DNA 221-230
ตอนที่ 221-1 จุดจบ
เพื่อที่จะหลบแอบเนอร์ เย่ซวงแทบจะต้องมุดลงดินไปอยู่ข้างนอกเกือบเป็นเดือน
ช่วงเวลาที่หายตัวไปนี้นานเกินไปแล้ว ดังนั้นเพื่อนๆ ที่เมืองซานหลินจึงอดสับสนไม่ได้ สงสัยว่ายัยคนนี้ที่แท้แล้วย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่เมืองอื่นแล้วหรือยังไง
อันจื่อซวินยังไม่ต้องพูดถึง มองไม่เห็นเทพของตัวเองก็กินข้าวไม่อร่อยแล้ว ส่วนเหยาจือสิงมีสติแข็งแกร่งกว่าหน่อยก็ไม่ได้สนใจอะไร มาก...อีกอย่างต่อให้เย่ซวงอยู่ที่เมืองซานหลิน โอกาสพบหน้ากับเขาก็ไม่ได้บ่อย..แล้วเขาก็มีเพื่อนกลุ่มรถที่คอยเฮโลไปไหนไปกัน
แต่ว่าเรื่องของเหยาจือสิงยังต้องเริ่มประเด็นจากฝั่งของฟางม่อ
นับแต่ที่ฟางเฟยกระทําการอาจหาญไล่ตามรักแท้ แล้วสะบั้นสัญญาหมั้นกับอันจื่อซวิน ฟางม่อก็เหมือนจะหัวใจแตกสลายแทนน้องสาว
เขาอาศัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บนี้ พยายามหาคู่ครองที่ดีให้น้องสาว ก่อนที่ทางบ้านจะสั่งลงโทษด้วยความโกรธเคือง....หรืออย่างน้อยที่สุด ต้องหาเกราะกําบังให้ได้....ฟางม่อก็เลยจําต้องพาเหยาจือสิงที่ยังไม่ทันบอกกล่าวเรื่องราวมาร่วมวงด้วย
ความพยายามของเขาครั้งนี้ก็เหมือนจะคว้าน้ําเหลว ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่ทันคิดถึงรายละเอียดอะไร ก็โพล่งชื่อเหยาจือสิงออกมา ก่อนจะหนีไป จากนั้นก่อนที่ทุกคนจะเริ่มเข้าใจอะไร เขาก็รีบร้อนไปหาเหยาจือสิงอย่างจริงใจ แล้วยอมรับความผิดของตนอย่างกังวลใจเล็กน้อย ก่อนวางเดิมพันกับคุณธรรมน้ําใจของเหยาจือสิง
แต่ฟางม่อไม่ทันได้คิด....หรือว่าเขาคิดแล้วแต่อาจไม่มีหนทางอื่น...ก็คือ เหยาจือสิงเป็นคนไม่จุกจิกมากแม้เรื่องเบ็ดเตล็ด แต่หากเรื่องไหนที่ข้องเกี่ยวกับชื่อเสียงของทางบ้านเขาแล้ว เขามักจะเป็นคนเด็ดขาดชัดเจน
ดังนั้นเขาย่อมต้องยืนกรานปฏิเสธเรื่องการหมั้นครั้งนี้ มั้นครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะไว้หน้าเต็มที่แล้ว ไม่ได้พูดออกมาว่า ฟางม่อเป็นพวกพูดอะไรไม่รู้จักคิด แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่มันคืออะไรทุกคนก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
ต่างคนต่างก็ไม่ใช่คนโง่ อีกอย่างคนที่จะหมั้นตามข่าวลือยังปฏิเสธด้วยปากตัวเองแล้ว บวกกับชื่อเสียงของฟางเฟยในระยะหลัง เรื่องพวก นี้ยังมีอะไรไม่ชัดอีก?
...แน่นอนว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้มันไม่ได้สลักสําคัญอะไร แม้ว่าฟางม่อจะกระอักกระอ่วนมาก แต่เนื่องจากยืมชื่อเหยาจือสิงมาแล้วก็ ถ่วงเวลาไปได้อีกช่วงหนึ่ง ตอนนี้ได้ข่าวว่าอีกฝ่ายหาไพ่ใบใหม่ที่จะเอาไปสู้กับทางบ้านที่เมืองหลวงได้แล้ว เป็นการต่อสู้เพื่ออนาคตการแต่งงานที่สวยงามของน้องสาว
แต่ที่สําคัญจริงๆ ก็คือ บ้านเหยาจือสิงเหมือนจะถูกเรื่อง ‘เข้าใจผิด’ ยั่วโมโหอยู่บ้าง
มันไม่ถูก! ถึงแม้จะมีข่าวลือเรื่องลูกชายตัวเองหมั้น แต่ตั้งแต่เล็กมาจนบัดนี้ลูกดุร้ายคนนี้ก็ยังไม่เคยคบผู้หญิงจริงๆ เลย...บ้านตระกูล เหยาฉับพลันก็เข้าใจประเด็นของเรื่อง ทันใดนั้นก็คิดถึงความจริงที่ว่าลูกชายตัวเองบ้าระห่ําจนแทบจะขึ้นคานอยู่แล้วขึ้นมาได้
จะทําอย่างไรดี! ดูเหมือนว่าคู่ดูตัวก่อนหน้านี้ลูกชายก็กวาดตามองแค่ไม่กี่นาที ทุกครั้งที่มีงานเลี้ยงก็มักจะถูกลากเข้าไปกับแก๊งพวกผู้ชาย ...บ้านตระกูลเหยาดูเหมือนจะเริ่มร้อนใจ
หรือปล่อยไปแบบนี้ชะรอยจะกลายเป็นเกย์?!....เพราะมีตัวอย่างไม่ดี อีกทั้งพอคิดว่าลูกชายตัวเองไม่เคยมองผู้หญิงเป็นผู้หญิง บ้านตระกูลเหยาก็เริ่มกลัวขึ้นมา
ทําไมฟางม่อถึงเลือกเหยาจือสิง หนึ่งก็เพราะมิตรภาพระหว่างกัน สองก็คืออายุของเหยาจือสิงเหมาะสม หากจะให้ชี้แจงสักหน่อยก็คือ ฟางม่ออายุยี่สิบห้าปีแล้ว ส่วนเหยาจือสิงก็ประมาณยี่สิบเจ็ดกําลังจะย่างสู่สามสิบปี
แน่นอนว่ายุคนี้แล้ว แต่งงานช้าใช่ว่าจะไม่มี แต่นิสัยอย่างเหยาจือสิงแบบนี้มันทําให้จิตใจคนในบ้านเหยาไม่ใคร่จะดี เกรงว่าเขาอายุจะสี่ สิบแล้วก็ยังคิดไม่ได้ ถึงเวลานั้นจะไปหาลูกสะใภ้ดีๆ ได้จากที่ไหน?
ดังนั้นเมื่อเหยาจือสิงเรียกพรรคพวกมากมายกลับบ้านมากินข้าวรอบหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่เหยาถึงทนไม่ไหวต้องแอบถามบรรดาเพื่อนของลูกเรื่องความรักของเหยาจือสิง หวังว่าจะหาข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ได้
แล้วก็เพราะการสอบสวนครั้งนี้ ชื่อของเย่ซวงถึงได้เปิดตัวอลังการต่อหน้าบ้านตระกูลเหยาครั้งแรก
พอเหยาจือสิงไปห้องน้ํากลับมาแล้ว ก็พบว่าบรรยากาศในบ้านคล้ายจะมีอะไรผิดปกติ พบว่าบรรยากาศอึมครึมเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิใน พริบตา มองดูแล้วเหยาจือสิงก็ยังรู้สึกขนลุกอยู่บ้าง
พอกินข้าวกันอย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุแปลกๆ แล้ว ยังไม่ทันที่เหยาจือสิงจะเรียกบรรดาเพื่อนที่กินอิ่มหมีพีมันไปแข่งรถต่อ ด้วยการให้ สัญญาณของน้องสาวเหยา คุณพ่อกับคุณแม่เหยาก็เข้าปฏิบัติการ ทั้งสามคนห้อมล้อมเหยาจือสิงไว้ในบ้าน แล้วเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้อีกฝ่ายพาแฟนสาวมาเปิดตัว
....บ้าเอ๊ย! ฉันไปมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?
หลังจากเรื่องนั้น เป็นเวลานานกว่าที่เหยาจือสิงจะอธิบายต้นสายปลายเหตุให้คนในบ้านได้ เมื่อจะกลับไปคิดบัญชีกับเพื่อนไม่รักดีเหล่านั้น ทางพ่อแม่เขาก็จับคนซักถามจนหมดเปลือกแล้ว ต่อให้เขามีร้อยปากก็ยากจะอธิบายได้...สายตาของผู้รุมล้อมเป็นประกายสว่างวาบเลยทีเดียว
สามคนแกล้งว่ามีเสือ เหยาจือสิงเข้าใจความหมายร้ายกาจที่แฝงมาในประโยคนี้
“...แปลว่า ความหมายของพี่ก็คือให้ฉันไปกินข้าวมื้อหนึ่งที่บ้านพี่ แล้วอธิบายความจริงกับพ่อแม่พี่?” เย่ซวงรับโทรศัพท์แล้วก็พูดไม่ออก ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันอยู่บนเรือตลอด สัญญาณไม่ดีไม่มีทางติดต่อกันได้ ในอีเมล์ก็ใช้พูดถึงเรื่องส่วนตัวพวกนี้ไม่ได้ ดังนั้นตอนนี้เธอถึงค่อยรู้ว่าเรื่องยุ่งยากที่เมืองซานหลินของตัวเองเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเรื่องแล้ว
เหยาจือสิงเองก็สับสน “คนที่บ้านไม่เชื่อคําพูดของฉัน ให้เธอมาพูดจะง่ายกว่า”
เหยาจือสิงไม่ใช่พวกวาจาหนักแน่นหรือยังไง? ทําไมความน่าเชื่อถือของเขาจากคนที่บ้านถึงได้ต่ําขนาดนี้?
จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ระดับของความเชื่อใจ แต่คนเรามักจะมีแนวโน้มเลือกเชื่อสิ่งที่ตัวเองปรารถนามากกว่า คนบ้านเหยากังวลเรื่องอนาคต การแต่งงานของเหยาจือสิงไม่ใช่เพียงแค่วันสองวัน แต่แค่เมื่อก่อนกังวลเป็นเรื่องปกติ เช่นคุณแม่เหยามักจะดูเรื่องเสื้อผ้าของเหยาจือสิงว่าใส่อุ่นดีไหมก่อนออกจากบ้าน ซึ่งคิดไปก็ไม่มีอะไรแปลก
แต่การโจมตีทางอ้อมรอบนี้กลับเป็นเรื่องเซอร์ไพรซ์ของแท้ เพราะมีเรื่องของฟางม่ออยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่เหยาก็เลยอดไม่ได้ ที่จะบ่นสักหลายประโยค แล้วก็เพราะการพร่ําบ่นนี่แหละ ถึงค่อยพบข่าวน่ายินดีว่าที่แท้ข้างกายของลูกชายก็มีสิ่งมีชีวิตเพศหญิงสถิตย์อยู่ด้วย
ทําไมถึงเห็นเย่ซวงสําคัญขนาดนั้น? ก็เพราะว่าเธอสามารถอยู่ข้างตัวเหยาจือสิงแล้วไม่ถูกดีดออกไปได้ บ้านตระกูลเหยามีเงินมาก พอแล้ว ธุรกิจสามารถทําให้ใหญ่ขึ้นได้ก็นับเป็นเรื่องดี แต่รักษาให้อยู่ในระดับเดิมได้ก็ไม่ได้แย่
เงินหนึ่งร้อยหยวนกับหนึ่งพันหยวนแตกต่างกัน แต่ถ้าตัวเลขด้านหลังเกินหลักร้อยล้านขึ้นไปแล้ว ความแตกต่างนี้ก็ดูเหมือนจะไม่มีอีกต่อไป...ยังไงก็ใช้ไม่หมด ตัวเลขมันก็แค่เพิ่มลดอีกหลักเท่านั้นเอง
หรือจะให้ถอยมาพูดหน่อยก็คือ พูดไปเย่ซวงคนนี้อาจจะมีคุณสมบัติแย่กว่าบรรดาสะใภ้ผู้ดี ภรรยาจากตระกูลดีมีข้อดีก็คือคอนเนคชั่นกับ ประโยชน์ใช้สอย เรื่องที่สองก็คือ ได้รับการยอมรับจากบรรดาคุณชายในทีมรถแข่ง ดังนั้นก็ไม่น่ามีปัญหา แต่พูดถึงคอนเนคชั่นแล้ว....ให้พูด กันจริงๆ ในเมืองซานหลินไม่ขาดแคลนคอนเนคชั่น ที่จริงชื่อเสียงที่ประดับตัวเขาอยู่ก็มัดรวมกันก็เป็นแบรนด์สินค้าชั้นดีได้แล้ว
แน่นอนว่าจะวิจารณ์คุณสมบัติด้านอื่นต้องรอให้เห็นตัวก่อนค่อยว่ากัน แต่อาศัยสถานภาพที่เหยาจือสิงอายุจะสามสิบแล้วรับเธอเข้าเป็น ผู้หญิงที่ใกล้ชิดคนเดียวได้นี้ ถึงแม้ว่าตัวเย่ซวงจะมีปัญหาอะไรติดตัวมาจริงๆ พ่อแม่เหยาก็ดูจะยอมอดทนกัดฟันรับไว้...ขอแค่ไม่ใช่โจรผู้ร้ายก็พอ
“ให้ฉันไป?” เย่ซวงพูดไม่ออก “พี่เหยา พี่คิดบ้างหรือเปล่า ช่วงนี้ข่าวลือเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากแค่ไหน ถ้าฉันไปบ้านพี่จริงๆ ถึงเวลา นั้นอาจจะอธิบายให้พ่อแม่พี่เข้าใจได้ แต่ข้างนอกเขาไม่ได้เข้าใจด้วย แก้ไม่ดีผ่านไปไม่นาน หลังจากที่ทุกคนคิดกันแบบนี้แล้ว คนบ้านพี่อาจจะ อยากทําเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องจริงเลยก็ได้ไม่ใช่เหรอ?”
“ไอ้เรื่องนั้นถึงเวลาแล้วค่อยคิดละกัน!” เหยาจือสิงกลับเป็นประเภทคิดวันต่อวัน ให้เขามานั่งคิดถึงรายละเอียดเบ็ดเตล็ดอะไรพวกนี้ทั้งวัน ได้แค่ปวดหัวตาย “ยังไงก็ถือว่าเธอมาเป็นแขกบ้านฉันแล้วกัน หรือกลัวว่าคนบ้านฉันจะจับเธอมัดมือชก อ้อ รถเธอปรับแต่งเสร็จแล้ว กุญแจ รถก็ส่งให้หันชูไปแล้วด้วย เขาได้บอกเธอหรือยัง?”
“ยังไม่ได้บอก ปรับแต่งเป็นยังไงบ้างแล้ว?” เย่ซวงแอบกลัวเล็กน้อย “ฉันอยากเอาไว้ใช้ประจําวันนะ ไม่ได้เอาไว้แข่งรถ อย่าให้มันดู ผิดกฎหมายมาก ไม่ใช่ว่าขับออกไปก็โดนหักคะแนนเลย ฉันยังต้องใช้รถคันนี้ทํางานหาเงินใช้หนี้อยู่นะ!”
“ไม่เป็นไรหรอก ฝีมือของพวกเขาปิดเนียนอยู่ อาจจะมีแค่ท่อไอเสียที่สะดุดตาไปบ้าง...อ้อ! ถ้าจราจรเรียกก็ให้เธอบอกชื่อXXX...”
สองคนพูดไปพูดมาก็หลุดประเด็น หลังจากวางโทรศัพท์สิบกว่านาทีนี้ลงแล้ว รอจนกระทั่งเย่ซวงตัดสายไปอาบน้ํามารอบหนึ่งแล้ว มุดหัวเข้ารังหลับตาพักผ่อนได้ประมาณห้านาที รอบนี้ถึงได้ตกใจจนเด้งตัวขึ้นมาฉับพลัน...ซวยแล้ววว! ตัวเองยังไม่ได้พูดเรื่องไปเจอหน้า พ่อแม่อีกฝ่ายให้ชัดเลยนี่หว่า!!
จะให้โทรศัพท์กลับไปก็ดูจะไม่ดี เวลาไม่เหมาะสม พูดกันไม่เคลียร์เดี่ยวยิ่งวุ่นวายอีก
ดังนั้นพอเย่ซวงเหม่ออยู่สักพักก็รีบไปส่งข้อความ บอกแจ้งเปลี่ยนตารางเดิมจากที่จะกลับเมืองซานหลินวันที่สองเลื่อนไปอีกสามวันแทน จากนั้นก็เอาข่าวที่จะกลับล่าช้านี้แจ้งกับหันชู เท่านี้ก็นับว่าบอกกล่าวพรรคพวกเรียบร้อย
หลังจากที่ได้รับข้อความตอบกลับจากเหยาจือสิงและหันชูแล้ว เธอก็ค่อยเบาใจแล้วหลับไป
*สามคนแกล้งว่ามีเสือ สุภาษิตจีน เปรียบเปรยว่าหากมีคนสามคนพูดซ้ําๆ กันว่ามีเสือ คนอื่นก็จะเชื่อโดยปริยาย
ตอนที่ 221-2 จุดจบ
วันที่สอง พี่ชายซวงก็ออกมาพบหน้ากับจัวหยวนหาง
เอกสารวิเคราะห์ข้อมูลของแอบเนอร์นั้นรวมทั้งหลักฐานอื่นๆ ตอนนี้ส่งให้กับจัวหยวนหางแล้ว แต่ว่าการส่งเอกสารแล้วก็ไม่ได้หมายความว่างานจบ ยังคงเป็นจัวหยวนหางที่ต้องดูเอกสารและประเมินราคา หลังจากแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดแล้วค่อยจ่ายเงินงวดสุดท้าย
ดังนั้นงานตรวจสอบว่าเงินงวดสุดท้ายโอนแล้วหรือไม่ก็เป็นหน้าที่ของเย่ซวง อีกอย่างเธอเองก็ต้องเอาข้อเรียกร้องของจัวหยวนหางและผลประเมินมาลงข้อมูลในบันทึกงาน
การประเมินราคาก็หมายความว่าจัวหยวนหางพอใจกับงานของแอบเนอร์หรือไม่ นี่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเปอร์เซ็นต์ความสําเร็จและระดับความพึงพอใจของเฮดฮันเตอร์ อีกอย่างก็คือเกี่ยวข้องกับระดับความน่าเชื่อถือของหันชูและเย่ซวงด้วย
ส่วนข้อเรียกร้อง ก็คือหากจัวหยวนหางยังมีงานหลังปิดจ็อบให้ทําอีก เย่ซวงก็สามารถรับงานต่อที่เรือนี้ได้เลย และสามารถแนะนําคนใหม่ให้ได้....หากว่าใช้คําพูดฮอตฮิตบนเน็ตมากล่าว ก็คือมีโอกาสที่จะรับงานต่อได้อีกไหมนั่นเอง
“เชิญนั่ง” เมื่อมาถึงห้องทํางานของจัวหยวนหางแล้ว อีกฝ่ายก็กําลังตรวจเอกสารอยู่
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ไม่นานจะมีข่าวเรื่องภรรยามีชู้ เมื่อวานก็ยังมั่นใจแล้วว่าภรรยาของตัวทําเรื่องแย่ๆ นี่จริง แต่ดูเหมือนจะไม่กระทบกับ การทํางานประจําวันใดๆ ของจัวหยวนหางเลย
พวกคนที่ชินกับการวางแผนมักทราบดีว่า ทุกแผนการต้องเผื่อในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยอะไรเกิดขึ้นไว้หน่อย ไม่อย่างนั้นหากเกิดเรื่องเหนือการควบคุมขึ้นมาจริงๆ การที่เนื้องานมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจทําให้แผนทั้งหมดเป็นอัมพาตขึ้นมาก็ได้
เห็นได้ชัดว่า จัวหยวนหางแม้กระทั่งเรื่องในบ้านของตัวเองเขาก็เหลือ “ช่องว่าง” นี้เอาไว้ ท่าทางว่าเขาจะคิด คํานวนถึงโอกาสที่จะเกิดเรื่อง แบบนี้เอาไว้แล้ว ถึงแม้ว่าความคาดหวังสูงสุดของเขาก็คือภรรยาจัดการเรื่องในบ้านได้และไม่เป็นตัวถ่วง แต่เรื่องที่ออกนอกลู่นอกทาง จําพวกนี้ ก็เป็นผลลัพธ์ที่ยังพอคาดเดาได้
เย่ซวงนั่งอยู่หน้าโต๊ะของจัวหยวนหาง มองแล้วตัวเองเหลือเวลาสิบห้านาที ก็นิ่งทําการจัดลําดับความคิดครู่หนึ่ง จากนั้นก็อาศัยจังหวะที่ จัวหยวนหางวางเอกสารในมือลง แล้วเปิดปลอกปากกาอยู่นั้นกล่าวว่า “คุณจัวมีความเห็นต่างจากรายงานของพวกเราบ้างไหมครับ?”
“ไม่มี” จัวหยวนหางเลิกคิ้ว จากนั้นก็พยักหน้าอย่างสงบนิ่ง “ผมประทับใจการทํางานของพวกคุณรอบนี้มาก ไม่เพียงเรื่องของภรรยาเก่า ผม ยังมีเรื่องที่ตาแก่หลี่วางแผนเกษียณไปอยู่ที่ออสเตรเลีย...นี่ช่วยลดความปวดหัวของผมไปเยอะเลย อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ ในอนาคตด้วย”
“ภรรยาเก่า?” เย่ซวงนิ่งไป “คุณจัวแยกทางกับภรรยาแล้วเหรอครับ?”
“ถูกแล้ว แปดโมงเช้าวันนี้เอง”
เย่ซวงมองสีหน้าราบเรียบของจัวหยวนหางแล้วเธอก็ไร้คําพูดใดๆ เธอไม่เคยเห็นคนบ้าวางแผนที่ผิดปกติได้ขนาดนี้ คนอื่นหย่าก็ต้องจิตใจไม่สงบอยู่หลายวัน ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องแบ่งทรัพย์สมบัติอะไรเลย อย่างน้อยก็ต้องให้ภรรยาอธิบายอะไรสักหน่อยหรือให้เวลาเก็บของ สักนิด? แปดโมงเช้าก็หย่าแล้ว...นี่ตั้งแต่อําเภอเปิดทําการก็ไปเลยเนี่ยนะ? ดูท่าว่ากระทั่งเวลาเข้างานเมื่อเช้าหมอนี่ก็ยังไม่สายเลยสักนิด
หลังจากกระแอมไอไป เย่ซวงก็ยังสับสนเอง “คุณจั่วไม่ตรวจสอบก่อนหรือครับว่ารายงานของพวกเราจริงเท็จแค่ไหน? หรือจะให้พูดก็คือ คุณไม่พิจารณาถึงทางเลือกอื่นเอาไว้เลยเหรอครับ? ถ้าหย่ากันอย่างเดียวเลย คุณชายกับคุณหนูเองก็จะได้รับผลกระทบไม่ดีนะครับ”
“ไม่จําเป็นหรอก” จัวหยวนหางส่ายหัว มองโต๊ะทํางานแวบหนึ่ง จากนั้นก็ยื่นนิ้วมาเคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างรําคาญใจเล็กน้อย “ก่อน แต่งงานพวกเราก็ทําสัญญาทรัพย์สินระหว่างสมรสเอาไว้แล้ว ในขณะที่แต่งงานเธอก็เซ็นใบหย่าเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วเหมือกัน...ขั้นตอนการหย่าทั้งหมดเตรียมเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ผมจําได้ว่าตัวเองพูดหน้าที่ที่เธอต้องทําระหว่างการแต่งงานอย่างละเอียดไปแล้ว แต่ถ้า เธอละเมิดสัญญา ตั้งแต่ที่เธอละเมิดสัญญาเป็นต้นมาก็ถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ เหตุผลหน้าที่ที่เหลือก็เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้นเอง”
เย่ซวง “...”
หลังจากเงียบไปอีกรอบ จัวหยวนหางก็สรุป “ผมจะไม่ยอมร่วมมือกับหุ้นส่วนที่ไว้ใจไม่ได้เป็นครั้งที่สอง”
เย่ซวงเงียบอีกครั้ง “...”
ที่แท้ก็มีแผนการรับมืออยู่แล้ว ยังจะให้อีกฝ่ายพูดอะไรอีกล่ะ
จากนั้นเย่ซวงก็กระแอมอีกครั้ง แล้วย้อนกลับไปประเด็นเดิม “ถ้าอย่างนั้นคุณชายจัวก็ตรวจสอบรายงานแล้วใช่ไหมครับ?”
“นายอยากให้เรื่องที่ตัวเองตรวจสอบมาผิดพลาดเหรอ?” จัวหยวนหางเลิกคิ้วอย่างสงสัย ก่อนมองดู ‘เขา’ แวบหนึ่ง คิดแล้วกล่าว “เมื่อวานผมก็ถามแล้ว เธอยอมรับเองว่าตัวเองมีชู้จริง”
ถามอย่างไรกันล่ะ??
เย่ซวงรู้สึกตะลึงโง่งมไปเลย มาครั้งแรกก็สารภาพเลยเนี่ยนะ รอความตายมาในโลงแล้วนี่แปลกมากจนเหลือเชื่อจริงๆ
“ถ้าอยากตรวจสอบ ค่าตรวจสอบกับค่าเสียเวลาของฉันในครั้งนี้ก็ให้เธอเป็นคนรับผิดชอบไป พูดตรงๆ คือ เธอออกจากบ้านไปตัวเปล่า ได้ แต่ถ้าพูดอ้อมๆ มีทริคหน่อยก็คือ เธอต้องรับผิดชอบเรื่องนี้...คนปกติเขาก็รู้กันว่าต้องเลือกอะไรจริงไหม?” จัวหยวนหางวิเคราะห์ออกมา ทีละฉากอย่างนิ่งเฉย
เย่ซวงกลับไร้คําพูด
แต่พูดในมุมกลับกัน ไม่ใช่ว่าเย่ซวงไม่เข้าใจแนวคิดของจัวหยวนหาง คนแบบนี้ทําเรื่องอะไรเข้มงวดเป็นการเป็นงาน นิสัยของเขาเป็น พวกมีเหตุผลแท้จริง ปัจจัยทางด้านอารมณ์ไม่ได้มีผลแม้แต่น้อย
ดังนั้นพูดไปแล้วนิสัยของคนจําพวกนี้ก็คือไม่ค่อยจะเซนซิทีฟ แต่ข้อดีก็คือไม่ใช่คนคิดแค้น...นอกเสียแต่ว่าคุณอยู่ในระดับสร้างความแค้นถึงชีวิตกับเขาแล้ว คนอย่างจัวหยวนหางไม่มีทางมานั่งไล่ตอแยคุณแน่นอน
มีความแค้นกันก็คิดบัญชีหนเดียว เอาเรื่องทุกอย่างมาจัดการให้หมดไปเลย เสร็จเรียบร้อยครั้งเดียวแล้วก็ไม่จําต้องมีบัญชีแค้นกันต่ออีก
ด้วยเหตุนี้ คุณผู้หญิงจัวถึงกล้าสารภาพความผิด เธอเข้าใจทะลุปรุโปร่งถึงหุ้นส่วนสมรสคนนี้อย่างดี ท่าทางคุณผู้หญิงจัวคงอ่านหน้าที่ในสัญญาก่อนสมรสของทั้งคู่จนหมดแล้ว เธอเชื่อว่าตัวเองสารภาพเรื่องชู้รักไปก็ไม่ถูกคุณจัวตามแก้แค้นคุกคามแน่นอน แต่ก็แค่ต้องออกจากบ้านตัวเปล่าไปเท่านั้น
เย่ซวงครุ่นคิด พูดไปแล้วก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีก ดังนั้นจึงเสริมประโยคสุดท้าย “ถ้าอย่างนั้นคุณผู้หญิงจัว....ผมพูดถึงชู้รักของเธอคนนั้นน่ะครับ?”
“จัดการไปเมื่อเช้าแล้ว” จัวหยวนหางเริ่มหยิบเอกสารมากวาดตาดู เวลากําลังจะหมดแล้ว อีกทั้งเขาเองก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้อีก “สุดท้ายแล้วจะฟ้องอีกฝ่ายหรือเปล่ารอทนายของผมปรึกษากันก่อน แต่หลังจากที่ผมแยกทางกับภรรยาแล้ว เรื่องที่อีกฝ่ายทําอะไรก็คงจะหลุดออกไปหมดแล้วล่ะ ต่อให้เหลือเบ็ดปลาไว้ก็คงตกอะไรไม่ได้ ตอนนี้ผมกําลังแก้ปัญหาเรื่องพนักงานระดับกลางถูกซื้อตัว ถ้าได้ร่วมงานกัน อีกครั้งก็จะติดต่อพวกคุณไป....ขอพูดอีกสักหน่อย เงินงวดสุดท้ายของพวกคุณจะถูกโอนเข้าบัญชีในช่วงบ่าย หลังเที่ยง พวกคุณไปที่เคาน์เตอร์ธนาคารเพื่อสอบถามหรือทิ้งข้อความไว้ในมือถือก็ได้”
คําว่าเที่ยงตรงของจัวหยวนหางก็คือเที่ยงตรง สามารถไปก่อนเวลาได้ แต่ไม่สามารถไปสายได้แม้แต่วินาทีเดียว
พอบอกลาจากห้องทํางานของจัวหยวนหางแล้ว ก็ถือว่างานนี้ได้รับมอบเงินงวดสุดท้ายเรียบร้อย เมื่อเดินออกมาจากตึกของซื่อไห่กรุ๊ป สายตาของเย่ซวงกลับไปค้างอยู่ที่ชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งกําลังสนทนากันอยู่ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟสองชั้นตรงข้ามกับตึกใหญ่ฝั่งนี้
ฝ่ายหญิงก็คือคุณผู้หญิงจัว ส่วนฝ่ายชายย่อมเป็นชู้รักของคุณผู้หญิงจัวนั่นเอง
ฝั่งผู้ชายดูคิดไม่ถึงว่าจัวหยวนหางจะปิดจ็อบด้วยการตัดสินใจทันด่วนแบบนี้ ถ้าเป็นคนปกติ หากถูกคนล่วงล้ํามายุ่งเรื่องภายในบ้าน ถึงแม้ว่าจะพบเห็นได้ทันเวลา แต่ยังไงก็ไม่มีทางทําอะไรเด็ดขาดได้ขนาดนี้ ขอเพียงมีเวลา พวกเขาต่างก็ต้องคิดหาทางปกปิดทางหนีทีไล่ไว้ก่อนสิ
น่าเสียดายที่จัวหยวนหางไม่ได้อยู่ในขอบเขตของคนปกติ...ตรรกะของหมอนี่เกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้
ด้วยเหตุนี้สีหน้าฝั่งผู้ชายถึงค่อนข้างดูโกรธอยู่ เรื่องที่เขาพยายามวางแผนเอาไว้กลับถูกอีกฝ่ายเหยียบเละไม่เป็นชิ้นดี ก่อนหน้านี้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า จะไม่ให้โกรธได้ยังไง?
โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าคุณนายจัวออกจากบ้านมาตัวเปล่า กระทั่งอํานาจในการดูแลลูกยังถูกตัดขาดไปแล้ว ผู้ชายคนนั้นไม่มีแม้กระทั่งโอกาส เพียงน้อยนิด คุณผู้หญิงจัวตอนนี้กลายเป็นหมากไร้ประโยชน์ไปแล้ว ในสายตาของผู้ชายแทบจะไม่มีอะไรเหลือแล้ว
เย่ซวงใช้สองมือล้วงกระเป๋ามองดูจากฝั่งตรงข้าม ก่อนเงยหน้าขึ้นมองจากฝั่งถนนเห็นชายคนนั้นท่าทางแทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความแค้นใจ ส่วนคุณผู้หญิงจัวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามฝ่ายชายกลับก้มหน้าลงไม่พูดอะไรเลยสักคํา
ข้างตัวผู้ชายเองก็มีกระเป๋าเดินทางใบหนึ่ง บรรจุเอกสารที่เพิ่งจะเอาออกมาจากห้องทํางานและของใช้ส่วนตัว
ฝั่งของคุณนายจัวเองก็มีกระเป๋าเดินทางใบหนึ่ง ดูท่าแล้วไม่ได้จะมาบอกลากับผู้ชายสักหน่อย บางทีเธอคงมาบอกฝ่ายชายว่าตัวเองหนีไปกับเขาได้แล้วมากกว่า...
น่าเสียดายที่พึ่งพาอีกฝ่ายไม่ได้เลย...
ตอนที่ 222 กลับบ้าน
ถึงแม้ว่าความสามารถในการอ่านปากของเย่ซวงจะไม่เลว แต่ว่าวันนี้เธอเองก็ไม่มีอารมณ์เข้ายุ่งกับเรื่องส่วนตัวชาวบ้านแล้ว
มีอะไรให้อ่านกันล่ะ? ไม่แคล้วก็เป็นถ้อยคําลวงหลอก เอาเรื่องชั่วๆ ที่ตัวเองก่อไว้แล้วไม่สําเร็จไปผลักไว้บนบ่าผู้หญิง ส่งต่อความแค้นไม่เลิกราเสียที
เธอยืนพิงเสาไฟฟ้า ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเบื่อหน่ายด้วยการสังเกตเรื่องที่เกิดขึ้นตรงชั้นสองของร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม เสียสละยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อดึงค่าประชากรโดยเฉลี่ยของเมืองฉาวไห่ให้สูงขึ้นสักพัก สายตาของเธอก็เห็นชายคนนั้นตบโต๊ะกระแทกช้อน สุดท้ายพอระเบิดอารมณ์เสร็จก็หยิบกระเป๋าเดินทางส่วนตัวหุนหันจากไป เย่ซวงยังอดไม่ได้ต้องด่าแม่ในใจไปรอบ...หมอนี่ถึงกับเดินจากไปให้ผู้หญิงจ่ายเงินอีก!
พอชายชั่วชักดาบไป...ไม่สิ หนีไปแล้ว คุณผู้หญิงจัวก็ยังคงนั่งอยู่ตรงที่เดิม ทว่าสายตาเหม่อลอยไปทางหน้าต่าง ดูท่ายังคงไม่เข้าใจอะไร ทําไมตอนนี้เรื่องมันถึงได้เปลี่ยนเป็นแบบนี้ไปได้?
เย่ซงวหรี่ตา มองจากไกลๆ ยังดูรู้เลยว่าคุณผู้หญิงจัวเหม่อลอยอยู่ เหมือนกับว่าสมองของเธอที่เป็นส่วน CPU ยังไม่ทันได้ติดตั้ง โปรแกรมอย่าง “คนรักไม่รักฉันแล้วจะทํายังไง” ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เกินคาดหมายนี้เกิดขึ้นมา ความคิดก็ยังตามไม่ทันอยู่บ้าง...สมองหยุด ทํางานไปอย่างนั้น
สักพักฝ่ายชายที่สีหน้าย่ําแย่ก็เดินออกจากตึกใหญ่ชั้นหนึ่งฝั่งตรงข้าม คุณผู้หญิงจัวเหมือนจะสังเกตเห็นแล้ว เธอจึงลุกขึ้นเอาตัวพิง หน้าต่างเอาไว้ ก่อนใช้มือแนบหน้าต่างเบิกตาจ้องมองชายชั่วด้านล่าง
ถ้ากลับมาล่ะ? เมื่อกี้อาจจะล้อเล่นล่ะมั้ง?
น่าเสียดายที่ชายเลวคนนั้นได้แต่เดินจากไปไกล ไม่หันหัวกลับมาแม้แต่น้อย ความหวังในดวงตาของคุณผู้หญิงจัวก็ค่อยๆ ลดเลือนไป กลับไปสู่ท่วงท่าคอหูตกจากนั้นก็นั่งลงไปอย่างช้าๆ...
“พี่ชายเย่!” แลมโบกินีคันหนึ่งจอดลงข้างทาง จัวเฟยหยางพยายามยื่นตัวข้ามที่นั่งสองที่มาจนสุดเพื่อยื่นหัวออกนอกหน้าต่าง ดีใจซะจน ไม่รู้เนื้อรู้ตัวพยายามโบกมือ “ทําไมวันนี้พี่มาได้ล่ะ? สาวคนนั้นล่ะ? พี่ดูอะไรอยู่ครับ?”
จัวเฟยหยางท่าทางกระตือรือร้นเล็กน้อย คําถามมากมายพ่นออกมาเป็นชุด ไม่รอให้เย่ซวงตอบคําถามตัวเขาก็หมุนหัวกลับเข้าไปพยายามจ้องดูทางหน้าต่างคนขับอีกครั้ง คราวนี้ใช้สายตามองไปยังฝั่งที่เย่ซวงกําลังหันหัวไป “เอ๋ พี่สะใภ้นี่?”
“...ตอนนี้เป็นอดีตพี่สะใภ้แล้ว” เย่ซวงเองรู้สึกจนคําพูดเล็กน้อย
“เร็วขนาดนี้เลย?” จัวเฟยหยางเองก็ตกใจเล็กน้อย เปอร์เซ็นต์ความไวที่พี่ชายผมลงมือนับวันยิ่งสูงขึ้นแฮะ”
“ใช่” เย่ซวงถอนใจเหนื่อยหน่าย คิดไปแล้วดูไม่เหมาะจะพูดตรงถนนใหญ่ เธอจึงเปิดประตูรถแล้วก็เข้าไปอย่างง่ายๆ “เมื่อกี้ทันเห็นผู้ชาย คนนั้นบอกเลิกพี่สะใภ้นายพอดี ท่าทางจะเห็นเธอไม่มีประโยชน์แล้ว...ตอนนี้เรื่องตกเหยื่อมีนายไปทําคนเดียวใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว เส้นสายของพี่สะใภ้ตอนนี้ถูกดึงออกมาหมดแล้ว ตอนหลังจะลงมือทําอะไรก็ไม่ต้องกลัวว่าคนของเราเองจะเล่นลูกไม้แล้ว ตอนนี้ผมกําลังคุยเรื่องสัญญากับคนของซีหวากรุ๊ปอยู่ ตอนนี้พวกเขาเตรียมจะส่งกิจการมาแล้ว จากนั้นให้พี่ใหญ่คอยตรวจดูเรื่องสําคัญที่เกี่ยวข้อง แล้วเข้ามากํากับเองก็สิ้นเรื่อง...พี่เย่ไปกินข้าวกลางวันเหรอ? ผมว่างอยู่พอดี ไปด้วยกันนะ”
จัวเฟยหยางพูดๆ ไปก็ออกรถ รู้ตัวดีอย่างยิ่งว่าตัวเองไม่เปิดโอกาสให้เย่ซวงปฏิเสธเลย ขับรถไปก็ไม่ได้หยุดพัก เอาเรื่องส่วนตัวของพี่ ชายมาพูดเล่นฆ่าเวลาอย่างสนุกในคราวเคราะห์ของชาวบ้าน “พี่ชายผมรอบนี้ เหมือนชนตอครั้งใหญ่ ผมบอกแล้วแท้ๆ แต่งงานไม่ใช่แค่ เซ็นสัญญาร่วมกันคลอดลูกอะไรพวกนี้ เหมาะสมกันสําคัญกว่า แต่ก่อนจะคิดก็ต้องรู้สึกกันก่อน...เอ้อ ตอนแรกเขายังบอกว่าผมไร้เดียงสา ตอนนี้ก็เหมือนที่ผมว่าไว้เลย ถึงคราวเขาจ๋อยแล้วแหละ”
“พี่ชายนายคิดไม่เหมือนนาย” เย่ซวงถอนใจ “นายรู้สึกว่าคนสองคนจะใช้ชีวิตด้วยกันต้องเชื่อใจและช่วยเหลือกัน แต่พี่ชายนายเป็นแบบ นั้น คาดว่าเขาคงวางแผนชั่งน้ําหนักความรับผิดชอบของภรรยาเรียบร้อยแล้ว อย่างเช่น หนึ่ง เลี้ยงดูบุตร สอง คอยรับแขก สาม จัดการเรื่อง ภายในบ้าน...เรื่องแรกที่ยากที่สุดผ่านไปแล้ว เรื่องที่เหลือไม่จ้างพวกผู้เชี่ยวชาญมาทําเสียก็จบแล้ว”
ชีวิตคนมีเรื่องทุกข์แปดอย่าง ในนั้นก็คือการไม่ได้สมปรารถนาอย่างที่ต้องการ จัวหยวนหางไม่เคยมีความคาดหวังจะได้โอบกอดภรรยาผู้ อบอุ่นอ่อนโยน เขาก็แค่วางแผนเอาไว้เรียบร้อยว่าจะหาคนไปทําหน้าที่พิเศษแบบนี้ได้ยังไง...ตั้งแต่แรกเขาก็ไม่เคย ‘แสวงหา’ ดังนั้นได้หรือไม่ได้มาจะมีอะไรต้องให้หดหู่ใจเหรอ?
จัวเฟยหยางลองคิดในมุมพี่ชายตัวเองแล้วก็กัดฟันกล่าว “ก็จริงนะ”
เย่ซวงอดหัวเราะไม่ได้
จัวเฟยหยางมองลอดกระจกหลังไป “พี่เย่อยู่ตรงนั้นเมื่อกี้นึกสงสารพี่สะใภ้ผมเหรอ?”
“นิดหน่อย” เย่ซวงพยักหน้ายอมรับ “ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้น่าเวทนาไม่น้อย ออกจากบ้านตัวเปล่า สําหรับแม่บ้านแล้วไม่ง่าย ส่วน ความหวังหนึ่งเดียวแบบคนรักก็พลันเผยโฉมหน้าแท้จริง...ได้ยินว่าพี่ชายนายเองยังตัดสิทธิเยี่ยมดูลูกไปด้วย?” พูดในแง่กฎหมายแล้วข้อกําหนดนี้ถือว่าไม่มีผล สิทธิในการเยี่ยมลูกเป็นสิทธิติดตัว สิทธินี้ไม่ว่าใครก็พรากไปไม่ได้
แต่ในเมื่อจัวเฟยหยางพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ท่าทางข้อกําหนดนี้คงไม่ได้ให้คนนอกกับผู้พิพากษาดู ท่าทางน่าจะเตือนให้คุณผู้หญิงจัวรู้ว่าเธอ ทําเรื่องอะไรไม่ได้บ้าง...ถ้าไม่รู้ล่ะ? ที่รัก อย่าไร้เดียงสาไปหน่อยเลย บนโลกใบนี้มันไม่ได้มีแค่กฎหมายอย่างเดียวที่บังคับเรื่องราวได้หรอกนะ พอถึงเวลาให้พวกบอดี้การ์ดห้อมล้อมไว้ แม่แท้ๆ อย่างเธอก็ได้แต่นั่งน้ําตาตกอยู่ในมุมแล้ว
อยากจะฟ้อง? ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวเป็นศัตรูโดยสมบูรณ์กับจัวหยวนหาง แล้วพร้อมถูกบดขยี้แต่โดยดีได้เลย
จัวเฟยหยางเบะปากไม่เห็นเป็นเรื่องสําคัญ “เรื่องจะเป็นยังไงจะจบยังไง ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองทําทั้งนั้น พี่เห็นใจก็เห็นใจไปเถอะ แต่อย่า ยื่นมือไปช่วยเธอเลย ผมเองก็ไม่ได้เลือดเย็นไร้ความรู้สึก ไม่ได้อยากพูดลับหลังชาวบ้านหรอก แต่พี่สะใภ้ผมคนนี้ จริงๆ แล้วก็...จะให้พูด ยังไงดี? ก็เหมือนเห็บดูดเลือดนั่นแหละ ไม่ได้บอกว่าเธอโลภหรอกนะ แต่ถ้าเธอมีที่พึ่งพิงล่ะก็ เธอก็จะไม่พยายามอะไรแล้ว ได้แต่เกาะพี่สูบเลือดพี่ไปจนแห้ง”
“จะให้พูดยังไงดี?” เย่ซวงเองก็ถามกลับอย่างขบขันเล็กน้อย อย่าถือว่าจัวเฟยหยางเห็นพี่ชายตัวเองแล้วไม่สบอารมณ์เลย พูดไปหาก เป็นเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับคนนอกล่ะก็ จุดยืนของเขาค่อนข้างชัดเจนเลย
....คนบ้านฉันไม่ใช่สิ่งของแต่เป็นครอบครัว ใครก็รังแกไม่ได้
หากไม่ใช่เรื่องที่คุณผู้หญิงจัวมีชู้หลุดออกมา จัวเฟยหยางก็ไม่เคยร้ายใส่ใครมาก่อน
จัวเฟยหยางครุ่นคิด จากนั้นก็อธิบายอย่างตั้งใจ “นี่เป็นปัญหาเรื่องนิสัย พี่ก็รู้จักพี่สะใภ้ผม เป็นกุลสตรีแบบที่คนหัวโบราณเขาปลูกฝังมา เลย ยังไม่แต่งพึ่งพ่อ แต่งแล้วพึ่งสามี สามีตายก็พึ่งลูก...แม้ว่าตอนนี้จะได้รับอิทธิพลจากสภาพสังคมแล้ว ไม่ได้ยึดถือคร่ําครึแบบสมัยก่อน แต่ความหมายยังไงก็ยังเหมือนเดิม เธออาศัยคนอื่นเลี้ยงเอาอย่างเดียว พี่ช่วยเธอ เธอก็จะพึ่งแต่พี่ เอาพี่เป็นที่พึ่งให้ข้าวให้น้ํานับถือพ่อแม่ ประหนึ่งเทพเซียนอย่างนั้น คนอื่นยังพูดว่านี่เป็นการช่วยคนจนให้หลุดพ้น แต่ใช้คําพูดนี้กับเธอไม่ได้ หากพี่ยื่นมือไปสักครั้งเธอก็จะติดตามพี่ ไปทั้งชีวิตอย่างไม่คิดเสียดายแล้ว....พี่พูดสิ สุดท้ายแล้วนอกจากต้องเลี้ยงดูเธอต่อไป แล้วพี่จะมีวิธีอื่นอีกไหม? เลี้ยงคนไปครึ่งชีวิตแล้ว ปล่อยไปข้างนอกให้หิวตาย? ถ้างั้นไม่ต้องเลี้ยงตั้งแต่แรกดีกว่า”
เย่ซวงเข้าใจความหมายของจัวเฟยหยางแล้ว เขาสรุปว่านิสัยของคุณผู้หญิงจัวคือ ปล่อยชีวิตไปตามชะตา
มีคนให้พึ่งก็พึ่ง ไม่มีคนให้พึ่งก็ตาย ถ้าคุณอยากจะเห็นใจช่วยเธอสักครั้ง แต่เธอไม่ได้มองแบบนั้น เธอจะรู้สึกว่าคุณเป็นที่พึ่งทั้งชีวิต ถึง เวลานั้นเย่ซวงจะทํายังไง? เลี้ยงคนไว้ทั้งชีวิต? อยากทําความดีก็ไม่ใช่แบบนี้สักหน่อย
เย่ซวงครุ่นคิด “พูดไปแล้วนิสัยก็สะท้อนความคิด แล้วนี่ก็ยังสะท้อนลักษณะการเลี้ยงดูอย่างหนึ่งด้วย ไม่ใช่ว่าแก้ไม่ได้ซะทีเดียว อย่างเช่น มีคนด่านายด้วยคําพูดหยาบคายสักประโยค ถ้านายตบบ้องหูเขากลับไปรอบหนึ่ง นั่นแปลว่านายนิสัยมุทะลุ แต่ถ้าปฏิกิริยาตอบกลับของนาย คือหดหัว นั่นแปลว่านายอ่อนแอ แต่ถ้าปฏิกิริยาคือหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วแอบขัดขา นั่นก็แปลว่าเป็นพวกเจ้าเล่ห์ชั่วร้าย...มีคนพยายาม ยั่วยุอารมณ์นาย ไม่ต้องอะไรมาก ภายในสิบครั้ง มีสักสองสามครั้งที่ปฏิกิริยาตอบโต้ของนายเชื่องช้าถึงจะได้ผลลัพธ์ในทางบวก ความเคยชิน นี้สามารถรักษาให้คงอยู่ต่อได้ แต่หากเจออุปสรรค กระทั่งคนโง่ยังพัฒนาขึ้นมาได้”
อะไรที่เรียกว่าเยินยอจนเสียนิสัย นี่ก็เป็นวิธีการแก้นิสัยด้วยอิทธิพลรอบตัวแบบหนึ่ง เพราะอะไรทําไมเมื่อนักเรียนจบใหม่เข้าสู่สังคม ทํางานแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นปลิ้นปล้อน? นี่ก็เพราะสังคมของผู้ใหญ่ค่อยๆ ลดทอนเปลี่ยนแปลงนิสัยของเขาไป ทําให้ผลลัพธ์สุดท้าย เปลี่ยนตัวเขาให้กลายเป็นแบบที่เราต้องการ หรือเรียกอีกอย่างว่า ประสบการณ์ทางสังคม
อะไรที่เสแสร้งแกล้งทํามานานก็สามารถพัฒนาจนจริงได้ ไม่ต้องพูดถึงความเคยชินของแนวทางความคิด ขอเพียงทําให้เป็นวงจรแน่นอน อีกหน่อยก็จะกลายเป็นกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมา
จัวเฟยหยางครุ่นคิดสักนิดหนึ่ง “ดูเหมือนเรื่องจะเป็นอย่างนี้ แต่ใครจะมีเวลาไปค่อยๆ สอนเธอล่ะ? ไม่ได้เลี้ยงเด็กสักหน่อย” พูดไปแล้ว เลี้ยงเด็กยังจะง่ายกว่า ความเคยชินของเด็กก็ฝึกได้ตั้งแต่เล็ก จะให้ติดเป็นนิสัยก็ต้องเลี้ยงตั้งแต่เด็ก อีกอย่างนี่เป็นนิสัยติดตัวคุณผู้หญิงทั่วไป ซะแล้ว ถ้าอยากจะแก้ต้องทําลายของเดิมก่อน เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ว่าใช้เวลาแค่วันสองวันแล้วจะทํากันได้
“ยังไงผมก็ไม่รู้ด้วยแล้ว เห็นแก่หลานชายหลานสาวของผม ผมเลยโอนเงินสองล้านเข้าบัญชีส่วนตัวของพี่สะใภ้ไปแล้ว ขอแค่เธอไม่ใช้สิ้นเปลือง ถ้าฝากไว้ในบัญชีธนาคาระยะหนึ่งดอกเบี้ยก็พอใช้ยังชีพแล้ว เรื่องอื่นผมไม่ขอยุ่งด้วย” จัวเฟยหยางอาศัยตอนรถติดไฟแดงเอนตัว พิงกับพวงมาลัยแล้วถอนใจ “ก่อนที่พี่ชายจะแต่งงานก็บอกเธอไปแล้ว ว่าทั้งสองคนแค่ร่วมหุ้นกันผ่านวันเวลา บ้านตระกูลตัวจะไม่ตระหนี่ถี่ เหนียวกับเธอ แต่เธอห้ามยุ่งเรื่องธุรกิจ พี่ชายเองก็ไม่มีเวลาผูกสัมพันธ์กับเธอ....จริงๆ แล้ว ข้อเรียกร้องแบบนี้ดูไร้มนุษยธรรมไปบ้าง แต่ ไหนแต่ไรโลกใบนี้ก็เป็นแบบนี้ ทุกคนต่างก็ไม่อาจได้สิ่งที่ดีทั้งหมด สามีหน้าตาฐานะพื้นเพดี จะให้อบอุ่นรักจริงกําลังวังชาดี แล้วยังรวมถึง งานบ้านอีก? คุณสมบัติดีขนาดนี้ยังต้องดูว่าเธอจะหาได้หรือไม่ ตอนแรกเธอก็ไม่เห็นจะคัดค้าน มาตอนนี้กลับมารู้สึกสํานึกเสียใจ?”
“เป็นคนย่อมมีความรู้สึก” เย่ซวงถอนหายใจ “ในเมื่อนายให้เงินไปแล้ว ถ้ายังนั้นก็ไม่น่ามีปัญหาแล้วแหละ”
คุณผู้หญิงจัวอีกหน่อยจะเป็นยังไงก็ต้องแล้วแต่เธอแล้ว อาหารเลิศรสแบบพวกซีฟู้ดหอยเป๋าฮือหูฉลามยังพอใช้ยังชีพได้ อาหารสามมื้อ หมั่นโถวผัดผักเองก็ใช้ยังชีพได้เช่นกัน เส้นทางที่ตัวเองเลือกเองก็ต้องเดินเอง โดยเฉพาะหากรู้สึกว่าทางที่เลือกไม่ดี นั่นก็เป็นทางที่เธอเลือกเอง หากไม่พอใจสถานการณ์ปัจจุบันจะแก้ยังไงก็ต้องดูตัวเองแล้ว อีกอย่างไม่มีคนให้เธอเกาะอีกแล้ว
จัวเฟยหยางเดาะลิ้น ก่อนเงยหน้าขึ้นมองไฟเขียวแล้ว เขารีบร้อนยกตัวขึ้นขับรถต่อ “ถูกแล้วพี่เย่ ไม่พูดเรื่องพี่สะใภ้แล้ว พ่อให้ผมถาม ในมือของพี่มีคลังบุคลากรใช่ไหม ถ้ายังไงช่วยหาลูกสะใภ้คนโตให้บ้านผมหน่อยสิ”
“...” บ้านนายประหลาดขนาดนี้จะมีคนเหมาะๆ ได้ยังไง
อีกอย่างคลังบุคลากรก็ไม่ได้มีไว้ใช้แบบนี้!
เย่ซวงแอบดูถูกเงียบๆ
……
หลังจากใช้ร่างผู้ชายอยู่เมืองฉาวไห่สามวัน พอเปลี่ยนกลับมาเป็นเย่ซวงผู้หญิงแล้ว เย่ซวงก็รีบจองตั๋วเครื่องบินใบหนึ่งกลับเมืองซานหลิน บังเอิญอยู่อย่างคือ ที่สนามบินเธอได้พบกับคุณผู้หญิงจัวที่กําลังหิ้วกระเป๋าเดินทาง ดูท่าทางจะออกจากเมืองฉาวไห่เช่นกัน
ที่แท้วันที่หย่าก็ยังไม่ได้ไป ออกจากบ้านตัวเปล่าก็เอาของไปได้ไม่มาก สามวันที่อยู่เมืองฉาวไห่นี่เธอทําเรื่องอะไรไว้บ้างคิดอะไรดีๆ ได้แล้วหรือไม่
สํานึกแล้วอยากกลับบ้านจั่ว? หรือพูดแล้วว่าอยากจะเหนี่ยวรั้งความรักของตัวเองไว้
เย่ซวงคิดอะไรไร้สาระไปตลอดจนกระทั่งสนามบินประกาศแล้ว คุณผู้หญิงจัวค่อยผ่านด่านตรวจความปลอดภัยเข้าไป หลังได้ยินข้อมูล ประกาศเรียก ท่าทางคนคนนี้จะกลับไปบ้านแม่ที่เมืองจิ้งหูแล้ว ผลลัพธ์เป็นยังไงก็พูดยาก แต่ก็ทํานายทางเดินข้างหน้าได้เลยว่าไม่ราบรื่นนัก
ตอนนี้เรื่องของคุณผู้หญิงจัวก็วางพักไว้ชั่วคราว เพราะว่าเย่ซวงกลับไปถึงเมืองซานหลินแล้วก็ยังมีเรื่องที่ตัวเองต้องจัดการ
ประการแรกไม่ใช่เรื่องไปกินข้าวที่บ้านเหยาจือสิง แต่คือข้อมูลที่หันชูส่งมาให้
“คลาส อบรมนักพากย์?”
เย่ซวงจ้องเอกสารแล้วก็ได้แต่หน้าเจื่อน พร้อมจ้องแบบไก่ตาแตก “ฉันจะเรียนไอ้นี่ไปทําไม?”
หันชูนั่งสบายๆ อยู่ในห้องรับแขกของเย่ซวง จากนั้นก็ยกหนังตาขึ้นจ้องมองเธอนิ่งๆ “เธอวางแผนได้หยาบมาก”
“...” ไม่เข้าใจเลยสักนิด
เย่ซวงนวดหน้าผาก ถอนใจยอมแพ้ เธอลากกระเป๋าเดินทางไปไว้ในห้องก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสบายๆ ออกมานั่งที่ห้องรับแขกใหม่ “พี่หันมีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะ ฉันไม่เข้าใจเลยสักประโยคเดียว”
หันชูใช้ดวงตาดําขลับจ้องมองเย่ซวงครึ่งนาที บนใบหน้าฉายแววเอือมระอาต้องอดทนต่อคนโง่ออกมา “ฉันแค่ช่วยแก้สถานการณ์ให้เธอสักหน่อย ถ้าไม่รู้เรื่องร่างกายแสนพิเศษของเธอแล้วล่ะก็ ที่จริงเรื่องโกหกที่เธอกับ ‘เย่ซวงชาย’ สลับกันใช้มือถือทํางานดูจะไม่ค่อยเนียน แต่ไม่ได้หมายความว่าเวลาผ่านไปนานๆ คนจะไม่สงสัย...ไม่ผิด ‘พวก’ เธอชอบไปทํางานต่างเมืองบ่อยๆ แล้วคนที่อยู่เมืองซานหลินก็มีแค่ คนเดียว ข้อแก้ตัวนี้ไม่มีปัญหา แต่ว่า ‘พวก’ เธอใช้โทรศัพท์เครื่องเดียวกัน ช่องโหว่นี้ใหญ่ไปแล้ว”
หมายเลขมือถือใช้เบอร์เดียวกันไม่ได้เหรอ? ใช้ได้ แต่นั่นเรียกว่า ‘แฮคเบอร์’ นี่ก็คือวิธีผิดกฎหมายที่โจรโขมยเบอร์โทรศัพท์ใช้ลอกเลียนแบบ ไม่ได้เป็นเรื่องถูกกฎหมายเลย ดังนั้นเวลานี้ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นก็คือ ทําไมเย่ซวงทั้งสองคนถึงใช้โทรศัพท์เครื่องเดียวกัน? หรือว่าทั้งสองคนสลับกันใช้มือถือเครื่องเดียวกัน?
นี่มันลงแรงผิดวัตถุประสงค์ไปซะแล้ว!
“เธอไปเปิดอีกเบอร์ไป” หันชูขี้เกียจจะอธิบาย จากนั้นก็ตรงเข้าแผน “ไปซื้อซิมคู่กับมือถือที่ใส่ซิมคู่ได้ จากนั้นก็ไปเรียนห้องฝึกพากย์ เสียงผู้ชายกับเทคนิคพูดเปลี่ยนเสียงผู้หญิง...ถึงแม้ว่าจะเป็นร่างเดียวกันก็เถอะ ให้ลองคลําหาดูลักษณะสุ้มเสียงของเพศตัวเองในอีกฉบับก็ คงไม่ยากอะไร เสียงในมือถืออาจจะไม่เหมือนจริงบ้าง แต่คาดว่าคงคล้ายกันสักหกสิบเปอร์เซ็นต์ อย่างนี้ไม่ว่าจะเป็นเธอในร่างไหน รับโทรศัพท์ ก็สามารถยืนยันได้ว่าตัวเองมีตัวตนอยู่ ไม่ใช่ว่าให้คนที่ใครก็ไม่รู้จักไปบอกว่าเธอจู่ๆ ก็อันตรธานหายไป”
“!!!”
วิธีการที่ดีแบบนี้ทําไมฉันคิดไม่ถึง!
เย่ซวงเบิกตากว้างอีกนิดจะร้องว่าแม่เจ้า
หากคิดได้แต่แรกมันจะยุ่งแบบนี้ไหมเนี่ย! ก็แค่คุมโทนเสียงเท่านั้นเอง! เรื่องเล็กแท้ๆ!
ตอนที่ 223 เพื่อนสนิท
ถึงแม้ว่าจะติดต่ออาจารย์ที่มาฝึกให้ได้แล้ว แต่ก็ยังไปเรียนไม่ได้
เพราะเมืองซานหลินไม่ได้มีห้องฝึกสอนที่เฉพาะทางนี้ ดังนั้นหันชูจําเป็นต้องหาอาจารย์จากหนึ่งในคลังบุคลากรของตัวเอง ค่าเรียนให้เย่ ซวงเป็นคนรับผิดชอบ อาจารย์เองก็จะเริ่มสอนตั้งแต่ขั้นแรก ให้ความสําคัญกับเทคนิคในส่วนของการเปลี่ยนเสียงก่อน จากนั้นเย่ซวงก็ค่อยๆ ไปฝึกเอาเอง ถ้าพัฒนาการเร็ว ปกติแล้วเวลาสิบกว่าวันก็ฝึกชํานาญการเปลี่ยนเสียงจากชายเป็นหญิง หญิงเป็นชายได้รวดเร็วแล้ว
เย่ซวงเองก็บอกหันชูไม่ได้ว่าตัวเธอสามารถปรับระบบเส้นเลือดกล้ามเนื้อร่างกายตัวเองได้แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ อยากจะเปลี่ยนลักษณะเสียงเป็นเรื่องเล็ก...นอกจากสมองบวมแล้ว เธอจะเอารายละเอียดความสามารถของตัวเองไปบอกชาวบ้านเขาทั้งหมดได้ยังไง
ดังนั้นไม่สู้ใช้เงินพันกว่าหยวนลองเข้าห้องเรียนออนไลน์สักสิบกว่าชั่วโมงดู ถือซะว่าหาเพื่อนพูดคุยแล้วกัน
จากนั้นก็อาศัยสถานะของพี่ชายเย่ทําซิมโทรศัพท์เพิ่มอีกสักใบ มือถือไม่เปลี่ยนแล้ว ซื้ออันใหม่ก็พอแล้ว เท่านี้ก็ง่ายหน่อยที่จะแยกข่าวเรื่องงานกับข้อมูลอื่นๆ
ดังนั้นเมื่อเย่ซวงหญิงกลับมาเมืองซานหลินวันแรกก็ซื้อซิมมมือถือ ซื้อมือถือใหม่ แล้วก็เดินห้าง ระหว่างนั้นก็ได้รับโทรศัพท์จากเหยาจือสิง
“กลับมาแล้วเหรอ?” เสียงของเหยาจือสิงฟังดูปวดหัวอยู่
“อ้อ มาแล้วค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นมากินข้าวที่บ้านฉันพรุ่งนี้ได้ไหม?” เหยาจือสิงถอนหายใจ “พรุ่งนี้ตอนบ่ายฉันไปรับเธอ ไม่ต้องเตรียมอะไรมา มามือเปล่าก็พอแล้ว”
เย่ซวงเองก็ถูกเตือนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หลังจากนิ่งไปก็ตอบกลับรวดเร็ว “ได้สิ ฉันไม่มีปัญหาหรอก พี่แน่ใจนะว่าไม่มีปัญหา”
“มีปัญหาก็ทําอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้นั่นเป็นพ่อแม่ฉันล่ะ ฉันใช้กําลังบังคับให้พวกเขาปิดปากไม่ได้อยู่แล้ว” เหยาจือสิงถอนใจเล็กน้อย “แต่ ไม่ต้องกังวล ไม่มีเรื่องใหญ่หรอก ขอเพียงแค่ถึงเวลาเธอก็ยืนยันไป ไม่ทิ้งเบอร์มือถือตัวเองไว้ก็พอแล้ว”
“...” เย่ซวงลูบๆ หูฟังบลูทูธ จ้องมองข้อความบนหน้าจอที่เพิ่งได้รับมา “พี่เหยา ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่พี่ขอนี่มันยากไปหน่อยแล้วมั้ง” ฝ่ายนั้นหาเบอร์เธอจากมือถือของเหยาจือสิงเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาจริงเธอไม่ให้แล้วจะมีประโยชน์อะไรกัน
แม่ของเหยาจือสิงส่งข้อความมา ส่งคําเชิญอย่างสนิทสนมให้เย่ซวงไปจิบน้ําชายามบ่ายด้วยกัน แล้วทุกคนจะได้พูดคุยสนิทสนมกัน
พูดไปแล้วทําไมเย่ซวงถึงรู้ว่านั่นเป็นข้อความที่คุณแม่เหยาส่งมาเหรอ? แน่นอนง่ายๆ เลย เพราะอีกฝ่ายทิ้งชื่อเอาไว้ข้างล่างด้วยสิ อย่างนี้จะไม่ให้รู้ได้อย่างไรกัน?
“เธอพูดว่า...” เหยาจือสิงแปลกใจแวบหนึ่ง จากนั้นก็เงียบงันไร้คําพูด “ช่างเถอะ ฉันพอจะรู้แล้วว่ามันเป็นเรื่องอะไร รอพรุ่งนี้ค่อยว่ากันเถอะ”
……
วันที่สองเย่ซวงกินข้าวแล้วก็จะออกจากบ้าน ไม่ว่าผู้ใหญ่ฝ่ายตรงข้ามจะเข้าใจผิดอย่างไร แต่ความสัมพันธ์ของเธอกับอีกฝ่ายก็สนิทสนม กันไม่ผิด ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่แบบคนรัก แต่ก็พูดว่านิสัยเข้ากันได้ ผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายมีน้ําใจ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ เย่ซวงก็ควรจะไปตามนัด ส่วน ไปตามนัดมาแล้วจะพูดอธิบายอะไร ก็เป็นเรื่องของเวลานั้นแล้ว
พ่อเหยาไม่อยู่บ้าน เหยาจือสิงเองก็จัดการเรื่องที่โรงแรมอยู่ยังไม่กลับ ในบ้านมีเพียงแค่แม่เหยากับน้องสาวเหยากําลังสุมหัวพูดคุยเรื่อง ถักผ้าพันคออยู่ ตอนที่เย่ซวงไปถึงอีกฝ่ายก็ไม่ได้ทําที่เกรงใจอะไร กลับต้อนรับอย่างอบอุ่นราวกับเป็นคนรุ่นเด็กที่ตนคุ้นเคย
“เสี่ยวเย่ใช่ไหมจ๊ะ?” คุณแม่เหยาดึงมือเล็กๆ ของเย่ซวงอย่างดีใจพลางพยักหน้า “ช่วงนี้ได้ยินมาว่าหนูสนิทกันดีกับจือสิ่งของเรา ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่รีบพูด ไม่พาหนูมาแนะนําให้พวกเรารู้จักแต่เนิ่นๆ”
เย่ซวงหัวเราะแกล้งโง่ พลางเปิดประเด็น “หนูกับเหยาจือสิงเป็นเพื่อนสนิทกันค่ะ ปกติหนูงานยุ่ง ไปทํางานต่างที่บ่อย อีกทั้งยังมีเรื่อง นายจ้างมากมายต้องดูแลอีก พี่เหยาเองยิ่งมีทั้งเรื่องโรงแรมแล้วก็แข่งรถ ปกติแล้วเจอกันไม่บ่อย มักจะเป็นเวลาที่ทุกคนรวมตัวกันกินข้าวค่ะ ก็เลยไม่มีเวลาแวะมาหาผู้ใหญ่แต่ละท่าน ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ”
คุณแม่เหยาได้ฟัง ในพริบตาสีหน้าพลันปรากฎแววผิดหวัง “เพื่อนสนิทเหรอ?” ไม่ใช่แฟนจริงๆ เหรอ?
ผิดหวังจริงๆ ลูกชายตัวเองไม่ยอมรับยังพอพูดได้ว่าเป็นความเขินอายของวัยเด็ก กระทั่งฝ่ายหญิงยังไม่ทันได้ทําอะไรก็พูดไม่ยอมรับ ออกมาง่ายๆ แล้ว ถ้าอย่างนั้นระหว่างทั้งสองคนคงไม่มีอะไรจริงๆ
น้องสาวเหยาดึงเสื้อของแม่ตัวเอง คุณแม่เหยาเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองแสดงอาการมากเกินไป ก็รีบเก็บอาการพร้อมกับดึงเธอให้นั่งลง จากนั้น ก็พยายามต่อไป “ไม่เป็นไรจ้ะ มีเวลาว่างแล้วก็มาแวะที่บ้านบ้าง” ถือว่าเพิ่มความสมดุลย์ของประชากรชายหญิงแล้วกัน
หลังจากที่ตัวเองคลอดลูกชายคนที่ทําให้ผู้อื่นได้ยินชื่อแล้วเผ่นหนีแบบนี้ พอลูกชายอายุครบหกขวบก็เปิดสนามรบในยุทธจักร ลากลูกสมุนรุ่นเดียวกันเป็นพรวนแล้ว ตอนลูกชายไปดูตัวครั้งแรกก็ส่งสาวน้อยร้องไห้กลับบ้านด้วยความไวแสง...เรื่องพวกนี้ก็ผ่านเข้ามาเรียก เลือดเรียกน้ําตา หลังจากที่พบกับประสบการณ์ที่ให้หัวใจสั่นสะท้านมามากขนาดนี้ ฟ้ารู้ดี บ้านตระกูลเหยาไม่รู้กี่ปีเข้าไปแล้วที่ไม่มีเด็กสาวมา เยี่ยมถึงประตูเลย?!
ถึงแม้ว่าจะมีโดยบังเอิญที่คนตาถั่วบังเอิญถูกตาต้องใจรูปร่างหน้าตาเหยาจือสิง หรือว่าเป็นผู้กล้าสาวที่ถูกผีสิง หลงรักความแมนของผู้ ชายคนนี้ แต่หากได้คลุกคลีอยู่กันเกินระยะหนึ่งแล้วล่ะก็ ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเตรียมใจมาสักแค่ไหน แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครตามฝีเท้าของ เหยาจือสิงได้ทันสักคนแล้ว
...เอาเถอะ การแต่งงานทางธุรกิจ เปอร์เซ็นต์ที่คู่สมรสจะมีใจให้กันมันน้อยมาก คนมากมายเขาก็เตรียมสัญญาแบ่งผลประโยชน์เอาไว้
ทว่าต่อให้สามีจะทอดทิ้ง หรือสามีเป็นพวกขึ้นๆ ลงๆ หรือเป็นพวกไม่ไว้หน้าคนไปบ้าง จืดชืดไร้รสชาติ หรือเป็นพวกหงอซึม...นิสัยพวก นี้ทุกคนต่างก็พอกัดฟันทนไปได้ แต่จะให้พูดไปใครมันจะกัดฟันทนการแต่งงานทางธุรกิจที่เอาชีวิตมาล้อเล่นแบบนี้กันล่ะ?
สามีหนีไปแข่งรถบนทางหลวงทุกคืนจะให้ทํายังไง?
ทุกครั้งก่อนขึ้นรถต้องย้อนระลึกความทรงจําก่อนว่าตัวเองทําประกันชีวิตไว้เท่าไหร่?
ยังไม่ต้องพูดถึงแข่งรถ ปกติแล้วรถที่เหยาจือสิงใช้ก็ไม่นิยมพาสาวนั่ง แต่ต่อให้เป็นแค่รถที่ใช้ในกิจวัตรประจําวันก็เพียงพอให้คนอื่น ตกใจตายแล้ว ไม่ต้องพูดว่าจะมีคนกล้าขึ้นไปนั่งจริงหรือไม่ แต่สุดท้ายในสายตาของเหยาจือสิงเขาก็มองแค่ว่า “อ่อนแอไปแล้ว” “นี่เอามาเล่น ด้วยไม่ได้” จากนั้นก็ไม่ใส่ใจคนเขาไปเสียอย่างนั้น...ในสถานการณ์ที่คุณค่าของคุณถูกบั่นทอนขนาดนี้ แต่ไหนมาคนมาสมัครเป็นสะใภ้ ตระกูลเหยาที่น้อยอยู่แล้วก็แทบจะไม่มีเลย อัตราการได้พบหน้าก็น้อยเสียจนคนแก่ทั้งสองอยู่ในระดับที่น้ําตาจะไหลแล้ว เมืองซานหลินมีคู่ครองที่เหมาะสมมากมายให้แต่งงานด้วยได้ ถึงเหยาจือสิงจะดี แต่ก็มีตัวเลือกอื่นตั้งมากมาย ทําไมคนอื่นจะต้องหูหนวกตาบอดเอาชีวิตไปแขวนรอเขาด้วยล่ะ?
คุณแม่เหยาน้ําตาร่วงท่ามกลางสนามดูตัวมาหลายปี เวลาไปงานเลี้ยงกลางคืนก็ดูลูกชายลูกสาวคนอื่นเขาจับคู่ตุนาหงันกัน แต่ว่าลูกชายของตัวเองกลับยังไม่มีคู่เสียที เรื่องปวดใจพวกนี้ทําเอาคุณแม่ผิดหวังจนไม่อาจบรรยายได้
น้องสาวเหยาส่งยิ้มน่ารักมาให้ พร้อมกันนั้นก็เดินเข้ามาเบื้องหน้าเย่ซวง พร้อมกับคล้องแขนเธอลากไปที่โซฟา “พี่เย่ชอบแข่งรถเหรอคะ ? ได้ยินเพื่อนของพี่ชายพูด ว่าเทคนิคของพี่เย่ไม่เป็นรองพี่ชายเลย อีกอย่างพี่ชายก็ฟังคําพูดพี่เยอะด้วย?”
คุณแม่เหยาที่ดวงตาหม่นแสงพลันสว่างวาบ จากนั้นก็นั่งลงไปกับเย่ซวง ก่อนพูดตอบส่งกลับคําพูดทักทายตามมารยาทเสร็จ จากนั้นก็ หัวเราะกล่าวว่า “พี่เหยาเหรอคะ เคยฟังคนอื่นที่ไหนกัน?! ก็แค่ทุกคนเข้ากันได้เท่านั้นแหละค่ะ ก็เลยมีบางครั้งที่เขารับฟังความเห็นของฉัน ด้วยค่ะ”
“คนที่เข้ากับพี่เหยาได้มีไม่มากนะคะ” น้องสาวเหยาทําปากยื่นยิ้มๆ ผนวกกับสีหน้าขัดเขิน “พี่เย่กับพี่ชายรู้จักกันได้ยังไงเหรอคะ? พี่เขา กลับมาบ้านไม่ค่อยเล่าเรื่องนอกบ้านให้ฟัง ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินชื่อพี่มาก่อน พี่สาวทํางานอะไรคะ?”
จิ้งจอกน้อยเริ่มทําการสืบประวัติแล้ว
เย่ซวงหรี่ตาลงพร้อมกับหัวเราะเหอๆ “พี่ทํางานเป็นเฮดฮันเตอร์ค่ะ กับพี่เหยานับว่าได้รู้จักกันตั้งแต่ที่ร่วมงานกันตอนเอาจดหมายแนะนําตัวจากเขาค่ะ...พอรู้จักกันก็ไปมาหาสู่กันสองสามครั้ง พบว่านิสัยกับความชอบคล้ายคลึงกัน ก็เลยคบหาเป็นเพื่อน นอกจากนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรน่าพูดถึง”
“เฮดฮันเตอร์...” น้องสาวเหยาใช้นิ้วชี้จิ้มริมฝีปากล่างอย่างน่ารัก ก่อนเอียงหัวคิด “ที่แท้พี่เย่เป็นลูกน้องของพี่หันชูเหรอคะ?”
“เจ้าหนูหันเหรอ?” คุณแม่เหยาเองก็มีปฏิกิริยสเช่นกัน
เย่ซวงรีบตอบรับอย่างยินดี “ใช่ค่ะ”
น้องสาวเหยากับคุณแม่เหยาสบตากัน สุดท้ายไม่มีปัญหาแล้ว น้องสาวเหยาก็รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ราวกันว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้ทําตัว ทักทายแขกอย่างเป็นงานเป็นการมาก่อน “พี่เย่กินทาร์ตไข่ไหมคะ?”
……
พอเหยาจือสิงกลับมาจากสะสางรายการสัญญาของฤดูกาลนี้ที่โรงแรมเสร็จแล้ว ก็พบว่าในบ้านมีผู้หญิงสามคนกําลังพูดคุยกันสนุกสนานในบ้าน
เพราะว่าตัวเขามีอคติเป็นเงามืดต่อภาพลักษณ์ของคุณแม่เหยากับน้องสาวเหยาแต่ทุนเดิม เมื่อมาเห็นภาพอันแสนอบอุ่นรื่นเริง เหยาจือสิงไม่เพียงแต่ไม่ซาบซึ้ง แต่ดันรู้สึกตกใจเหมือนจะเป็นลมขึ้นมา
เหยาจือสิงเดินเข้ามาไม่กี่ก้าวจากประตูหน้า แล้วก็ไถ่ถามเย่ซวงราวกับต้องการสอบสถานการณ์พร้อมตั้งท่าระวัง “แม่กับน้องฉันพูดเรื่องประหลาดอะไรหรือเปล่า?”
อย่างเช่นพูดถึงข้อดีของเขาเพื่อดึงคะแนน หรือว่าพูดถึงพฤติกรรมน่าขายหน้าของเขาตอนเด็กเพื่อดึงระดับความสัมพันธ์ใกล้ชิด
“.....ไม่มี” เย่ซวงส่งสัญญาณแฝงความนัยมองเหยาจือสิง
หมอนี่ปกติเป็นคนไอคิวดี แต่ไหนมาไม่เคยมีปัญหา แต่คําถามนี้สิชวนให้คนรู้สึกว่ามันมีอะไรแฝง
เจอหน้ากันครั้งแรกก็ทนไม่ไหวต้องเอาลูกชายตัวเองออกมาขาย ปฏิบัติกับว่าที่ลูกสะใภ้ราวกับว่าเป็นคนในบ้าน ของตัวเอง นั่นมันละคร โรแมนติกแล้ว คนสติปัญญาดีที่ไหนก็ไม่มีทางขาดเซนส์ขนาดนี้ โดยเฉพาะกับบ้านที่มีฐานะหรือพื้นเพดีสักหน่อยก็ไม่มีทางลดระดับตัวเองไป ถึงขนาดนี้ได้
ท่าทางเหยาจือสิงจะมองคนบ้านตัวเองเป็นปีศาจไปแล้ว พวกผู้ใหญ่ที่บ้านตื่นเต้นนิดหน่อยไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยังอยู่ในขอบเขตปกติอยู่ อีก อย่างต่อให้ตื่นเต้นแค่ไหนก็ให้คนอื่นมองเป็นเรื่องตลกไม่ได้
ผลก็คือ เหยาจือสิงยังดี น้องสาวเหยาได้ฟังประโยคนี้เข้า พลันหัวเราะฮ่าๆ แล้วก็ไม่พูดอะไรเสียแล้ว
เหยาจือสิงยังไม่ทันรู้ตัวว่าทําผิดอะไร หันหัวกลับมาพูดอย่างจริงจังอีกครั้ง “ผมกับเสี่ยวซวงมิตรภาพแบบลูกผู้ชาย พวกแม่ให้เธอมากินข ข้าวก็พอแล้ว อย่าพูดไร้สาระล่ะ”
“...” ...มิตรภาพลูกผู้ชาย...
คุณแม่เหยาเหมือนจะน้ําตาร่วงแล้ว
นายเคยเห็นพี่น้องผู้ชายของนายเอวคอดร่างเล็กสะโอดสะองขนาดนี้ไหมล่ะ? คุณแม่เหยาทนไม่ไหวถึงกับต้องถลึงตาใส่ลูกชายไม่ได้ดังใจ สักรอบ ก่อนดึงมือของเย่ซวงเข้ามา “เสี่ยวซวงเอ้ย พวกเราขึ้นไปพูดกันที่ชั้นสอง เมื่อกี้ที่หนูพูดถึงชาบํารุงสูตรมาจากไหนนะ?...”
หนึ่งคนแก่หนึ่งหญิงสาวพากันเดินจูงไปชั้นสอง เหลือแค่น้องสาวเหยาที่มีท่าทีขัดเขินอยู่เบื้องหน้าสายตาของเหยาจือสิง “พี่ หนูรู้สึกว่าพี่เย่ไม่เลวเลย”
เหยาจือสิง “ฮึ่ม!” รู้อยู่แล้วว่าคนที่บ้านคิดกันเป็นอื่น
น้องสาวเหยายิ้มอ่อน “ถึงแม้ไม่ใช่เรื่องจริง แต่พี่ไม่อยากจะยั่วยุโจวเล่อสักหน่อยเหรอ?” ถึงเวลานั้นโกรธไปโกรธมา ละครที่เล่นกันอาจเป็นจริงก็ได้นะ
ตอนที่ 224-1 จิ้งจอกน้อยจิ้งจอกใหญ่
ไม่อาจปฏิเสธได้ ข้อเสนอของน้องสาวเหยาทําให้เหยาจือสิงถูกอกถูกใจฉับพลันทันที
เหยาจือสิงเป็นประเภทดูแลมิตรสหายดีราวกับพระอาทิตย์ส่องสว่าง แต่กับศัตรูแล้วล่ะก็เป็นประเภทเดียวกับเฮอร์ริเคน อย่าดูว่าเขาปฏิบัติกับคนอื่นอย่างใจกว้าง แต่หากว่าเขาเกิดมองคนแล้วขัดตาขึ้นมา เหยาจือสิงเองก็จะไม่ปล่อยโอกาสทําร้ายอีกฝ่ายไปเลย ไม่ต้องไปพูดถึงคนแบบโจวเล่อที่เคยลงมือเรื่องสกปรกมาแล้วครั้งหนึ่ง เกือบจะทําให้เพื่อนของเหยาจือสิงต้องตกตายแล้ว...
“นี่ไม่ได้” ลังเลไม่ถึงสองวินาที เหยาจือสิงกลับส่ายหัว ตอบกลับสายตาจริงจังของน้องสาวเหยา “เสี่ยวหวงไม่ใช่หมากไว้ใช้งาน พี่ทําไม่ ได้ถ้าแค่อยากให้โจวเล่อมันทุกข์ทรมาน แล้วต้องทําลายชื่อเสียงพี่น้ งพี่น้องของเรา ทําไม่ลงจริงๆ”
ถ้าผลของกลยุทธ์โจมตีครั้งนี้อ่อนไป สุดท้ายอาจไม่ได้ผลอะไร กลับกันถ้าผลของการใช้กลยุทธ์ทําให้คนฝ่ายตัวเองได้รับผลกระทบใหญ่ หลวงล่ะ เมื่อเหยาจือสิงคิดถึงระดับความสําคัญของเย่ซวงที่มีไม่น้อย...ทุกอย่างผสมกันออกมาดูแล้ว ผนวกกับจริงๆ แล้วเขาไม่ค่อยจะเชื่อใน เซนส์ของน้องสาวมากนัก เหยาจือสิงเลยคิดว่าอย่าดีกว่า ด้วยสาเหตุที่ว่ามาทั้งหมดเหมือนได้ไม่คุ้มเสีย
“...” พวกพี่น้อง...
น้องสาวเหยารู้สึกอยากกุมหน้าอก แอบถอนใจอย่างไม่ได้ดังใจ
บางทีพี่ชายตัวเองดื้อๆ ก็น่ารักอยู่ แต่ในช่วงเวลาคับขันจริงๆ เราก็ควรมีสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่ดี ดังนั้นต่อให้เวลาส่วนใหญ่เขาจะรู้ไม่ เท่าทันถึงแผนการของคนอื่น แต่เมื่อถึงเวลาสุดท้าย เขาก็สามารถเลือกวิธีการที่ทําให้ตัวเองได้รับประโยชน์ได้
ส่วนทางเย่ซวงกับคุณแม่เหยาก็นั่งสนทนาแลกเปลี่ยนสูตรอาหารส่วนตัวอยู่ข้างบน พูดไปแล้วเย่ซวงก็เอามาจากในอินเทอร์เน็ตนั่นแหละ แต่เธอความจําดี ดังนั้นจึงจําวิธีการตั้งไฟรวมถึงรายการวัตถุดิบอะไรได้หมด เวลาคุยกันก็เลยดูเชี่ยวชาญ ตอนนั้นเองก็แผ่รัศมีของ ผู้เชี่ยวชาญด้านครัวขึ้นมา
หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้คุณแม่เหยาเหมือนคนป่วยหนักต้องวิ่งหาโรงพยาบาลวุ่นวาย ขอเพียงแค่มีผู้หญิงโผล่หน้าออกมาข้างกายลูกชาย ก็รู้สึกพอใจแล้ว ตอนหลังเมื่อได้คุยกับเย่ซวง อีกฝ่ายก็ดันรับหัวข้อสนทนาเรื่องงานครัวของตัวเองได้ ทั้งแฟชั่น เรื่องบันเทิง การตกแต่ง การลงทุนทางการเงิน กฎหมาย การเมืองรวมไปถึงเรื่องเฮดฮันเตอร์ต่างๆ ความคาดหวังต่อตัวลูกสะใภ้ของคุณแม่เหยากลับยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
พอคุณพ่อเย่กลับถึงบ้าน ได้ยินฝีมือหมากล้อมของเย่ซวงก็ขอประมือกันสักตา บรรยากาศถึงเริ่มสนุกสนานเป็นกันเองมากขึ้น จากนั้นก็คุยเรื่องธุรกิจไปจนถึงบรรยากาศงานเลี้ยงยามค่ําของงานเมืองฉาวไห่
หลังจากคนทั้งบ้านต้อนรับเย่ซวงกินข้าว แล้วให้เหยาจือสิงไปส่งเธอกลับ ผู้เกี่ยวข้องจึงจากไปหมดแล้ว เหลือเพียงสมาชิกบ้านตระกูลเหยาสามคนสบตากัน
หลังจากเงียบกันไปครึ่งนาที น้องสาวเหยาก็เปิดหัวข้อก่อนอย่างขลาดๆ “พี่ชายให้ความสําคัญกับพี่สาวมาก แต่เหมือนจะไม่ได้คิด เป็นอื่น....อ้อ ไม่รู้ว่านิสัยอย่างพี่ชายนี้ตอนสุดท้ายจะหาคนที่เหมาะสมแต่งงานด้วยได้หรือเปล่า”
คุณแม่เหยาเองก็พยักหน้าเสริม “แม่ดูแล้วว่าเด็กสาวคนนี้ไม่เลว ส่วนพื้นเพที่บ้าน...ค่อนข้างอ่อนหน่อย แต่ความสามารถส่วนบุคคล ไม่เลวจริงๆ ไม่ว่าหัวข้ออะไรก็พูดรับได้หมด อีกหน่อยตอนที่ช่วยสามีรับแขกจะได้ไม่ทําให้ขายหน้า”
“พื้นเพที่บ้านไม่นับว่าเป็นอะไร ตัวเธอเองก็กลบข้อด้อยตรงนี้ได้แล้ว สายตาไม่เลวเลยทีเดียว แค่สถานะลูกศิษย์ของนักหมากล้อมระดับ ประเทศก็เพียงพอแล้ว พูดไปแล้วเด็กที่ได้รับเชิญเข้างานเลี้ยงกาล่าของเรือสําราญซื่อไห่ ใครจะกล้าเอาชาติกําเนิดของเธอออกมาล้อเลียนกัน ล่ะ?” คุณพ่อเหยาเงียบไปพักหนึ่ง “ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่ว่าเย่ซวงเหมาะสมหรือไม่ แต่เพราะเธอเหมาะสม ทว่าลูกชายเรามันไม่ทันรู้ตัวนี่สิ...”
พอพูดถึงปัญหานี้ สมาชิกในบ้านทั้งสามก็มองหน้ากันแบบไร้คําพูด จากนั้นก็ถอนหายใจพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย...จริงด้วยสิ ว่าที่ลูกสะใภ้ดีกว่าที่คิดไว้ ปัญหาก็คือลูกชายบ้านตัวเองกลับไม่รับรู้อะไรเลย
น้องสาวเหยาทําปากยื่น สายตาพลิกกลับว่องไว หลังจากเงียบๆ คิดอะไรสักพักก็เปิดปากพูดขลาดๆ “จริงๆ หนูก็รู้สึกว่า ตอนนี้ข้างกายพี่ ชายมีพี่สาวอยู่ได้ นี่ก็นับว่าเป็นพัฒนาการขั้นใหญ่แล้วนะคะ” พูดไปแล้วก็เหมือนรู้สึกผิดจึงก้มหัวลงพูดเสียงเบาๆ “ก่อนหน้านี้ไม่เห็นข้าง ตัวพี่ชายจะมีผู้หญิงที่ไหนเลย”
เหยาจือสิงเองก็ไม่ได้กีดกันผู้หญิงอะไร สิ่งที่เขากีดกันก็มีแค่คนที่ไม่สามารถมาเล่นสนุกอะไรกับเขาได้เท่านั้น
แน่นอนว่าผู้หญิงดี แต่กุลสตรีก็เหมือนดอกไม้ แต่ละคนช่างอ่อนแอบอบบางต้องใช้ใจไปในการทนุถนอม เหยาจือสิงไฉนเลยจะมีกะจิตกะ ใจไปทุ่มเทเวลาให้ได้ขนาดนั้น? ดังนั้นบ้านนี้นานๆ ทีถึงจะมีผู้หญิงโผล่มาสักคนสองคน แต่สิ่งที่เธอถนัดไม่ใช่ด้านที่เหยาจือสิงทําเป็น งานอดิเรก...หรือต่อให้เป็นประเภทชอบปิดถนนกันเป็นกลุ่มเหมือนกันจริงๆ บรรดาพวกเพื่อนของเหยาจือสิงต่างก็เป็นลูกคุณชายตระกูลดี ไม่อย่างนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องแข่งรถ กระทั่งจะคบหาเหยาจือสิงอาจจะรู้สึกเหนื่อยใจแทน
นี่ไม่ใช่อะไร สถานภาพไม่เท่าเทียม มาตรฐานไม่เท่ากัน หากคบหากันไปแล้วก็ยากจะเข้ากันได้อย่างสบายใจ ถ้าคบหาเพื่อนฝูงแล้ว ในเวลานั้นฝ่ายหนึ่งตกอยู่ในสภาพที่อ่อนด้อยกว่า อย่างนั้นไม่ว่าสายสัมพันธ์จะแข็งแรงมากแค่ไหนหรือจริงใจต่อกันมากเพียงใด สุดท้าย แล้วด้วยสิ่งแวดล้อมเป็นเหตุทําให้เกิดความบาดหมางกัน หลังจากนั้นก็สะสมกันจนกระทั่งทั้งสองฝ่ายถึงจุดแตกหักขึ้นมา
เมื่อลูกสาวของตนชี้ให้เห็นประเด็น คุณแม่เหยากลับตาสว่างวาบ “พูดไปแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่คิดเลยว่าข้างตัวจือสิงจะมีผู้หญิงโผล่มาได้?” ดังนั้นแล้วเมื่อโผล่มาอย่างเหนือคาดแล้วครั้งหนึ่ง อีกหน่อยจะมีอะไรที่เหนือคาดอีกระดับก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
คุณพ่อเหยานิ่งไปพักหนึ่ง “ดูไปก่อนแล้วกัน อีกอย่างจือสิงยังไม่ถึงสามสิบสักหน่อย ในช่วงเวลานี้ดูไปว่าสาวน้อยคนนี้จะทนได้นานแค่ไหน”
ถูกแล้ว ดูไปก่อนว่านี่จะเป็นแค่เรื่องระยะสั้นหรือเปล่า....น้องสาวเหยาเอานิ้วม้วนผมพลางเอนศีรษะ ดวงตากลมโตน่ารักทั้งสองข้างกรอก ไปมา “ถ้าอย่างนั้นหนูออกไปเที่ยวกับพี่สาวเย่บ่อยๆ ได้ไหมคะ?” พูดแล้วเธอก็ทําท่าเหมือนเสียดายอะไรบางอย่าง ราวกับว่าไม่อยากจะให้ ทุกคนเห็นท่าทีอันน่าขัดเขินนี้ “เพราะว่าทุกคนเกรงใจเรื่องความสัมพันธ์กับพี่ชาย ดังนั้นแล้วหนูที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยก็เป็นเพื่อนซี้ พี่เขาได้ อย่างนี้ก็จะได้มีคนฉลองวันเกิดเป็นเพื่อนแล้ว หรือว่ามีเพื่อนออกไปเดินเที่ยวห้างด้วย น่าจะดีมากเลย”
“...” คุณพ่อเหยามองลูกสาวตัวเองที่เหมือนลูกแพะไร้อันตรายใสซื่อ แล้วก็ให้ไม่รู้จะพูดอะไรทันที...ไม่ใช่ว่าเด็กสาวพวกนั้นถูกเธอขังไว้กับหมา...เอ้ย! ปล่อยพี่ชายตัวเองไปไล่กัดหรอกเรอะ
“ไปๆๆๆ” คุณแม่เหยาพยักหน้าเห็นด้วยระรัว ถึงแม้ว่าเรื่องลูกสะใภ้ยังต้องผ่านการไตร่ตรองสักพักถึงจะแน่ใจได้ แต่ถ้าลูกชายไม่เปิดเกม ก็ไม่สามารถปล่อยเรื่องนี้ไปเปล่าๆ ได้ ไม่อย่างนั้นหากมีคนอื่นมาแย่งลูกสะใภ้ในดวงใจของบ้านตัวเองไปจะทํายังไงกันล่ะ
ก็เป็นฝาแฝดนี่ วันเกิดของน้องสาวเหยาก็คือวันเกิดของเหยาจือสิง เมื่อถึงเวลามีคนมาอวยพรวันเกิดน้องสาวเหยา ก็ต้องหนีบของขวัญ ติดมือมาฝากเหยาจือสิงด้วย....ด้วยเหตุเดียวกันนี้ เมื่อในบ้านมีกิจกรรมอะไรบางอย่าง แม้เหยาจือสิงจะไม่ได้เรียกเย่ซวงมา แต่ว่าให้น้องสาว เหยาเป็นคนเรียกเธอมาก็สิ้นเรื่อง!
ในเมื่อลูกชายไม่ลงแรงอะไร งั้นวิธีการก็ต้องเปลี่ยนให้คนอื่นมาเรียกร้องความมีตัวตนแทน เพศเดียวกันอายุไล่เลี่ยกันเนี่ยง่ายจะโจมตี ศัตรูจากภายในที่สุดแล้ว เงื่อนไขดีๆ แบบนี้ทําไมจะไม่ใช้ล่ะ?
……
ดังนั้นแล้วหลังจากทางนี้เจรจาเสร็จสิ้นแล้ว ทางด้านหนึ่งยังไม่ทันที่เหยาจือสิงจะจอดรถส่งเย่ซวงเสร็จดีก็ได้รับข้อความจากน้องสาวตัวเอง
[พี่ พรุ่งนี้หนูอยากไปเดินห้าง ช่วยพาพี่สาวเย่ไปเดินเป็นเพื่อนได้ไหมคะ?]
จะได้ยังไงเล่า!! เหยาจือสิงกัดฟันกรอด เริ่มลงนิ้วหนักๆ พิมพ์กลับไป เขาไม่เชื่อว่าคําขอของน้องสาวนี้จะไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
แต่ไม่ต้องรอให้โทรศัพท์มือถือของเหยาจือสิงพิมพ์ข้อความส่งกลับสําเร็จ น้องสาวเหยาก็ส่งข้อความมาอีกชุดหนึ่ง
[ถ้าเสียมารยาทหรือไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรค่ะ จริงๆ แล้วหนูก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง เพราะว่าเดินคนเดียวมันไม่ค่อยสนุก (ยิ้ม)]
เหยาจือสิงถือโทรศัพท์ค้างไว้ “...”
คิดๆ ไปถึงเมื่อตอนเด็กๆ เด็กสาวเอถูกตัวเองปล่อยงูที่เลี้ยงไว้ใส่ จากนั้นมาถึงตอนมัธยมต้นตัวเองอัดแฟนหนุ่มของเด็กสาวบีจนเป็น กระสอบทราย จากนั้นเด็กสาวซีเมื่อตอนมัธยมปลายก็ถูกชื่อเสียงอันน่าสะท้านสะเทือนคุกคามเอา หรือในช่วงมหาลัยนับครั้งไม่ถ้วนที่งานวันเกิดนั้นนางสาวดีถูกตัวเองจัดโยนลงสระว่ายน้ําจากระเบียงชั้นสอง...
เหยาจือสิงแอบเช็ดเหงื่อเย็นๆ ยากนักที่เขาจะเกิดสภาวะผีสิงรู้สึกว่าในใจคิดปั่นป่วนไปหมด ถึงแม้ว่าพวกผู้หญิงเหล่านั้นจะมีเจตนาไม่ดีเข้าหาน้องสาวของเขา หรือไม่ก็เข้ามาหลอกน้องเขาหรือไม่ก็พูดจาอะไรไม่ดีที่ตัวเองพลันได้ยินเข้า ดังนั้นสุดท้ายก็เลยถูกตัวเองจัดการสั่งสอนไปทีละคนๆ
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ข้างกายของน้องสาวตัวเองตอนนี้ก็แทบจะไม่มีเพื่อนผู้หญิงที่สนิทสักคน พูดไปแล้วสาเหตุก็มาจากที่ตัวเอง ลงมือหนักเกินไป ชื่อเสียงน่าขนลุกมีส่วนอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ทุกๆ ครั้งที่คิดมาถึงตรงนี้ อีกทั้งมองเห็นเงาร่างโดดเดี่ยวของน้องสาวอยู่เป็นประจํา เห็นเธอหาเพื่อนเล่นไม่ได้ อีกทั้งต้องอยู่บ้านเงียบๆ ตัวคนเดียวแล้ว เหยาจือสิงเองก็แอบรู้สึกปวดใจตรงจุดนี้ไม่น้อย ในบางครั้งก็พาน้องสาวตัวเองออกไปดูทีมแข่งรถของตัวเองบ้าง ถึงแม้ว่าจะ มีแต่พวกหน้าเหม็นก็ตาม แต่ว่ามีคนเล่นด้วยก็ดีกว่าไม่มีนั่นแหละ
แน่นอนว่า เหยาจือสิงเองก็คาดไม่ถึงว่า น้องสาวเหยาจงใจแสดงท่าทีหัวอ่อนว่าง่าย แล้วแกล้งทําเป็นเด็กเหงานิสัยเงียบต่อหน้าตัวเขาในบางครั้ง จริงๆ แล้วก็เพื่อจะแทรกเข้าไปในกลุ่มทีมรถแหละ แล้วก็ช่วยคัดเลือกเพื่อนที่เขาคบหาหรือไม่ก็พยายามคุมระดับไม่ให้มันมากไป ...จะว่าไปก็ไม่มีเพื่อนสนิทผู้หญิงงั้นเลย อย่าบอกว่าระดับอย่างเธอจะหาเพื่อนผู้หญิงธรรมดาๆ สักคนไม่ได้เชียวเหรอ?
เทียบกับภาพลักษณ์ที่อยู่ในหัวเหยาจือสิงแล้ว เธอไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย! ในบรรดาสายตาของสาวน้อยทั้งหลาย แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้ รังเกียจน้องสาวเหยา แต่ก็รู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้ค่อนข้างเก็บตัวเงียบขรึม ท่าทางจะเล่นด้วยไม่ได้ จึงไม่ได้ชวนอีกฝ่ายบ่อยนัก
ดังนั้น ‘เรื่องหลอก’ ทั้งหมดก่อนหน้านี้นั้น?! ...อ้อ จริงๆ แล้วก็ค่อนข้างจะเกินขอบเขตไปสักหน่อย แต่ว่าพวกผู้หญิงทะเลาะตบตีกัน เล็กน้อยเป็นเรื่องธรรมดานี่
น้องสาวเหยาเองก็ไม่อยากจะยุ่งกับพวกเธอ อีกทั้งไม่อยากจะเป็นเป้าสายตาของคนอื่น ดังนั้นในเมื่อมีพี่ชายที่คอยหาข้อแก้ตัวให้ทั้งคน แบบนี้ไม่ใช่ทรัพยากรที่มีประโยชน์เหรอ...
ตอนที่ 224-2 จิ้งจอกน้อยจิ้งจอกใหญ่
เย่ซวงใช้สายตามองเหยาจือสิงที่มีสีหน้าซับซ้อนอย่างหาได้ยากรอบหนึ่ง แสงจากหน้าจอโทรศัพท์สะท้อนเข้ากับใบหน้าของอีกฝ่าย สะท้อนให้เห็นถึงสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปมาของเขา
ครู่ใหญ่ให้หลัง เหยาจือสิงเหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ จึงถอนใจยาวเฮือกหนึ่งก่อนจะกัดฟันหันมาถามว่า “เสี่ยวซวง รบกวนเธอ เรื่องหนึ่งได้ไหม”
“..ว่ามาสิ?” เย่ซวงรู้สึกไม่ค่อยดี มองเหยาจือสิงแล้วท่าทางอีกฝ่ายเหมือนจะลงมือทําอะไรโง่ๆ ออกมา
“ถ้า...” ผลก็คือ เหยาจือสิงยังคงลังเลอีกพักหนึ่ง จากนั้นก็เหมือนตัดสินใจเด็ดขาด “น้องสาวของฉันอยากจะชวนเธอไปเที่ยวเล่นด้วย ถ้าเธอมีเวลาช่วยตอบรับหน่อยได้ไหม? แน่นอนว่าอย่าให้กระทบกับงานของเธอ รบกวนเธอช่วยดูแลหน่อย...จริงๆ น้องสาวฉันมีเพื่อนไม่ค่อยเยอะหรอก ฉันเองก็เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเขาในกลุ่มพวกผู้หญิงไม่ได้”
เย่ซวงลูบๆ คาง “...พี่เหยา นี่ใช่น้องสาวพี่ส่งข้อความอะไรมาใช่ไหม?”
“ใช่” เหยาจือสิงพยักหน้าอย่างปวดหัว “มันยากที่เขาจะเจอกับเพื่อนผู้หญิงวัยเดียวกัน พรุ่งนี้เขาอยากจะชวนเธอไปเดินห้างด้วย แต่ถ้า น้องสาวฉันพูดอะไรไร้สาระล่ะก็ อย่าได้เก็บไปใส่ใจล่ะ พวกเด็กผู้หญิงอยู่บ้านไม่ค่อยเข้าใจอะไรหรอก”
เหอะๆ...
เย่ซวงมองเหยาจือสิงด้วยสายตาลึกซึ้ง จากนั้นก็ยิ้มอย่างแฝงนัย “เอาล่ะ ยังไงพรุ่งนี้ฉันก็ว่างพอดี”
รู้จักกันมานานขนาดนี้แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเหยาจือสิงกลายเป็นคนโง่ต่อหน้าน้องสาวบ้านตัวเอง....น้องสาวอีกฝ่ายพูดจาอ่อนหวานท่าทางอ่อนน้อมชวนให้คนเห็นแล้วใจอ่อนนั้นที่แท้ก็เป็นจิ้งจอกน้อยตัวหนึ่ง? ไม่แน่วันดีคืนดีเขาอาจโดนหลอกขายโดยไม่รู้ตัว
เหยาจือสิงเห็นเย่ซวงยิ้มแล้วเขาก็รู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ ทว่ามือที่จับมือถืออยู่เคลื่อนไหวรวดเร็ว พอเย่ซวงรับคําแล้วเขาก็รู้สึกเบาใจขึ้นมา รีบร้อนส่งข้อความอนุมัติให้กับน้องสาวตัวเองที่ขอไปเดินห้างกับเย่ซวง จากนั้นก็ส่งเบอร์ของเย่ซวงให้กับน้องสาวในข้อความด้วย
เย่ซวงลอบถอนใจ เธอแอบจุดเทียนไว้อาลัยให้กับเหยาจือสิงที่ท่าทีปวดใจไม่รู้ทันความจริงรอบหนึ่ง พอรถจอดนิ่งเรียบร้อย เปิดประตูลง จากรถแล้ว เธอก็โบกมืออําลาอีกฝ่ายกลับขึ้นห้องไป
วันรุ่งขึ้น ในที่สุดน้องสาวก็ส่งข้อความมาแล้ว กลับไม่ได้มาเย็นจนเกินไป อีกทั้งก็ไม่ได้เช้ามากจนคนเขายังไม่ทันจะลุกจากเตียง
ประมาณว่าเป็นช่วงเวลาที่เย่ซวงเพิ่งจะกินข้าวเช้าเสร็จ เพิ่งจะทําการฝึกเปลี่ยนเสียงในคลาสเรียนออนไลน์ไป จากนั้นก็ไปเดินวนรอบ เล็กๆ หนึ่งรอบ เห็นว่าเวลาใกล้จะถึงมื้อกลางวันแล้ว ข้อความของน้องสาวเหยาที่มีการติดอิโมติคอนน่ารักๆ ก็ส่งเข้ามาถึงมือถือของเย่ซวง ข้อความประมาณว่าตัวเธอรู้จักร้านที่ไม่เลวอยู่ร้านหนึ่ง แต่ว่าก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสได้ไปกิน อยากจะถามเย่ซวงว่าสนใจจะไปด้วยกันไหม....ความหมายประมาณแบบนี้
เย่ซวงยิ้มๆ ในเมื่อรับปากกับเหยาจือสิงไว้แล้ว วันนี้ก็ต้องตอบรับคําเชิญอย่างกระตือรืนร้นหน่อย ดังนั้นจึงตอบกลับไปอย่างไม่ลังเล ทั้งสองคนนัดกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่เพิ่งเปิดใหม่และกําลังเป็นที่นิยม จากนั้นเย่ซวงก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ได้อ้อยอิ่งแต่งหน้าอะไร ทั้งนั้น เธอหิ้วกระเป๋าเล็กใบหนึ่งก็ออกจากบ้านไปอย่างสบายๆ
……
ตอนนี้โครงสร้างในตัวเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ในส่วนของภาพรวมใหญ่นั้นสิบปีอาจจะเปลี่ยนสักที แต่ว่าตรงจุดเล็กๆ กลับมี การเปลี่ยนแปลงทุกๆ สองปีสามปี ดังนั้นแล้วหากใครที่จากบ้านไปนานหน่อย กลับมาไม่กี่ปีเท่านั้น อาจจะพบว่าเมื่อกลับมาสถานที่ที่เคยคุ้น แปรเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ได้
อย่างเช่นห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ก่อนหน้ามานี้ก็อยู่ในย่านเศรษฐกิจเก่าแก่ใจกลางเมือง ต่อมาเพราะมีกลุ่มทุนร้อยล้านมาลงทุนหรือไม่ก็ พวกบริษัทอสังหาริมทรัพย์มาเข้าร่วม เมื่อแถบธุรกิจถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แน่นอนว่าสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่โดยรอบเองก็ถูกพาให้เจริญและหลากหลายมากขึ้น
อย่างเช่นโรงแรมของบ้านเหยาจือสิงเองก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง แต่ก่อนโรงแรมของพวกเขามีสาขาเดียวหน้าถนน ต่อมาเนื่องจากลงเงินเข้าร่วมกับห้างใหญ่ จากนั้นทุกครั้งที่มีการเปิดถนนคนเดิมหรือห้างใหม่ขึ้นมา บ้านของเหยาจือสิงเองก็จะเข้าร่วมเปิดสาขาขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งด้วย
ร้านหลักกับพวกบรรดาร้านสาขาทั้งหลายแน่นอนว่าเป็นบรรดาของแบรนด์เนมหรูหรา ขนาดของการลงทุนก็ไม่เล็กแน่นอน นอกจาก พวกร้านอาหารแล้วก็ยังมีแหล่งบริการอื่นๆ แต่ว่าส่วนของสาขาในห้างสรรพสินค้านั้นก็อาจมีของระดับคนเดินทั่วไป ราคาไม่แพง หรือ อย่างน้อยก็ราคาใกล้เคียงกับของคนธรรมดาด้วย พวกร้านเดี่ยวๆ เหล่านี้ต่างก็มีรูปแบบของตนอยู่แล้ว เปิดสาขาเพิ่มขึ้นมาก็เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและชื่อเสียงล้วนๆ
น้องสาวเหยาอยากจะไปร้านอาหารที่ค่อนข้างไม่เลวร้านนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่บ้านของตัวเองเปิดในห้างใหม่นั่นเอง
กิจการอาหารบ้านเหยานั้นมักเป็นอาหารฝรั่งเศส หรือพวกอิตาลี รวมไปถึงกับข้าวหายากสูตรชาววังทั้งหลายเอามาเน้นเป็นจุดขาย อาหารญี่ปุ่นนั่นเพิ่งจะเริ่มเปิดทดลอง ในเมืองซานหลินเองก็เริ่มเปิดมาไม่ถึงสองปีเท่านั้น ร้านที่ลองแนะนําดูก็มีไม่มาก บวกกับในห้างใหม่นี้ ก็ยังมีแค่สองร้านเท่านั้น ดังนั้นแล้วน้องสาวเหยาถึงได้พูดว่าตัวเองไม่เคยไปนั่นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะพวกร้านแฟรนไชส์เยอะขนาด นั้น เธอเองไปกินทุกร้านก็ไม่ไหวหรอก
เมื่อเย่ซวงรีบขับรถมาถึงที่ห้างในตอนนั้น น้องสาวเหยาเองก็นั่งถือชานมรออยู่ในมุมหนึ่งของห้องรับรองที่ชั้นหนึ่งแล้ว
น้องสาวเหยาเป็นเด็กว่าง่าย เสื้อผ้าที่ใส่ในตอนปกติก็เป็นเด็กสาวกุลสตรี บวกกับทรงผมยาวดําขลับระลงมาถึงข้อศอกอีก เธอมีใบหน้า รูปไข่ที่น่ารัก คนคนนี้ดูไปแล้วก็เหมือนกับเป็นสาวน้อยที่ยังไม่ทันเรียนจบชั้นมหาวิทยาลัยเลยด้วยซ้ํา
สรุปคร่าวๆ ก็คือลักษณะภายนอกดูไม่มีพิษมีภัยเลย เหยาจือสิงจึงเป็นห่วงเป็นใยจนถูกน้องสาวคนนี้แอบรังแกตลอดมา ถูกน้องสาวคุม เกมเข้าแล้วยังไม่รู้ตัว ยังจะรู้สึกอีกว่าน้องสาวของตัวเองถูกคนข้างนอกหลอกได้ง่าย เป็นแค่กระต่ายน้อยใสบริสุทธิ์ หากไม่ใช่แบบนี้ล่ะก็ เขาคงไม่เชื่อความเป็นไปได้ของข่าวลือต่างๆ นานา แล้วลากเย่ซวงออกมาเป็นเพื่อนเดินห้างกับน้องสาวผู้ ‘เงียบขรึมไม่มีเพื่อน’ แบบนี้หรอก
ตรงเขตรับรองที่ไม่กว้าง ประมาณพื้นที่ได้สักยี่สิบตารางเมตร โต๊ะกลมสําหรับดื่มชาหลายโต๊ะมีคู่รักนั่งอยู่ บ้างก็มีคู่เพื่อนสาวที่ชวนกัน ออกมาเดินห้าง มีเพียงแค่น้องสาวเหยาคนเดียวเท่านั้นที่นั่งเงียบๆ อยู่ตรงหัวมุม ร่างค่อนข้างอ่อนแอบอบบางของเธอนั้นดูไปแล้วอ่อนแอ ยิ่งนิ้วมือเรียวยาวอันแสนนุ่มนิ่มกําลังคีบหลอดดูดชาอย่างเบื่อหน่าย มองไปแล้วเป็นเด็กสาวอ่อนแอประเภททําให้คนอดไม่ได้อยากจะเข้าไปปกป้อง
เย่ซวงเองรู้สึกว่า ถ้าเหยาจือสิงมองเห็นภาพนี้อยู่เป็นประจําล่ะก็ เรื่องที่จะโดนหลอกจนสับสนมึนงงก็พอจะมีเหตุผลอยู่จริงๆ...ไม่ใช่ว่าเหยาจือสิงไม่ดีพอ แต่ความสามารถของน้องสาวเหยามากไปต่างหาก
เมื่อเห็นเย่ซวงเดินเข้าประตูมา สีหน้าของน้องสาวเหยาพลันเปลี่ยนเป็นตกใจปนยินดี พลางลุกขึ้นยืน “พี่สาวเย่” บนสีหน้าของเธอ ปรากฏแววเบิกบานขึ้นส่งคนที่มองนั้นรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
‘พี่สาวเย่’ เดินเข้ามาพลางหัวเราะ “เล่นสนุกไหม?”
น้องสาวเหยาชะงักค้างไปนิด จากนั้นก็พยักหน้าอย่างเขินอาย เธอยกหัวขึ้นด้วยท่าทางขลาดกลัวพลางมองสํารวจเย่ซวงรอบหนึ่ง จากนั้นก็พูดด้วยเสียงเบาหวิวอย่างรู้สึกผิดว่า “ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่าพี่เย่จะมาถึงเร็วขนาดนี้ ตอนแรกคิดว่าพี่ยุ่งค่ะ”
“ช่วงนี้ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไร เวลามาเดินห้างยังพอมี” ตัวเย่ซวงเองก็ฝีมือระดับราชินีจอเงิน จะไปถูกจิ้งจอกน้อยหลอกเอาได้ยังไง? หยิบมือถือขึ้นมาดูเวลาตอนนี้ จากนั้นเย่ซวงก็ถามยิ้มๆ “ไปกินข้าวกันตอนนี้ไหม? หรือว่ายังอยากจะนั่งสักหน่อย?”
น้องสาวกระพริบตา “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ไปไหมคะ? ไปนั่งที่ร้านอาหารก็ได้”
เย่ซวงไม่มีความเห็นอื่น พยักหน้าจากนั้นก็เดินออกจากเขตรับรองไปกับน้องสาวเหยา กดลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นบน
ในช่วงที่รอจังหวะเวลาขึ้นลิฟต์นั้น น้องสาวเหยาก็ใช้โอกาสนี้มองสํารวจเย่ซวงอีกรอบ รู้สึกตกใจเหนือความคาดหมายเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เมื่อวานอีกฝ่ายมาที่บ้านยังทําทีท่าแสนสุภาพเกรงใจสุดๆ เวลากินข้าวมารยาทอะไรพวกนี้ยังไม่ต้องไปพูด ดูแค่เวลาที่คุยกัน กับแม่ของเธอแล้ว ท่าทางการนั่งกับซุ่มเสียงนี่เป็นตัวอย่างทางการได้ดีเลย บวกกับเย่ซวงพูดคุยได้ทุกเรื่อง ดังนั้นน้องสาวเลยก็ให้นิยาม บุคลิกของเย่ซวงไว้ว่าพี่สาวคงแก่เรียน
คนแบบนี้มีความสามารถ และนิสัยก็คงที่ สามารถเข้ากับพี่ชายของเธอที่ เอ่อ พูดให้ดีคือ เป็นคนตรงไปตรงมา พูดให้ไม่น่าฟังก็ ใสซื่อ สมองกลวงได้ดี ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นคู่ที่เหมาะกันมาก อีกทั้งในเวลาที่สําคัญก็ยังสามารถสะกดข่มอารมณ์โกรธของเหยาจือสิงได้ด้วย
ด้วยเหตุนี้น้องสาวเหยาจึงมีมติเห็นชอบนับเย่ซวงเข้าเป็นสมาชิกบ้านตัวเอง...ถึงแม้เธอจะสงสัยว่าทําไมผู้หญิงนิสัยคงที่คงวาแบบนี้ถึง คุยกับพี่ชายของเธอรู้เรื่องก็ตามที แต่ที่คิดไม่ถึงเลยก็คือจิตใต้สํานึกของเหยาจือสิงให้ความสําคัญกับเย่ซวงเป็นพิเศษ?!
แต่พอได้มาเจอวันนี้แล้ว น้องสาวเหยากลับรู้สึกว่าสไตล์ของเย่ซวงเปลี่ยนไป
เมื่อวานท่าทีคงเส้นคงวาเปลี่ยนเป็นคนฉลาดตรงไปตรงมา มารยาทอันแสนเพียบพร้อมเมื่อวานก็พลันเปลี่ยนเป็นร่าเริงทําตามใจชอบ...ถึงแม้ว่านี่เป็นคนคนเดียวกันไม่ผิดแน่ แต่เห็นชัดว่าวันแรกที่เธอเห็นคือเย่ซวงที่กําลังเล่นละครอยู่ กับวันนี้ที่สภาพสบายๆ นิสัยที่ แสดงออกมากลับเป็นคนละเรื่องกัน!
น้องสาวเหยาแอบถอนหายใจเบาๆ ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าทําไมพี่ชายเธอเข้ากันได้กับอีกฝ่าย สองคนนี้ดูท่าว่าเกิดมาราวกับเป็นแม่ เหล็กดึงดูดกันอย่างนั้นแหละ
แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเย่ซวงแบบนี้จะดูไม่แย่ กลับกันแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่เธอคิดว่าเย่ซวงจะสั่งสอนพี่ชายให้เก็บเขี้ยวเล็บอยู่กับร่องกับรอยไปคนละเรื่องเท่านั้น....หากเป็นแบบนี้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันจริงล่ะก็ อนาคตไม่กลายร่างเป็นคู่หูจอมยุทธ์สะท้านสะเทือนเมืองซานหลินกันเหรอ?
อย่างเช่น ถ้าเธอแข่งรถฉันก็จะเชียร์ ถ้าเธอต่อยตีฉันจะดูต้นทางให้ บนบัลลังก์นี้มีที่ของฉันย่อมมีที่ให้เธอด้วย....บรรดาภาพฉากที่ทําให้ เหล่าผู้คนปวดใจ...
พอคิดมาถึงจุดนี้ น้องสาวเหยาก็อดไม่ได้ที่จะจิตใจหดหู่จริงๆ
ชั้นบนมีศูนย์อาหารร้านอาหารมากมาย ทั้งปิ้งย่าง สุกี้ อีกทั้งยังมีของกินเด่นของเมืองซานหลินต่างๆ แต่ว่าร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามใหญ่ที่ สุดนั้นก็คือร้านของบ้านเหยาจือสิงนั่นเอง ทางด้านซ้ายมีเนื้อสเต็กที่คนธรรมดานิยมกินอยู่ ส่วนทางด้านขวาก็คือร้านอาหารญี่ปุ่นที่เปิดใหม่
เย่ซวงเดินไปทางด้านขวาแล้วก็หันมาถาม “กินอาหารญี่ปุ่นใช่ไหม?”
ถูกต้อง นี่แหละรัศมีแห่งอํานาจ...วายร้ายชัดๆ!
เมื่อวานท่าทีสง่างามเป็นกันเองของพี่สาวเย่หายไปไหนหมดแล้ว?
น้องสาวเหยาแอบซึมกะทือ ทําปากยื่น จากนั้นก็ผงกหัวยิ้มรับ “แล้วแต่พี่สาวเลยค่ะ”
“อ้อ งั้นไปทางขวาแล้วกัน” เย่ซวงใช้นิ้วอันเรียวงามชี้เป้าหมาย จากนั้นมืออีกข้างก็ตบบ่าน้องสาวเหยา แล้วเดินนําไปยังทางที่ว่าไว้
พนักงานร้านสาขานั้นไม่เคยเห็นคุณหนูร้านตัวเองมาก่อน หลังจากน้องสาวเหยาเดินตามพนักงานเข้าร้านไป กระทั่งบัตรสมาชิกยังไม่มี การต้อนรับพิเศษจึงไม่ต้องพูดถึง หลังจากรับป้ายมาอย่างว่าง่ายแล้วก็นั่งลงตรงที่นั่งรอตรงประตูเข้าออก
เย่ซวงก็ทํานิสัยที่คล้ายกับว่าเคยชินมา เธอเอาป้ายหมายเลขที่เป็นป้ายเหล็กกลมๆ นั้นมาหมุนสับหว่างระหว่างนิ้วทั้งห้าด้วยท่าที เบื่อหน่ายเป็นสไตล์ต่างๆ ความเร็วในการพลิกหมุนป้ายเหล็กนั้นก่อให้เกิดแสงวับๆ น้องสาวเหยาที่มองเทคนิคราวกับอยู่ในหนังนี้จนตาลาย ได้แต่มองจนนิ่งอึ้ง อีกนิดหนึ่งจะแสดงท่าทีหมดอาลัยตายอยากออกมาแล้ว....หรือว่านี่คือเจ้าแม่ที่คุมโลกใต้ดินแห่งเมืองซานหลินกันเนี่ย?!
“อย่าหวาดกลัวไป” เย่ซวงทางด้านนี้เล่นกับป้ายเสร็จแล้วมีเวลาก็สังเกตกล้ามเนื้อบนหน้าของน้องสาวเหยา จากนั้นก็เหมือนจะมองออก ว่าอีกฝ่ายสงสัย เธอจึงยิ้มหวานอ่อนช้อย “พี่ไม่ใช่พวกประเภทเจ้าแม่มาเฟียอะไรพวกนั้นหรอก พี่ชายเธอปลอดภัยแน่”
“...” ไม่ ฉันรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเลยสักนิด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น