซื้อ​รถ​คัน​นี้​เหรอ

เฉิงหยวน​หัน​กลับ​ไป​มอง​รถ​คัน​นั้น และ​อวด​ด้วย​นํ้า​เสียง​ไร้​เดียงสา สวย​ใช่​ไหม​ครับ

หยาง​ไป๋​หัว​ถาม นาย​ซื้อ​มา​เท่า​ไหร่

ดวงตา​ของ​เฉิง​หยวน​โค้ง​ลง พี่​ลอง​เดา​ดู​สิ​ครับ

บทสนทนา​เหล่า​นี้​ล้วน​เคย​เกิด​ขึ้น​ใน​ความ​ทรง​จำ​ของ​เจ้าของ​ร่าง​เดิม​มา​ทั้งหมด​แล้ว ไม่​มี​ตรง​ไหน​ที่​เปลี่ยน​ไป​เลย​แม้​แต่​น้อย

หยาง​ไป๋​หัว​ขมวด​คิ้ว​อีก​ครั้ง แถบ​ค่า​ความ​ชอบ​ใน​หัว​ของ​ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​ลด​ลง​ไป 2 คะแนน

หยาง​ไป๋​หัว​ข่ม​ความ​โกรธ​เอา​ไว้ ตัดสิน​ใจ​ใช้​เหตุผล​กับ​คุณชาย​น้อย​ผู้​ไม่​รู้จัก​คำ​ว่า​ข้าว​ยาก​หมาก​แพง เสี่ยว​เฉิง พวก​เรา​สอง​คน​ต้อง​อยู่​ด้วย​กัน​อีก​นาน นาย​ยอม​ทิ้ง​ครอบครัว​เพื่อ​ฉัน ฉัน​ซึ้ง​ใจ​กับ​ความ​ทุ่มเท​และ​ความ​จริงใจ​ของ​นาย​มาก แต่​นาย​มี​ชีวิต​ที่​ดี​มา​ตั้งแต่​เด็ก ยัง​ไม่​เข้าใจ​เรื่อง​การ​จัดสรร​เงิน​ใน​แต่ละ​วัน ถ้า​ยัง​ใช้​จ่าย​เกิน​ตัว​แบบ​นี้​ต่อ​ไป...

คำ​พูด​เหล่า​นี้​ล้วน​สม​เหตุ​สม​ผล ถ้า​เป็น​ไป​ตาม​บท​พูด​เก่า เจ้าของ​ร่าง​เดิม​คง​จะ​ก้ม​หน้า​ด้วย​ความ​อับอาย​และ​ยอมรับ​ว่า​เมื่อ​ครู่​เป็น​เรื่อง​ล้อเล่น รถ​คัน​นี้​พี่​ชาย​ใหญ่​เฉิง​เป็น​คน​ซื้อ​ให้

ทว่า​ใน​เวลา​นี้​ฉือ​เสี่ยว​ฉื​อก​ลับ​แสดง​ความ​น้อยใจ​ออก​มา​แทน “...รถ​คัน​นี้​พี่​ใหญ่​เป็น​คน​ให้​ผม​มา เพราะ​ผม​นั่ง​รถ​โดยสาร​แล้ว​เวียน​หัว​ครับ

หยาง​ไป๋​หัว​ลูบ​ผม​ฉือ​เสี่ยว​ฉื​ออ​ย่าง​อ่อนโยน เสี่ยว​เฉิง นาย​โต​แล้ว​นะ นาย​ไม่​สามารถ​พึ่งพา​พี่​ชาย​ได้​ทุก​เรื่อง พี่​ชาย​ของ​นาย​มี​ชีวิต​เป็น​ของ​ตัวเอง นาย​เอง​ก็​มี​เหมือน​กัน เขา​พยายาม​เข้า​มา​ก้าวก่าย​ชีวิต​ของ​นาย คอย​เอาใจ​นาย และ​มัน​จะ​ยิ่ง​ทำให้​นาย​ก้าว​ออก​มา​จาก​กรง​ทอง​ไม่​ได้ นาย​ไม่​คิด​อย่าง​นั้น​เหรอ

ฉือ​เสี่ยว​ฉื​อม​อง​อีก​ฝ่าย​โดย​ไม่​ได้​พูด​อะไร

หยาง​ไป๋​หัว​มั่นใจ​มาก

เมื่อ​ก่อน​เสี่ยว​เฉิง​มี​เพื่อน​คน​หนึ่ง​ที่​ไม่​เห็นด้วย​เป็น​อย่าง​มาก​กับ​การ​ที่​พวก​เขา​อยู่​ด้วย​กัน หลัง​จาก​ที่​ถูก​เพื่อน​ว่ากล่าว เสี่ยว​เฉิง​ก็​ตี​ตัว​ออกหาก​จาก​เพื่อน​คน​นั้น​ทันที

...เสี่ยว​เฉิง​ไม่​เข้าใจ​อะไร​เลย และ​มัน​เป็น​การ​ดี​ที่​อีก​ฝ่าย​เชื่อฟัง​เขา ไม่​อย่าง​นั้น​เสี่ยว​เฉิง​จะ​ถูก​คน​อื่น​จูง​จมูก​เอา​ได้​ง่าย ๆ

ทันใด​นั้น​ฉือ​เสี่ยว​ฉือ​ก็​เอ่ย​ปาก​ขึ้น​มา

เขา​พูด​ด้วย​นํ้า​เสียง​ที่​ไพเราะ​และ​นุ่มนวล​เหมือน​เช่น​ทุก​ครั้ง​ที่​พูด​คำ​หวาน​กับ​อีก​ฝ่าย หาก​นี่​เป็น​ครั้ง​แรก​ที่​หยาง​ไป๋​หัว​ฟัง​แล้ว​ไม่​เข้าใจ “...พี่​ชาย​ของ​ผม​ดี​กับ​ผม​ขนาด​นี้ แล้ว​คุณ​มา​ยุ่ง​อะไร​ด้วย​ล่ะ​ครับ

 

1. เปรียบเทียบ​คน​ยากจน​ที่​กลาย​มา​เป็น​คน​รํ่า​รวย

 

 

2

 

ตรงหน้าฉือเสี่ยวฉือ ปรากฏหน้าจอแสดงข้อมูลที่มีแค่เขาเท่านั้นที่มองเห็นได้ บนหน้าจอแสดงข้อมูลของอุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิตตามเวลาจริงของโฮสต์ รวมถึงอุณหภูมิภายนอก ณ เวลาปัจจุบันและอื่น ๆแถบข้อมูลที่โดดเด่นที่สุดแบ่งออกเป็นสีแดงกับสีน้ำเงิน

แถบสีน้ำเงินคือค่าความเสียใจ แถบสีแดงคือค่าความชอบ ซึ่งค่าสูงสุดของทั้งสองแถบอยู่ที่ 100 คะแนน

ตอนนี้ค่าคะแนนสีน้ำเงินอยู่ที่ 9 คะแนน ค่าคะแนนสีแดงก็กำลังลดลงอย่างต่อเนื่องจากประโยคที่ฉือเสี่ยวฉือพูดว่า 'แล้วคุณมายุ่งอะไรด้วยล่ะครับ'

ฉือเสี่ยวฉือถอนหายใจ "ทำไมคนถึงไม่ชอบฟังความจริงกันนะ"

ระบบอยากจะว่ากล่าวสักหน่อย ทว่าต้องอดทนไว้

หยางไป๋หัวกล่าวด้วยความผิดหวัง "เสี่ยวเฉิง ทำไมนายถึงพูดแบบนี้ล่ะ" ฉือเสี่ยวฉือไม่ได้กังวล เขากล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยน "เหล่าหยาง คุณอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมหมายความว่าพีใหญ่ก็แค่อยากช่วยพวกเรา ถ้ามีรถชีวิตประจำวันของพวกเราก็จะสะดวกขึ้นมาก ผมไม่ต้องใช้ก็ได้ แต่พี่ใช้มันขับไปทำงานได้นี่ พี่เองก็จะได้มีหน้ามีตากับเพื่อน ร่วมงานมากขึ้นด้วย"

หยางไป๋หัวมีท่าทีดีขึ้นมาก ราวกับคำพูดอันดุเดือดเมื่อครู่นี้เป็นเพียงการบอกเล่าข้อเท็จจริงเท่านั้น

ระบบมองไปที่ค่าความชอบซึ่งเพิ่มกลับขึ้นมาสองคะแนน การใช้ไม้นวมและไม้แข็งของฉือเสี่ยวฉือเป็นวิธีการที่ไม่เลวเลย

หยางไป๋หัวถอนหายใจ

เด็กคนนี้ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ความหนักเบาของคำพูดที่เอ่ยออกมาเมื่อสักครู่นี้ว่าทำให้คนอื่นเสียใจมากแค่ไหน เขากลัวเสี่ยวเฉิงจะไม่รู้ตัวเลยว่าตนทำอะไรลงไป

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หยางไป๋หัวจึงหยิบเอาความอดทนของพ่อแม่ที่มีต่อลูกออกมาใช้เพื่อพยายามพูดเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย

"เสี่ยวเฉิง รถเป็นของสิ้นเปลือง ใช้รถคันหนึ่งต้องจ่ายค่าน้ำมันแต่ละเดือนเท่าไหร่ ค่าเช่าที่จอดรถต้องจ่ายมากแค่ไหน นายเคยคิดถึงเรื่องพวกนี้หรือเปล่า ตอนนี้พวกเรารับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้แล้วหรือ"

"ผมจะหาเงินมาให้พี่เองครับ!" เฉิงหยวนเอามือไพล่หลัง รอยยิ้มของเขาจริงใจและอ่อนหวานจนทำให้คนมองใจละลายได้ "เดโมของผมใกล้เขียนเสร็จแล้วเมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็จะมีเงิน"

หยางไป๋หัวกล่าวอย่างจนปัญญา "ฉันบอกนายกี่ครั้งแล้วว่านี่ไม่ใช่งานที่เหมาะสมเลย"

"แต่ผมชอบดนตรีนี่นา"

"ชอบ แต่มันกินไม่ได้...ช่างมันเถอะ พวกเราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก"หยางไป๋หัวยอมแพ้ "อย่าทะเลาะกันเลยดีกว่า"

"โอเค ไม่พูด ๆ" เฉิงหยวนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อลดระยะห่างกับหยางไป่หัวก่อนกล่าวอย่างนุ่มนวล

"ที่จริงแล้วผมคิดว่ารถคันนี้สามารถใช้ไปรับพ่อกับแม่ของพี่ได้ พ่อแม่กับพี่สาวคนที่สามของพี่จะเข้ามาในเมืองอาทิตย์หน้าใช่ไหมครับ ตอนที่พวกเขามาพี่ก็ขับรถพาพวกเขาไปที่มหาวิทยาลัยของเสี่ยวเยี่ยนเพื่อรับเธอไปกินข้าวได้ครั้งก่อนที่เสี่ยวเยี่ยนมาหา เธอถามพี่ด้วยไม่ใช่เหรอครับว่าเมื่อไหร่พี่จะซื้อรถสักที"

สองเรื่องนี้สะกิดจุดอ่อนของหยางไป๋หัวเข้าพอดี เขาจึงเงียบไม่พูดอะไร

เฉิงหยวนเองก็เงยหน้าขึ้นมองหยางไป๋หัวในขณะที่พูดประโยคนี้ เมื่อสบเข้ากับสายตาอันร้อนแรง หัวใจของหยางไป๋หัวก็เต้นแรงทันที

ตอนนี้เป็นช่วงฤดูหนาว เวลาที่อยู่ใต้แสงไฟแล้วเฉิงหยวนเป่าลมหายใจออกมาเป็นควัน แก้มใสเปล่งปลั่งอาบไล้ด้วยแสงไฟท่ามกลางหมอกสีขาวทำให้คนมองถึงกับใจสั่น

ขนปุ่ยอ่อนนุ่มบนเสื้อกันหนาวสีขาวถูกลมยามค่ำคืนพัดคลอเคลียไปกับลำคอระหงขาวนวลรอบแล้วรอบเล่า ราวกับกระเบื้องเคลือบอันบริสุทธิ์ กระตุ้นให้หัวใจของหยางไป๋หัวเกิดอาการบีบรัดและรู้สึกเร่าร้อน

หน้าจอแสดงข้อมูลตรงหน้าฉือเสี่ยวฉือกำลังแสดงการ์ดโปร่งแสงใบหนึ่งขึ้นมา ข้อมูลแสดงผลดังต่อไปนี้

ชื่อเรียก : วงแหวนความงาม (รุ่นทดลอง)

ระยะเวลาการใช้งาน : 10 นาที

จำนวน : 1 ใบ

คุณภาพ : ดีเลิศ

รูปแบบ : ใช้ได้ครั้งเดียว

คะแนนที่ต้องทำการแลก : 0 คะแนน (แจกฟรี)

คำแนะนำ : แม้แต่ข้าวผัดไข่สีทอง ซุปกระดูกหมู ขาปูย่างไฟ หรือไข่แดงของไข่เป็ดที่ไหลเยิ้มออกมา ก็มิอาจเทียบเท่ารอยยิ้มภายใต้แสงไฟสลัวของคุณได้

...เปรียบเทียบได้ดี

ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "พวกนายที่รับผิดชอบเขียนคำอธิบายพวกนี้เคยเป็นเชฟมาก่อนใช่ไหม"

ระบบเงียบไปชั่วขณะ "...009 เป็นหนึ่งในเอไอรุ่นแรก ทั้งยังเป็นข้อมูลโดยกำเนิด แล้วเขาก็แค่ชอบศึกษารายการอาหารเท่านั้นครับ"

ฉือเสี่ยวฉือรู้สึกแปลกกับคำพูดพวกนี้นิดหน่อย

ข้อมูลโดยกำเนิดเหรอ

แล้วยังมีข้อมูลที่เกิดขึ้นในภายหลังอีกด้วย

ยังไม่ทันได้ถามให้ละเอียด ระบบก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน "คุณฉือ ภารกิจครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "อ้อ ๆ"

เมื่อเห็นว่าฉือเสี่ยวฉือกลับมาให้ความสนใจกับภารกิจตรงหน้าใหม่อีกครั้งระบบก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย

ตอนที่เพิ่งรับฉือเสี่ยวฉือมาดูแล เขาก็พบว่าโฮสต์ที่มาใหม่คนนี้รับมือได้ยากกว่าปกติหลังจากอ่านข้อมูลของโลกนี้ตอนที่ได้รับมา ฉือเสี่ยวฉือก็ไตร่ตรองอยู่นานมาก คำถามแรกที่เขาเอ่ยขึ้นมาก็คือ "ตอนที่เจอกัน ฉันสามารถขับรถชนเขาตรง ๆ ได้เลยไหม"

ระบบ "..."

ฉือเสี่ยวฉือ "นายอย่ากังวลไปเลยน่า พวกเรามาลองปรึกษากันดูสักหน่อยเถอะ"

ฉือเสี่ยวฉือหยุดพูดไปสักพักก่อนเอ่ยขึ้นมาอีก "ครอบครัวของเฉิงหยวนมีเงินมากขนาดนั้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ครอบครัวของเขาต้องจัดการได้แน่นอนอยู่แล้วหรือเปล่า"

ระบบ "...คุณอยากขับรถชนเขาจริง ๆ สินะครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "ไม่ใช่นะ ก็แค่ลองปรึกษาดูเอง"

ระบบ "คุณฉือ คนที่อยู่ตรงหน้าคุณคือบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ"

ฉือเสี่ยวฉือแกล้งทำเป็นจริงจัง "โอ้ แต่มันเป็นอุบัติเหตุนะ ใครจะไปอยากให้มันเกิดเล่า"

ระบบพยายามพูดกับเขาด้วยเหตุผล "...คุณฉือ กฎหมายของโลกนี้กับโลกเดิมของคุณไม่ได้ต่างกันมาก การทำร้ายผู้คนโดยเจตนาก็ทำให้ถูกจำคุกได้นอกจากนี้หากคุณขับรถทับเป้าหมาย คุณคิดว่าจะออกจากโลกนี้ได้ยังไงหรือครับ"

การออกจากโลกภารกิจนั้นขึ้นอยู่กับค่าความเสียใจหากค่าความเสียใจ

ของเป้าหมายถึง 100 คะแนนเมื่อใด โฮสต์จึงจะสามารถออกจากโลกปัจจุบันและไปยังโลกต่อไปได้

ระบบพูดถึงค่าความเสียใจเพราะต้องการกำจัดความคิดชั่วร้ายของฉือเสี่ยวฉือ แต่ใครจะไปคิดว่าฉือเสี่ยวฉือจะวิเคราะห์ได้อย่างสมเหตุสมผล"มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ชั่วพริบตาก่อน ที่คนจะตาย ความรู้สึกเสียใจจะพุ่งถึงขีดสุด"

ระบบ "..."

ฉือเสี่ยวฉือยังกล่าวต่อไปอีกว่า "ถึงจะไม่ตาย แต่แค่พิการเขาก็จะมีชีวิตอยู่กับความเสียใจไปอีกนาน"

ระบบ "..." คุณควรจะหยุดพูดได้แล้วนะครับ

การเงียบของระบบทำให้ฉือเสี่ยวฉือเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เขาถอนหายใจ"เอาเถอะ ๆ สหายตัวน้อยคนนี้ไม่มีอารมณ์ขันเลยจริง ๆ สินะ"

...ทว่าระบบก็ยังรู้สึกได้ถึงความผิดหวังในน้ำเสียงของฉือเสี่ยวฉืออยู่

ด้วยเหตุนี้ ระบบจึงรู้สึกไม่ไว้วางใจจนต้องตรวจสอบข้อมูลของฉือเสี่ยวฉืออีกรอบอย่างตั้งใจเป็นพิเศษ

...ฉือเสี่ยวฉือเป็นนักแสดงไม่ผิดแน่ ไม่ใช่นักโทษที่มีประวัติอะไรมาก่อน

แม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงไม่ดีเลื่องลือไปทั่ว ทั้งชอบโอ้อวด สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ชักนำเยาวชนไปในทางที่ไม่ดี ไม่รู้สึกละอายใจที่ไร้การศึกษามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพ่อแม่ มีพฤติกรรมน่ารังเกียจต่อหน้าผู้ใหญ่ และอีกมากมายที่เกินกว่าจะกล่าวถึง แต่ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นแค่ข่าวลือ ซึ่งยากที่จะบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

หลังจากระบบคัดกรองข้อมูลไร้ประโยชน์พวกนี้แล้ว เขาคิดว่าฉือเสี่ยวฉือก็ยังมีข้อดีอยู่

โฮสต์คนนี้น่าจะแค่มีนิสัยที่แปลกแหวกแนวไปบ้าง หรืออาจมีปัญหาทางด้านจิตใจอยู่นิดหน่อย หากให้คำแนะนำดี ๆ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

ลักษณะท่าทางของฉือเสี่ยวฉือก็ไม่เลวเลย การ์ดทักษะที่ให้ฟรีก็ใช้ได้อย่างเหมาะสมระบบรีบทำการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเห็นว่าค่าความชอบที่ลดลงไปเมื่อครู่นี้มีเค้าลางที่จะกลับมาแล้ว

โฮสต์หน้าใหม่ทุกคนจะได้รับการ์ดทักษะที่ใช้ได้ครั้งเดียวฟรีสิบสองใบแต่ละใบจะมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน แต่ทุกใบใช้ได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้นหากหลังจากที่ใช้แล้วรู้สึกว่าผลลัพธ์ไม่เลว โฮสต์สามารถเข้าไปในคลังสินค้าและใช้ค่าความชอบที่ได้รับจากเป้าหมายมาทำการแลกเปลี่ยนไอเท็มและใช้งานได้ตามที่ต้องการภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ

อย่างเช่นตอนนี้

ทันทีที่มองเฉิงหยวน หยางไป๋หัวก็ลอบกลื่นน้ำลายเบา ๆ

เขารู้ว่าเฉิงหยวนหน้าตาดี ทว่าต่อให้ดูดีมากแค่ไหน เมื่อผ่านไปสักพักก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา

แต่เมื่อมองไปที่เฉิงหยวนในตอนนี้ เขากลับรู้สึกคันยิบ ๆ ตรงหัวใจเหมือนตอนที่เพิ่งเป็นแฟนกับเฉิงหยวนใหม่ ๆ

กระต่ายตัวน้อยขนสีขาวราวกับหิมะที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ดวงตากลมโตสีดำกำลังมองตรงมายังเขาอย่างใจจดใจจ่อและหลงใหล

คนที่ดีเลิศขนาดนี้ คอยพึ่งพาเขาอย่างเต็มที่และคิดถึงแต่เขาเพียงผู้เดียว

...นี่สิถึงจะถูก

หยางไป๋หัวชอบความรู้สึกของ 'การกลับมาตายรัง' มาก

เขาซ่อนรอยยิ้มไว้ก่อนเอ่ยถาม "นายยังจำลูกพี่ลูกน้องของฉันที่ชื่อเสี่ยวเยี่ยนได้อยู่เหรอ"

เฉิงหยวนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ "ผมต้องจำได้แน่นอนอยู่แล้ว เรื่องที่เกี่ยวกับพี่ ผมจำได้หมดแหละครับ"

ชั่วขณะหนึ่งหยางไป๋หัวก็เกิดความรู้สึกอยากจูบอีกฝ่ายขึ้นมา

ทว่าสายตาของหยางไป๋หัวพลันเหลือบไปเห็นเสี่ยวหลิวฝ่ายเอกสารที่ทำงานอยู่ห้องข้าง กันซึ่งเลิกงานพอดี เธอควงกุญแจเดินออกมาจากประตูบริษัทและพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนว่าเย็นนี้จะไปกินเนื้อย่างที่ไหนดี

หยางไป่หัวขยับตัวมาบังเฉิงหยวนเอาไว้อย่างเงียบ ๆ มือที่ยกขึ้นมาจะสัมผัสแก้มของเฉิงหยวนในทีแรกก็ลดลงและสอดเข้าในกระเป๋ากางเกงอย่างเป็นธรรมชาติ "ครั้งหน้าถ้าจะ ซื้ออะไรเข้าบ้านอย่าลืมมาปรึกษาฉันก่อนนะ บ้านหลังนี้เป็นของพวกเราสองคน เข้าใจไหม"

ฉือเสี่ยวฉือยิ้มเยาะในใจ

บ้านของพวกเราสองคนงั้นหรือ ปรึกษาอะไรล่ะ

เตียงที่คุณซื้อมา สามารถนอนกันได้ทั้งครอบครัว คุณเคยมาปรึกษาฉันด้วยหรือไงแต่ถึงอย่างไร 'เฉิงหยวน' ก็ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้

ตามนิสัยของหยางไป่หัว แม้ไม่ต้องพูดอะไรเขาก็รู้ว่าหยางไป่หัวยอมให้เก็บรถไว้ใช้ได้แล้ว

ดวงตาที่เปล่งประกายของเฉิงหยวนมองเข้าไปในดวงตาของหยางไป๋หัวด้วยความรักที่ร้อนแรงมากขึ้น

หยางไป๋หัวยิ้ม "ให้ฉันขับให้ไหม"

เฉิงหยวนกลับอาสาเอง "พี่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวผมขับให้เองครับ"เขาเปิดประตูหลังและก้มตัวด้วยท่าทางทะเล้น "เจ้านายเชิญขึ้นรถก่อนเลยครับกระผมขอเอาขยะไปทิ้งก่อน"

หยางไป๋หัวยิ้มและเข้าไปนั่งในรถอย่างว่าง่าย เขามองสำรวจภายในตัวรถอย่างไม่อาจปกปิดแววตาอิจฉาเอาไว้ได้

เมื่อไหร่เขาถึงจะเป็นแบบเฉิงเจี้ยนที่ซื้อรถสักคันให้คนอื่นเป็นของขวัญได้นะเฉิงหยวนเดินถือขวดน้ำแร่ที่เหลือเพียงกันขวดไปทิ้งถังขยะที่อยู่ริมถนนหยางไป๋หัวจ้องหน้าจอคอมพ์ทั้งวัน เขาสายตาไม่ค่อยดีนักเลยมองไม่เห็นกันบุหรี่ที่ลอยอยู่ในขวดน้ำ

ตอนที่ฉือเสี่ยวฉือโยนขวดเปล่าลงในถังขยะรีไซเคิล เสียงของขวดพลาสติกที่ชนเข้ากับถังขยะก็ดังขึ้นเบา ๆ

ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยถามระบบ "นายเห็นหรือเปล่า"

ระบบ "ครับ"

เฉิงหยวนเรียนเอกขับร้อง เขาจึงต้องถนอมเส้นเสียงและต้องอยู่ห่างจากเหล้ากับบุหรี่เข้าไว้

ฉือเสี่ยวฉือสูบบุหรี่ไปครึ่งมวน ถึงจะเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อกลบกลิ่นอย่างเร่งรีบไปแล้วทว่ากลิ่นควันในปากและแขนเสื้อก็ยังไม่หายไป แต่คนรักของเขากลับไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติใด ๆ เลย ไม่แม้แต่จะเอ่ยถามสักคำด้วยซ้ำ

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการทดสอบของฉือเสี่ยวฉือ มันไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นเพียงหนึ่งในสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ของชะตากรรมอันน่าเศร้าที่มาถึงแล้วของเฉิงหยวนเท่านั้น เมื่อกลับขึ้นมาบนรถ ขณะที่เฉิงหยวนคาดเข็มขัดนิรภัยก็พูดกับหยางไป่หัวไปด้วย "ตอนที่พ่อกับแม่มาถึง พวกเราไปรับพวกเขาที่สถานีรถไฟด้วยกันนะครับ"

หยางไป๋หัวชะงักทันที

แน่นอนว่าถ้าเป็นเฉิงหยวนก็คงไม่ทันสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของหยางไป๋หัว เขากล่าวต่อ "ผมขับรถเก่งมาก เมื่อถึงเวลานั้นก็พาพ่อกับแม่ของพี่ไปรับเสี่ยวเยี่ยน แล้วพาพวกเขาไปเที่ยววัดอว้นเจ้อ หลังจากนั้นก็ไปแช่บ่อน้ำพุร้อนที่ชานเมือง..."

หยางไป่หัวกล่าวด้วยท่าทางที่ไม่สบายใจนัก "...ค่อยว่ากันอีกที่เถอะ"

เฉิงหยวนยู่ปากก่อนเป่าลมออกมา จากนั้นก็กล่าวด้วยพลังอันเต็มเปี่ยม"งั้นผมจะเปิดเดโมที่ผมเพิ่งแต่งใหม่ให้พี่ฟังแล้วกัน พี่เป็นผู้ฟังคนแรกของผมเลยนะ โอเคไหมครับ

"หยางไป๋หัวดีใจมากที่เฉิงหยวนเปลี่ยนเรื่องคุย เขารีบคล้อยตามทันที่"เปิดเลยสิ"

เฉิงหยวนหยิบโทรศัพท์ออกมากดสองสามครั้ง

เพลงที่แสนไพเราะดังออกมาจากลำโพง มันสบายหูอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับหยางไป๋หัวที่ยุ่งอยู่กับงานมาทั้งวัน เสียงเพลงที่ได้ยินก็เหมือนกับการนวดเส้นประสาทอันตึงเครียดให้เขา

เขาพิงตัวกับเบาะหนังและนอนหลับไปอย่างสบายใจ

ระบบทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยเตือนฉือเสี่ยวฉือ "คุณฉือ คุณไม่ควรใช้การ์ดทักษะบ่อย ๆ นะครับ"

ฉือเสี่ยวฉือเพิ่งจะใช้การ์ดสะกดจิตกับหยางไป๋หัวไป มันมีระยะเวลาการใช้งานครึ่งชั่วโมง

ฉือเสี่ยวฉือไม่ได้เสียดายอะไรเลย "ฉันแค่ทดสอบดู แล้วอีกอย่างค่าความชอบก็ไม่ใช่ว่ามีเท่าไรก็เหลือเท่านั้นนี่"....จะว่าไปการคิดแบบนี้ก็ไม่ผิด

ค่าความชอบของคนหนึ่งคนจะมีสภาพขึ้น ๆ ลง ๆ ตอนที่คู่รักทะเลาะกันค่าความชอบก็จะลดลงถึงระดับต่ำสุดจนแทบอยากจะบีบคออีกฝ่ายให้ตายไวๆส่วนตอนที่หลงใหลรักกันปานจะกลืนกิน ค่าความชอบก็จะค่อย ๆ ขยับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติ เทคนิคอันยอดเยี่ยมของฉือเสี่ยวฉือทำให้ค่าความชอบของหยางไป๋หัวเพิ่มกลับมาเป็น 72 คะแนนเหมือนเมื่อตอนเริ่มต้นแล้ว

ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยสรุป "สำหรับรถที่ไม่ได้ใช้เงินเขาซื้อเลยนั้น ทำให้ค่าความชอบลดลงไปทั้งหมด 14 คะแนน"

ระบบ"..." 10 คะแนนหลังไม่ใช่เพราะว่าถูกคุณพูดไม่ดีใส่หรอกเหรอครับ

ฉือเสี่ยวฉือยังคงวิเคราะห์ต่อไป "การ์ดวงแหวนความงามมีผลต่อเนื่อง10 นาที รวมกับการพูดง้อสองสามประโยค แค่นี้ค่าความชอบก็กลับมาเท่าเดิมแล้ว จะว่าไปการแลกเปลี่ยนการ์ดวงแหวนความงามที่มีประสิทธิภาพคล้ายกันก็แค่ต้องเสียค่าความชอบไป 5 คะแนนเท่านั้น คำนวณดูแล้วค่าความชอบยังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก"

ระบบ "..."

เมื่อกี้ที่ฉือเสี่ยวฉือตั้งใจพูดใส่หยางไป๋หัวก็เพื่อทดสอบขอบเขตการขึ้นลงของค่าความชอบอย่างนั้นเหรอ

แล้วยังใช้คำว่า 'เกณฑ์' อะไรนั้นอีก มันทำให้ระบบเกิดลางสังหรณ์อะไรบางอย่างที่ไม่ดีขึ้นมา

ฉือเสี่ยวฉือ "ค่าความชอบของหยางไป๋หัวที่มีต่อเฉิงหยวนในตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว นาย ช่วยฉันดูคลังสินค้าหน่อยสิว่ามีอะไรที่ค่าความชอบที่เพิ่มขึ้นมา 12 คะแนนใช้แลกได้บ้าง"

ระบบถึงกับตกใจ

เพื่อให้ออกจากโลกนี้ได้โดยเร็วที่สุด โฮสต์คนก่อนหน้านี้ของเขาทุกคนต่างก็ไปวนเวียนอยู่รอบ ๆ ตัวเป้าหมายเพื่อเพิ่มค่าความชอบให้ถึง 100 คะแนนก่อน แล้วอย่างอื่นค่อยว่ากัน อีกที

ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครรู้ว่า หากค่าความชอบของเป้าหมายไม่เพียงพอ มันจะส่งผลกระทบอะไรต่อกระบวนการของการปฏิบัติภารกิจหรือไม่

นี่เป็นครั้งแรกที่ระบบได้เห็นผู้กล้าที่ยอมเสี่ยงจะติดอยู่กับคะแนนเริ่มต้นอย่างนี้

ระบบค้นหาของในคลังสินค้า "ค่าความชอบ 10 คะแนน สิ่งที่สามารถแลกได้มี 'วงแหวนความงาม' ใช้งานได้ต่อเนื่อง 30 นาที 'ทักษะคาราเต้สายดำ'ใช้งานได้ต่อเนื่อง 5นาที 'ทักษะป้องกันความเจ็บปวด' ใช้งานได้ต่อเนื่อง1 ชั่วโมง 'วงแหวนเสน่ห์ชวนหลงใหล'ใช้งานได้ต่อเนื่อง 5 นาที..."

ฉือเสี่ยวฉือตั้งใจฟังอีกรอบ "ฉันเอาอันแรก"

หลังจากทำการแลกเปลี่ยนเสร็จแล้ว ฉือเสี่ยวฉือก็เอ่ยถามอีกว่า"วงแหวนเสน่ห์ชวนหลงใหลมีเวลาใช้งานที่นานกว่านี้อีกสักหน่อยไหม"

ระบบ "มีมากที่สุดอยู่ที่ 1 ชั่วโมง แลกด้วยค่าความชอบ 40 คะแนนครับ"

ฉือเสี่ยวฉือพึมพำกับตัวเอง "ถ้าอย่างนั้นฉันก็ต้องเก็บคะแนนเพิ่มอีกสินะ"

...ระบบรู้สึกว่าน้ำเสียงของฉือเสี่ยวฉือทำให้ฟังดูเหมือนหยางไป่หัวเป็นหมูในโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ วันนี้ตัดขาหน้า พรุ่งนี้ตัดส่วนของสามชั้นตัดแล้วก็ปล่อยให้โตอีก พอโตแล้วก็ตัดอีก วนไปไม่มีที่สิ้นสุด

ระบบกล่าวด้วยความหวาดหวั่นเล็กน้อย "2 คะแนนที่เหลือสามารถซื้อได้แค่ไอเท็มเล็ก ๆ บางอย่างกับเครื่องมือช่วยกระตุ้นอารมณ์เท่านั้นนะครับ"

ฉือเสียวฉือ "อู้ววว"

ระบบ "...คุณฉือ พวกเราเป็นระบบที่มีมาตรฐานนะครับ"

ฉือเสี่ยวฉือไม่พูดอะไร แต่เห็นได้ชัดเลยว่าเขากำลังมีความสุข

ระบบรู้สึกขนลุกกับความชอบใจของฉือเสี่ยวฉือจนข้อมูลเกิดอาการรวนเล็กน้อย "พวกเราไม่ได้ให้บริการแบบนั้นนะครับ ผมหมายถึงเครื่องมือช่วยกระตุ้นอารมณ์ที่เป็นไอเท็มเล็กๆ ซึ่งเป็นของประกอบฉากในการช่วยเพิ่มอารมณ์ความรู้สึก เช่น ช่อดอกไม้ โคมลอยน้ำดอกไม้ไฟ เป็นต้น"

ฉือเสี่ยวฉือ "งั้นเอาดอกไม้ไฟ"

"ดอกไม้ไฟหนึ่งอันต้องใช้ 3 คะแนนครับ"

ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยทันที "เอาหนึ่งอัน"

ระบบ "..."

ฉือเสี่ยวฉือ "ตกใจอะไร ถ้ามันไม่ดีก็ถือเป็นเรื่องของฉัน"

ระบบคิดอย่างจนปัญญา 'แน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องของคุณอยู่แล้วไม่งั้นจะเป็นเรื่องของผมหรือไงครับ'

หลังจากแลกเสร็จแล้วก็มีเสียงกระดิ่งใส ๆ ดังขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าของที่ทำการแลกได้เก็บเข้าช่องเก็บของแล้ว

ฉือเสี่ยวฉือรออยู่นาน "ดอกไม้ไฟล่ะ"

ระบบเอ่ยตอบ "อยู่ที่เป้าหมายครับ..." คนที่เอนตัวนอนเหมือนตายนี้ไงครับ

"ใครบอกว่าจะให้เขากันล่ะ" ฉือเสี่ยวฉือกล่าว "จุดมันเลยตอนนี้"

ระบบสงสัยเล็กน้อยแต่ก็ทำตาม

เสียงดอกไม้ไฟแปดแฉกพุ่งขึ้นไปบนฟ้า กระจายตัวออกราวกับเกล็ดหิมะและร่วงลงมาราวกับฝนดาวตก ย้อมท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยลายปักสว่างไสวอันน่าประทับใจ

ดอกไม้ไฟระเบิดจากที่ไกล ๆ แสงมาก่อนเสียง

ดังนั้นในขณะที่มันร่วงกระจายลงมาพร้อมกับส่องแสงสว่างดุจไข่มุกฉือเสี่ยวฉือก็พูดกับระบบทันที "...นี่สำหรับนายต่างหาก"

เสียงพูดยังไม่ทันหาย เสียงระเบิดของดอกไม้ไฟที่มาช้ากว่าก็ดังปังขึ้นมา

ระบบมองไปยังดวงดาวที่แผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้าด้วยความตกใจเล็กน้อย

กระจกมองหลังสะท้อนใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มของฉือเสี่ยวฉือ

แม้ว่าฉือเสี่ยวฉือจะใช้ใบหน้าของเฉิงหยวน ทว่ารอยยิ้มที่แท้จริงของเขากลับแตกต่างจากความไร้เดียงสาไม่มีพิษมีภัยของเฉิงหยวนโดยสิ้นเชิงดวงตาที่โค้งเล็กน้อยดั้งดอกท้อของเขาเผยความชั่วร้ายที่ถูกปรุงแต่งสามส่วนผสมกับกลิ่นอายความเฉื่อยชาที่เต็มไปด้วยความไม่แยแสต่อสิ่งใดอีกเจ็ดส่วนประกอบขึ้นเป็นเสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหลจนไม่อาจละสายตาไปไหนได้

ฉือเสี่ยวฉือพูดกับระบบ "จากนี้ไปคงต้องรบกวนนายแล้ว โปรดชี้แนะด้วย"

ระบบ "..."

ถึงแม้จะรู้สึกซึ้งใจอยู่นิดหน่อย แต่ระบบกลับรู้สึกว่าคำพูดพวกนี้ฟังดูแปลก ๆ มันเหมือนกับอาหารมื้อสุดท้ายที่นำมาให้เขากินก่อนจะถูกประหารเลย

ผ่านไปไม่นาน ระบบก็พบสิ่งผิดปกติ "นี่ไม่ใช่เส้นทางกลับบ้านของหยางไป๋หัวนี่ครับ"

ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยตอบอย่างเป็นธรรมชาติ "แน่นอนว่าพวกเราไม่ได้กำลังจะกลับบ้าน ไม่อย่างนั้นฉันจะใช้การ์ดสะกดจิตกับเขาทำไม"

ระบบ "..."

ฉือเสี่ยวฉือมองไปที่จีพีเอส หลังจากที่ยืนยันจุดหมายปลายทางแล้วก็กล่าวเสริมอีกว่า "...ฉันอยากไปสถานที่แห่งหนึ่งก่อน"


 

3

 

หลังจากนั้นสี่สิบนาที ฉือเสี่ยวฉือก็มาถึงที่หมาย

เมื่อมองออกไปนอกรถจะเห็นอักษรขนาดใหญ่สามตัวเขียนไว้ว่า 'สุสานเป่ยหมาง' สภาพแวดล้อมโดยรอบมีลมพัดแรง ท้องฟ้ามืดมิดไม่มีแม้แต่แสงจันทร์ ตรงหน้าของระบบก็มืดไปหมด

เขาจึงเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง "คุณจะทำอะไรเหรอครับ"

ฉือเสี่ยวฉือดึงเบรกมือ ดับไฟหน้ารถ และมองไปทางหยางไป๋หัวที่กำลังนอนหลับสบายผ่านกระจกมองหลังก่อนจะแอบหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย "ฮึๆๆ"

ระบบ "..."

ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยถาม "โทษนะ แลกมีดโกนใบหนึ่งต้องใช้ค่าความชอบกี่คะแนนเหรอ"

ระบบนิ่งไร้อารมณ์ "บริการแจ้งตำรวจฟรีนะครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "ถ้าไม่มีใบมีดโกนเอาลวดเหล็กแทนก็ได้"

ระบบ "...?"

ฉือเสี่ยวฉือมองไปที่ประตูสุสาน "ช่างเถอะ ใช้ไปก็ไม่คุ้ม"

ฉือเสี่ยวฉือไม่ได้ทำอะไรหยางไป๋หัว

เขาลงจากรถ ยืนหันหน้าไปทางสุสานท่ามกลางสายลมหนาวอันเงียบสงบอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง

แน่นอนว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ฝังศพตามหลักฮวงจุ้ยที่มีชื่อเสียง 'เกิดที่ซูโจวกับหางโจว ฝังศพที่เป่ยหมาง' มันเป็นสถานที่ที่ดูดีแค่ภายนอก แต่ภายในกลับดูไม่ได้เท่าไร บนประตูเหล็ก มีแม่กุญแจทองแดงขึ้นสนิมขนาดใหญ่แขวนไว้อยู่ ทั้งยังมีหญ้ารกร้างขึ้นเต็มไปหมด ตัวอักษรทองแดงคำว่า 'หมาง[1]'ขนาดใหญ่หลุดออกมาครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงหูด้านขวาข้างเดียว

ฉือเสี่ยวฉือถอดเสื้อกันหนาววางไว้หน้ากระโปรงรถ จากนั้นก็หันหน้าไปทางประตูแล้วถอยหลังไปสองสามก้าว หลังจากทิ้งระยะห่างเพื่อเร่งความเร็วเพียงพอแล้ว เขาก็พุ่งตรงไปทางประตูเหล็ก ดูเหมือนเขาจะคุ้นเคยกับการปืนประตูอยู่ไม่น้อย เมื่ออยู่ห่างจากประตูเหล็กสามก้าวเขาก็กระโดดขึ้นไปเท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนดอกไม้เหล็กขึ้นสนิมที่ประดับไว้เป็น ส่วนหนึ่งระหว่างราวลูกกรงประตูอย่างแม่นยำ มือขวาจับที่ตัวอักษรทองแดงคำว่าเป่ย[2]เพื่อลดแรงปะทะ เท้าอีกข้างตามขึ้นมาเหยียบลงบนรั้วตามแนวขวางที่อยู่เหนือประตูเหล็กทันทีก่อนจะกระโดดเบา ๆ เพื่อส่งตัวเองไปยังอีกฝั่งของประตูเหล็กได้สำเร็จ

ข้อเท้าของฉือเสี่ยวฉือกระแทกกับพื้น

ระบบ "ไม่เป็นอะไรนะครับ"

ฉือเสี่ยวฉือขมวดคิ้ว "แค่ชานิดหน่อย"

ระบบไม่กล่าวอะไรอีก เขาเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทของฉือเสี่ยวฉือและเริ่มบรรเทาอาการชาที่เอ็นกล้ามเนื้ออย่างเงียบ ๆ ก่อนที่ความรู้สึกชาจะหายไปในชั่วพริบตา

ฉือเสี่ยวฉือส่งเสียงร้องออกมาด้วยความสงสัย เขาลองกระทีบเท้าดูและพบว่าอาการชาหายไปแล้ว

ฉือเสี่ยวฉือไม่ได้คิดอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาค่อย ๆ เดินเข้าไปในพงหญ้าที่มีความสูงเท่ากับป้ายหลุมศพ

ระบบเอ่ยถาม "คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ"

เขากลัวฉือเสี่ยวฉือจะพูดว่า 'ฉันมาสำรวจดูลาดเลา' มาก

โชคดีที่คำตอบของฉือเสี่ยวฉือยังนับว่าปกติอยู่ "ฉันมาหาคน"

ระบบอยากรู้ขึ้นมาทันที "หาใครครับ"

ฉือเสี่ยวฉือไม่ตอบ แต่เหยียบลงไปบนวัชพืชที่โผล่ออกมาจากซอกอิฐ

หญ้าในฤดูหนาวขาดความชุ่มชื้น ตอนเหยียบลงไปเลยทำให้เกิดเสียงดังผิดปกติ

เขาใช้โทรศัพท์ส่องไฟ มองข้ามหลุมศพที่วางเรียงชิดกันเหมือนรังผึ้งแล้วเดินมุ่งตรงไปยังเป้าหมายของตนเอง

ทันใดนั้นเขาก็หยุดเดิน แสงสว่างจากโทรศัพท์ส่องไปบนป้ายหลุมศพหินราคาถูก ด้านบนสลักชื่อ หวังเจี้ยนกั้ว เกิดปี 1949 เสียชีวิตปี 1989 เมื่ออายุ 40 ปี

ฉือเสี่ยวฉือจัดการวัชพืชที่อยู่เหนือป้ายหลุมศพ สายตาจับจ้องไปยังป้ายหลุมศพด้วยความเคารพอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็หันหลังกลับเดินออกมายังเส้นทางเดิม

ระบบถามหยั่งเชิง "เขาเป็นใครเหรอครับ"

ฉือเสี่ยวฉือตอบ "ฉันไม่รู้จักเขา"

ระบบ "..."

ฉือเสี่ยวฉือกล่าวต่อ "แต่ดีแล้วแหละที่ไม่รู้จัก"

ระบบ "?????"

เพื่อให้สะดวกต่อการปืนป่าย ฉือเสี่ยวฉือจึงถอดเสื้อกันหนาวออกเหลือเพียงเสื้อสเวตเตอร์สีดำ เผยให้เห็นหน้าท้องกับเอวที่ผอมบางและงดงามเขาสอดมือไว้ในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างเพื่อเพิ่มความอบอุ่น ควันสีขาวค่อย ๆ ลอยออกมาจากปากของเขาขณะเอ่ย "..นายเคยบอกไว้ว่าเพื่อให้ง่ายต่อการทำภารกิจ เส้นโลกของโลกภารกิจแรกจะใกล้เคียงกับโลกเดิมที่ฉันเคยอาศัยอยู่มาก"

...ดูเหมือนระบบจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว

เขาจำได้ว่าเคยเห็นตอนที่สแกนข้อมูลของโฮสต์คนใหม่ ชื่อบ้านเกิดของฉือเสี่ยวฉือกับเมืองนี้เหมือนกัน

ฉือเสี่ยวฉือกล่าวต่อ "...ชื่อสุสานเป่ยหมาง เค้าโครงก็เหมือนกันทุกประการ บังเอิญจริง ๆ"

...แต่คนที่อยู่ในหลุมฝังศพกลับไม่ใช่คนที่เขากำลังตามหา

ฉือเสี่ยวฉือหยิบบุหรี่มวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง จุดไฟแช็กก่อนวิเคราะห์ "ในเส้นโลกนี้โหลวเกออาจจะยังมีชีวิตอยู่"

ระบบไม่รู้ว่า 'โหลวเกอ' คือใครจึงเอ่ยถามอย่างไม่ได้ใส่ใจ "คุณต้องการตามหาเขาใช่ไหมครับ"

ระบบกังวลเล็กน้อยว่าฉือเสี่ยวฉือจะเอาแต่สนใจเรื่องส่วนตัวจนทำให้ภารกิจหลักล่าช้า

ถึงอย่างไรก็มีแค่ในช่วงหลักสูตรการสอนมือใหม่เท่านั้น ที่ระบบจะจัดเส้นโลกที่ใกล้เคียงกับโลกเดิมให้โฮสต์ในการฝึกฝีมือ

หลังจากผ่านหลักสูตรการสอนมือใหม่นี้ ก็จะมีเส้นโลกแบบแปลก ๆที่แตกต่างไปจากเดิม ถ้าต้องการตามหาใครสักคนก็ควรทำที่นี่ เพราะหากพลาดโอกาสนี้ไปก็เป็นเรื่องยากที่จะได้เจออีกครั้ง

"เปล่า" ฉือเสี่ยวฉือยังนิ่ง "เขามีชีวิตที่ดี อีกทั้งยังไม่รู้จักฉัน ฉันจะไปตามหาเขาทำไม"

เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ฉือเสี่ยวฉือก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ระบบจึงไม่ได้ถามอะไรมากไปกว่านี้

ฉือเสี่ยวฉือยกมือขึ้นบังลมเพื่อจุดบุหรี่ ทว่าในขณะที่เปลวไฟกำลังจะเผาไหม้บุหรี่ เขาก็เก็บไฟแช็กกลับไป

ระบบถาม "ไม่สูบเหรอครับ"

ฉือเสี่ยวฉือตอบ "เฉิงหยวนถนอมลำคอไว้อย่างดีมานาน ฉันทำลายมันไม่ลงหรอก"

ระบบไม่พูดอะไรต่อ แต่เปิดโหมดรักษาความอบอุ่นเพิ่มให้เขาอีกครึ่งระดับ

ฉือเสี่ยวฉือกลับไปขึ้นรถพร้อมคาบบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดไว้ในปาก ร่างกายของเขายังอุ่นอยู่ลมหนาวไม่มีผลมากนัก

เขาคิด 'ร่างกายของคุณชายน้อยคนนี้ไม่เลวเลย พลังความร้อนเยอะมาก'

พอคิดถึงตรงนี้ฉือเสี่ยวฉือก็เอานิ้วหนีบกันบุหรี่ไว้พร้อมกับสตาร์ตรถจากนั้นก็ขับออกไปจากสุสานเพื่อตรงกลับบ้านอย่างช้า ๆ

ตอนที่ขับผ่านร้านขายน้ำเต้าหู้ ฉือเสี่ยวฉือก็หยุดรถแล้วเก็บบุหรี่กลับเข้าไปในกระเป๋า

ก่อนจะขับรถไปรับหยางไป่หัว ฉือเสี่ยวฉือได้ดูบันทึกตารางประจำวันนี้ของเฉิงหยวน ในนั้นได้เอ่ยถึงการไปซื้อน้ำเต้าหู้ให้เหล่าหยางที่ร้านขายน้ำเต้าหู้ซุนจี

น้ำเต้าหู้ของร้านนี้ใช้โม่หินทำ โม่ด้วยมือ เนื้อละเอียด หยางไป๋หัวชอบมาก

หลังจากที่เฉิงหยวนกับหยางไป๋หัวอยู่ด้วยกัน เขาก็ไปดื่มน้ำเต้าหู้ที่ร้านอาหารเช้าเป็นเพื่อนหยางไป๋หัวอยู่หลายร้าน จนรู้แน่ชัดว่าหยางไป่หัวชอบรสชาติน้ำเต้าหู้แบบไหนมาก ที่สุด และค่อย ๆ ลืมไปว่าเมื่อก่อนตัวเองไม่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้

ฉือเสี่ยวฉือก็ไม่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้เช่นกัน และปกติแล้วเขาก็เป็นคนที่ไม่ชอบทำให้ตัวเองลำบากเสียด้วย

เขาซื้อโจ๊กถั่วแดงให้ตัวเองและซื้อน้ำเต้าหู้สองแก้วให้หยางไป่หัว

ในขณะที่รอคนขายตักใส่ถุง ฉือเสี่ยวฉือก็เอ่ยถามระบบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง "นายคิดว่าค่าความชอบจะเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนหลังจากที่เขาดื่มน้ำเต้าหู้สองแก้วนี้"

ระบบ "…"

น้ำเสียงของเขาเหมือนกำลังถามวิธีการเลี้ยงหมูด้วยหลักวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ตามฉือเสี่ยวฉือก็สามารถปรับอารมณ์ของตัวเองได้อย่างดีดูเหมือนว่าเรื่องที่สุสานจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเขามากนัก

ตอนที่ฉือเสี่ยวฉือกลับขึ้นรถ ผลของการ์ดสะกดจิตก็หมดไปแล้ว หยางไป๋หัวตื่นแล้วและกำลังเล่นโทรศัพท์อยู่ที่เบาะหลัง

เฉิงหยวนยิ้มจนตาโค้งลงพร้อมเขย่าน้ำเต้าหู้สองแก้วในมือ "ตื่นแล้วเหรอครับ ผมกลัว พี่จะหิวเลยซื้อน้ำเต้าหู้มาให้สองแก้ว เดี๋ยวขับไปข้างหน้าซื้อซาลาเปามากินอีกสักหน่อยน่าจะดี"

พอหยางไป๋หัวลืมตาตื่น ค่าความชอบที่ลดลงไปก่อนหน้านี้ 13 คะแนนทำให้เขามีท่าทีเฉย ๆ ต่อเฉิงหยวน แต่พอได้กลิ่นน้ำเต้าหู้เขาก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา เมื่อเห็นรอยยิ้มแสนบริสุทธิ์ของเฉิงหยวนอีกครั้ง ค่าความชอบก็เพิ่มขึ้นอีก 3 คะแนน "เด็กดี"

ฉือเสี่ยวฉือพูดกับระบบ "นายดูสิ ผ่าน 62 คะแนนแล้ว"

ระบบ "...คุณควรมีความทะเยอทะยานมากกว่านี้อีกสักหน่อยนะครับ"

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพ่อที่กำลังตักเตือนลูกชายซึ่งกำลังหลงระเริงกับการที่ตัวเองเพิ่งจะสอบผ่าน

ฉือเสี่ยวฉือ "จุดดอกไม้ไฟฉลองหน่อย"

ระบบ "อย่าชนครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันขอแลกน้ำตาลหน่อยสิ เมื่อกี้ลืมใส่"

ระบบรู้สึกสิ้นหวังนิดหน่อย "คุณฉือ คุณเห็นค่าความชอบของเป้าหมายเป็นอะไรเหรอครับ"

ฉือเสี่ยวฉือกล่าวอย่างหนักแน่น "เป็นการนับคะแนนไง นายบอกว่าแลกได้ฉันก็แลก"

ระบบ "…"

ทันใดนั้นเขาพลันรู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่ให้ฉือเสี่ยวฉือรู้ว่ามีระบบแลกเปลี่ยนของในคลังสินค้า

ระบบใช้ค่าความชอบ 1 คะแนนแลกกับน้ำตาลครึ่งช้อนในคลังสินค้าจากนั้นก็ใส่มันลงไปในถุงโจ๊กร้อน ๆ พร้อมคนให้เข้ากัน

หยางไป่หัวคอยมองเฉิงหยวนผ่านกระจกมองหลังจากเบาะหลัง เขามีท่าทีลังเลเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง

ฉือเสี่ยวฉือปล่อยให้เขาต่อสู้กับตัวเองอยู่พักหนึ่งถึงให้ความสนใจ"เหล่าหยาง เป็นอะไรหรือเปล่าครับ เมารถเหรอ"

หยางไป่หัวตัดสินใจพูดในที่สุด

เขาเอนตัวมาข้างหน้าพร้อมเอ่ยถาม "ช่วงนี้นายยุ่งหรือเปล่า"

"ยุ่งสิครับ ยุ่งมากเลย"

เมื่อพูดออกไปเช่นนี้ เสียงของเฉิงหยวนก็เต็มไปด้วยพลังที่ออกมาจากข้างในบรรยากาศอบอวลไปด้วยการออดอ้อน

หยางไป่หัวถามเขา "แต่งเพลงเป็นยังไงบ้างแล้ว"

เดิมทีเฉิงหยวนอยากจะพรั่งพรูถ้อยคำออกมา แต่เขารู้ว่าหยางไป๋หัวเป็นนัก วิทยาศาสตร์ และสนใจในอาชีพของเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาจึงกลืนคำพูดมากมายเหล่า นั้นลงไป "กำลังเขียนอยู่ครับ"

หยางไป่หัว "เสี่ยวเฉิง ฉันมีเรื่องอยากปรึกษานาย"

"ว่าไงครับ"

หยางไป๋หัว "พ่อแม่กับพี่สาวคนที่สามของฉันจะมาอาทิตย์หน้า แต่นายกำลังยุ่งอยู่กับการแต่งเพลง และพี่สาวคนที่สามของฉันอาจพาเด็กมาด้วยถ้าเกิดพวกเขาเสียงดังมันอาจจะรบกวนนายเอาได้"

ฉือเสี่ยวฉือวิเคราะห์กับระบบด้วยความสนใจใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง "เห็นไหมเขากำลังกันฉันออกไป"

ระบบเงียบ

ฉือเสี่ยวฉือไม่ได้พูดเล่น ตอนนี้หยางไป๋หัวยังไม่ได้เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์กับครอบครัวของตน

พูดให้ถูกก็คือในตอนนั้นนอกจากพ่อแม่ของหยางไป๋หัวกับเสี่ยวเยี่ยนแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าหยางไป๋หัวชอบเพศเดียวกัน จนกระทั่งเขาแต่งงานกับสาวสวยลูกครึ่งคนหนึ่ง

ในโลกเดิมถึงฉือเสี่ยวฉือจะเป็นคนใจกว้างเหมือนเจ้าของร่างเดิม แต่เขาก็รู้ว่าข้ออ้างของหยางไป๋หัวมันห่วยแตก

เดิมที่พวกเขาก็ไม่ค่อยมีความสุขเพราะเรื่องที่พี่ชายของเฉิงหยวนส่งรถมาให้ ในตอน นั้นเฉิงหยวนได้กล่าวโทษตัวเองออกมา "ผมไม่เหมาะสมที่จะถูกเปิดตัวในฐานะคนรักเลยใช่ไหมครับ" ทั้งสองคนมีปากเสียงกันอีกสองสามประโยค ทะเลาะกันค่อนข้างรุนแรงจนหยางไป๋หัวต้องย้ายไปนอนโซฟาในคืนนั้น

ดีที่เฉิงหยวนใจกว้างและไม่ผูกใจเจ็บ เช้าวันถัดมาเขาก็กลิ้งตัวอยู่ในผ้าห่มบนโซฟาเพื่อขอคืนดีกับหยางไป๋หัว

เขาถือโทรศัพท์เอาไว้ คลอเคลียอยู่ตรงอกของหยางไป่หัวขณะกล่าว"พี่ดูสิ สัปดาห์หน้าผมจะไปนอนบ้านเพื่อนร่วมชั้นหนึ่งอาทิตย์ พี่อย่าโกรธเลยนะ"

ตอนที่ฉือเสี่ยวฉือได้รับข้อมูลของโลกนี้ และได้เห็นช่วงเวลาเหล่านั้นเขาก็ครุ่นคิด 'เฮ้สหาย นายไม่ใช่ท่อนไม้นะ'

หากรู้สึกไม่พอใจ แน่นอนว่านายสามารถแสดงมันออกมาได้ แต่การแสดงออกก็ต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบและวิธีการด้วย

เฉิงหยวนนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่ได้ตอบรับในทันที

หยางไป๋หัวรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เขาคอยสังเกตท่าทีของเฉิงหยวนผ่านกระจกมองหลัง

ไม่นานเฉิงหยวนก็ยิ้มกว้างเผยฟันขาวออกมาหนึ่งแถว "ได้สิครับ"

ปลายนิ้วลูบเบา ๆ บนหนังที่หุ้มพวงมาลัยรถ "พ่อกับแม่ต้องไม่ยอมพักที่โรงแรมแน่ มันแพงเกินไป สภาพเกสต์เฮาส์แถวบ้านพวกเราก็ไม่ค่อยดี แถมพวกเขายังเดินทางมาไกล ถ้าให้พวกเขาใช้ห้องน้ำสาธารณะ น้ำร้อนก็ไม่มีตลอด 24 ชั่วโมง มันไม่ดีเลยจริง ๆ"

หลังจากพูดรวดเดียวจบ เขาก็เงยหน้ายิ้มบาง ๆ ให้หยางไป่หัวผ่านกระจกมองหลัง เอาอกเอาใจอย่างเต็มที่

เขาพลันหลุบตาลงต่ำ แสงไฟสีเหลืองนวลบนท้องถนนภายนอกหน้าต่างอาบไล้แก้มของเขาอย่างพอเหมาะพอดี "แต่ที่บ้านก็มีแค่หนึ่งห้องนอนกับหนึ่งห้องโถงเท่านั้น พอถึงเวลานั้น ก็ให้พ่อกับแม่นอนห้องนอนใหญ่ แล้วเตรียมที่นอนอัดลมสองอันให้พี่สาวคนที่สามกับลูกของเธอดีไหมครับ"

เขาคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหยางไป๋หัวเพื่อขอความเห็นจากอีกฝ่ายผ่านกระจกมองหลังอีกครั้ง

ทว่าแค่คำพูดไม่กี่ประโยค เบ้าตาของเฉิงหยวนก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อหยดน้ำในตาถูกแสงจากภายนอกหน้าต่างตกกระทบจนเปล่งประกายอยู่แวบหนึ่งสว่างไสวจนทำให้ผู้คนเกิดอาการตกตะลึง

เมื่อรู้ว่าตัวเองเสียอาการ เฉิงหยวนก็รีบละสายตาออกไปทันที เขาส่งเสียงไอเหมือนกำลังพยายามปกปิดอะไรบางอย่างอยู่

หยางไป่หัวใจหวิว "....เสี่ยวเฉิง"

เมื่อรู้ตัวว่าถูกจับได้แล้ว เฉิงหยวนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง เขามองหยางไป๋หัว ยิ้มตาหยีให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนเพื่อบอกเป็นนัย ๆ ให้รู้ว่าตัวเองไม่เป็นอะไร

เมื่อถูกมองด้วยสายตาแบบนี้ หัวใจของหยางไป่หัวก็พลันอ่อนยวบ

...เฉิงหยวนเข้าใจความลำบากของเขาดี รู้ว่าเขายังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยกับพ่อแม่ ก็เลยรู้สึกเศร้าและพยายามคล้อยตามเขา

ความรู้สึกผิดพันรอบหัวใจของหยางไป่หัว

หยางไป๋หัว "เสี่ยวเฉิง ฉันจะหาโรงแรมให้นายพักนะ"

เฉิงหยวนไม่ปฏิเสธ เขาพูดออดอ้อนด้วยเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย ครับผมอยากอยู่ที่ที่ดีที่สุด ผมต้องการโรงแรมห้าดาว"

หยางไป๋หัวหัวเราะออกมาอย่างขบขันและกล่าวอย่างให้ความร่วมมือ"ได้ ๆ ห้าดาวเลย"

ระบบรู้สึกแปลกใจ การแสดงนี้มันสมบูรณ์แบบมาก

การแสดงออกแม้เพียงเล็กน้อยของฉือเสี่ยวฉือสอดรับกันดีทั้งหมดอย่างน่าประหลาดใจแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของแสงและเงาภายนอกหน้าต่างรถก็ถูกเขาเอามาใช้ประโยชน์อย่างถึงที่สุด

หากนี่เป็นสถานที่ถ่ายหนัง การแสดงของเขาก็สมบูรณ์แบบไม่ว่าจะถูกจับด้วยกล้องตัวไหนก็ตาม

ระบบเคยสแกนดูข้อมูลของฉือเสี่ยวฉือคร่าว ๆ มาก่อน จึงรู้ว่าก่อนที่จะทะลุมิติมา เขาเป็นนายแบบและนักแสดงที่มีแฟนคลับและแอนตี้แฟนอยู่มากมาย

ตอนอายุ 16 ฉือเสี่ยวฉือเริ่มต้นจากการเป็นนายแบบ และตกลงไปในบ่อโคลนของแฟนคลับกับแอนตี้แฟน จากการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เขาน่าจะเป็นดาราที่ดึงดูดแฟน ๆ ได้ด้วยหน้าตา ไม่ใช่นักแสดงที่มีความสามารถอะไร

ทว่าดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ เหมือนมันจะไม่ใช่อย่างนั้น

ระบบได้หาเวลาว่างมาศึกษาภูมิหลังของฉือเสี่ยวฉือเพื่อให้พวกเขาสามารถปรับตัวเข้าหากันได้โดยเร็วที่สุด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภารกิจให้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเทียบกับระบบคนอื่น ๆ แล้ว ในขณะที่ทำภารกิจ 061 มักจะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเสมอ

และการแสดงของฉือเสี่ยวฉือในครั้งนี้ก็ได้รับรางวัลอย่างท่วมท้น

เขากล่าวอย่างปลี้มอกปลื้มใจ "ระบบ ๆ ค่าความชอบเพิ่มขึ้น 15 คะแนนส่วนค่าความเสียใจก็เพิ่มขึ้นตั้ง 6 คะแนนแน่ะ"

ระบบก็ได้รับการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน "ครับ ทำได้ดีมาก"

ฉือเสี่ยวฉือ "เหมือนเดิม แลกการ์ด"

ระบบ "..." ไอ้เหมือนเดิมนี่มาจากไหนครับ

ฉือเสี่ยวฉือ "15 คะแนนสามารถแลกการ์ดอะไรได้บ้างนะ... ช่างเถอะตอนเย็นเอาคลังสินค้ามาให้ฉันดูหน่อยแล้วกัน ฉันจะเปิดดูเอง"

ระบบ "...ครับ"

ฉือเสี่ยวฉือถาม "การ์ดที่ไม่ได้ใช้สามารถนำไปใช้ยังโลกถัดไปได้หรือเปล่า"

ระบบ "...ได้ครับ"

ฉือเสี่ยวฉือยิ่งมีความสุข "เยี่ยมมาก การ์ดในคลังสินค้ามีทั้งหมดกี่ใบถ้าฉันรวบรวมได้ครบจะมีรางวัลให้หรือเปล่า"

ระบบเตือนเขา "คุณฉือ พวกเราเป็นระบบที่ได้มาตรฐาน ไม่ใช่เกมรวบรวมการ์ดนะครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "ฉันชอบเกมรวบรวมการ์ด เมื่อก่อนในโทรศัพท์ฉันมีเกมรวบรวมการ์ดชื่อว่า 'อัญเชิญอสูร' จากฮีโร่ 513 คน ฉันขาดอีกแค่ 6 คนก็จะรวบรวมได้ครบแล้ว"

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ฉือเสี่ยวฉือก็พูดต่อด้วยความเจ็บปวด "...พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะรวบรวมได้ครบ"

นี่ถือเป็นเรื่องที่โหดร้ายจริง ๆ สำหรับนักสะสม

ระบบไม่สนใจเขา ฉือเสี่ยวฉือก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจเช่นกัน

ใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว

บริเวณบ้านที่พวกเขาสองคนเช่าอยู่ไม่มีที่จอดรถฟรี ดังนั้นฉือเสี่ยวฉือจึงจอดรถไว้ที่ถนนด้านนอก

ในขณะที่ดึงกุญแจรถออก ฉือเสี่ยวฉือก็หันหน้าไปทางกระจกหน้าต่างรถมองเห็นเงาของเฉิงหยวนที่สะท้อนกลับมาพอดี

มุมปากของเขากระตุกขึ้นตามธรรมชาติคล้ายกับต้นกล้าที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความรัก

ใครจะไปคิดว่าสามปีต่อมา หนุ่มน้อยผู้ร่าเริงและใสซื่อบริสุทธิ์คนนี้จะกรีดข้อมือฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้าที่เมืองริมน้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในต่างประเทศ

 

1. ตัวอักษรหมาง (Máng) ประกอบด้วยตัว (Wáng - ตาย/สูญหาย) และส่วนข้าง (อี้)เมื่อตัวหนังสือด้านข้างหลุดไปจึงเหลือเพียงแค่

2. ตัวอักษรเป่ย หมายถึง "ทิศเหนือ" ในภาษาจีน

4

 

เรื่องการคัดลอกผลงาน เป็นเพียงเสียงแตรของจุดเริ่มต้นชะตากรรมอันแสนเศร้าของเฉิงหยวนเท่านั้น

ตอนที่หยางไป๋หัวกลับมาถึงบ้าน เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้อันสิ้นหวังของเฉิงหยวน เขาก็เข้าไปจับไหล่ของเฉิงหยวนเอาไว้พร้อมเอ่ย "เสี่ยวเฉิง นายใจเย็น ๆ ก่อนนะ"

เฉิงหยวนร้องไห้จนตาแดง "เหล่าหยาง พี่ต้องเชื่อผมนะ ๆ"

หยางไป๋หัว "ฉันเชื่อนายอยู่แล้ว"

เฉิงหยวนดึงหยางไป่หัวเอาไว้เพื่อยืนยันกับเขาซ้ำ ๆ และขอความช่วยเหลือจากเขา "เพลงนั้นพี่ก็เห็นว่าผมเป็นคนแต่งใช่ไหม ผมยังเปิดให้พี่ฟังอยู่เลย ผมจะ..."

หยางไป๋หัวกุมมือของเฉิงหยวนแล้วนำมาวางไว้ตรงอก "ฉันรู้ทุกอย่าง"

เฉิงหยวนพิงเนื้อตัวอันสั่นเทาเข้ากับอกแกร่งและอบอุ่นนั้น ดั่งจอกแหนที่อยู่ท่ามกลางสายลมซึ่งได้พบกับแหล่งพึ่งพิงในที่สุด เขาได้ยินเสียงหัวใจเต้นดังอยู่ใกล้มาก หูของเขาชาและอุ่นร้อน รู้สึกราวกับโลกทั้งใบมีแค่ตรงนี้ที่ปลอดภัยที่สุด

เมื่อมีที่พึ่งพิงที่รู้สึกสบายใจแล้ว ดวงตาแดงก่ำของเฉิงหยวนก็ลุกเป็นไฟเขากัดฟันพูดอย่างโกรธแค้น "ผมปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้ ผมจะฟ้องถังฮวนผมต้อง..."

หยางไป๋หัวชะงักนิ่ง

เขาลูบหลังเฉิงหยวน "เสี่ยวเฉิง นายยังใจร้อนอยู่ อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรตอนนี้เลย"

แต่เฉิงหยวนไม่สนใจมากนัก

เขาปวดหัวไมเกรนอย่างแรง ก่อนหยางไป๋หัวกลับมาเขากินยาไปสองเม็ดแล้ว แต่ยาก็ออกฤทธิ์ช้า อาการปวดหัวและความโกรธทำให้เขาทรมานจนตัวสั่นเหงื่อออกไปทั้งตัว "มีสิทธิ์อะไร นี่เป็นเพลงของผม ผมจะไม่ปล่อยให้เธอขโมยผลงานไปแล้วมาใส่ร้ายผม--"

หยางไป๋หัวขมวดคิ้ว ก่อนจะดันตัวเขาออกพร้อมพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย "เสี่ยวเฉิง นายใจเย็นก่อน ฟังฉัน นายฟ้องเธอไม่ได้"

เฉิงหยวนอ้าปากคล้ายจะพูดหากไม่มีเสียงใดออกมา ได้แต่มองไปที่เขาและรอให้เขาอธิบาย

หยางไป่หัวถอนหายใจยาว "...เรื่องนี้ เป็นความผิดของเสี่ยวเยี่ยน"

หยางเสี่ยวเยี่ยนเป็นลูกพี่ลูกน้องของหยางไป๋หัว เธอเข้าเรียนที่คณะศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นรองในเมืองเดียวกันกับลูกพี่ลูกน้องเป็นเวลาหนึ่งปีครึ่งแล้ว และหยางไป๋หัวก็ได้รับการไหว้วานจากอาสามแห่งตระกูลหยางให้ช่วยดูแลเธอ เธอมากินข้าวที่บ้านหยางไป๋หัวบ่อย ๆ และเป็นคนแรกของตระกูลหยางที่รู้ว่าลูกพี่ลูกน้องเป็นเกย์ เธอยังเคยอ้างว่าตัวเองเป็น 'คนรักษาความลับ' จนทำให้หยางไป๋หัวต้องเลี้ยงข้าวเธอชุดใหญ่

ตระกูลหยางหน้าตาดีทุกคน หยางเสี่ยวเยี่ยนก็ไม่นับว่าหน้าตาซีริ้วขี้เหร่อะไร ใบหน้าของเธอเกลี้ยงเกลาเหมือนลูกแตงโม เธอชอบดนตรีและยังรักการแต่งทำนองเพลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเนื้อเพลงสามารถกระตุ้นความรู้สึกโศกเศร้าของเด็กสาวได้ ทำให้เธอมีแฟนคลับเกือบหมื่นคน มันทำให้เธอภูมิใจมากและเอาไปโอ้อวดได้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ

แต่เฉิงหยวนไม่ชอบเธอเลยจริง ๆ

ทุกครั้งที่เธอมา เธอมักจะถามเฉิงหยวนอย่างกวน ๆ ว่าขายเพลงได้กี่หยวนถามว่าเขามีช่องทางในการขายเพลงหรือไม่ เฉิงหยวนไม่ชอบฟังอะไรแนวนี้เขาพูดเลี่ยงอย่างขอไปที่ทุกครั้ง แต่เสี่ยวเยี่ยนก็ไม่เคยมองออกเลย ทั้งยังไปพูดกับหยางไป๋หัวอย่างกระเง้ากระงอดอีก 'พี่ดูสิ บ้านเสี่ยวเฉิงเกอมีช่องทางในการขายเพลงได้แต่ก็ไม่ช่วยเหลือฉันเลย น่าเบื่อจริง ๆ'

เสี่ยวเยี่ยนพักอยู่ในหอพักห้องสี่คน เด็กสาวอีกสามคนเป็นคนในเมืองเธอไม่ยอมแตกต่างจากคนอื่นเลยต้องซื้อเครื่องสำอางดี ๆ และซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมมาใส่

แน่นอนว่าการใช้เงินแบบนี้ทำให้เงินไม่พอใช้ เธอจึงต้องมาขอยืมเงินหยางไป่หัวบ่อย ๆหยางไป๋หัวก็ให้เธอยืมทุกครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่ปฏิเสธเลยทำให้เขาไม่กล้าสั่งอาหารจานเนื้อในโรงอาหารของบริษัทตลอดหนึ่งเดือน

เฉิงหยวนมองดูด้วยความปวดใจ เขาจึงเริ่มเรียนทำอาหารตั้งแต่นั้นมา

เฉิงหยวนมองหยางไป๋หัวอย่างนิ่งงัน พลางกล่าวอย่างคนไร้สติ "...เมื่อกี้พี่พูดว่าอะไรนะครับ"

หยางไป๋หัวกล่าวด้วยความเสียใจ "เมื่อกี้หลังจากที่ฉันวางสายจากนายเสี่ยวเยี่ยนก็โทร.มา นายจำได้ไหมตอนที่พ่อแม่กับพี่สาวคนที่สามมาครั้งก่อนแล้วนายออกไปอยู่ข้างนอกแบตโทรศัพท์ของเธอหมดก็เลยเอาโทรศัพท์ฉันไปเลื่อนดูเถาเป่า[1] เล่นไปเล่นมาก็ไปเปิดเดโม ที่นายแต่งโดยไม่ทันระวังเธอฟังแล้วชอบมากก็เลยถามฉันว่าใช่เพลงที่นายเขียนหรือเปล่าแถมยังชื่นชมนายอีกด้วย"

เฉิงหยวนเบิกตากว้างเล็กน้อย

หยางไป๋หัวฝืนพูดต่อ "ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรมากและพูดไปว่านายแต่งเพลงอยู่เป็นประจำ เธอส่งเสียงตอบรับแล้วก็เอาไปเล่นต่อ ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะ..."

ในที่สุดเฉิงหยวนก็เข้าใจ เขาพูดอย่างไม่อยากเชื่อ "เธอขโมยเพลงผมไปขายเหรอ หรือว่าพี่ยอมให้เธอขโมยไปกันแน่"

"นายอย่าพูดอะไรที่ไม่น่าฟังอย่างนี้สิ" หยางไป๋หัวกล่าวอย่างจนปัญญา"ฉันไม่รู้เรื่องนี้เสี่ยวเยี่ยน...เธอก็แค่ชอบเพลงของนายเท่านั้น เธอบอกฉันว่าเธอไม่มีเงินก็เลยอยากหาเงิน ด้วยตัวเอง แต่เพลงที่เธอเขียนไม่มีบริษัทไหนสนใจเลย ดังนั้นก็เลยลองเอาเพลงของนายกับเพลงของตัวเองมามิกซ์กันดูไม่คิดเลยว่าพอส่งไปจะได้รับการตอบรับทันทีและขายได้ทั้งหกเพลงเลย ส่วนเพลง 'ภาษาหัวใจ' กับ 'คิดถึงยามฤดูใบไม้ร่วง'...ก็ถูกถังฮวนเลือกไป"

" 'แค่ชอบงั้นเหรอ' " เขาโมโหจนสั่นไปทั้งตัว "เธอเคยถามผมว่าจะตั้งชื่อเพลงว่าอะไรผมก็เลยบอกเธอ เพราะหนึ่งเพลงในนั้นผมคิดไว้อย่างดีแล้ว นั่นก็คือเพลง 'ภาษาหัวใจ' "

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วเอาชื่อเพลงบนอัลบั้มของถังฮวนให้หยางไป๋หัวดู "...เหล่าหยาง ผมขอถามพี่หน่อยนะครับ นี่มันอะไร! แม้แต่ชื่อเธอก็ลอกไป นี่ไม่ได้เรียกว่าจงใจหรือไงกัน"

"นายแต่งเพลงมากมายขนาดนั้นแต่ก็ไม่ได้เอามันออกมาขาย เธอเลยไม่คิดว่านายจะเอาเพลงพวกนี้ไปทำอัลบั้ม" น้ำเสียงของหยางไป๋หัวหนักแน่นขึ้นเขายื่นมือไปจับข้อมือของเฉิงหยวนไว้ "เธอไม่คิดว่าเรื่องราวมันจะใหญ่โตขนาดนี้ตอนที่เธอโทร.มาหาฉัน เธอกลัวและร้องไห้หนักมาก"

เฉิงหยวนคิดอย่างไร้ความรู้สึก 'เธอร้องเพื่ออะไรกัน'

หยางไป๋หัวเกลี้ยกล่อมเขาไม่หยุด "เธอรู้แล้วว่าตัวเองผิด เธออายุยังน้อย นายให้อภัยความผิดพลาดที่เธอทำเถอะนะ ถ้านายฟ้องร้องเธอเรื่องก็จะยิ่งยุ่งยากไปมากกว่านี้ เธอจะทำตัวยังไงตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยจะบอกกับที่บ้านยังไง"

ราวกับมีน้ำเย็นราดอยู่บนหลังของเฉิงหยวน เขาจับหยางไป่หัวเอาไว้แล้วถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างเจ็บปวด "...แล้วผมล่ะ ผมล่ะ พี่จะให้ผมใช้ชีวิตต่อไปยังไง"

หยางไป๋หัวกุมแก้มของเฉิงหยวนเอาไว้อย่างอ่อนโยน "ไม่เป็นไรนะฉันเชื่อนาย ชาวเน็ตพวกนั้นไม่รู้ว่าเรื่องราวที่แท้จริงเป็นยังไง พวกเขาแค่หลับหูหลับตาด่า ถ้าดึงสายเน็ตออกก็ไม่มีใครมาทำร้ายนายได้แล้ว"

ชีวิตของเฉิงหยวนราบรื่นมาโดยตลอด เขาไม่เคยต้องพบเจอเรื่องราวใหญ่โตอะไร พอมีเหตุการณ์นี้เข้ามาก็เหมือนกับโลกได้พังทลายลง จิตใจของเขาสับสนวุ่นวายไปหมด น้ำเสียง ที่สุขุมของหยางไป๋หัวสั่นคลอนจิตใจเขา "...งั้นเหรอครับ"

"ใช่แล้ว" หยางไป๋หัวค่อย ๆ โน้มน้าว "นายคิดดูสิ พ่อแม่ของฉันรักเสี่ยวเยี่ยนเหมือน ลูกสาวตั้งแต่เธอยังเด็ก ถ้าความสัมพันธ์ของเราถูกเปิดโปงเพราะเรื่องของเสี่ยวเยี่ยน แล้วชื่อเสียงของเสี่ยวเยี่ยนถูกทำลายป่นปี้มีเรื่องการฟ้องร้องเข้ามาวุ่นวาย พวกเขาจะยอมรับนายได้ยังไงล่ะ"

เฉิงหยวนยกมือขึ้นกุมหัวและขดตัว

"...ทำไมกัน" เฉิงหยวนพึมพำ "ทำไม..."

อุดมการณ์ของเขา ความฝันทางดนตรีของเขา...พังหมดแล้ว

อีกทั้งคนรักของเขาก็ยังยืนหยัดอยู่ข้างครอบครัวอย่างแน่วแน่ ถ้าเขาไม่ยอมและยังจะจัดการเรื่องของหยางเสี่ยวเยี่ยนต่อไป อนาคตของเขากับหยางไป่หัวก็คงต้องจบลง

คนรัก อุดมการณ์ เขาต้องการอะไรกันแน่

เฉิงหยวนน่ารักน่าเอ็นดูมาตั้งแต่เด็ก นอกจากดนตรีแล้วเขาก็ไม่มีความชอบอะไรอีก หยางไป๋หัวเป็นคนแรกที่เฉิงหยวนรักจนสุดหัวใจ

การรักคนคนหนึ่งคือการนำคนคนนั้นเข้ามาวางไว้ในหัวใจอย่างทะนุถนอมทั้งยังหวั่นกลัวว่าหัวใจจะไม่อ่อนนุ่มมากพอสำหรับเขาอีก หยางไป๋หัวเป็นคนดีอ่อนโยนกับเขา คอยปลอบโยนตอนที่เขาอารมณ์ไม่ดี ทั้งยังเป็นคนสุขุมขยันหมั่นเพียร ส่วนเรื่องบนเตียงของพวกเขาก็เข้ากันได้ดี

หลังจากพบเจอกับมรสุมร้ายแรงที่เฉิงหยวนไม่อาจยอมรับได้ ถ้ายังจะมาฉีกอกควักเอาคนที่เขารักมาตลอดสามปีออกไปอีก

เขาทนไม่ได้

เฉิงหยวนจับชายเสื้อของหยางไป๋หัวไว้แน่นพร้อมเอ่ยถามเสียงเบา"ชื่อเสียงของผมแปดเปื้อนแบบนี้แล้วผมจะแต่งเพลงได้ยังไง ยังจะมีคนต้องการผมอยู่อีกเหรอครับ"

พอหยางไป๋หัวได้ยินก็รู้สึกสบายใจ เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างไม่รู้ตัว

เขาโอบเฉิงหยวนเข้ามาไว้ในอ้อมแขน "แต่ฉันต้องการนาย"

...นี่ไม่ใช่คำตอบที่เฉิงหยวนต้องการ

ทว่านี่ก็เป็นสิ่งเดียวที่เขาจะได้รับในตอนนี้ และมันก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

บริษัทของเฉิงหยวนออกมาแถลงการณ์อย่างรวดเร็ว และตักเตือนพฤติกรรมการคัดลอกผลงานที่เลวร้ายในครั้งนี้อย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังยกเลิกสัญญากับเฉิงหยวนอย่างไม่ลังเลพร้อมเรียกร้องให้เขาชดใช้ค่าเสียหายในการผิดสัญญา

ในช่วงเวลาวิกฤต เฉิงเจี้ยนพี่ใหญ่ของเฉิงหยวนก็รีบมาหาเขาทันที่ด้วยความโกรธ เขาดุด่าว่ากล่าวน้องชายไปรอบหนึ่ง "เฉิงหยวน ทำไมนายทำแบบนี้ เกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ทำไมถึงไม่บอกคนในครอบครัวเลย ถ้ายังเป็นคนของตระกูลเฉิงอยู่ นายก็ควรรีบบอกพวกเราสิ!"

เฉิงหยวนเงียบไม่พูดอะไร

ชื่อเสียงของเขาแหลกละเอียดไปแล้ว ในเมื่อตัดสินใจจะปิดบัง เขาก็ต้องปิดบังแม้แต่ครอบครัวของตนเอง

หลังจากพี่ใหญ่ว่ากล่าว เขาก็ชดใช้เงินค่าเสียหายให้ ทั้งยังใช้เงินเพื่อจัดการลบโพสต์ต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตอีกด้วย ทว่าเหมือนจะยังไม่สามารถระบายความโกรธทั้งหมดได้ เขาเลยเข้าไปด่าคนที่ว่าน้องชายของเขาด้วยตัวเอง

เมื่อชาวเน็ตเห็นว่าคอมเมนต์ของตัวเองถูกลบก็ยิ่งตอบโต้กลับมากขึ้นพาให้สถานการณ์เลวร้ายมากกว่าเดิม บริษัทของถังฮวนก็ไม่ยอมแพ้ ทั้งยังเป็นคนทำให้มันรุนแรงมากขึ้นอีก ด้วย พวกเขาคอยผลักดันอยู่เบื้องหลังจ้างทั้งมือรับจ้างโพสต์และพวกแอ็กเคานต์ที่รับจ้างปล่อยข่าวไม่ดีเกินจริงแฟนคลับหนึ่งในห้าแสนคนนั้นมีอยู่คนหนึ่งที่กระทำการดุเดือดมากเขาเป็นที่รู้จักในฐานะแฟนคลับของถังฮวน ในหนึ่งวันเขาเขียนข้อความหกเจ็ดโพสต์บนเวยป๋อเพื่อเหน็บแนมเฉิงหยวน

โพสต์หนึ่งในนั้นกล่าวว่า "ตอนนี้สุนัขขโมยผลงานน่าจะกลัวจนตัวสั่นและหดตัวอยู่ในผ้านวมสินะ [รูปหัวหมา] [รูปหัวหมา] [รูปหัวหมา]"

ด้านล่างก็เป็นความคิดเห็นหยาบคายและน่าขยะแขยงจำนวนมากจากแฟนคลับของถังฮวน

เฉิงหยวนกลัวมาก ๆ เขาปิดข้อความส่วนตัว ปิดโทรศัพท์มือถือ ขังตัวเองเอาไว้ หยางไป๋หัวต้องพยายามอดทน ถึงอย่างไรเขาก็ต้องทำงาน ไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนเฉิงหยวนมากขนาดนั้น

เฉิงหยวนคิดว่าผ่านไปสักพักสถานการณ์คงจะดีขึ้น หากเขาผ่านมันไปได้เขาก็จะกลับมาได้อีกครั้ง

ทว่าในเวลาต่อมา เฉิงหยวนก็พบว่าตนไม่สามารถแต่งเพลงได้อีกแม้กระทั้งเปียโนเขาก็แตะมันไม่ได้เลย ทันทีที่กดคีย์บอร์ดลงไป เขาก็จะเอาแต่คิดถึงเพลง 'ภาษาหัวใจ' ที่ตั้งใจเขียนอย่างดีที่สุดในเวลานั้น เขามือสั่นหัวใจเต้นรัวจนรู้สึกอยากอาเจียน สุดท้ายก็ไม่สามารถเล่นได้จนจบเพลง

หลังจากที่เขาพยายามเล่นอยู่หลายรอบ เขาก็กำหมัดสองข้างและทุบลงไปบนแป้นเปียโนทันที

เปียโนส่งเสียงกระหึ่มออกมา

ตอนอยู่มหาวิทยาลัย เฉิงหยวนเป็นอัจฉริยะมากพอที่จะคุมวงออร์เคสตราได้เพียงลำพัง

คนเดียว ทว่าตอนนี้แม้แต่ 'บทกวีเพื่อความสุข[2]' เขาก็ยังเล่นไม่ได้เลย

วันนั้นเฉิงหยวนร้องไห้อย่างหมดอาลัยตายอยากทั้งวัน

หลังจากที่หยางไป๋หัวกลับมาก็กอดปลอบเขา "แต่งไม่ได้ก็ไม่ต้องแต่งฉันจะเลี้ยงนายเอง"

หยางไป๋หัวอ่อนโยนมาตลอดราวกับว่าเรื่องที่เฉิงหยวนประสบอยู่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ร้ายแรงอะไร และคอยแบกรับเรื่องราวต่าง ๆ ไปด้วยกัน

แต่นับวันเฉิงหยวนกลับยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ

เขามักจะนั่งอยู่บนเตียงตลอดทั้งวันโดยไม่รู้ว่าควรทำอะไร แม้แต่แสงแดดเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้เขากลัว เขามีอาการเบื่ออาหารมาเป็นเวลานานแต่ก็มีบางครั้งที่กินเยอะเกินไป เขา มักจะลืมว่าวางกุญแจและกระเป๋าเงินไว้ตรงไหน บันทึกบนโต๊ะก็ไม่ได้เขียนมานานแล้ว

เขารู้ว่าตัวเองป่วย แต่เมื่อบอกกับหยางไป่หัว หยางไป๋หัวก็ตอบเพียงว่า'อารมณ์ของนายแค่ไม่ดี ออกไปเดินเล่นเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว'

หลังจากผ่านไปสามเดือน เฉิงเจี้ยนที่เคยต่อว่าน้องชายใหญ่โตก็แอบมาดูชีวิตความเป็นอยู่ของน้องชาย

เมื่อเห็นน้องชายที่ผอมจนใกล้จะเหลือแต่กระดูก เฉิงเจี้ยนก็ตกใจเป็นอย่างมากและพยายามพาเขาไปพบจิตแพทย์

เฉิงเจี้ยนนำผลการวินิจฉัยและแนวทางการรักษาภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางของน้องไปให้พ่อแม่ดู เมื่อแม่ของเขาเห็นก็ร้องไห้ออกมา

เมื่อลูกชายกลายเป็นแบบนี้ พ่อของเฉิงหยวนก็รีบหาทางติดต่อพ่อแม่ของหยางไป๋หัวทันที เพื่อถามว่าพวกเขามีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

พอได้พบกับสีหน้าตกใจของพ่อแม่ตระกูลหยาง พ่อแม่ตระกูลเฉิงถึงได้รู้ว่าหยางไป๋หัวไม่เคยบอกพ่อแม่ของตัวเองเลยว่าตนคบกับผู้ชายมานานกว่าสามปีแล้ว

พ่อแม่ตระกูลเฉิงเข้าใจดีว่าสภาพแวดล้อมภายในประเทศไม่เอื้ออำนวยพวกเขาวางแผน ที่จะให้เสี่ยวหยวนย้ายไปอยู่ที่เมืองเล็ก ๆ ในต่างประเทศเพื่อพักฟื้น และที่นั่นก็มีโรงพยาบาล ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านการรักษาโรคซึมเศร้าอยู่

เมื่อเสี่ยวหยวนป่วยแบบนี้จึงทำให้ไม่สามารถแยกจากหยางไป๋หัวได้ท้ายสุดแล้วหยางไป๋หัวก็เดินทางไปกับเขา เพราะตระกูลเฉิงจัดการปัญหาเรื่องวีซ่าทำงานและอพยพย้ายถิ่นให้

เมืองเล็ก ๆ แห่งนั้นตั้งอยู่ในยุโรปและผ่านกฎหมายการแต่งงานของเพศเดียวกันมานานกว่าสิบปีแล้ว

สิ่งที่พ่อแม่ตระกูลเฉิงทำนั้นพูดได้ว่าเป็นการยอมถอยครั้งยิ่งใหญ่เพื่อลูกชายของพวกเขา

เดิมที่พ่อแม่ตระกูลเฉิงคิดว่าพ่อแม่ตระกูลหยางจะคัดค้านจึงเตรียมคำพูดโน้มน้าวเอาไว้มากมาย แต่หลังจากที่พวกเขากลับไปปรึกษากันได้แค่คืนเดียว วันต่อมาพวกเขาก็ตกปาก รับคำเฉิงหยวนกับหยางไป๋หัวย้ายไปอยู่ต่างประเทศด้วยกัน

ในปีที่สองที่ไปต่างประเทศ อาการของเฉิงหยวนก็ดีขึ้น เขาสามารถเล่นเปียโนได้แล้วตอนที่เขากลับมานั่งบนเก้าอี้เปียโนได้อีกครั้ง เขาเผยรอยยิ้มเหมือนเด็ก ๆ "เหล่าหยาง คุณอยากฟังเพลงอะไร ผมจะเล่นให้คุณฟังเอง"

ในปีนั้นพวกเขาได้จดทะเบียนสมรสและจัดงานแต่งงานที่เรียบง่ายในโบสถ์

ในปีที่สามหน้าที่การงานของหยางไป๋หัวก็ดีขึ้นมาก เขาขอให้พ่อแม่ย้ายมาอยู่ที่ต่างประเทศด้วยกัน เฉิงหยวนก็ยินยอม

ในปีที่สี่หยางไป๋หัวเริ่มงานยุ่งมากขึ้นทุกวัน วันหนึ่งตอนที่เขากลับมาบ้านเฉิงหยวนก็พบว่าเสื้อเชิตที่เขาใส่อยู่ไม่ใช่ตัวที่เขาใส่ออกไปเมื่อวาน

เฉิงหยวนเริ่มกินยาอีกครั้ง

เขาไม่รู้ว่าควรถามหยางไป๋หัวอย่างไรดี และเขาก็ไม่อยากรู้คำตอบ ส่วนพ่อแม่ตระกูลหยางนั้นมักจะปฏิบัติกับเขาอย่างเย็นชา ไม่ถือว่าแย่ แต่ก็ไม่ถือว่าดี ถึงจะอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่ในหนึ่งวันพวกเขาก็พูดกันไม่ถึงสองประโยคด้วยซ้ำ

หยางไป๋หัวยุ่งมาก เฉิงหยวนอยู่บ้านกับคนแก่สองคนที่ไม่พูดคุยด้วยมันทำให้เขาเหงามาก ๆ

แต่เขาไม่อยากให้พ่อแม่กังวลว่าตนมีชีวิตที่ไม่ดี ทุกครั้งที่โทรศัพท์คุยกับพวกท่าน เขา มักจะฝืนยิ้มออกมาอย่างสดใสและพูดกับพวกท่านว่า"ผมสบายดีครับ ไม่ต้องเป็นห่วง"

แต่ที่จริงแล้วเขาไม่ได้สบายดีเลย

หลังจากที่อาการกำเริบอีกครั้ง เขาคิดอยากตายอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่กล้าตาย เพราะกลัวพ่อกับแม่เสียใจ กลัวหยางไป๋หัวเจ็บปวด ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปและพยายามลุกขึ้นยืนในบ่อโคลนนั้นให้ได้

เขาไม่กลัวว่าตัวเองจะเปื้อนโคลนไปทั้งตัว แต่เขากลัวว่าถ้าไม่ทันระวังจะทำให้คนสำคัญของเขาสกปรกตามไปด้วย

จนกระทั่งวันหนึ่ง หยางไป๋หัวลาพักงาน เฉิงหยวนวางแผนจะขับรถไปตลาดที่อยู่ห่างออกไปสองกิโลเมตรเพื่อซื้ออาหาร แต่เพราะลืมหยิบกระเป๋าเงินไปด้วย เขาจึงต้องวนรถกลับมาที่บ้านอีกครั้ง ทำให้บังเอิญได้ยินบทสนทนาของแม่ลูกตระกูลหยางที่หน้าประตูห้องครัวพอดี

แม่ของหยางไป่หัวบ่นว่า "ลูกไม่รู้หรอก เสี่ยวเฉิงอย่างกับจิ้งหรืดที่ถูกเลื่อยปากทิ้ง[3] สองวันพูดอยู่ห้าประโยค แม่ละอยากขอบคุณฟ้าดินจริง ๆ"

แม้จะผ่านไปหลายปี แต่น้ำเสียงการพูดของหยางไป๋หัวก็ยังอ่อนโยน "เสี่ยวเฉิงไม่ชอบพูด แม่ก็อย่าโกรธเขาเลย"

เฉิงหยวนก้มหน้าด้วยความละอายใจ

...ที่จริงแล้วเมื่อก่อนเขาพูดเก่งมาก

เมื่อคิดได้อย่างนั้นเขาก็ค่อย ๆ เดินไปหยิบกระเป๋าเงินที่วางอยู่บนโต๊ะ ทันทีที่หันหลังกลับ เขาก็ได้ยินแม่ของหยางไป๋หัวที่อยู่ข้างหลังพูดขึ้นมา "พวกเราก็ได้วีซ่าอพยพมาเรียบร้อยแล้ว เมื่อไรลูกจะเลิกกับเขาสักที"

เฉิงหยวน "..."

คอของเขาเกร็งทันที ก้มหน้าลงมองแค่ปลายเท้า รอคอยคำตอบของหยางไป๋หัว

หยางไป๋หัวเงียบ

เฉิงหยวนรู้สึกเหมือนถูกความเงียบนั้นบีบคอจนหายใจไม่ออก

แม่ของหยางไป่หัวพูดต่อ ""ยู่กับผู้ชายยังไงก็มีลูกไม่ได้ แม่กับพ่อต้องโกหกญาติ ๆบอกว่าลูกทำงานที่ต่างประเทศ ทุกคนต่างชื่นชมลูก สองวันก่อนลุงของลูกโทร.มาและขอให้พ่อเอาบุหรี่กับเหล้าจากต่างประเทศกลับไปให้ด้วย ยังถามถึงลูกด้วยว่ามีเมียฝรั่งและให้กำเนิดเด็กฝรั่งหรือเปล่า ลูกจะให้แม่ตอบลุงยังไง!"

เฉิงหยวนถูกคำพูดที่ราวกับมีดแทงทำเอาสั่นไปทั้งตัว เหมือนมีอะไรบางอย่างอัดแน่นอยู่ในกระเพาะจนรู้สึกปวดขึ้นมา

เขางอตัวลงเล็กน้อย กอดเอวและท้องที่บางเหมือนกระดาษเอาไว้ พยายามกดมันไว้อย่างสุดชีวิต

"ถ้าเป็นเมียฝรั่งแม่จะรับไหวเหรอครับ" หลังจากนั้นไม่นานเสียงอบอุ่นของหยางไป๋หัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง "ก่อนหน้านี้บริษัทรับผู้หญิงคนใหม่เข้ามาทำงานเธอเป็นคนจีน ผมกับเธอเข้า กันได้ดีมาก"

แม่ของหยางไป่หัวพอใจ แต่แล้วก็นึกถึงความยุ่งยากอีกอย่าง "ลูกจะบอกเสี่ยวเฉิงยังไงล่ะ"

คราวนี้หยางไป๋หัวเงียบไปนานกว่าเดิม

เฉิงหยวนไม่รอฟังคำตอบของหยางไป่หัว และไม่คิดจะให้หยางไป่หัวรู้สึกลำบากใจไปมากกว่านี้

คืนนั้นเขาใช้มีดคัตเตอร์กรีดข้อมือตัวเองในห้องเปียโน

ด้วยเหตุนี้ที่ฉือเสี่ยวฉืออยากขับรถชนหยางไป๋หัวในตอนแรกจึงเป็นเรื่องจริง

หยางไป๋หัวชอบเฉิงหยวน แต่ก็แค่ชอบเท่านั้น

ค่าความชอบ 72 คะแนน พ้นจากไม่ผ่านเกณฑ์มาแค่ 13 คะแนน มีค่าพอให้แลกการ์ดได้เพียงใบเดียวนั่นก็คือการ์ดดอกไม้ไฟ

 

ฉือเสี่ยวฉือกลับบ้านพร้อมหยางไป๋หัว

ห้องรับแขกเปิดข่าวบ้านเมืองไว้อยู่ แต่บางครั้งก็ได้ยินเสียงของหยางไป๋หัวกำลังคุยโทรศัพท์

ฉือเสี่ยวฉือเปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้าน เขาเดินไปที่ห้องครัว ม้วนแขนเสื้อขึ้นเพื่อล้างจานที่แช่อยู่ในน้ำมาสองวันแล้ว

เมื่ออยู่ในสภาพที่ผ่อนคลาย ใบหน้าของฉือเสี่ยวฉือมักจะเหม่อลอยเขายืนอยู่หน้าอ่าง ล้างจานที่อุดตันไปด้วยเศษผักและอาหาร เปลือกตาของเขาหลุบลงต่ำ ปล่อยกระแสน้ำให้ไหลผ่านปลายนิ้วเรียวยาวขาวสะอาดของตัวเองท่าทางที่ิ่งสงบมีกลิ่นอายของความสูงค่าแผ่ออกมา ช่วยขับฐานะคุณชายของตระกูลเฉิงให้เด่นชัดขึ้น

แต่ฝีมือการล้างจานของเขากลับคล่องแคล่วเป็นพิเศษ ไม่เหมือนกับคนที่ไม่เคยทำงานบ้านมาก่อนเลย

ระบบเอ่ยถาม "คุณล้างจานเป็นด้วยเหรอครับ"

ฉือเสี่ยวฉือตอบอย่างจริงจัง "ฉันยังทำอาหารเป็นด้วยนะ"

ระบบไม่เชื่อ ถึงอย่างไรพอฉือเสี่ยวฉือนึกอยากจะตั้งใจทำขึ้นมา ก็อาจจะไม่ได้จริงจังอะไรมากขนาดนั้น

เพราะวินาที่ต่อมาเขาก็ใช้สีหน้าจริงจังถามหาอะไรบางอย่าง "จริงสิในคลังสินค้ามียาเบื่อหนูหรือเปล่า"

ระบบพูดอย่างเด็ดขาด "ไม่มีครับ"

ตอนนี้เขาสงสัยมากว่าที่ฉือเสี่ยวฉือขยันทำงานบ้านขนาดนี้ เพราะเขากำลังสำรวจสถานที่ลงมืออยู่สินะ

ฉือเสี่ยวฉือ "ฉันถามหน่อยสิ"

ระบบไร้อารมณ์ "...ครับ"

ฉือเสี่ยวฉือเสนอความคิดเห็น "สามารถเพิ่มสินค้าเข้ามาหน่อยได้ไหมนี่เป็นความต้องการของลูกค้านะ"

ระบบ "ไม่ได้ครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "ฉันอยากได้ยาเบื่อหนู"

ระบบ "..." หนูที่ต้องการจะใช้ยาด้วยหนัก 65 กิโลกรัมและนามสกุลหยางใช้ไหมครับ

ระบบทนไม่ไหว "คุณฉือ คุณมีวิธีแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงมากขนาดนั้นหรือเปล่าครับ"

"มีสิ" เขาใช้ผ้าแห้งเช็ดจานให้สะอาดอย่างเอื่อยเฉื่อยและวางมันลงบนชั้นวาง ในที่สุดเขาก็พูดอะไรที่เป็นปกติสักที "พรุ่งนี้ฉันว่าจะไปหาพี่ชายของเฉิงหยวนสักหน่อย"

 

 

1. เถาเป่า เว็บขายสินค้าออนไลน์

2. บทกวีเพื่อความสุข (Ode to Joy) เป็นบทกวีท่อนสุดท้ายในแพลงชิมโฟนีหมายเลข 9 ของเบโธเฟน

3. จิ้งหรืดที่ถูกเลื่อยปากทิ้ง หมายถึง นึ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร

 


 

5

 

หลังจากล้างจานเสร็จ ฉือเสี่ยวฉือก็ยังอยู่ในห้องครัว เขาเรียกหาระบบต่อ"ระบบ ๆ"

ระบบ "ไม่มียาเบื่อหนูขายครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "..."

ระบบกล่าวต่อ "ไม่มียานอนหลับกับยาฆ่าหญ้าขายเหมือนกันครับ"

ฉือเสี่ยวฉือพูดให้เขาสบายใจ "นายไม่ต้องกลัวไปหรอก ฉันจะถามหาการ์ดสะกดจิตต่างหาก"

ระบบ "...ต้องการใช้นานแค่ไหนและมีผลแบบไหนครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "มีใช้ได้นานแค่ไหนและมีผลแบบไหนบ้าง"

ระบบ "ก็เหมือนกับการ์ดอื่น ๆ ครับ การ์ดสะกดจิตแบ่งออกเป็นสามระดับคือ ต่ำ กลางและสูง ความแตกต่างคือระยะเวลาการใช้งาน ถ้าระดับต่ำสุดคือ 60 นาที ระดับกลางคือ 90 นาที และระดับสูงสามารถกำหนดเองได้ แต่จำกัดมากสุดไม่เกิน 6 ชั่วโมง"

"แค่นั้นก็พอแล้ว" ฉือเสี่ยวฉือกล่าว "งั้นเอาสองใบ ใบหนึ่งระดับสูงอีกใบระดับต่ำ"

"ใช้ 14 คะแนนนะครับ"

ฉือเสี่ยวฉือกล่าวอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด "แลกเลย"

ทว่าระบบไม่ได้ทำการแลกเปลี่ยนในทันที "คุณจะเอาการ์ดไปทำอะไรเหรอครับ" ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา "ฉันกังวลเกี่ยวกับความต้องการทางเพศของหยางไป๋หัว"

ระบบแสดงความเห็นใจ

ฉือเสี่ยวฉือเป็นโฮสต์คนที่สิบเอ็ดที่เขาดูแล ในโลกภารกิจแรก โฮสต์เกือบทุกคนต่างก็แสดงความกังวลในเรื่องเดียวกันต่อระบบ 061

ถึงอย่างไรในทุก ๆ โลกภารกิจ เจ้าของร่างเดิมส่วนใหญ่ก็มักจะมีความสัมพันธ์กับเป้าหมายทั้งนั้น รวมทั้งเรื่องเซ็กซ์ด้วย

ผู้ทำภารกิจทั้งสิบคนก่อนหน้านี้ของระบบล้วนคอยวนเวียนอยู่รอบตัวเป้าหมาย โดยปกติแล้วจะไม่ยอมหลุดออกจากบทของเค้าโครงเรื่องเดิม และหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่ดีอย่างเหมาะสม คอยทำตัวดี ๆ กับเป้าหมายทุกวิถีทางพอค่าความชอบของเป้าหมายถึง 100คะแนน ก็แสร้งทำเป็นตายจากโลกนี้ไป

บ่อยครั้งในสถานการณ์เช่นนั้น ค่าความเสียใจของเป้าหมายจะถึงจุดสูงสุดพอดี

ในบรรดาผู้ทำภารกิจทั้งหลาย ฉือเสี่ยวฉือเป็นคนเดียวที่กล้าฉีกบทเดิมทิ้งตั้งแต่โลกภารกิจแรก

แต่สำหรับปัญหาเรื่องเซ็กซ์นั้น ท่าทีของเขากลับเด็ดเดี่ยวและดื้อรั้นจนน่าตกใจ

ระบบ "พวกเราให้บริการการหลบหนีฟรีนะครับ" ตอนที่มีความสัมพันธ์กันจิตใจและสติของโฮสต์จะถูกดึงออกจากร่างกายเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายใจของโฮสต์เอง

ฉือเสี่ยวฉือพิงตัวกับตู้เย็นพลางคลึงจมูกตัวเองเบา ๆ ไปด้วย "ไม่ใช่ปัญหานี้"

ระบบคิดถึงความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง "...คุณมีปัญหาเรื่องของตำแหน่งเหรอครับ"

ฉือเสี่ยวฉือแค่นหัวเราะ "ฉันมีปัญหากับคนต่างหาก"

ระบบ "หยางไป่หัว..."

ฉือเสี่ยวฉือเอียงคอ "อย่าต้องให้ฉันดูหมิ่นเขาเลย"

ระบบเข้าใจและกล่าวต่อ "โอเคครับ แล้ววันนี้จะใช้การ์ดสะกดจิตระดับต่ำกับหยางไป๋หัวเหรอครับ"

"ใช้ทั้งสองใบเลย" ฉือเสี่ยวฉือกล่าว "ใช้ระดับต่ำให้เขาหลับก่อน ตอนกลางคืนถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัยอะไรเขาคงจะหลับไปจนถึงเช้า"

ระบบถาม "แล้วอีกใบล่ะครับ"

ฉือเสี่ยวฉือตอบ "ใช้กับฉัน"

ระบบหยุดชะงัก

ฉือเสี่ยวฉือหลับตาลง ก่อนจะใช้ใบหน้าของเฉิงหยวนเผยรอยยิ้มของฉือเสี่ยวฉือที่ทั้งทะเล้น ไม่แยแสสิ่งใด และเยาะหยันอยู่นิดหน่อยออกมา "หรือว่านายมียานอนหลับขาย"

ระบบจัดการตามความต้องการของฉือเสี่ยวฉือโดยแลกการ์ดสะกดจิตมาสองใบ ก่อนจะดำเนินการใช้มันทันที

หลังจากส่งหยางไป๋หัวเข้านอนแล้ว ฉือเสี่ยวฉือก็กำหนดเวลาไว้ให้ตัวเอง 6 ชั่วโมง ก่อนเขาจะผล็อยหลับไป

หลังจากเขาหลับแล้ว ระบบก็ส่งสัญญาณคำร้องไปยังระบบหลัก "หมายเลข 61 – 101 ยื่นคำร้องเข้าสู่ระบบหลัก"

หลังจากนั้นไม่กีวินาทีเสียงกลไกก็ดังขึ้น "หมายเลข 61 - 101 เข้าสู่ระบบได้อนุมัติคำร้องขอ"

ทันใดนั้นข้อมูลจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่งราวกับแสงดาวแสงดาวที่พรั่งพรูราวกับน้ำตกค่อยๆ โหมกระหน่ำจนสว่างโชติช่วงและประกอบเป็นรูปเป็นร่าง

ภายใต้การไหลเวียนของแสงปรากฏเงาของผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขายาวสีดำ ยืนเท้าเปล่าอยู่ในห้องโถงที่เป็นโดมสูงขนาดใหญ่ รอบ ๆ มีผู้คนสวมชุดแบบเดียวกับเขาเดินอยู่ขวักไขว่

มีสองสามคนที่จำเขาได้และทักทายอย่างคนคุ้นเคย "061 มาแล้วเหรอเพิ่งรับโฮสต์คนใหม่ไปนี่"

061 ตอบ "อืม"

"นายเพิ่งจบภารกิจของคนก่อนหน้าไปไม่ใช่เหรอ นี่ก็เพิ่งผ่านไปสองวันแห่งจักรวาลเอง ทำไมนายไม่พักสักสิบวันหรือครึ่งเดือนเพื่อฉลองให้ตัวเองสักหน่อยล่ะ"

"ไม่มีเวลาแล้ว" 061 เอ่ยตอบ

หมายเลข 666 เป็นผู้มาใหม่ เมื่อได้ยินอย่างนี้จึงเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ " 'ไม่มีเวลา' เหรอ นายจะรีบไปไหน"

061 ไม่ตอบคำถาม

เขามองไปที่พื้นด้วยความไม่แน่ใจ ราวกับกำลังพยายามหวนคิดถึงอะไรบางอย่างอยู่

ชายหนุ่มอีกคนซึ่งมีเบ้าตาลึกและจมูกโด่งที่กำลังยืนอยู่ด้านข้างดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและส่งสายตาให้ 666 ก่อนเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่น "นายมาทำอะไรที่นี่เหรอ"

061 "ฉันมาหา 023"

"เขาเพิ่งย้ายห้องทำงานไป นายลองเดินไปทางตะวันตกเฉียงใต้แล้วมองหาห้องหมายเลข 1008 ดูนะ"

061 ยิ้มรับ

061 ที่ปรากฏตัวในร่างมนุษย์นั้น เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและอ่อนโยน หลังตั้งตรง ดวงตาเปล่งประกาย รอยยิ้มเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องกระทบหิมะ เขามีแรงดึงดูดมาก "ขอบคุณมาก"

เขาบอกลาคนรู้จัก เดินออกมาไกลแล้วแต่ก็ยังได้ยินเสียงบ่นของ 666 "....อย่าพูดถึงโฮสต์ฉันเลย ผู้ชายแบบนั้นนอกจากไอ้นั่นใหญ่แล้วยังจะมีอะไรดีอีก เสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด ถุงยางอนามัยในคลังสินค้าของฉันจะไม่พอให้เขาใช้แล้วนะ!"

เมื่อเขาพบห้อง 1008 ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ก็เคาะประตู ผ่านไปนานครู่ใหญ่ถึงได้ยินเสียงตอบรับแสนเย็นชาดังขึ้น "เชิญ"

เขาผลักประตูเข้าไป

ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไป ข้อมูลภายในห้องก็เข้าสู่สถานะการโหลด

อนุภาคของแสงหรือโฟตอนที่แผ่กระจายไปโดยรอบเคลื่อนมารวมตัวกันเพื่อประกอบขึ้นเป็นกลุ่มโฟตอนขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายสมองมนุษย์ เมื่อพิจารณาดูดี ๆ แล้ว เส้นประสาท ที่กำลังเคลื่อนไหวกับจุดประสานประสาทที่ขยับหยุกหยิกไปมาอยู่ภายในล้วนเป็นวงโคจรการเคลื่อนย้ายข้อมูลขนาดใหญ่ดั่งมหาสมุทร

นี่คือ 'สมองโฟตอน' ซึ่งเป็นระบบหลักของพระเจ้า และเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อกับโลกภารกิจต่าง ๆ

เด็กวัยรุ่นผิวขาวคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าสมองโฟตอนขนาดใหญ่ บนโต๊ะตรงหน้ามีสายข้อมูล สีขาวเงินเรียวยาวสองเส้นวางอยู่ เขากำลังเล่นเกมเตตริสที่ล้าสมัยไปแล้ว นิ้วขาวชีดกำลังกดปุ่มสีแดงและสีเขียวสลับไปมาอย่างชำนาญ

เขาเป็นโรคผิวเผือก ผมและผิวของเขาล้วนเป็นสีขาวซีด

061 "023 ฉันเอง"

023 ส่งเสียงรับคำแต่ไม่เงยหน้าขึ้นมอง "นายอีกแล้วเหรอ"

เขากำจัดไปได้สองสามแถวก็เลยเกิดเสียงตัด ๆ ดังขึ้นมา

061 เหยียบลงไปบนพื้นกระเบื้องเซรามิกด้วยเท้าเปล่า รอให้เขาเล่นเกมจบอย่างเงียบๆ

ในขณะที่ 023 เล่นเกมอยู่ก็เอ่ยถามไปด้วย "นายมาทำอะไรเหรอ"

061 "ฉันอยากได้หนังสองสามเรื่อง"

023 ถือเครื่องวิดีโอเกมเอาไว้ "อ้อ"

061 "..."

เขาเปลี่ยนมาเล่นเกมด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างที่ไม่ได้กดปุ่มอยู่ก็เอื้อมไปหยิบสายข้อมูลที่วางอยู่บนโต๊ะ

หัวเสียบของสายข้อมูลเปลี่ยนรูปร่างเมื่อเข้าใกล้ขมับของเขา ใยสีเงินเส้นเล็กที่คล้ายใยแมงมุมยื่นออกมาพัวพันขณะเจาะเข้าไปในขมับเพื่อเชื่อมต่อกับสมองของเขาโดยตรง

ทันใดนั้นม่านแสงที่เต็มไปด้วยตัวเลขก็ปรากฏขึ้นในสายตาของ 023

023 เอ่ยถามทันที "ซีเรียลนัมเบอร์อะไร"

061 "..." แล้วไอ้เลขซีเรียลนัมเบอร์มันคืออะไรล่ะ

เขาตอบคำถาม "หนังที่ฉือเสี่ยวฉือเล่น"

เด็กหนุ่มที่กำลังเพ่งสมาธิกับการเล่นเกมถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมามองราวกับเห็นผี

นิ้วของเขาเกร็งโดยไม่ตั้งใจ และเผลอกดลงไปที่ปุ่มเร่งความเร็ว เมื่อเขาได้สติก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ทันใดนั้นหน้าจอก็ขึ้นคำว่า Game Over

023 สบถหนึ่งคำแล้วคว่ำวิดีโอเกมลงบนโต๊ะ เขากอดอกขณะมองไปที่061 "โฮสต์คนใหม่ของนายเหรอ นายจะโหลดหนังของเขาไปทำไมล่ะ"

061 "ขอข้อมูลทั้งหมดของเขาด้วย"

"จะเอาของพวกนี้ไปทำอะไรกันน่ะ"

061 "ทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งมากขึ้นเพื่อให้สะดวกในการทำภารกิจ"

คิ้วสีขาวราวหิมะของ 023 ขมวดแน่น เขามีท่าทีเหมือนไม่พอใจ "061 ฉันขอเตือนนายหน่อยนะ อย่าใกล้ชิดกับโฮสต์มากเกินไป หัวใจของมนุษย์มีความสกปรกอยู่มาก ไม่ใช่ว่านายไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าไม่อยากถูกฟอร์แมตข้อมูลใหม่อีกครั้งก็เชื่อฟังซะดี ๆ อย่าฝ่าฝืนกฎที่พระเจ้ากำหนด"

061 รู้ว่า 023 หวังดี

ตอนที่รับโฮสต์คนที่แปดมา 061 เคยถูกโฮสต์ของตัวเองรายงานความประพฤติแล้วครั้งหนึ่ง บทลงโทษที่เขาได้รับก็คือการถูกฟอร์แมตข้อมูลใหม่

หลังจากถูกบีบบังคับให้ฟอร์แมตข้อมูล 061 ก็ลืมเรื่องราวเกือบทั้งหมดไปแม้กระทั่งเหตุผลที่ถูกรายงานความประพฤติเขาก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำ ในคลังข้อมูลก็เหลือเพียงแค่ข้อมูล พื้นฐานบางอย่างเกี่ยวกับภารกิจที่เคยทำในอดีตเท่านั้น

สิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ 061 มากนัก เขายังเป็นพนักงานดีเด่นประจำปีความขยันและประสิทธิภาพในการทำงานของเขาก็มากกว่าระบบคนอื่น ๆ

ทว่าแม้แต่ตัวเองก็จำไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องทำงานหนักถึงขนาดนี้

ดูเหมือนว่าเขาจะรีบไปหาใครสักคนเพื่อทำตามนัดอะไรบางอย่าง แต่แม้กระทั่งชื่อของคนคนนั้นหรือต้องไปหาที่ไหน เขาก็ยังไม่รู้ ข้อมูลเหล่านั้นล้วนกลายเป็นข้อมูลเสียหายที่นอนอยู่ในถังขยะทั้งหมด

061 "นี่เป็นครั้งที่สิบห้าที่นายเตือนฉันแล้ว"

"ถ้าไม่อยากถูกทำลายก็ควรตั้งใจทำภารกิจของนายซะ" 023 กล่าว "....นี่มันครั้งที่สิบหกต่างหาก ฉันนับให้นายเองแหละ ไม่ต้องขอบคุณหรอกนะ"

061 ลูบปลายจมูกอย่างอารมณ์ดี "หนังดาวน์โหลดเสร็จหรือยัง"

023 "...เสร็จแล้ว ตรวจรับได้ที่กล่องจดหมาย"

"เร็วขนาดนี้เลยเหรอ"

023 ตีหน้าผากตัวเองแล้วเงียบไปชั่วขณะ "ฉันเคยดาวน์โหลดไว้และในคลังข้อมูลก็ยัง มีไฟล์อยู่"

061 ประหลาดใจ "หืม"

"เพราะมีคนที่มาจากโลกเดียวกันกับฉือเสี่ยวฉือ เขาเป็นแฟนคลับสมองกลวงคนหนึ่ง น่ะ" ในน้ำเสียงของ 023 แฝงคำสั่งสอนเอาไว้เล็กน้อย "ไม่ว่าจะเป็นหนังที่ฉือเสี่ยวฉือแสดงนำหรือเป็นตัวประกอบ เขาก็ดาวน์โหลดเอาไว้ทั้งหมดแล้ว เขาทุ่มเทอยู่กับฉือเสี่ยวฉือทั้งชีวิต ช่างไม่มีอนาคตเอาเสียเลย"

061 ไม่ได้สนใจคำพูดของ 023 เขาหยิบตลับเทปออกมาจากอกโยนให้ 023

"เกมแพ็กแมนออกตอนปี 1983" 061 กล่าว "ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ"

023 ใช้แขนเสื้อเช็ดตลับเทป ทำราวกับได้รับของล้ำค่า และพยายามกลั้นยิ้มเอาไว้อย่างสุดชีวิตเหมือนไม่อยากให้ตัวเองดูมีความสุขมากเกินไป"นับว่านายยังมีจิตสำนึกที่ดีอยู่"

061 "ช่วยอะไรฉันอีกอย่างสิ"

ได้ของขวัญแล้ว อารมณ์ของ 023 ก็เลยเบิกบานขึ้นมานิดหน่อย "อะไร"

เมื่อ 061 กล่าวความต้องการของตัวเองออกมา เส้นเลือดตรงหน้าผากของ 023 ก็เหมือนจะแตก "นายรู้หรือเปล่าว่านี่มันยุ่งยากมากขนาดไหน!"

061 โค้งคำนับเล็กน้อยเพื่อแสดงความขอร้อง

023 มองไปที่ตลับเทปและโบกมือไปมาส่ง ๆ "รู้แล้ว ๆ ช่วยก็ได้ ไม่ได้ลำบากอะไรนักหรอก แต่มันหายากเกินไป วันนี้คงเอาให้นายไม่ได้แน่"

"อีกสองวันก็ได้"

023 ถอดสายข้อมูลออกจากสมองของเขาแล้วหยิบวิดีโอเกมขึ้นมาเล่นใหม่ "เอาละไม่มีอะไรก็กลับไปได้แล้ว"

061 ยิ้มอย่างอ่อนโยน "รับทราบ"

เมื่อเดินถึงหน้าประตู 061 ก็หยุดแล้วหันกลับมาถาม "จริงสิ 023 ในคลังรวมมียาเบื่อหนูหรือเปล่า"

023 คิ้วกระตุก "ฮะ?"

061 กระแอม "...ฉันแค่ถามน่ะ"

ฉือเสี่ยวฉือหลับตลอดทั้งคืน ส่วนระบบก็ดูหนังตลอดทั้งคืนเช่นกัน

หลังจากการ์ดสะกดจิตหมดฤทธิ์ ฉือเสี่ยวฉือก็ตื่นขึ้นมาอย่างตรงเวลา

ระบบมองดูเวลา "เพิ่งจะตีห้า ฟ้ายังไม่สว่างเลย คุณนอนอีกสักหน่อยเถอะครับ"

ฉือเสี่ยวฉือลุกออกจากเตียง ทิ้งให้หยางไป่หัวนอนอยู่คนเดียว เขาเดินไปนั่งบนเก้าอี้เปียโนในห้องนั่งเล่น "ตื่นแล้วนอนไม่หลับน่ะ"

เพราะมีเปียโนหลังนี้จึงทำให้พื้นที่ห้องนั้งเล่นที่ไม่ได้ใหญ่อะไรอยู่แล้วคับแคบลงถนัดตา

ฉือเสี่ยวฉือลูบเปียโนอย่างใจลอย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ระบบเป็นคนเปิดบทสนทนาก่อน "ในคลังรวมก็ไม่มียาเบื่อหนูครับ"

ฉือเสี่ยวฉือยกฝาครอบเปียโนออก "...นายยังจำได้อยู่เหรอ ฉันแค่ล้อเล่นเองนะ"

ในขณะที่ลูบแป้นเปียโนสีขาวดำโดยไม่มีเสียง เขาพลันรู้สึกได้ถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่เหลืออยู่ในร่างและแรงบันดาลใจอันไม่มีที่สิ้นสุด นั่นเป็นทรัพย์สมบัติของเฉิงหยวนเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกหยางไป๋หัวทำลายไปจนเกือบหมดบุคคลที่ดูถูกเหยียดหยามว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นมาโดยตลอด

"กินยาเบื่อหนูเข้าไปเรื่องก็จบสิ นั่นมันง่ายเกินไปสำหรับเขา" ฉือเสี่ยวฉือกล่าว "สิ่งที่เฉิงหยวนต้องเผชิญ เขายังไม่เคยสัมผัสมันด้วยตัวเองเลยสักครั้งมันไม่ยุติธรรมเกินไปหรือเปล่า"

ตอนที่หยางไป๋หัวตื่นขึ้นมา เดิมทีเขาอยากดึงเฉิงหยวนเข้ามาในอ้อมกอดเพื่อเอาใจสักหน่อย แต่เขากลับตื่นสายเล็กน้อยก็เลยไม่มีเวลาให้ใกล้ชิดกัน ทำได้เพียงกอดเฉิงหยวนอย่างเร่งรีบและถือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กออกจากบ้านไป

ก่อนออกจากบ้านเขาหยิบกุญแจรถคันใหม่ขึ้นมาพร้อมกล่าว "ฉันต้องไปพบลูกค้าตอนเที่ยง วันนี้ไม่ต้องเอาอาหารมาส่งให้นะ ตอนเย็นเดี๋ยวฉันซื้อไก่ตุ๋นที่นายชอบกลับมาให้ อ้อแล้วก็อย่าลืมกินข้าวเช้าด้วยนะ"

ข้อดีของหยางไป๋หัวคือเขาเป็นคนอ่อนโยนและไม่เคยโมโหเฉิงหยวนเลย

หลายปีที่เฉิงหยวนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เขาก็ยังปฏิบัติต่อเฉิงหยวนเป็นอย่างดีเหมือนเดิม อดทนกับเฉิงหยวนอย่างมากเหมือนไม่มีอะไรมาทำให้เขาโกรธได้อย่างแท้จริง

พูดตามตรง ถ้าสิ่งที่เฉิงหยวนต้องการไม่ขัดแย้งกับความต้องการของครอบครัว เขาก็คงจะอ่อนโยนแบบนี้ต่อไป

หลังจากหยางไป๋หัวออกจากบ้านไปแล้ว เฉิงหยวนก็ตามหลังออกมา

เมื่อเช็กเส้นทางเรียบร้อย เขาก็ขึ้นรถโดยสารเพื่อไปบริษัทของเฉิงเจี้ยน

เฉิงหยวนเมารถโดยสารสาธารณะจริง ๆ รถที่โคลงเคลงไปมาตลอดเส้นทางทำให้เขาอึดอัดมาก เขาจับเสาเอาไว้ ไม่สามารถพูดอะไรได้เลย

พอรถจอดเขาก็รีบพุ่งออกจากรถ เกาะถังขยะที่ใกล้ที่สุดเพื่อพยุงตัวเองทันที่ เขาอาเจียนออกมาไม่หยุดจนใบหน้าขาวซีด

เดิมที่ระบบอยากช่วยปรับร่างกายให้เขาอย่างเหมาะสม แต่ทันใดนั้นก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เลยช่วยแค่ลดอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่สบายภายในร่างกายเท่านั้น

ฉือเสี่ยวฉือยึดตัวตรง เช็ดน้ำตาตรงหางตาออกไป หยิบโทรศัพท์ออกมาหันหน้าเข้าหาอาคารสำนักงานที่ตระกูลเฉิงเป็นผู้ครอบครองทั้งตึก ก่อนจะกดโทร.ออกพร้อมนัยน์ตาแดงก่ำและใบหน้าซีดเผือด ทันทีที่เฉิงเจี้ยนรับสายเขาก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม "...พี่ครับ ผมเอง พี่มีเวลาออกมาหาผมสักหน่อยไหมครับ"


 

6

 

สิบนาที่ต่อมา ชายในชุดสูทผ้าขนสัตว์สีเทาอ่อนตัวใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณด้านล่างของบริษัท

เฉิงหยวนน้องชายของเขาห่อตัวอยู่ในเสื้อกันหนาวตัวสั้น ปลายจมูกกับคอที่โผล่พ้นออกมากลายเป็นสีขาวอมชมพู ดวงตาก็แดงกำเหมือนกำลังถูกแช่แข็งอยู่

เฉิงเจี้ยนขมวดคิ้ว เขาปลดผ้าพันคอขนแกะที่พันอยู่รอบคอตัวเองออกด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย

เฉิงหยวนถูกคลุมด้วยความอบอุ่นที่มีกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของผู้ชายทันทีแต่เฉิงหยวนกลับดึงผ้าพันคอที่พันอยู่รอบคอไปมา "คันจัง"

เฉิงเจี้ยนจ้องเขม็ง "ถ้ากล้าถอดออกละก็ พี่ตีนายแน่"

เฉิงหยวนตัวสั้นจนถอยหลังไปสองก้าวอย่างไร้เดียงสา

เพราะเฉิงเจี้ยนจะตีเขาจริง ๆ แน่

เด็กอายุเจ็ดแปดขวบเป็นช่วงอายุที่สงสัยอะไรไปเสียทุกอย่าง แต่เฉิงหยวนกลับสุภาพมากกว่าเด็กคนอื่น เหตุผลก็เพราะว่าตอนที่เขายังเด็ก พอถูกสั่งอะไรแล้วไม่ฟัง เขาก็มักจะถูก พี่ชายใช้ไม้เรียวสั่งสอนเพื่อให้เชื่อฟังและยอมทำตาม

ด้วยความเข้มงวดของพ่อกับพี่ชายและความอ่อนแอของแม่ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พอได้พบกับหยางไป๋หัวผู้มีนิสัยอ่อนโยน เฉิงหยวนถึงได้หลงใหลอีกฝ่ายหัวปักหัวป่าในทันทีและไม่มีใครห้ามเขาได้

เฉิงเจี้ยนคว้ามือเฉิงหยวนมาจับไว้โดยไม่ยอมให้โต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้นความหนาวเย็นที่สัมผัสได้ทำให้เขารู้สึกโกรธมากขึ้น

เขาถอดถุงมือออก ก่อนจะโยนให้เฉิงหยวนพร้อมเอ่ยเหน็บแนม "มันยากจนมากขนาดที่แม้แต่ถุงมือก็ซื้อให้ไม่ได้เลยหรือไง"

เฉิงหยวนดึงผ้าพันคอลงเพื่อเผยริมฝีปากออกมา

เขาพูดแก้ตัว "นั้นเป็นเพราะว่าผมไม่ชอบสวมมันต่างหากละครับ"

เป็นเรื่องจริงที่เฉิงหยวนไม่ชอบสวมถุงมือและผ้าพันคอ โดยเฉพาะผ้าพันคอที่พอพันไปได้สักพักก็จะรู้สึกคันขึ้นมาแบบนี้

เฉิงหยวนยังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่พอสบตากับเฉิงเจี้ยนก็เกิดกลัวขึ้นมา

"พูดเลย พูดต่อสิ" เฉิงเจี้ยนยิ้มเยาะ "พี่ว่าเขาประโยคหนึ่ง นายก็เถียงกลับได้เป็นสิบประโยค นายน่ะเก่งเรื่องแบบนี้จริง ๆ ไอ้ที่เก็บเอาก้อน....กรวดมาเป็นของรักของหวงเนี่ย"

ฉือเสี่ยวฉือที่กำลังแสดงเป็นเฉิงหยวนอยู่ถึงกับต้องปลีกตัวออกมาพูดกับระบบ "ฉันสงสัยว่าเมื่อกี้เขาน่าจะอยากพูดคำว่าก้อนขี้มากกว่าหรือเปล่า"

ระบบคิดว่าสิ่งที่ฉือเสี่ยวฉือพูดนั้นถูกต้องแล้ว

เห็นได้ชัดเลยว่าที่เฉิงเจี้ยนกลืนคำพูดลงไปเพราะไม่อยากดุเฉิงหยวนมากเกินไปตั้งแต่ต้น

ทว่าพอมองสำรวจเฉิงหยวนอย่างละเอียดแล้ว เขาก็พบกับดวงตาแดงก่ำและขนตาที่ยังมีรอยเปียกชื้นอยู่ "...นายทะเลาะกับมันมาเหรอ"

เฉิงหยวนตัวเล็กกว่าเฉิงเจี้ยน มือทั้งสองข้างของเขาสามารถสอดเข้าไปในถุงมือเพียงข้างเดียวของเฉิงเจี้ยนเพื่อเพิ่มความอบอุ่นได้ "เปล่าครับ ผมแค่รู้สึกไม่สบายท้อง"

เฉิงเจี้ยน "ไม่ได้กินข้าวเช้ามาเหรอ"

เฉิงหยวนยิ้ม "ผมลดน้ำหนักอยู่ครับ"

"ลดกับผีน่ะสิ" เฉิงเจี้ยนบีบเอวเขา "ผอมจนแห้งขนาดนี้มันดูดีตรงไหนฮะ!"

เฉิงหยวนถูกบีบเอวจนสะดุ้งเลยหันไปเรียกอย่างออดอ้อน "....พี่ครับ"

"พี่ๆ ๆ! การเป็นพี่ชายของนายมันเป็นความโชคร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพี่เลย"เฉิงเจี้ยนเอามือใส่ในกระเป๋าเสื้อ "ยังไม่ดื่มน้ำเต้าหู้อยู่ใช่ไหมงั้นก็ไม่ต้องไปร้านหย่งเหอ ไป ร้านโจ๊กที่อยู่ตรงนั้นแทนดีกว่า"

พูดเสร็จเฉิงเจี้ยนก็มองไปรอบ ๆ ก่อนเอ่ยถาม "นายจอดรถไว้ที่ไหนล่ะ"

เฉิงหยวนกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ "หยางไป่หัวขับรถไปทำงาน ส่วนผมนั่งรถโดยสารมาครับ"

เฉิงเจี้ยนนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาใช้ดวงตาทั้งคู่จ้องเขมึงไปที่เฉิงหยวน เฉิงหยวนตื่นตัวทันทีเขายกมือขึ้นกุมหัวไว้ ก่อนจะถอยหลังออกไปห้าก้าว

เฉิงเจี้ยนอยากฟาดน้องชายให้หลาบจำสักที แต่ตอนนี้ยังเป็นเวลาทำงานอยู่ และเขาก็ยังยืนอยู่หน้าประตูบริษัทอีกด้วย ประธานเฉิงต้องรักษาหน้าตาดังนั้นเขาจึงพุ่งเข้าไปคว้าคอเฉิงหยวนเอาไว้แล้วดึงเข้ามาในอ้อมแขนของตัวเอง "หนีทำไมฮะ!"

เฉิงหยวนคิดว่าต้องโดนตีแน่ๆ ก็เลยกลัวจนหัวหด "มีคนอยู่นะครับ พี่มีคน"

เฉิงเจี้ยนเห็นแววตาตื่นตระหนกของน้องชายก็ใจอ่อนทันที แขนที่ล็อกน้องเอาไว้ก็ผ่อนแรงลงเล็กน้อย

ถึงเขาจะใจอ่อนแล้วแต่ปากก็ยังไม่บอกว่าจะยกโทษให้ เขาพูดเหน็บแนมออกมาเต็มปากเต็มคำโดยไม่จำเป็นต้องคิดเลย "เฉิงหยวน นายเป็นคนมีความสามารถนะ ทั้งหน้าตาหล่อเหลาทั้งคล่องแคล่ว นายควรพยายามทำงานให้หนักขึ้นจนสามารถซื้อบ้าน ซื้อเสื้อผ้า ซื้ออาหาร และยานพาหนะที่เป็นของตัวเอง พอถึงเวลานั้น หยางไป่หัวก็อยู่ดูแลบ้าน ส่วนนาย ก็ออกไปทำงาน ให้มันเย็บผ้า ส่วนนายออกไปทำไร่ทำนา! พวกนายสองคนก็จะมีความสุขและเข้ากันได้ดีไปตราบนานเท่านาน นั่นมันยอดเยี่ยมมาก"

เฉิงหยวนก้มหน้าลง "พื่อย่าพูดอย่างนี้สิครับ เขาไปทำงานก็ต้องใช้รถผมอยู่บ้านเฉยๆ ทั้งวันไม่จำเป็นต้องใช้มันหรอกครับ"

เฉิงเจี้ยนโมโหมาก แต่นึกขึ้นได้ว่าเฉิงหยวนบอกว่ารู้สึกไม่สบายท้องก็เลยต้องระงับความโกรธเอาไว้

เขาลากเฉิงหยวนเดินไปที่ร้านโจ๊ก "...เอาโจ๊กแบบไหน โจ๊กหมู่ไข่เยี่ยวม้าหรือโจ๊กธรรมดา"

"โจ๊กหมู่ไข่เยี่ยวม้าครับ"

"ยังเลือกกินเหมือนเดิม"

"ขอบคุณครับพี่"

"ขอบคุณอะไรล่ะ โจ๊กหมูไข่เยี่ยวม้าเหรอ ฝันไปเถอะ ปวดท้องอยู่กินโจ๊กลูกเดือยไปซะเถอะนะน้องชาย"

หลังจากกินโจ๊กร้อน ๆ ไปได้สองสามคำ ใบหน้าซีดเซียวของเฉิงหยวนก็กลับมามีสีสัน ขึ้น นอกจากจมูกแดงแล้ว แก้มก็มีเลือดฝาดราวกับปัดแก้มมามองดูแล้วน่ามันเขียวมาก

เฉิงเจี้ยนถอดเสื้อโค้ตออก พับแขนเสื้อขึ้น แล้วเทซอสเปรี้ยวลงในถ้วยให้เขา "มาหาพี่มีเรื่องอะไรหรือเปล่า"

เฉิงเจี้ยนไม่รอให้เฉิงหยวนเป็นคนเปิดประเด็น เขาก็เป็นคนชิงเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน "ถ้าเป็นเรื่องของมัน นายไปจัดการเองน่าจะดีกว่า ไม่จำเป็นต้องมาบอกพี่หรอก"

"ไม่เกี่ยวกับเขาครับ...แต่ก็ถือว่าเกี่ยวเหมือนกัน หรือเปล่านะ" เฉิงหยวนคีบซาลาเปาไข่ปูขึ้นมาหนึ่งลูก พอได้ยินเฉิงเจี้ยนพูดอย่างนี้แล้ว เขาก็รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย "....พี่ครับเรื่องนี้พื่อย่าเอาไปบอกพ่อนะ ตกลงไหมครับ"

เฉิงเจี้ยนไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทางใด "ขึ้นอยู่กับสถานการณ์"

เฉิงหยวนหยิบซาลาเปาจิ้มลงในถ้วยซอสเปรี้ยว พลางเอ่ยเสียงเบา "พี่พอมีห้องว่างหรือเปล่าครับ"

เฉิงเจี้ยนคิ้วกระตุก "...นายจะเอาไปทำอะไร"

เฉิงหยวนโบกไม่โบกมือทันที "ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น ผมอยากขออยู่แค่หนึ่งอาทิตย์ แค่ผมคนเดียว ไม่มีคนอื่น"

เฉิงเจี้ยน "พวกนายทะเลาะกันจริง ๆ งั้นเหรอ"

เฉิงหยวนมองด้วยท่าทางหงอย ๆ เขากัดซาลาเปาไปด้วยขณะกล่าวอย่างคลุมเครือ"ไม่ใช่นะครับ พ่อกับแม่ของเขาจะมาหา เขาอยากให้ผมออกไปอยู่ข้างนอกชั่วคราว"

เฉิงเจี้ยนตบโต๊ะเสียงดังปังจนคนที่อยู่ในร้านหันมามอง

แต่เฉิงเจี้ยนก็ไม่ได้สนใจ "พ่อแม่ของมันยังไม่รู้เรื่องของพวกนายอีกเรอะ!"

เฉิงหยวนชะงักก่อนจะรีบอธิบายแก้ต่างให้หยางไป๋หัว "ไม่ใช่นะครับๆพ่อแม่ของเหล่าหยางเป็นคนประหยัด พวกเขาคงไม่ยอมพักที่โรงแรมแน่ ผมก็เลยคิดว่าย้ายออกมาดีกว่าเพื่อให้พวกเขาได้อยู่อย่างสะดวกสบาย..."

"พี่ถามนายเรื่องนี้หรือไง พูดเรื่องไร้สาระอะไรกัน!"' เฉิงเจี้ยนไม่ฟังคำอธิบายของเฉิงหยวน "ไหนนายบอกพี่มาซิว่ามันจะพานายไปพบพ่อแม่ของมันหรือเปล่า"

เฉิงหยวนเอาช้อนจิ้มก้นถ้วย

"...มันยังไม่ได้เปิดเผยกับพ่อแม่อีกเหรอ!"

"เขายังไม่พร้อม…"

"แล้วเมื่อไหร่มันถึงจะพร้อม จนมันแต่งงานมีลูก หรือจนมันแก่ตาย"

เฉิงหยวนไม่พูดอะไรเพราะไม่มีอะไรจะพูดแก้ตัวให้ผู้ชายคนนั้น

เมื่อเห็นท่าทางเศร้าซึมของน้องชาย เฉิงเจี้ยนก็ใจอ่อนยวบ เขายกมือขึ้นอยากจะลูบหัวเฉิงหยวน แต่มือก็ดันค้างอยู่กลางอากาศไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนไปตีที่ท้ายทอยของเฉิงหยวนแทนจนเขาต้องย่นคอหนี

เฉิงหยวน "ถ้าอยู่ที่ห้องพี่ไม่ได้ ผมอยู่ที่บริษัทพี่ก็ได้นะครับ

"เฉิงเจี้ยนหงุดหงิด "...ไม่ต้องไปคิดเรื่องนั้น กินข้าวนายไปเถอะ"

เฉิงหยวนเงยหน้าขึ้นมอง "อย่าบอกพ่อกับแม่..."

"ต่อให้ครั้งนี้นายปิดบังเรื่องแย่ ๆ พวกนี้ไว้ ไม่ช้าก็เร็วพ่อกับแม่ก็ต้องรู้อยู่ดี..." เฉิงเจี้ยนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา "นายหาความสุขให้ตัวเองมาก ๆ ต่อไปเถอะ"

พูดจบเขาก็หยิบโทรศัพท์ออกไปโทร.หาเลขาฯ เพื่อให้ช่วยจัดการหาที่พักให้เฉิงหยวน

ฉือเสี่ยวฉือก้มหน้าก้มตากัดซาลาเปาไข่ปูเงียบ ๆ กลิ่นหอมเข้มข้นของมันปูกับกลิ่นของซอสเปรี้ยวลอยอบอวลอยู่ในปาก ด้วยความร้อนของซาลาเปาเลยทำให้ลวกปากเล็กน้อย

ในชีวิตก่อนของเฉิงหยวน เขาไม่ได้มาขอความช่วยเหลือจากพี่ชาย เขาเลือกไปนอนกับเพื่อนหนึ่งอาทิตย์

เขามักจะรู้สึกว่าครอบครัวปกป้องเขามากเกินไป แต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทิ้งไปนั้นคือป้อมปราการที่เต็มใจจะปกป้องเขาจากลมและฝนไปตลอดชีวิต

เมื่อหวนกลับไปคิดถึงความทรงจำของเฉิงหยวนคนเดิม ฉือเสี่ยวฉือเจาะจงนึกถึงช่วงเวลาหลังจากเฉิงหยวนตายแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่เขาตายเฉิงเจี้ยนได้เดินทางมาที่ต่างประเทศเพื่อจัดการเรื่องของเขา

พี่ชายที่แม้แต่จะออกไปทิ้งขยะก็ต้องใส่สูทครบชุด พี่ชายผู้ที่ไม่เคยลืมใช้เจลแต่งผมและ น้ำหอมที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเองก่อนออกจากบ้านเสมอกลับกลายเป็นคนที่ดูแก่ลงไปอีกสิบ ปีภายในคืนเดียว คางเต็มไปด้วยหนวดเครารอยเปื้อนเลือดที่เกิดจากมีดโกนตั้งแต่กรามไปจนถึงคอค่อนข้างน่ากลัวเมื่อเห็นในแวบแรก

เขามองศพอันเย็นชีดของน้องชายที่อยู่ในโรงพยาบาล

เฉิงหยวนกรีดข้อมือตัวเองจนเกือบจะขาดครึ่ง

...แผลลึกขนาดนั้น เขาทำลงไปได้ยังไง

พอเฉิงเจี้ยนคิดได้เช่นนี้ เขาก็รีบนั่งแท็กซี่ไปที่บ้านตระกูลหยางอย่างเงียบ ๆ ก่อนลงจากรถระหว่างทางเพื่อไปซื้อมีดมาเล่มหนึ่ง

หลังจากนั้นเขาก็เกือบจะจัดประตูบ้านของตระกูลหยางด้วยมีดเล่มนั้นจนสำเร็จ แต่หยางไป๋หัวกับพ่อแม่ของเขาสังเกตเห็นถึงความผิดปกติจึงรีบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องได้ทันเวลา พวกเขาไม่กล้าเผชิญกับอารมณ์รุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ของเฉิงเจี้ยนจึงโทร.เรียกตำรวจ

การบุกเข้าบ้านของคนอื่นเป็นเรื่องร้ายแรงมากในต่างประเทศ ตำรวจรีบมาและจับกุมเขาทันที

เขาถูกกดตัวลงกับพื้นอย่างป่าเถื่อน ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเฉิงเจี้ยนแนบไปกับทรายและหินที่ถูกแสงแดดส่องจนร้อน

เขาสงบลง แต่กลับพึมพำประโยคหนึ่งซ้ำไปซ้ำมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

"....น้องชายฉันเพิ่งจะอายุยี่สิบเจ็ด เขายังไม่ทันจะสามสิบเลยด้วยซ้ำ"

เฉิงเจี้ยนเดินกลับมาหลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จ ก่อนจะดึงม้านั่งออกมานั่งลง"นายจะย้ายออกสัปดาห์หน้าใช่ไหม"

ฉือเสี่ยวฉือมองเขา ทันใดนั้นใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราและดินทรายก็จางหายไป กลายเป็นใบหน้าที่กระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวา

ฉือเสี่ยวฉือออกจากความรู้สึกของเฉิงหยวนในช่วงเวลานั้น และกลับเข้าสู่บทบาทของเขาอีกครั้ง เขาพยักหน้ารับอย่างน่าเอ็นดู "ครับ"

"พี่ส่งที่อยู่ให้ในวีแชตแล้ว ถ้ากินอิ่มแล้วพี่จะให้เสี่ยวเหยียนคนขับรถไปส่งนายกลับบ้านบอกพี่อีกครั้งด้วยตอนที่นายจะย้าย เสี่ยวเหยียนรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เขาไม่พูดส่งเดชแน่นอน" เฉิงเจี้ยนกล่าว "หลังจากกลับไปอย่าบอกว่านายมาหาพี่ ให้บอกว่าไปหาเพื่อนมาเข้าใจไหม"

เฉิงเจี้ยนมีความสามารถและกระตือรือร้นอยู่เสมอ เขามีความคิดละเอียดรอบคอบและลงมืออย่างเฉียบขาดเมื่อทำธุรกิจ แต่เขากลับไม่ค่อยนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน สำหรับเฉิงหยวนแล้ว ถึงเขาจะเป็นพี่ใหญ่ที่ปากไม่ดีและมือหนัก แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่ใจอ่อนเกินไป

กล่าวโดยสรุป จากท่าทางในตอนนี้ยืนยันได้ว่า เขารับรู้ถึงความรุนแรงของปัญหาระหว่างเฉิงหยวนกับหยางไป๋หัวแล้ว และกำลังเริ่มเอาใจใส่น้องชายตัวเอง

ก่อนกลับเฉิงเจี้ยนเอาผ้าพันคอกับถุงมือให้ฉือเสี่ยวฉือไว้ด้วย

แต่หลังจากที่เสี่ยวเหยียนพาเขาออกจากบริษัทไปได้ไม่นาน ฉือเสี่ยวฉือก็ขอลงจากรถ

"คุณน่าจะยังมีงานให้ทำอีก รีบไปทำเถอะครับ" ฉือเสี่ยวฉือกล่าว "ผมรู้ทางกลับบ้านบอกพี่ว่าผมกินอิ่มเกินไปก็เลยนั่งอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ อยากเดินย่อยอาหารสักหน่อย"

หลังลงจากรถฉือเสี่ยวฉือก็เงยหน้ามองอาคารสำนักงานใหญ่ของ 'อวิ้นตูเอนเตอร์เทนเมนต์'

นี่เป็นบริษัทบันเทิงที่ถังฮวนเซ็นสัญญาด้วย หลังจากผ่านการทุ่มเทลงทุนอย่างหนักแล้ว ถังฮวนผู้งดงามก็กลายเป็นหนึ่งในนักร้องหน้าใหม่ชื่อดังของประเทศ ยิ่งกว่านั้นเธอยังเป็น ผู้ทรงอิทธิพลของอวิ้นตูเอนเตอร์เทนเมนต์ในตลาดเพลงปัจจุบัน สมกับตำแหน่งน้องสาวแห่งชาติ

ระบบถาม "คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ"

ฉือเสี่ยวฉือมองไปรอบ ๆ "แค่มาดูอะไรเรื่อยเปื่อย"

ตอนนี้ไม่มีผู้ชมคอยดูการแสดงของเขาแล้ว ฉือเสี่ยวฉือก็เลยเป็นตัวของตัวเอง

เขาคลายปมผ้าพันคอออกขณะเดินไปยืนอยู่ตรงจุดจุดหนึ่งตามอำเภอใจบุคลิกที่สง่างามและกลิ่นอายความเกียจคร้านครอบครองสัดส่วนอยู่อย่างละครึ่งดึงดูดสายตาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นนักร้องหรือนักแสดงต่างก็ต้องเคยผ่านการฝึกฝนระยะยาวมาแล้วทั้งนั้น มัน จึงทำให้พวกเขาค่อนข้างแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปอย่างชัดเจน เฉิงหยวนมองดูเผิน ๆ ก็ไม่ได้ขี้ริวขี้เหร่ เขาเป็นหนุ่มหล่อเจ้าสำอางมาก เมื่อเพิ่มความฉลาดทันคนของฉือเสี่ยวฉือเข้าไปไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะกลายเป็นชายหนุ่มที่ทั้งหน้าตาดีและเฉลียวฉลาดแบบนี้ ฉีอเสี่ยวฉือที่กำลังยืนอยู่ข้างถนนดึงดูดความสนใจของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลาเมื่อเห็นฉากนี้ ระบบก็มีความคิดแผลง ๆ บางอย่างขึ้นมาทันที "คุณฉือ ผมอยากแนะนำอะไรบางอย่าง คุณลองไปเป็นนักแสดงดูไหมครับ"

เมื่อคืนวานระบบได้ดูหนังเรื่อง 'เหตุการณ์ฆาตกรรมบนปลายแหลม' ที่ฉือเสี่ยวฉือแสดง

ในเวลานั้นฉือเสี่ยวฉืออายุเพียง 18 ปี แต่เขากลับสามารถแสดงบทบาทของเด็กชายจากหมู่บ้านประมงธรรมดาคนหนึ่งที่มีชีวิตเหลวแหลกและพังพินาศได้ในเวลาสั้น ๆ จนทำให้คนดูใจเต้นแรงและประหลาดใจได้

เขาใช้หนังเพียงเรื่องเดียวก็สามารถแสดงให้ทุกคนเห็นแล้วว่าพรสวรรค์ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

ฉากไคลแม็กซ์แสดงอารมณ์ในหนังก็คือฉากที่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาตายจากไป

เพื่อนสนิทตายเพราะปกป้องเขา มันเป็นการตายอย่างเจ็บปวด เด็กชายชาวประมงโอบกอดเพื่อนเพียงคนเดียวของเขาเอาไว้ และร้องเพลงที่พวกเขามักจะร้องตอนออกทะเลด้วยกัน ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยน

เด็กชายรู้ถึงความเจ็บปวดของเพื่อน ดังนั้นจึงส่งเขาจากไปด้วยรอยยิ้มในดวงตาและมุมปากมีรอยยิ้ม ทว่าน้ำตากลับไหลออกมาจากดวงตาที่เปื้อนรอยยิ้มนั้น

ฉือเสี่ยวฉือไม่บ้าคลั่ง ไม่แผดเสียงร้อง เขาเล่นฉากนี้อย่างเงียบ ๆ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก

การเรียนรู้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในบทได้อย่างละเอียดอ่อนนั้น เป็นสิ่งที่นักแสดงหลายคนใฝ่หามาทั้งชีวิต แต่ฉือเสี่ยวฉือเพิ่งเข้าวงการมาได้ไม่นานก็สามารถหยิบเอาออกมาใช้ได้ตามที่ใจต้องการ

เขาเป็นคนมีพรสวรรค์ ในโลกภารกิจนี้อุตสาหกรรมบันเทิงพัฒนาขึ้นมากหากเขาเป็นนักแสดง เขาจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

หลังจากฟังคำแนะนำของระบบแล้ว ฉือเสี่ยวฉือก็มีปฏิกิริยาตอบกลับอย่างไร้อารมณ์ "เป็นความคิดที่ดี"

ท่าที่ของฉือเสี่ยวฉือที่ไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ ทำให้ระบบเดาว่าบางทีเขาอาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มาก่อน

เป็นอย่างที่คิดไว้ ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยขึ้นมาว่า "สำหรับฉันแล้ว การแสดงก็คือการกลายเป็น บุคคลนั้นอย่างแท้จริงและสมบูรณ์แบบ นั่นถึงจะเป็นการให้เกียรติสูงสุดแก่บุคคลนั้น"

เขามองไปที่ตึกสูงของอวิ้นตูเอนเตอร์เทนเมนต์และกล่าวด้วยท่าทีสบาย ๆ "นี่เป็นชีวิตของเฉิงหยวน ฉันต้องดำเนินชีวิตไปในแบบที่เฉิงหยวนต้องการ"

ระบบใจเต้นเล็กน้อย

...ฉือเสี่ยวฉือดูไม่เหมือนคนที่เอาแต่ใจทำอะไรบุ่มบ่ามอย่างที่เคยคิดไว้

ระบบถาม "แล้วคุณวางแผนจะทำอะไรต่อไปหรือครับ

 ฉือเสี่ยวฉือไม่ตอบ เขาก้าวเท้าเดินออกไปจากหน้าตึกอวิ้นตูเอนเตอร์เทนเมนต์

บนจอแอลอีดีที่อยู่ไม่ไกลนักมีโฆษณาของถังฮวนที่ร่วมงานกับต้าฟูจิเวอรี่กำลังฉายซ้ำไปซ้ำมา

เรื่องของถังฮวนเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในโศกนาฏกรรมชีวิตของเฉิงหยวนเนื่องจากเหตุการณ์นี้ ความนิยมของถังฮวนจึงเพิ่มสูงขึ้นและทำให้เธอประสบความสำเร็จในชีวิต

ชีวิตของถังฮวนกับเฉิงหยวนนั้น คนหนึ่งเป็นนักแสดงนำ ส่วนอีกคนเป็นตัวประกอบบทบาทของตัวประกอบก็คือการใช้ความมืดมัวไร้แสงของตัวเองดึงความเปล่งประกายเจิดจ้าของอีกฝ่ายออกมาให้ได้มากที่สุด

แต่ในโลกของฉือเสี่ยวฉือ เขาเคยชินกับการทำให้ตัวเองเป็นนักแสดงนำ

ฉือเสี่ยวฉือพูดกับตัวเอง "...ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ใครจะได้เป็นตัวหลักก็คงต้องอาศัยความสามารถของตัวเองแล้วละ"


 

7

 

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฉือเสี่ยวฉือก็เริ่มเก็บข้าวของเตรียมย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดที่เฉิงเจี้ยนซื้อไว้

เขาจ้างบริษัทขนย้ายมาย้ายเปียโนที่ตัวเองรักออกจากบ้านของหยางไป๋หัว

พอย้ายเปียโนออกไปแล้ว ห้องนั่งเล่นก็โล่งขึ้นมาก

ถึงจะมีที่รองขาเปียโน แต่ตรงที่เปียโนเคยวางอยู่ก็ทิ้งรอยสีขาวเอาไว้ทำให้สีของมันต่างจากพื้นตรงอื่นที่อยู่บริเวณรอบ ๆ

ฉือเสี่ยวฉือถือถังน้ำสะอาดมา พร้อมกับฮัมเพลงไปด้วยขัดพื้นไปด้วย

หยางไป่หัวเองก็กำลังยุ่งอยู่กับการทำความสะอาดเพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับพ่อกับแม่

เพลงที่เฉิงหยวนกำลังฮัมอยู่คือเพลงที่เขาเปิดให้หยางไป๋หัวฟังบนรถวันนั้นเขาโยกหัวไปมาอย่างอารมณ์ดี

ท่าทางมีความสุขนี้อยู่ในสายตาของหยางไป๋หัว ทว่ามันกลับทำให้เขารู้สึกร้อนใจเล็กน้อย

ตอนที่เฉิงหยวนกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย สิ่งที่เขาหลงใหลคลั่งไคล้ก็คือแนวดนตรีแปลกใหม่ที่เรียกว่า 'การใช้เสียงคนเลียนแบบเสียงเครื่องดนตรี มันไม่เป็นที่นิยมนัก เพราะเกณฑ์สำหรับระดับวิชาเอกนั้นสูงมาก ดังนั้นวงประสานเสียงขนาดเล็กที่เฉิงหยวนก่อตั้งขึ้นจึงไม่เคยมีสมาชิกมากกว่าห้าคนตลอดสี่ปีที่ผ่านมา

หยางไป๋หัวเคยไปดูการแสดงของพวกเขาที่มหาวิทยาลัย พวกเขาทำเสียงกลองรำมะนาและไวโอลิน ทั้งร้องทั้งเต้นในห้องดนตรีเล็ก ๆ ไม่มีเนื้อเพลงใด ๆ ต่างฝ่ายต่างร้องรับส่ง ท่วงทำนอง ประสานเสียงกันไปมาอย่างลงตัว

หลังจากร้องเสร็จ เฉิงหยวนก็โอบกีตาร์วิ่งดุ๊กดึกมาหาหยางไป๋หัว

หยางไป๋หัวเปิดขวดน้ำให้เขา "พวกนายจะไปแสดงที่ไหนกันเหรอ"

เฉิงหยวนรับขวดน้ำมา "เปล่าครับ พวกเราแค่เล่นกันเฉย ๆ"

เขาดื่มน้ำไปสองอึก "ชอบไหมครับ"

หยางไป๋หัวยิ้ม ก่อนถามเขากลับ "นายมีความสุขไหมล่ะ"

เฉิงหยวนยิ้มจนเผยฟันขาวเรียงกันเป็นแถว "มีความสุขครับ"

หยางไป๋หัวช่วยเขารวบผม "ถ้านายมีความสุข ฉันก็ชอบ"

ตอนนั้นเฉิงหยวนยังเด็ก เป็นเด็กน้อยที่เพิ่งอยู่ปีสองเท่านั้น เขาเกิดมาบนกองเงินกองทอง จะไปเข้าใจอะไรรู้จักแค่เที่ยวเล่นไปวัน ๆ เป็นเรื่องปกติ

...แต่จนถึงตอนนี้ทำไมเฉิงหยวนถึงยังไม่โตอีก

ตอนปีสี่เขาให้ความสนใจกับ 'การเล่น' เพียงอย่างเดียว จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่มีทักษะใด ๆ ติดตัว ยังคงเล่นดนตรีไปวัน ๆ หรือว่าเขาจะพึ่งพา'การเล่น' ไปตลอดชีวิตกัน

ฉือเสี่ยวฉือขี้เกียจจะเดาความคิดอันซับซ้อนของหยางไป๋หัวในเวลานี้เขาจึงแค่ฮัมเพลงไปเรื่อย ๆ เท่านั้น

หยางไป๋หัววางไม้ถูพื้นที่ล้างทำความสะอาดแล้วไว้ตรงระเบียงเพื่อตากให้มันแห้ง ก่อนจะเดินมาขยี้ผมของฉือเสี่ยวฉือ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังหยอกล้อกับเด็กน้อย"ทำไมฉันถึงรู้สึกว่านายมีความสุขที่ได้ย้ายออกไปล่ะหืม"

ฉือเสี่ยวฉือมีความสุขมากจนอยากจะจุดดอกไม้ไฟที่ต้องแลกมาด้วย3 คะแนนเป็นการฉลอง

ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อยากจ่ายคะแนนออกไปเกินความจำเป็น เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของศักดิ์ศรีจากการที่ต้องนอนกับหยางไป๋หัวทุกวัน

ฉือเสี่ยวฉือรีบแก้ตัวทันที "ไม่ใช่นะ ๆ ผมไม่ได้เจอเพื่อนคนนี้มานานแล้วไปพักบ้านเพื่อนครั้งนี้พวกเราสองคนจะได้พูดคุยกันสักที"

หยางไป๋หัวขมวดคิ้ว "เพื่อนคนไหนเหรอ"

ฉือเสี่ยวฉือ "เพื่อนสมัยเด็กครับ"

"...ชื่ออะไร"

ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยตอบเสียงเบา "โหลวอิ่ง"

ไม่รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดหรือเปล่า พอเขาเอ่ยคำว่า 'โหลวอิ่ง' หยางไป๋หัวก็พบว่าแววตา กับน้ำเสียงของ 'เฉิงหยวน' พลันอ่อนโยนเกินบรรยาย ราวกับว่าชื่อนี้สำหรับเขาแล้วเป็นของลำค่าที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจที่ไม่เคยเปิดเผยให้ใครได้รับรู้ ทำเพียงแค่หยิบออกมาเพื่อเช็ดทำความสะอาดเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น

หยางไป๋หัวรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที "ทำไมถึงไม่เคยได้ยินนายเอ่ยถึงชื่อเขามาก่อนเลยล่ะ"

ฉือเสี่ยวฉือจุ่มผ้าขี้ริ้วซักในถังน้ำ ก่อนจะยกขึ้นมาบิด "เพราะเขาไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ๆ ครับ"

หยางไป๋หัวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่ได้ถามคำถามสำคัญ "นายแค่บอกฉันว่าหาที่อยู่ได้แล้ว แต่ยังไม่ได้บอกเลยนะว่าอยู่ที่ไหน"

ฉือเสี่ยวฉือบอกชื่อเขตที่เขาจะไปอยู่ หลังจากนั้นก็เริ่มสนุกเต็มที่กับสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหยางไป๋หัว

ที่พักอาศัยบริเวณนั้นมีค่าส่วนกลางที่เรียกเก็บทุกเดือนมากกว่าเงินเดือนของหยางไป๋หัวเสียอีก

ระบบ "ที่นั่นไม่ใช่ว่าเฉิงเจี้ยน..."

ฉือเสี่ยวฉือ "ชู่ว อย่าเพิ่งพูด ตั้งใจดื่มด่ำก่อนสิ"

ระบบ "...ดื่มด่ำอะไรครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "ความรู้สึกเป็นสุขที่ผู้เล่นจ่ายเงินเพื่อจับอีกฝ่ายมัดและเมี่ยนตียังไงล่ะ"

ระบบ “…”

พอหยางไป๋หัวตั้งสติได้ก็เอ่ยถาม "เขาเป็นคนยังไงเหรอ"

ฉือเสี่ยวฉือตอบ "ดีมากครับ เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผมตอนเด็ก ๆ"

หยางไป๋หัวเม้มปาก "เสี่ยวเฉิง นายกับเขาไม่ได้เจอกันมานานแค่ไหนแล้ว"

ฉือเสี่ยวฉือตอบคำถามโดยไม่คิดเลยสักนิด "12 ปีครับ"

พอได้ยินคำตอบของเฉิงหยวน หยางไป่หัวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเขาพูดด้วยเสียงทุ้มนุ่ม "12 ปี นานขนาดนี้ เขาอาจจะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วก็ได้นะ

 ฉือเสี่ยวฉือยักไหล่ กล่าวอย่างไม่สนใจ "ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ"

"ใจคนเป็นยังไงไม่มีใครรู้ เขาเชิญนายไปพักที่บ้านอย่างนี้ นายรู้หรือเปล่าว่าเขาคิดอะไรอยู่"

ฉือเสี่ยวฉือใช้สายตาไร้เดียงสาเหมือนกระต่ายตัวน้อยของเฉิงหยวนมองกลับไป ราวกับไม่เข้าใจว่าหยางไป่หัวกำลังพูดอะไร

บางคนอยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ดี

เมื่อเห็นเฉิงหยวนไม่ใส่ใจคำเตือนอ้อม ๆ ของตัวเอง จิตใจของหยางไป่หัวก็เริ่มว้าวุ่นมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าเฉิงหยวนจะมีนิสัยอ่อนหวานนุ่มนวล แต่ด้วยฐานะของครอบครัวเป็นไปไม่ได้เลยที่กลุ่มเพื่อนของเฉิงหยวนกับหยางไป่หัวจะอยู่ในระดับเดียวกัน

ทุกครั้งที่เจอเพื่อนของเฉิงหยวน พวกเขามักจะเตือนเรื่องของหยางไป๋หัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าเฉิงหยวนกับหยางไป่หัวอยู่คนละโลกกัน

หยางไป๋หัวจึงต้องการดึงเขาเข้ามาในกลุ่มเพื่อนของตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การวางแผนและการพูดโน้มน้าวอย่างมีชั้นเชิง เขาจึงจัดการขีดเส้นกั้นเพื่อนในกลุ่มเดิมของเฉิงหยวนหลายคนที่คิดว่าไม่ควรค่าแก่การคบหา

แต่ใครจะไปคิดว่าโหลวอิ่งจะโผล่ออกมาตอนนี้กันล

ะบทสนทนาโต้ตอบทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาสองคนไม่ค่อยดีนัก

พูดให้ถูกก็คือหยางไป่หัวไม่พอใจอยู่ฝ่ายเดียว

คืนนั้นเขาส่งข้อความมาบอกเฉิงหยวนว่าผู้จัดการให้เขาทำงานล่วงเวลาและคืนนี้เขาจะไม่กลับไปนอนที่บ้าน

เฉิงหยวนก็ส่งข้อความตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า "สู้ ๆ นะครับ" ตามด้วยหัวใจสามดวง

หยางไป่หัว "..."

หลังจากตอบข้อความของหยางไป๋หัวเสร็จ ฉือเสี่ยวฉือก็เอนตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ๆขนาดใหญ่ในคอนโดมิเนียม พลางคุยกับระบบ "ถ้าหลังจากที่เขากลับมาบ้านและพบว่าฉัน ย้ายออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะทำหน้ายังไงเนอะ"

ระบบคิด 'ค่าความชอบน่าจะติดลบ 20 คะแนนนะครับ'

ฉือเสี่ยวฉือบิดเอวอย่างขี้เกียจ "พ่อแม่ของเขาจะมาวันมะรืนนี้แล้วไม่ใช่เหรอ ตอนที่พวกเขายังไม่มาละอยากให้ย้ายออก พอย้ายออกแล้วก็ไม่พอใจผู้ชายนี่ปากอย่างใจอย่างทุกคนเลยสินะ"

ระบบชื่นชมความสงบนิ่งของฉือเสี่ยวฉือจริง ๆ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเตือนเขา "คุณฉือ กรุณาให้ความสนใจกับความคืบหน้าของภารกิจด้วยนะครับ"

สองสามวันมานี้ ฉือเสี่ยวฉือได้ลองทดสอบค่าความชอบของหยางไป่หัวมาตลอดจน ผ่านเกณฑ์ ส่วนค่าความเสียใจที่เป็นมาตรฐานเพียงอย่างเดียวในการทำให้ภารกิจสำเร็จนั้นกลับถูกฉือเสี่ยวฉือมองข้ามไปโดยสมบูรณ์

ฉือเสี่ยวฉือถามระบบกลับ "นายไม่เหนื่อยเหรอ"

ระบบ "...ครับ?"

ฉือเสี่ยวฉือ "ที่เรียกฉันว่าคุณฉือมาตลอด นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วพวกเรายังไม่สนิทกันอีกเหรอ"

ระบบเงียบ

เมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็นแบบนี้ ความสัมพันธ์ของเขากับโฮสต์ทุกคนนั้นดีมาก

มันเป็นแบบนี้มาโดยตลอดจนกระทั่งถูกโฮสต์คนที่แปดรายงานความประพฤติของเขา

ตั้งแต่โฮสต์คนที่เก้าเป็นต้นมา เขาก็เริ่มเรียกโฮสต์ว่า "คุณ X"

"ไม่สนิทก็ไม่สนิท" ฉือเสี่ยวฉือเข้าใจความกังวลของระบบจากความเงียบของเขาใน ทันที จากนั้นก็กล่าวอย่างใจกว้าง "นายคงคิดว่าแค่รู้สึกผูกพันกันนิดหน่อยก็พอแล้ว ตอนที่ฉันจากไปนายจะได้ไม่ต้องร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าสินะ"

ระบบ "..."

ฉือเสี่ยวฉือ "เพราะนายคงหาโฮสต์ที่ยอมให้นายดูหนังอยู่ในหัวตลอดทั้งคืนไม่ได้อีกแล้ว"

ระบบ "..."

ฉือเสี่ยวฉือ "ครั้งต่อไปก็จำไว้ว่าอย่าฉายสิ่งที่ดูในหัวฉันอีก"

ระบบ "...ขออภัยครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "ไม่เป็นไร หนังเรื่องนั้นฉันไม่ได้ดูมานานแล้ว ได้ดูกับนายอีกรอบพอดี"

นอกเหนือจากความละอายแล้ว ระบบก็ยังมีข้อสงสัยบางอย่าง "คุณฉือไม่ใช่ว่าคุณใช้การ์ดสะกดจิตไปแล้วเหรอครับ"

หลายวันมานี้ ค่าความชอบที่หามาได้ล้วนถูกฉือเสี่ยวฉือเอามาใช้แลกการ์ดสะกดจิตเขาใช้กับหยางไป๋หัวก่อนแล้วค่อยใช้กับตัวเอง จนทำให้ระบบรู้สึกว่าตัวเองถูกลดระดับลงจากระบบที่ได้มาตรฐานกลายเป็นเพียงระบบที่ขายยานอนหลับ

"ฉันแค่สะลืมสะลือ" ฉือเสี่ยวฉือกล่าว "อีกอย่างการ์ดสะกดจิตนั่นก็ไม่ใช่การ์ดทำให้หมูตายซะหน่อย"

ระบบกล่าวขอโทษอีกครั้ง "ขออภัยครับ"

ฉือเสี่ยวฉือถาม "หนังของฉันสนุกไหม"

ระบบ "สนุกมากครับ"

ฉือเสี่ยวฉือ "ดีมาก นายสามารถดาวน์โหลดหนังที่ฉันเล่นอย่างนี้ได้ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าหลังจากที่ฉันทำภารกิจสำเร็จแล้ว นายก็ยังสามารถมองเห็นฉันได้สินะ"

ได้ยินฉือเสี่ยวฉือพูดอย่างนี้ ระบบก็ถามกลับ "คุณอยากกลับไปโลกเดิมที่คุณอยู่เหรอครับ"

ฉือเสี่ยวฉือเลิกคิ้ว "แน่นอนสิ"

ระบบฝืนยิ้มในใจ

'ระบบเอาคืนพวกขยะ' ที่ 061 ทำงานอยู่นั้นเป็นเพียงหนึ่งในสาขาของระบบทั่วโลกมากมาย โดยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับโฮสต์ที่มาทำภารกิจเหล่านี้ ทุกคนล้วนประสบอุบัติเหตุที่อันตรายถึงชีวิตในโลกเดิมของพวกเขาคลื่นสมองที่กำลังจะสลายตัวถูกระบบจับเอาไว้ได้ระบบที่ทำหน้าที่สำรวจก็จะขยายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้สามารถส่งพวกเขาไปยังแต่ละโลกคู่ขนานได้

ระบบหลักจะทำการเซ็นสัญญากับพวกโฮสต์และจัดสรรให้กับระบบที่เหมาะสม เพื่อให้พวกเขาสามารถทำภารกิจต่าง ๆ ได้

หลังจากที่ทำภารกิจสำเร็จทั้งสิบโลกแล้ว โฮสต์จะสามารถขอพรได้หนึ่งข้อ หลังจากระบบหลักทำตามความปรารถนานี้แล้ว สัญญาที่ทำกับพวกโฮสต์ก็จะได้รับการยกเลิกโดย อัตโนมัติ

สำหรับร่างกายของพวกเขาในโลกแห่งความจริง ระบบสามารถดูแลรักษาให้ชีวิตอยู่รอดได้ในระดับต่ำสุดเท่านั้น จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นส่วนตัวระหว่างพวกระบบด้วย กันเอง เกือบทั้งหมดของโฮสต์ที่พวกเขาดูแลอยู่มีความปรารถนาอยากจะ 'กลับบ้าน' ในโลก ที่พวกเขาจากมาทั้งสิ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ความเร็วของกระแสเวลาในโลกภารกิจกับโลกแห่งความจริงของโฮสต์นั้นเท่ากัน

สำหรับคนคนหนึ่งแล้ว การนอนเป็นผักนิ่ง ๆ แรมเดือนหรืออาจถึงขั้นนานเป็นปี ก็คงไม่ต้องกล่าวอะไรมากมาย

แค่จุดนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้โฮสต์ทุกคนที่ 061 ดูแลอยู่ค่อย ๆ เปลี่ยนความปรารถนาในช่วงครึ่งหลังของภารกิจ

ที่ 061 พยายามทำงานให้มีประสิทธิภาพนั้น เหตุผลครึ่งหนึ่งก็เพื่อส่งพวกโฮสต์กลับ บ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว

พวกเขาล้วนเลือกอยู่ต่อในโลกภารกิจเหมือนกันทั้งหมด และปล่อยให้ร่างตัวเองในโลกเดิมตายไป

เหตุผลที่เร่งให้ฉือเสี่ยวฉือรีบดำเนินการ ก็เพราะกลัวว่าเขาจะเสียเวลาอยู่ที่โลกภารกิจนานเกินไป จนลืมว่าตัวเองมาจากไหน

สองสามวันมานี้ 061 อ่านข้อมูลของฉือเสี่ยวฉือไปไม่น้อย เขาได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของฉือเสี่ยวฉือจากในหนังเช่นกัน

ฉือเสี่ยวฉือน่าดึงดูดมากกว่าที่ระบบจินตนาการเอาไว้

แววตาเฉยเมยบนใบหน้ามักจะฉายความเหนื่อยล้าเสมอหลังจากได้สิ่งที่ต้องการจนพอใจแล้ว ผมสีดำหนาที่ครึ่งหนึ่งถูกมัดไว้ด้านหลังอย่างง่าย ๆเผยให้เห็นลำคอยาวระหงได้อย่างชัดเจน เขามีรูปร่างเล็กบอบบาง แต่เอวกลับคอดและมีกล้ามเนื้อที่งดงาม

ต่อให้เขาสวมบทบาทเป็นเด็กชายชาวประมง แต่เขาก็สามารถดึงเสน่ห์ที่แตกต่างจากคนอื่นออกมาจนทำให้ดูโดดเด่นได้ เขาแสดงถึงจิตใจของเด็กหนุ่มที่สูงส่งกว่าท้องฟ้า แต่กลับมีชะตากรรมที่น่าสงสารได้อย่างมีชีวิตชีวา

แตกต่างจากรูปร่างหน้าตาที่ดูสูงส่ง ฐานะของฉือเสี่ยวฉือธรรมดาจนน่าประหลาดใจ

พ่อของเขาเป็นคนงานในโรงงานแปรงสีฟัน ส่วนแม่ของเขาเป็นแรงงานหญิงในโรงงานผลิตอาหารเล็ก ๆ พวกเขามีห้องพักใกล้พังขนาดเล็กที่ได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หลังจากเข้าสู่วงการบันเทิง ความสัมพันธ์ของเขากับพ่อแม่ก็ไม่ค่อยดีนัก เขาไม่มีเพื่อนที่สนิทเป็นพิเศษ ประสบการณ์เรื่องความรักเป็นศูนย์ แต่กลับเป็นที่ชื่นชอบในหมู่คนมีอายุและผู้อาวุโสที่มีอำนาจในวงการอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะนักเขียนบทละครซุนก่วงเหรินที่ชื่นชอบเขาเป็นพิเศษ

จากการรวบรวมข่าวสารและข้อมูลต่าง ๆ 061 คิดว่าสำหรับฉือเสี่ยวฉือแล้วนั้น อาชีพของเขาน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกเดิม และเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุดที่เขาอาลัยอาวรณ์

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงกล่าวเตือนฉือเสี่ยวฉือ "ในโลกเดิมคุณประสบความสำเร็จมาก ถ้าไม่กลับไปคงจะน่าเสียดายแย่"

โดยไม่คาคคิด ฉือเสี่ยวฉือกลับกล่าวว่า "มันไม่ได้น่าเสียดายเลยสักนิด"

"ฉันต้องการกลับไปเพราะว่านอกจากฉันก็ไม่มีใครไปปัดกวาดหลุมศพให้เขาอีกแล้ว"

ระบบ "..."

เขานึกถึงสุสานเป่ยหมางและ 'โหลวอิ่ง' ที่ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยถึงต่อหน้าหยางไป่หัว เขามีท่าทางเหม่อลอยเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

"โหลวอิ่งเป็นเพื่อนของคุณหรือครับ"

ฉือเสี่ยวฉือไม่ตอบ แต่เอื้อมมือไปที่โต๊ะข้างเตียง

ในนั้นมียานอนหลับที่เขาซื้อมาวันนี้วางอยู่

สัปดาห์นี้เขาไม่ได้ติดต่อกับหยางไป๋หัวเลย ค่าความชอบจึงไม่เพิ่มขึ้นและเขาก็ไม่อยากเสียค่าความชอบที่เพิ่งผ่านเกณฑ์ไปโดยเปล่าประโยชน์

ตอนนี้เรื่องสำคัญยังมาไม่ถึง ถ้าค่าความชอบลดต่ำเกินไป ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะประหยัดเอาไว้ และหันมาใช้วิธีการที่คนในโลกใช้กัน นั่นคือการพึ่งยานอนหลับแทนการ์ดสะกดจิต

เขาเคาะเอายาเม็ดหนึ่งออกมา คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอาออกมาอีกเม็ดหนึ่งก่อนจะกลืนมันลงไปโดยไม่ดื่มน้ำตาม

หลังจากกลืนยาแล้ว ฉือเสี่ยวฉือก็ตอบคำถามของระบบ "เขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน"

...เขาพูดเหมือนที่บอกกับหยางไป๋หัวทุกประการ

061 อยากถามว่าที่เขานอนไม่หลับเกี่ยวกับคนคนนั้นด้วยหรือเปล่า แต่ก็เก็บเอาไว้ไม่ได้ถามออกไป

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ระบบควรกังวล อย่างที่เคยพูดไว้ ระหว่างพวกเขาเป็นหนึ่งคนกับหนึ่งระบบไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกันมากเกินไป สุดท้ายแล้วพอถึงเวลาพวกเขาก็ต้องแยกจากกันอยู่ดี

ระบบตัดสินใจที่จะทำตัวเองให้เป็นระบบที่ไร้ความรู้สึก

และเร่งรัดให้เขาคิดเรื่องเกี่ยวกับภารกิจมากขึ้นจะดีกว่า

ยานอนหลับค่อย ๆ เริ่มออกฤทธิ์

หลังจากฟังเรื่องการเร่งรัดให้ทำภารกิจของระบบจบแล้ว ฉือเสี่ยวฉือก็ยึดผ้าห่มไว้แน่น ก่อนหาวออกมาอย่างเกียจคร้าน "...ถ้าอยากให้เนื้อเรื่องต่างไปจากเดิม ฉันมีแผนในการ จัดการเรื่องนี้ทั้งหมดสามแผน นั่นก็คือแผน A แผน B แล้วก็แผน C"

061 "...หิม?"

ฉือเสี่ยวฉือเหยียดแขนออกมาแล้วสอดเข้าไปรองใต้ศีรษะ "นายจำได้หรือเปล่าว่าตอนที่ฉันเพิ่งมาที่นี่ ฉันให้นายทำเรื่องบางอย่าง"

แน่นอนว่า 061 จำได้ แต่เขายังไม่เข้าใจเจตนาของฉือเสี่ยวฉือนัก

เขาขอให้ 061 เปิดดูเหตุการณ์ของโลกภารกิจนี้ตั้งแต่ต้นจนจบทั้งหมดสามรอบ และมีบางจุดที่ดูมากกว่าสามรอบ

เขาขอเข้าไปสัมผัสกับความสิ้นหวังที่เฉิงหยวนรู้สึกก่อนที่จะฆ่าตัวตายและยังถาม 061เกี่ยวกับรายละเอียดบางอย่างด้วย

หลังจากนั้นเขาก็เอาโทรศัพท์ของเฉิงหยวนมาเล่นเป็นเวลานานในทันที

ฉือเสี่ยวฉือหลับตา "...ค่าความเสียใจ 9 คะแนนถือเป็นค่าเริ่มต้น เดี๋ยวมันก็จะค่อย ๆ มาเอง ไม่ต้องรีบไปหรอก"


 


ความคิดเห็น