หลังจากไลฟ์สตรีมเลี้ยงลูกสัตว์ผมก็กลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในจักรวาล 41-50
Chapter 41 ในห้องไลฟ์สตรีมมีบรรยากาศของ ความสุขสงบ
ในห้องไลฟ์สตรีมมีบรรยากาศของความสุขสงบ
กลุ่มอสูรวิญญาณได้กินดื่มอย่างผ่อนคลาย
ในร่างอสูรวิญญาณพวกเขาต่างทำสิ่งเดียวกับมนุษย์และมีทักษะการต่อสู้ที่ ไร้ขีดจำกัด
ดูสิพวกเขาหัวเราะได้มีความสุขแค่ไหน
กรงเล็บของอสูรวิญญาณในห้องไลฟ์สตรีมแทบจะเจาะพื้นจนเป็นหลุม
ถานเฉินซีเตะจิ้งจอกทิเบตสองสามครั้งอย่างต่อต้าน : "หยุดกรงเล็บนาย เลย"
จิ้งจอกทิเบตเห่าและนอนบนพื้นพร้อมยกอุ้งเท้าสองข้างกอดขาถานเฉินซี ไว้ร้องไห้เหมือนเป็นเด็กหนักสองร้อยปอนด์
ถานเฉินซีมองขากางเกงตัวเองอย่างเฉยชาในขณะที่น้ำตารูมเมตชุ่มโชกเนื้อ ผ้า หัวใจพลันกระตุกวูบ
แน่นอนว่าเขาไม่ได้กังวลเรื่องรูมเมตจิ้งจอก แต่เป็นกางเกงของเขาเอง
แล้วยังกังวลเรื่องอนาคตของเขาอีก
ถานเฉินซีโศกเศร้าและโกรธเกรี้ยวเรื่องของน้องชาย ความเศร้าและความ โกรธกลายเป็นพลังและทลายคอขวดจนได้เขารู้สึกได้ว่าอีกไม่นานเขาก็จะกลาย เป็นอสูรวิญญาณแล้ว
เขาไม่รู้ว่ารูปร่างอสูรวิญญาณของตัวเองจะเป็นอย่างไร แต่เขาไม่อยากเป็น แบบเจ้าจิ้งจอกทิเบตรูมเมตแน่นอน
การที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้นี่ช่างน่ากลัวจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากรูมเมตกลายเป็นอสูรวิญญาณก็ติดอยู่ในสภาวะกึ่งหิว โหยอยู่นาน
ยิ่งมีพลังมากแค่ไหน ความหิวโหยก็ยิ่งเกาะกินกระเพาะอาหารมากเท่านั้น สุดท้ายอีกฝ่ายก็หิวมากจนสมองไม่กระจ่างชัดและกลายเป็นสัตว์ป่าไปอย่างแท้จริง
แค่คิดถึงเรื่องนี้อาการกลัวสัตว์ของถานเฉินซีก็พุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
แค่ครั้งนี้ไม่ว่าจะหวาดกลัวแค่ไหน เขาก็จะไม่เหนี่ยวรั้งพลังตัวเองไม่ให้ แข็งแกร่งขึ้นอีก
หากกลายเป็นสัตว์แล้วอย่างไร? ขอแค่มีพลังมากขึ้นจนมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ก็พอ มีเพียงคนที่มีอำนาจเหนือกว่าเท่านั้นที่สามารถบังคับตระกูลถานให้หาตัวน้อง ชายเขาได้
ต่อให้ในภายหลังตระกูลถานใช้น้องชายมาข่มขู่เขาในฐานะตัวประกันก็ช่าง เขาแค่อยากเห็นน้องชายที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง
ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้ที่มีผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อย เขาอาจจะไม่น่าเวทนามาก ขนาดนั้นก็ได้
เจ้าชายได้กินแล้ว แสดงว่าพวกเขากำลังเข้าใกล้วันเวลาที่จะได้อิ่มท้องแล้ว ใช่หรือไม่?
อสูรวิญญาณในห้องไลฟ์สตรีมได้แต่ใช้วิธีนี้ปลอบใจตัวเอง ไม่อย่างนั้น หยาดน้ำตาแห่งความเศร้าโศกก็คงจะร่วงหล่นจากดวงตาและปาก
แม้แต่อสูรวิญญาณที่ก่อนหน้านี้ได้รับคุกกี้ก็ไม่อาจพูดอวดโอ่อะไรได้
พวกเขาแย่งชิงเพื่อบิสกิตชิ้นเล็กๆ แต่เจ้าชายสามารถกินได้อย่างอิสระ
ถึงแม้จะรู้ว่านี่เป็นเรื่องที่ดีแน่นอนว่าพวกเขาต้องให้ความสำคัญกับเจ้าชาย กับเหล่าวีรบุรุษทั้งสิบก่อน พอเจ้าชายกับเหล่าวีรบุรุษทั้งสิบอาการดีขึ้น อนาคตของ สหพันธ์ดวงดาวก็จะยิ่งสว่างไสวมากขึ้น
แต่อย่างน้อยก็ขอคุกกี้ชิ้นเล็กๆ ให้พวกเขาอีกสักชิ้นเถอะ ขอบคุณ
ความปรารถนาของผู้ชมอสูรวิญญาณในห้องไลฟ์สตรีมนั้นต่ำต้อยมาก ส่วน ผู้ชมที่ไม่ใช่อสูรวิญญาณก็รู้สึกไม่ดีนิดหน่อย
"ถึงฉันจะเป็นคนที่มีพลังพิเศษระดับ S แต่ก็ไม่เคยไปถึงจุดเริ่มต้นในการ เปลี่ยนร่าง หลังจากได้เห็นข้อความจากบรรพบุรุษอสูรวิญญาณแล้ว ฉันก็แทบจะ เป็นโรคกลัวอสูรวิญญาณแล้ว"
"โรคกลัวอสูรวิญญาณ +1 ถึงแม้จะได้ยินมาว่าการปรับตัวหลังกลายเป็น อสูรวิญญาณนั้นยากลำบาก แต่ไม่คิดเลยว่าจะยากขนาดนี้"
"ไม่น่าแปลกที่บางคนบอกว่าการเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่ใช่วิวัฒนาการแต่เป็น ความเสื่อมถอยต่างหาก มันยากเกินไป"
"รุ่นพี่อสูรวิญญาณออกมาอธิบายว่า การกลายร่างของอสูรวิญญาณต้องเป็น วิวัฒนาการแน่นอน การกลายเป็นร่างพลังงานนั้นทำให้ใช้พลังได้สะดวกกว่า และ ส่งผลดีในการต่อสู้ด้วย เพียงแต่การดูแลอสูรวิญญาณในปัจจุบันล้าหลังเกินไปและ มีงานวิจัยเกี่ยวกับอสูรวิญญาณน้อยเกินไป นั่นทำให้เราไม่เคยอิ่มท้อง"
"ใช่แล้ว ถูกต้องๆๆ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของอสูรวิญญาณคือการที่ไม่เคยได้ กินอาหารเพียงพอ ปัญหาอื่นอย่าง การหลุดจากความมีเหตุผล การอดทนต่อพลัง ต่อสู้และความยากลำบากในการรักษา เกิดจากการที่ไม่ได้กินอาหารมากพอต่าง หาก QAQ"
"อสูรวิญญาณของเราขาดสารอาหารกันหมด เหล่าผู้ชมที่น่าสงสารที่ได้ดู การไลฟ์ของผู้ฝึกอสูรวิญญาณครั้งก่อนรู้ว่าที่เด็กคนนี้พูดว่าอสูรวิญญาณมีพลังใน การเยียวยาตัวเองที่แข็งแกร่งเป็นความจริง นั่นเป็นข้อดีของร่างพลังงาน"
"แต่กุญแจสำคัญคือการมีอาหารกินเพียงพอ! ความหิวโหยนั้นโหดเหี้ยม มากพอที่จะเผาผลาญความแข็งแกร่งทางจิตใจ ถ้าหากความแข็งแกร่งทางจิตใจไม่ เพียงพอก็จะแผดเผาความมีชีวิตชีวา แสดงให้เห็นว่าการบริโภคนั้นมีความจำเป็นใน การเอาชีวิตรอดมากแค่ไหน!"
"ในฐานะคนที่มีพลังพิเศษระดับ S ฉันแค่อยากบอกว่า ไม่ว่ามีพลังรูปแบบ ไหน ได้โปรดปกป้องผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยของพวกเราด้วย ไม่ว่าธรรมมะหรือ อธรรม ขอให้อิ่มท้องก่อน จากนั้นค่อยว่ากันเรื่องการแย่งชิงอำนาจ"
"+1 +1 แม้แต่หัวหน้ากลุ่มหัวขโมยดวงดาวที่โหดเหี้ยมที่สุดก็จะพยายาม สุดความสามารถเพื่อการปกป้องผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยของเรา ต้องรู้ก่อนว่าถ้า จะนั่งในตำแหน่งหัวหน้าหัวขโมยดวงดาว ต้องเป็นอสูรวิญญาณ และขนาดคนพวก นั้นก็ยังได้กินไม่เพียงพอ"
"ตอนที่พวกเขาเปิดเผยเจ้าหน้าที่สถานพยาบาล ความหวังเดียวของฉันคือ ให้พวกเขาจะเปิดเผยแผนกวิจัยต่อสาธารณะให้เร็วที่สุด พวกเขาเปิดเผยสถาน พยาบาลของเราที่รอช้าไม่ได้"
"เจ้าชายทรงต้องรีบร้อนแน่ มีใครใส่ใจประชาชนยิ่งกว่าพระองค์ อีกงั้นเหรอ? เป็นไปไม่ได้ไม่มีทางเป็นไปได้ไม่ใช่หรอกใช่ไหม? เจ้าชายประสงค์ที่ จะแสดงการไลฟ์ประวัติศาสตร์อันดำมืด ไม่ใช่แค่ทำแพลตฟอร์มเล็กๆ ใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว ถึงแม้เจ้าชายจะเสวยเยอะไปหน่อย (ปาดน้ำตาแห่งความเศร้า สร้อย) ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยก็ต้องมีความสามารถจริงๆ แน่"
"วิทยาศาสตร์ธรรมชาติมีผลลัพธ์เพียงหนึ่งเดียว แสดงว่าการที่สตรีมเมอร์สามารถทำให้ฝ่าบาทสนับสนุนได้งั้นก็ต้องทำให้พวกเราอิ่มท้องได้แน่ ( พึมพำ) ดังนั้นสตรีมเมอร์ถูกต้องแน่นอน"
"ถึงแม้ฉันจะเสียใจมากต่อนักจิตวิทยาและนักวิจัยหัวเทา แต่ฉันเชื่อใน ตัวหมิงโหย่ว ดูดวงตากระจ่างใสของหมิงโหย่วสินั่นคือประกายแสงแห่งความหวัง (ฉันแค่อยากกินน่ะ)"
"ฉันลังเลนิดหน่อย พอเทียบกับอาจารย์ที่ศึกษามากว่าร้อยปีทำไมถึงต้อง เชื่อเด็กที่อายุน้อยกว่าอาจารย์ตั้งเยอะด้วย? แต่... ช่างเถอะ นักวิจัยอสูรวิญญาณที่ สามารถป้อนอาหารอสูรวิญญาณได้ย่อมเป็นคนดีฉันมั่นใจ"
"ฉันจะบอกว่าอาจารย์ของฉันกลายเป็นลูกศิษย์ของคุณหมิงโหย่วได้รึยัง? อาจารย์ของฉันเป็นคนยอดเยี่ยมที่สามารถเป็นอาจารย์นักจิตวิทยาทั้งสหพันธ์ดวง ดาวได้ฮึ่ม ตอนนี้ฉันกำลังช่วยหมิงโหย่วในการจัดเรียงข้อมูล อิจฉาล่ะสิ? อิจฉา ใช่ไหมล่ะ? นิดหน่อยน่า"
"พอได้รู้ฉันประหลาดใจนะเนี่ย เก็บอุ้งเท้าไปซะ! วันนี้ถูกด่าไปแล้วรึยัง?"
"ถ้าฉันถูกด่าแล้วจะขออนุญาตฉันเหรอ?"
"ฉันมาที่นี่เพื่อสะบัดกรงเล็บและพิมพ์โค้ด หมิงโหย่วสามารถจัดเรียงข้อมูล ได้ในคืนเดียว นายมีคนมากกว่าเป็นร้อยแต่ยังเสร็จไม่ถึงครึ่ง! สมองทำจากแป้ง เปียกรึไง!"
"อุ้งเท้าและกรงเล็บ กลายเป็นว่าคำสาปของอาจารย์เหมือนกันเกือบหมด เลย (หัวเราะ)"
"พวกพี่ใหญ่ด้านบนน่ะ อยู่กับอาจารย์ท่านไหนเหรอ? สถาบันวิทยา ศาสตร์น่ะเหรอ? ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย"
"เห็นได้ชัดว่า เรื่องนี้ข้ามหัวสถาบันวิทยาศาสตร์มาแล้ว สำหรับเจ้าชายที่ เคยทรงกระทืบและดักปล้นสถาบันวิทยาศาสตร์พระองค์คิดว่าสถาบันนั่นเป็นศัตรู กับสมบัติแห่งชาติด้วยซ้ำ เรื่องนี้เข้าใจยากรึไง มันยากนักเหรอ?"
"ฉันก็ไม่เชื่อสถาบันวิทยาศาสตร์เหมือนกัน พวกขยะที่ยักยอกเสบียงของ แนวหน้าในช่วงสงครามสมควรถูกส่งขึ้นศาลทหาร"
"อันที่จริงสถาบันวิทยาศาสตร์ก็โอเคอยู่นะ เคยสนับสนุนสหพันธ์ดวงดาว มาตั้งเยอะ ตัวร้ายคือสมาคมวุฒิสภาต่างหาก แต่ในเรื่องวิทยาศาสตร์อสูรวิญญาณ เราก็เชื่อถือพวกเขาไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ"
"สถาบันวิทยาศาสตร์บอกว่ามีการนับวัตถุดิบไม่ใช่เหรอ? เดิมทีการนับวัตถุ ดิบต้องใช้เวลา และความเย่อหยิ่งของเจ้าชายก็ทำให้วัตถุดิบจำนวนมากเสียหาย นี่ ต่างหากที่ทำให้อสูรวิญญาณบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก โอเคป่ะ?"
"ข้างบนมาจากสถาบันวิทยาศาสตร์แหง ฮ่าๆ"
"สถาบันวิทยาศาสตร์เข้ามาในห้องไลฟ์สตรีมได้ด้วยเหรอ? เตะออกไปเลย ได้ไหม? ฮ่าๆ"
"ไม่รู้สึกอับอายกันบ้างรึไง? กลับดำเป็นขาวในขณะที่เจ้าชายยังอยู่ใน ระหว่างพักฟื้นเนี่ย ตอนที่เจ้าชายแสดงพระองค์พวกนายกล้าพูดไหมล่ะ กล้าพูด แบบนี้ต่อหน้าพระพักตร์ไหม?"
"ฉันเดาว่าเขาเป็นไอ้หนูที่ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ใสซื่อขนาด นี้เป็นเด็กดีแล้วดูไลฟ์สตรีมไปเงียบๆ เถอะ อสูรวิญญาณนิสัยไม่ดีนะ ระวังไป PK คนจริงเข้าล่ะ"
"คิดดูนะ ฉันเคยติดตามพระองค์เข้าไปในประชุมสภา ตอนนั้นฉันตื่นเต้น มาก ถึงระบบรักษาความปลอดภัยย่ำแย่นิดหน่อยแต่คนส่วนใหญ่ในสถาบันวิทยา ศาสตร์ก็ยังเป็นคนดีเราต้องรวมกองกำลังที่สามารถรวมได้ให้เป็นหนึ่งเดียว นี่คือ สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสต่างหาก"
"อะไรเนี่ย มีคนทำให้เจ้าชายเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วยการบอกว่าการบาดเจ็บ ล้มตายของเหล่าอสูรวิญญาณที่แนวหน้าเป็นเพราะพระองค์กินเสบียงเข้าไป ช่างแข็ง แกร่งจริงๆ"
"ใช่แล้ว เจ้าชายเป็นคนกินเข้าไป พวกนายก็เห็นว่าเจ้าชายกินได้"
"ยี้ฉันตอบกลับไม่ถูกเลยเนี่ย!"
"พระเจ้า เราจะช่วยอธิบายแทนเจ้าชายยังไงดีล่ะเนี่ย (ขำ) เจ้าชายกินทั้ง หมดนั่นเลย? นี่ต้องลักลอบเก็บเอาไว้แล้วต้องรอย่อยอีก มันไม่เหมือนการกลืน อาหารนะ พระองค์จะกินหมดได้ยังไง? ด้วยปริมาณพลังงานในเนื้อสัตว์ป่า เจ้าชาย ต้องกินเป็นตันๆ เลยไหม?"
"หนึ่งตันก็พอ ฉันพนันว่าสักสิบตันแล้วกัน"
"ข้างบนน่ะ หมายเลขนายถูกระงับแน่ะ"
อาเธอร์ใช้วิธีการตกปลาในการฝึกฝนการใช้พลังพิเศษ และมองผู้ชม ทะเลาะกันในแถบความคิดเห็น ด้วยเหตุนี้เขาใช้แตรเพื่อปัดเป่าเปลวเพลิง ยกตัว อย่างเช่น "คนจากสถาบันวิทยาศาสตร์" ที่พูดถึงการยักยอกเสบียงก็เป็นแตรของ เขา หมายเลขนี้ไม่ใช่เลขจริงแต่เจ้าของให้อีกฝ่ายยืมมาต่างหาก
เขากำลังมองด้วยชัยชนะแต่อยู่ๆ ความคิดเห็นที่ว่า "เจ้าชายยักยอกเสบียง จนทำให้น้ำหนักขึ้น" ก็ทำให้สีหน้าเขาเหม็นเปรี้ยว
อาเธอร์ประชดประชันบางแอ็คเคานต์ที่แสดงความรักใคร่เทิดทูน แต่ก็ แบนแอ็คเคานต์ที่ถูกโหนในทันทีส่วนแอดมินผู้ปลดแบนก็คือพี่ชายเขา อาเธอร์รู้ สึกแย่มาก นี่พี่ชายเขาจริงๆ เหรอ?
พี่ชายส่งข้อความมาว่า : "ฉันยังหิวอยู่เลยแต่นายกลับอ้วนแล้ว นายยัก ยอกเสบียงเลยกินเยอะเกินไปไม่ใช่เหรอ?"
อาเธอร์ : "..." ช่างเถอะ เขาเข้าใจ พี่ชายอิจฉาเขาล่ะสิไม่สงสัยเลยว่าทำไม วันนี้เขาถึงได้จามอยู่เรื่อย กลายเป็นว่ามีอะไรบางอย่างกำลังรอเขาอยู่นี่เอง
เจ้าแมวดำจามอีกสองสามครั้ง ปลดปล่อยพลังออกไปอย่างเงียบงัน แผ่น หลังดูเศร้าซึมจนหางลู่ลง ถ้าไลเกอร์ผิดจริงเขาก็อยากก่อเรื่องวุ่นวาย
เจ้าแมวดำตัวใหญ่ตัดสินใจแล้ว ตอนนี้เขาจะไม่ยอมให้ศาลทหารจับกุม ใคร ด้วยคำอวยพรดังกล่าว พวกวุฒิสภาพยังต้องการอะไรอีก เจ้าชายไม่มีความ สุขและเขาอยากทำให้คนน่ารังเกียจให้ไม่มีความสุขมากกว่า
หมิงโหย่วไม่รู้ว่าคู่หูตัวเองถูกจักรพรรดิแห่งสหพันธ์ดวงดาวกลั่นแกล้งรัง แก แล้วก็ไม่รู้ว่าแถบข้อความนั้นอึกทึกครึกโครมกันแค่ไหน ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัว น้อยที่มองไม่เห็นแถบข้อความคิดว่าผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมกำลังดูตัวเองทำอาหาร อยู่ ดังนั้นเลยอธิบายแต่ละขั้นตอนในการทำเจดีย์เนื้อสัตว์ป่าอย่างละเอียดยิบ
ถึงแม้ปริมาณสารอาหารของเนื้อสัตว์ป่าจะไม่สูง แต่ก็ใช่ว่าพอได้มารวมกับ เครื่องปรุงพลังงานสูงอย่างอื่นแล้วจะกินไม่ได้เหล่าก้อนขนชอบกินเนื้อ และเขาก็ อยากทำเนื้อให้อร่อยและเต็มไปด้วยสารอาหาร
ถึงแม้เจ้าแมวดำจะจามหลังจากที่เขาป้อน แต่ก็ยังมีอสูรวิญญาณที่ไม่จาม อยู่ไม่ใช่เหรอ? ถ้าอสูรวิญญาณครอบครัวเขาทั้งหมดสามารถกินได้ก็จะพิสูจน์ได้ว่า อาหารสำหรับครอบครัวนั้นดีเยี่ยม
"ก่อนอื่นเลยนะครับ เราต้องเลือกสามชั้นขนาดใหญ่มาก่อน ครับ มันคือ สามชั้น อา สัตว์ตัวนี้มีขนาดใหญ่จริงๆ" หมิงโหย่วลากส้อมไปบนเนื้อเหมือนเป็น คราด : "เรด ช่วยใช้ไฟเผาผิวหนังด้านนอกให้หน่อยสิ"
จิ้งจอกแดงตัวน้อยจุดลูกไฟขึ้นมาอย่างว่าง่าย แนบกับผิวหนังด้านนอก ไปๆ มาๆ มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าปืนไฟเสียอีก
"โอเค ตอนนี้ผิวหนังด้านนอกดำแล้วนะครับ เราจะทำความสะอาด... ผิว หนัง เจ้าดำ! มีแค่เธอที่สามารถใช้พลังน้ำได้ช่วยฉันทำความสะอาดเนื้อหน่อยสิ!"
พวกเขาเปิดเผยให้เห็นทั้งระบบว่าเจ้าแมวดำวิ่งมาราดน้ำใส่เนื้อ กวางทั้ง สองใช้เถาวัลย์ข่วนเนื้อทำความสะอาดสามชั้นจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
"ต่อมา เราจะทอดเนื้อ ดังนั้นเพื่อไม่ให้มันเยิ้มเกินไป เยลโล่ว ช่วยสร้าง แผ่นหินให้หน่อยสิหม้อมันใหญ่เกินไป"
เจ้าลิงยกก้อนดินสกปรกขึ้นมาตรงหน้าเตาอบและยื่นหม้อให้หมิงโหย่ว หมาป่ายกอุ้งเท้าขึ้น ควบคุมการเคลื่อนไหวของเนื้อที่อยู่ในกระทะน้ำมัน และช่วย ป้องกันความร้อนให้หมิงโหย่ว
พลังของเจ้าหมาป่าคือโลหะ แต่หมิงโหย่วเชื่อว่านี่ไม่ใช่พลังที่เจ้าหมาป่า ถนัดจริงๆ บางทีเจ้าหมาป่าอาจมีแนวโน้มไปทาง "รูปแบบพิเศษ" มากกว่า แต่ "รูป แบบพิเศษ" ของอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่ "แสงสว่าง" หรือ "ความมืดมิด" อย่างที่วิชาอสูร วิญญาณของสหพันธ์ดวงดาวได้บรรยายไว้ตามการจัดจำแนกในชาติก่อน ของหมิงโหย่ว พลังที่เจ้าหมาป่านิสัยเสียเชี่ยวชาญนั้นเหมือนกับ "พลังจิต" มากกว่า
"แค่ทอดผิวด้านนอกของเนื้อจนเป็นสีเหลืองเล็กน้อยก็พอนะครับ ต่อไป... สโนว์วี่ เอาเนื้อไปแช่แข็งด่วนเลย" เจ้าหมาป่าโยนเนื้อไปกลางอากาศ และเจ้าหมีขั้ว โลกก็ทำให้เนื้อเย็นเฉียบอย่างรวดเร็ว
"การแช่แข็งเนื้อจะทำให้เนื้ออร่อยขึ้นครับ ถ้ามีตู้เย็น การแช่แข็งในช่อง ฟรีซคาดว่าจะใช้เวลาหลายชั่วโมง... อา อะไรนะครับ? สิบนาทีก็พอเหรอ? เทคโนโลยีของสหพันธ์ดวงดาวก้าวหน้ามากขนาดนี้เลยเหรอครับ?" สีหน้าประหลาด ใจ
ในที่สุดผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมก็หันมาสนใจฝั่งของหมิงโหย่ว พวกเขามอง ชิ้นเนื้อติดมันขนาดยักษ์ของสัตว์ป่าที่หมิงโหย่วใช้ส้อมยกไว้อยู่ ก็รู้สึกขึ้นมาอีกครั้ง ว่าความแข็งแรงของผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยนั้นเหนือกว่าสามัญสำนึก
คนที่ดูไลฟ์สตรีมเป็นครั้งแรกเริ่มส่งเสียงเหอะ ไม่เชื่อว่าผู้ฝึกอสูรวิญญาณ ตัวน้อยจะมีเรี่ยวแรงมากขนาดนั้น และถามว่าอสูรวิญญาณทั้งหลายใช้พลังช่วยเด็ก หนุ่มอยู่รึเปล่า
"ฮ่าฮ่า นายนี่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความแข็งแรงของสตรีมเมอร์เลยนะ" ขา ประจำในห้องไลฟ์สตรีมยิ้มเยาะเย้ย ราวกับว่าหมิงโหย่วทำให้พวกเขาตกใจกลัวไม่ ได้
ตอนที่เหล่าวีรบุรุษทั้งสิบใช้พลังช่วยสตรีมเมอร์ตัวน้อยจัดการกับส่วนผสม ผู้ชมในห้องไฟล์สตรีมก็ปาดน้ำตาด้วยความอิจฉา
เรียนผู้บังคับบัญชา มีอสูรวิญญาณใช้พลังพลังสิ้นเปลืองอยู่ตรงนี้! ตามกฎ แล้ว การสิ้นเปลืองพลังพิเศษก็หมายความว่าจะถูกปรับลดเสบียง! แต่พวกเขามีผู้ ฝึกอสูรวิญญาณคอยเลี้ยงดูดังนั้นเลยสามารถกินเนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนั้นได้โดยไม่ เสียพลังเลยสักนิดงั้นเหรอ?
< (╥︶╥) > ดูสิฉันยืดอก ฉันภาคภูมิใจมาก ฉันไม่ได้อิจฉาเลยสัก นิด และฉันก็ไม่ได้ปาดน้ำตาด้วย
ว่าแต่ก่อนหน้านี้ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยอาศัยอยู่ที่ไหนมาก่อนนะ? ทำไม ถึงขาดความรู้ทั่วไปขนาดนี้? ในฐานะเชฟ เขาไม่รู้กระทั่งความสามารถของตู้ เย็นงั้นเหรอ? เหล่าผู้ชมเก่าแก่เริ่มพูดกับผู้ชมหน้าใหม่ด้วยความภาคภูมิใจอีกครั้ง
"สตรีมเมอร์มาจากดาวเคราะห์ที่มีผู้ฝึกอสูรวิญญาณจำนวนมาก ดาว เคราะห์ดวงนั้นน่าจะอยู่ในเขตมืดและถูกภัยธรรมชาติทำลายไปแล้ว สตรีมเมอร์เป็นเด็กกำพร้าที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของดาวเคราะห์ดวงนั้น แต่ฉัน คิดว่าในสถานการณ์ของภัยพิบัติพวกเขาสามารถส่งตัวเด็กคนหนึ่งออกมาได้พวก เขาก็น่าจะสามารถส่งคนออกมาได้มากกว่านี้เช่นกัน ถึงแม้เหล่าเด็กกำพร้าของผู้ฝึก อสูรวิญญาณจะไม่ได้พบเจอไปทั่ว หรือดาวเคราะห์ไม่ได้ถูกภัยธรรมชาติทำลายจน สิ้นก็เถอะ"
"อย่าให้สตรีมเมอร์ได้ยินเชียว เขาคิดว่าภัยธรรมชาติคือภัยธรรมชาติเดิมที เขารอดชีวิตเพียงลำพังคนเดียวในดาวเคราะห์ดวงนั้นก็น่าสงสารแล้ว แต่เขายัง พยายามทำให้ตัวเองมีกำลังใจมากขึ้นเพื่อให้เรื่องไม่ดีมาก่อกวนเขาให้น้อยที่สุด"
"ฉันเดาว่าดาวเคราะห์ผู้ฝึกอสูรวิญญาณไม่ใช่อารยธรรมดาวเคราะห์ที่ สมบูรณ์แบบ แต่เป็นกลุ่มอสูรวิญญาณ ดูจากงานวิจัยที่มีรากฐานจากนักวิจัยของ สถาบัน ดังนั้น มันไม่น่าใช่ดาวเคราะห์ที่ถูกภัยธรรมชาติทำลาย แต่เป็นฐานงาน วิจัยที่ถูกทำลาย เขาบอกว่าสตรีมเมอร์ตัวน้อยได้สืบทอดมรดกอารยธรรมผู้ฝึกอสูร วิญญาณมา"
"ไม่สงสัยเลย ฉันเพิ่งจะบอกว่าสตรีมเมอร์ตัวน้อยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสหพันธ์ ดวงดาวเลย แต่กลับสามารถดูแลเหล่าอสูรวิญญาณได้เขารู้วิธีการดูแลเจ้าชายกับ วีรบุรุษทั้งสิบได้ยังไงกันนะ?"
"ฉันเดาว่าเราต้องถามเจ้าชายแล้วล่ะ บางทีเจ้าชายอาจจะรู้เกี่ยวกับฐานวิจัย ของผู้ฝึกอสูรวิญญาณมานานแล้ว และมีแค่หมิงโหย่วที่ได้รับการช่วยเหลือตอนที่ไป เก็บรวบรวมคนอื่นๆ มา?"
"ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ เจ้าชายต้องรู้เกี่ยวกับผู้ฝึกอสูรวิญญาณมานานแล้ว แน่ และบางทีผู้ฝึกอสูรวิญญาณก็น่าจะรู้จักเขาด้วย ในสงครามกับพวกเซิร์ก เรา เตรียมใช้ผลการวิจัยเพื่อช่วยเหลือสหพันธ์ดวงดาว แต่ข่าวดันรั่วไหล นี่มันน่า เวทนา ฉันคิดว่าผู้ฝึกอสูรวิญญาณน่าจะเป็นคนของสหพันธ์ดวงดาวใช่ไหม? แค่ หลบซ่อนในความมืดคอยทำการวิจัยอย่างลับๆ"
"ลองนึกถึงรูปลักษณ์ที่น่าสยดสยองของการวิวัฒนาการร่างพลังจิตของ พันธมิตรดวงดาวสิเป็นเรื่องปกติที่นักวิจัยบางคนจะหลบหนีงานวิจัยธรรมดาน่า จะถูกก่อกวน ชิชะ คนที่กล้ากักเสบียงสงคราม สิ่งที่ห้ามทำ"
"ฉันรู้สึกมานานแล้วว่าวิทยาศาสตร์ธรรมชาติของสหพันธ์ดวงดาวของพวก เรานั้นก้าวหน้ามาก แต่สัตวจิตวิทยานั้นเป็น "การเขียนเชิงสร้างสรรค์" และ "ตำนาน" เท่านั้น"
"ใช่ๆ ทองคำ ไม้น้ำ ไฟ ดิน แสงสว่าง และความมืด นี่คือสิ่งที่เอาไว้เขียน นิยายไม่ใช่เหรอ? ตามระบบพลังงานและระบบธาตุ มันไม่ควรถูกแบ่งแยกรึเปล่า? ยกตัวอย่างเช่น การควบคุมแรงโน้มถ่วงก็เป็นธาตุความมืด"
"บางทีคงเพราะธาตุแสงสว่างจะกลายเป็นธาตุมืดตอนที่กลายเป็นหลุมดำ ล่ะมั้ง"
หมีขั้วโลกกับหมาป่ากำลังช่วยในขั้นตอนการทำส่วนผสมในขณะที่กำลังค้น หาข้อมูลที่มีประโยชน์ในแถบข้อความ พวกเขาเห็นว่าความผิดปกติทั้งหมด ที่หมิงโหย่วแสดงออกมานั้นถูก "อธิบาย" ได้สำเร็จตามแผนการของอาเธอร์ผู้ชมใช้ จินตนาการแต่งเติมรายละเอียดไปเรียบร้อย พวกเขาอดยอมรับนับถือแผนการของ อาเธอร์อีกครั้งไม่ได้จิตวิทยาของอาเธอร์จับคนพวกนี้ได้อยู่หมัด
แต่นี่ก็มาจากรัศมีตัวเอกของอาเธอร์ด้วย ถึงแม้ว่าจะมีช่องโหว่อยู่มากมาย ตราบใดที่คิดว่า "เจ้าชายอาเธอร์คือผู้รอบรู้และผู้มีอำนาจ เรื่องนี้ก็ต้องเป็นเจ้าชาย อาเธอร์เป็นผู้ลงมือแน่" แล้วช่องโหว่ทั้งหมดก็ถูกเติมเต็ม
เมื่อมีอาเธอร์สนับสนุนภูมิหลังของหมิงโหย่ว ต่อให้ตระกูลถามแห่งดาว เคราะห์สีฟ้าจะไร้ยางอาย กระโจนออกมาแสดงหลักฐานมากมายว่าหมิงโหย่วเป็น ของตระกูลตัวเอง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนเชื่อ
"วางใจได้เลย ได้เวลาตัดเนื้อแล้ว" หมิงโหย่วเตือน หมีขั้วโลกกับหมาป่าสี เทารีบกลับมาได้สติและช่วยทำอาหารต่อ
ตอนนี้หมิงโหย่วกำลังตัดเนื้อเป็นแผ่น วิธีการตัดแบบนี้เป็นเหมือนการปอก แอปเปิล ดังนั้น "เปลือกนอก" ทั้งหมดจึงเชื่อมต่อกันอยู่ มันง่ายที่จะ "ปอก" ผลไม้ ทรงกลม แต่เพราะเนื้อเป็นทรงสี่เหลี่ยม เขาจึงต้องระมัดระวังตรงมุม
แต่หมิงโหย่วไม่ต้องกังวลเรื่องนี้งานที่ต้องการความพิถีพิถันเป็นจุดแข็ง ของแมว เขามีแมวตัวหนึ่งที่มีพลังทุกรูปแบบ พลังแต่ละอย่างค่อนข้างอ่อน แอ อาศัยการบริหารจัดการอย่างละเอียดเพื่อต่อกรกับศัตรู
อาเธอร์ควบคุมมีดหั่นเนื้ออย่างใจเย็น "โจมตี" ไม่กี่ครั้ง เนื้อแช่แข็งก็ดูราว กับถูกยัดเข้าไปในที่เหลาดินสอ และเนื้อก็สไลด์หล่นลงบนจาน ไม่มีขาดตอน หลัง จากเนื้อแช่แข็งถูก "ตัด" อาเธอร์ก็ใช้พลังวางเนื้อแช่แข็งในสภาพเดิม จากนั้นก็จุ่ม เนื้อแช่แข็งลงในน้ำซอส
น้ำซอสนี้เป็นความลับของเจดีย์เนื้อ ปริมาณพลังงานเทียบเท่ากับเม็ดสาร อาหาร มันทำจากส่วนผสมที่ถูกค้นพบใหม่ที่เหมาะสำหรับอสูรวิญญาณ อย่างเช่น ผงกรีนสโตน โดยคำนึงถึงทั้งรสชาติและระดับพลังงาน
แต่หมิงโหย่วไม่ได้กินอาหารจานนี้เขาทำหมูตุ๋นธรรมดาชามเล็กๆ ให้ตัว เองตอนที่นึ่งเนื้อหลังจากนั้น
ตอนที่หมักเนื้อ หมิงโหย่วใช้เนื้อที่ถูกตัดทิ้งผสมกับใบของต้นไม้ใหญ่ที่ชื่อ ว่า "ต้นลีโอ" ตามชื่อเจ้าลิง และทำให้มันกลายเป็นไส้
ในที่สุด หมิงโหย่วก็ยัดเนื้อแผ่นหมักเป็นแม่พิมพ์เจดีย์พิเศษ จากนั้นก็ยัด ตรงกลางให้เต็ม วางบนจานขนาดใหญ่ปิดด้านล่าง และตอนนี้ก็สามารถนึ่งในหม้อ ได้แล้ว
กลิ่นหอมรุนแรงของเนื้อทำให้ผู้ชมทั้งหมดที่กำลังแชตกันอย่างบ้าคลั่งและ ตะโกนโหวกเหวกกันในห้องไลฟ์สตรีมเงียบกริบ อสูรวิญญาณหยิบอาหารออกมา และเริ่มหาอะไรกินพร้อมกลิ่นเนื้อ แม้แต่คนที่ไม่ใช่อสูรวิญญาณก็รู้สึกหิวขึ้นมานิด หน่อยและเริ่มมองหาขนมกิน จักรพรรดิสิงโตทองคำตวัดหางสั่นกระดิ่ง ข้ารับใช้นำ เนื้อแสนอร่อยเข้ามาเสิร์ฟ
ตอนที่กินจักรพรรดิสิงโตก็ถามว่า "ฮันส์ไปไหน?"
พ่อบ้านประจำพระองค์กล่าวว่า : "วันนี้องค์ชายฮันส์ไม่อยู่พ่ะย่ะค่ะ"
จักรพรรดิพึมพำ "เจ้าเด็กนี่พักร้อนไม่ใช่เหรอ? ออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่?" หลังจากพึมพำสองสามคำ สิงโตทองคำก็โยนความคิดเกี่ยวกับเจ้าเด็กขนยาวทิ้งและ กินต่ออย่างสง่างาม
แม้ว่าปริมาณพลังงานกับรสชาติจะไม่ดีนัก แต่เพราะกลิ่นกับคลื่นพลังงาน ในห้องไฟล์สตรีมโฮโลกราฟิก จักรพรรดิก็หรี่ตาลงและจินตนาการว่าอาหารที่กินคือ เนื้อเจดีย์อันงดงามนั่น เขารู้สึกเหมือนว่าสามารถกินได้อีกสองชาม
ตอนนี้จักรพรรดิสิงโตทองคำตัวใหญ่ที่กำลังเสวยอาหารเย็นในห้องไลฟ์สตรีมของน้องชายเศร้าโศกเป็นอย่างมาก ในฐานะจักรพรรดิแห่งสหพันธ์ ดวงดาว ชีวิตเขานี่น่าเวทนานัก นี่เป็นครั้งแรกที่นึกอยากผลักดันน้องชายให้ขึ้น ครองบัลลังก์
อาหารคือสรวงสวรรค์สำหรับผู้คน และจักรพรรดิแห่งสหพันธ์ดวงดาวเองก็ เป็นคนเช่นกัน ตอนที่ได้กินไม่อิ่ม ก็ช่างง่ายดายที่จะนึกเหวี่ยงน้องชายตัวเองให้ กระแทกกับกำแพง ปกติปกติมากๆ ข้ารับใช้ส่วนพระองค์แอบปาดเหงื่อ
"เปิดเลย มาเปิดจานอาหารกันเถอะครับ!" หมิงโหย่วบอกให้เจ้าหมาป่าตัว ใหญ่เปิดแม่พิมพ์เจดีย์เนื้อ ภูเขาเนื้ออันงดงามเปล่งประกายราวกับอัญมณีและ หลังจากราดน้ำซอสแล้วมันก็ดูราวกับเป็นไอศกรีมขนาดยักษ์
ช่วงนี้อสูรวิญญาณของครอบครัวหมิงโหย่วรู้สึกขอบคุณมากที่พวกเขาไม่ ได้ทำตัวนิสัยไม่ดีไม่อยากนั้นครั้งนี้พวกเขาจะถูกทุบหัวอีกครั้ง หมิงโหย่วตักข้าว หนึ่งถ้วยและกินเนื้อตุ๋นธรรมดาอยู่ด้านข้าง ก้อนขนครอบครัวเขาเริ่มตัดเจดีย์เนื้อ อย่างมีความสุข
อสูรวิญญาณไม่ถูกจัดว่าเป็นสัตว์กินเนื้อหรือสัตว์กินพืช พวกเขาต่างก็เป็น ร่างพลังงาน ความแตกต่างด้านรูปลักษณ์เป็นแค่ความแตกต่างของพลังงาน ดังนั้น เจ้ากวางถึงได้กินเนื้ออย่างมีความสุขเช่นกัน
หลังจากกัดเนื้อไปสองคำ เจ้ากวางก็วิ่งเป็นครึ่งวงกลมสั้นๆ จากนั้นก็กลับ มากินเนื้อต่อ ถึงแม้จิงโจ้จะประหลาดใจกับความอร่อยและพลังงานที่ล้นเหลือของ อาหารจานนี้แต่เธอก็ยังกินในขณะที่คอยดูแลอสูรวิญญาณรอบตัวไปด้วย สมแล้ว กับการเป็นคุณแม่/พี่สาวคนโตของทุกคน
จิ้งจอกน้อยกินเนื้อไปสองคำ หรี่ตาลงสักพัก และกินเพิ่มอีกสองคำ จาก นั้นอยู่ๆ ไอคิวก็หายไปอย่างรวดเร็วและเริ่มกระโดดโลดเต้นเป็นวงกลม
เดิมทีเจ้าลิงสีเหลืองแค่เป็นทุกข์และขมขื่น หลังจากกินไปครึ่งคำ ก็พบ ว่าหมิงโหย่วไม่กิน "เค้ก" เลย ดังนั้นเลยพยายามป้อนเข้าปากหมิงโหย่ว แต่เด็ก หนุ่มก็ปฏิเสธในทันที
ก้อนขนตัวใหญ่ทั้งสาม เหมียวอาเธอร์หมีเฮอร์แมน และหมาป่าเหยียนอี้ ที่กลับเป็นปกติแล้ว ดูเหมือนจะรวมตัวกันกินเนื้อและดื่มน้ำผลไม้ขณะพูดคุยกัน แต่ไม่รู้ว่าคุยกันเรื่องอะไร การสนทนาด้วยใบหน้าจริงจัง
บรรยากาศการกินเนื้อให้ห้องไลฟ์นั้นงดงามมาก ผู้ชมรู้สึกถึงความงดงามนี้ จากนั้นอยู่ๆ ก็รู้สึกว่าอาหารในมือนั้นช่างไม่หอมเอาเสียเลย ถึงแม้เดิมทีตอนที่เริ่ม กินมันจะไม่หอมอยู่แล้วก็ตาม :)
======
Chapter 42 เต้นด้วยกัน
หลังจากกินเสร็จ หุ่นยนต์ก็รับผิดชอบหน้าที่ในการทำความสะอาดหม้อและ กระทะ ในขณะที่หมิงโหย่วกับเหล่าอสูรวิญญาณกำลังจัดคอนเสิร์ตกัน
หมีขั้วโลกเป็นคนเล่นกลอง หมาป่าเล่นเบส หมิงโหย่วเล่นคีย์บอร์ด และ เจ้าแมวดำแสดงท่าทางเป็นมือกีตาร์และนักร้อง
หมิงโหย่ว : "..." เขาจำได้แม่นว่าเจ้าแมวดำเสียงเพี้ยนนี่นา? "มันโอเคจริงๆ เหรอ?" หมิงโหย่วลังเลมาก
"ยังไงผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมก็ได้ยินแค่เสียงร้องครางโหยหวนเท่านั้น แหละ ไม่รู้ว่าจะส่งเสียงตรงทำนองรึเปล่าเลย" สโนว์วี่บอกว่าไม่ต้องกดดันมากเกิน ไป
หมิงโหย่ว : "ผู้ชมไม่ได้ยิน แต่บลูได้ยินนะ และพวกเราเองก็ได้ยินด้วย"
สโนว์วี่พูดอย่างช่วยไม่ได้ : "แต่บลูชอบฟังเสียงร้องของเจ้าชายนะ เธอบอ กว่าตอนที่ได้เธอได้ยิน พระองค์ทรงแข็งแกร่งมาก"
เหยียนอี้ปรับสายเบสอย่างไร้อารมณ์ถึงแม้เขาจะตั้งวงดนตรีตั้งแต่สมัยอยู่ มัธยมต้น แต่ตอนนี้ก็ยังคุ้นเคยกับเครื่องดนตรีอยู่มาก แสดงให้เห็นว่าเขามักแอบ ไปเล่นคนเดียวอยู่บ่อยๆ
อย่างที่อสูรวิญญาณรู้กัน โครงสร้างกรงเล็บของพวกเขานั้นแตกต่างจาก สัตว์ทั่วไปอย่างแน่นอน และก็สามารถทำในสิ่งที่มนุษย์ทำได้แน่ ถึงแม้กรงเล็บพวก เขาจะทำไม่ได้แต่ก็ยังสามารถใช้พลังทำได้อยู่ดีการเล่นเครื่องดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่ พอเป็นไปได้เพียงแต่ต้องใช้พลังงานในการแสดงที่ไม่ได้มีความสำคัญในปริมาณ มาก ดังนั้นเลยไม่มีอสูรวิญญาณตนไหนที่ได้ลอง
หมีขั้วโลกกับหมาป่าไม่เคยลองเล่นเครื่องดนตรีในร่างอสูรวิญญาณ แต่ เรื่องแบบนี้ย่อมมีหนทางของตัวเอง และสามารถเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วราวกับพวก เขาคุ้นเคยกับพวกมันดี
"เจ้าดำ เธอชวน... อ๊ะ!" หมิงโหย่วโดนเจ้าแมวดำตะปบเข้าให้
"อะไร? นายไม่พอใจเสียงร้องของฉันงั้นเหรอ?" เจ้าแมวดำยกอุ้งเท้าขึ้นมา ตบหน้าผากหมิงโหย่ว
เจ้าแมวดำร้องเพลงเพี้ยนแต่ชอบร้องเพลง นี่คือสุดยอดทรราชในตำนานใช่ ไหม? ผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมกำลังระลึกถึงรสชาติของเจดีย์เนื้อกันอยู่ แต่ทันใดนั้น ก็เห็นเจ้าชายเริ่มรังแกผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อย
ร่างไลเกอร์ตัวใหญ่ของเจ้าชายสามารถตะปบหัวของสตรีมเมอร์ตัวน้อยให้ หลุดโดยที่ออกแรงแค่เล็กน้อยใช่ไหม? เรื่องอันตรายขนาดนี้ทำไมไม่มีใครห้ามเจ้า ชายเลยล่ะ? ผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมแสดงความตกใจ จากนั้นก็เห็นว่าหมิงโหย่วไม่มี แม้กระทั่งรอยแดงบนหน้าผาก เลยพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปพักใหญ่
นี่เป็นเพราะแรงตบของเจ้าชายเบาเกินไป หรือว่าสภาพร่างกายของ สตรีมเมอร์ตัวน้อยน่ากลัวเกินไปล่ะเนี่ย นี่เป็นคำถามที่พวกเขาไม่อยากจะคิดถึง
ฝ่ายแรกดูเหมือนกำลังแสดงท่าทางยั่วยวนสตรีมเมอร์น้อย ซึ่งมันน่าขนลุก ชะมัด ส่วนฝ่ายหลัง... ฝ่ายหลังก็น่าขนลุกขนพองเหมือนกัน
พวกเขากำลังคิดว่าจะพูดแก้ตัวแทนผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยว่าอะไรดีก็ เห็นเจ้าชายที่เคารพยืนขึ้นเหมือนมนุษย์จับกีตาร์ยกหางขึ้น และสะบัดกรงเล็บ ผู้ ชมรู้สึกย่ำแย่ ตอนที่ได้เห็นเจ้าชายแมวดำตัวใหญ่ที่เคารพคว้าไมโครโฟน ผู้ชมบาง ส่วนก็ตื่นตระหนก
"เจ้าชายจะทำอะไรน่ะ? อย่าบอกนะว่าเจ้าชายจะร้องเพลง!"
"สตรีมเมอร์บอกว่าพวกเขาจะตั้งวงดนตรีเพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาขอ งอเดไลน์ใช่ไหม? วงดนตรีนี้มีนักร้องนำด้วยเหรอ? นักร้องนำไม่เป็นเจ้าชายได้ ไหม? ไม่นะ ไม่ ไม่เอาได้ไหม?"
หน้าใหม่เอ่ยปากถามเงียบๆ "การร้องเพลงของเจ้าชายมีปัญหาอะไรรึเปล่า?"
"ปัญหาใหญ่เลย! ถึงแม้ความเลื่อมใสของฉันที่มีต่อเจ้าชายจะไร้ที่สิ้นสุดดุจ กาแล็กซีแต่ฉันต้องร้องตะโกนต่อฟ้าดินและอ้อนวอนไม่ให้เจ้าชายร้องเพลง!"
"มือที่ถือบุหรี่ของฉันสั่นนิดหน่อย จะบรรยายเจ้าชายยังไงดีบอกไม่ได้ว่า พระองค์ไม่ดีได้แต่บอกว่านี่คือบทเพลงงั้นเหรอ?"
"พอแล้ว! อย่าทำให้ฉันนึกถึงความเจ็บปวดในการร้องเพลงร่วมกับพระ องค์..."
"อันที่จริง การจะดึงเพลงในกลุ่มพระองค์มาไม่ใช่ปัญหาหรอก นั่นคือ ท่วงทำนองของกลุ่มที่ไบแอสจากเจ้าชาย จากนั้นคนที่อยู่รอบข้างก็จะโกรธเคือง”
"ก็แค่ทำนองไม่ใช่เหรอ? ต่อให้เสียงเพี้ยนก็ยังฟังได้อยู่นะ นี่นายยัง เป็นแฟนคลับของเจ้าชายอยู่รึเปล่าเนี่ย? เจ้าชายสามารถร้องได้โดยปราศจากความ วิตกกังวล! องครักษ์พิทักษ์เจ้าชายจะอยู่เคียงข้างเสมอ! (พร้อมสวมหูฟังนะ)"
"ใช่แล้ว! เสียงร้องของพระองค์ยอดเยี่ยมที่สุดในสหพันธ์ดวงดาว นายไม่รู้ วิธีการชื่นชมมันต่างหาก ขอระดมทุนเพื่อออกอัลบั้มของเจ้าชาย! (เอาไป 50 เซนต์)”
"ไม่ต้องหรอก เราออกห่างจากหน้าจอไลฟ์สตรีมแล้ว ตราบใดที่ไม่เปิดการ สะท้อนพลังงาน เราก็จะไม่ได้ยินเสียงของพระองค์ (การสะท้อนพลังงานถูกปิดการ ใช้งาน)"
"พระองค์... (สงสัย) เสียงร้องของพระองค์จะน่ากลัวขนาดไหนเชียว เพิ่ม การสะท้อนพลังงานระดับสูงสุด"
"ยิ่งพวกนายบอกมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งอยากได้ยินแฮะ ต่อให้จะเสียงเพี้ยน คนทั่วไปจะมีโอกาสได้ยินการแสดงสดของเจ้าชายได้ยังไง?"
"สมเหตุสมผลอยู่ กัดฟันฟังแล้วกัน มีรุ่นพี่เฮอร์แมนกับรุ่นพี่เห
ยียนอี้แสดงไลฟ์ด้วยก็ยิ่งต้องฟัง"
"ฉันไม่รู้ว่าคอนเสิร์ตอสูรวิญญาณเป็นยังไง จะเหมือนที่ผู้ฝึกอสูรวิญญาณ ตัวน้อยจัดก่อนหน้านี้รึเปล่า? ตอนที่เล่นเปียโนที่ทำให้เราเกิดการสะท้อนอารมณ์ที่ ทรงพลังขนาดนั้น"
"เปิดการสะท้อนอารมณ์เงียบๆ ถูกต้อง บางทีถึงแม้บทเพลงของเจ้าชายจะ เพี้ยนไปบ้าง แต่อารมณ์จะต้องไม่เพี้ยนแน่นอน เรายังรู้สึกดีได้อยู่ หูของอสูร วิญญาณอาจต่างจากหูคนธรรมดาก็ได้"
"คนธรรมดาอยากพูดอะไรหน่อย พอคิดว่าไม่ใช่อสูรวิญญาณเลยฟังไม่ได้ ต่อให้เปิดการสะท้อนพลังงานก็ตาม อยู่ๆ ก็นึกเสียใจขึ้นมา"
"คนธรรมดา +1 ได้โปรดมอบผลประโยชน์เล็กน้อยให้ผู้มีพลังระดับ S ธรรมดาด้วยเถอะ"
*
ใบหน้าจักรพรรดิแมวทองคำยับย่นจนกลายเป็นลูกบอล เสียงดนตรีที่น่า ขนลุกขนพองของน้องชายจอมสะเพร่าทำให้เขานึกถึงรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ตกค้าง อยู่ แต่หลังจากที่ผ่านมานานขนาดนี้ก็ยังคิดถึงเสียงร้องต้องสาปของน้องชายนิด หน่อย
และเขาก็อยากรู้ว่าเพลงที่ร้องในสภาพอสูรวิญญาณจะต่างจากร่าง ปกติรึเปล่า สุดท้ายจักรพรรดิสิงโตก็ไม่ได้กดปิดการสะท้อนพลังงาน ในฐานะพี่ ชาย เขาต้องสนับสนุนอีกฝ่าย
*
หลายคนก็คิดแบบเดียวกับจักรพรรดิถึงแม้จะรู้ว่าเสียงร้องของเจ้าดำน่า สยดสยองแค่ไหน พวกเขาก็ยังกัดฟันและตัดสินใจเกาะติดหน้าจอ
เจ้าแมวดำมองผู้ชมที่ให้กำลังใจเขาด้วยบรรยากาศโศกสลดในแถบข้อ ความ และขนก็ฟูฟ่องด้วยความโกรธ
เขาก็แค่เสียงเพี้ยนบ้างเป็นครั้งคราวไม่ใช่เหรอ? มันแย่ขนาดนั้นเลยรึไง? ไม่หรอก ครั้งนี้เขาอยากร้องเพลงให้ดีจริงๆ และเขาจะร้องเพลงให้ยอดเยี่ยมไป เลย! เจ้าแมวดำยื่นไมโครโฟนให้เด็กหนุ่ม หมิงโหย่วเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำ ถาม
"ใช้พลังแห่งจิตใจของนายช่วยฉันร้องเพลงด้วยสิ" เจ้าแมวดำมีรอยยิ้มชั่ว ร้าย "แค่ใช้อันที่เราเล่นกันบ่อยๆ"
หมิงโหย่วเข้าใจในทันที : "ผลลัพธ์จากการฝึกสะท้อนจิตใจของ เรางั้นเหรอ?" เจ้าแมวดำพูดอย่างภาคภูมิใจ : "ถูกต้อง"
เฮอร์แมนกับเหยียนอี้แสดงสีหน้าว่า "ฉันยังทำได้" บนใบหน้า แต่พอพวก เขาคิดถึงเรื่องนี้ก็ทำได้จริงๆ พลังแห่งจิตใจของหมิงโหย่ว หลักการพื้นฐานในการ เพิ่มพลังของอสูรวิญญาณคือการสะท้อนพลังงาน และเสียงเองก็เป็นพลังงานชนิด หนึ่งเช่นกัน
ดังนั้น ตอนที่หมิงโหย่วกับเจ้าแมวดำที่เป็นคนแรกในการฝึกฝนเพิ่มความ แข็งแกร่งทางจิตใจด้วยกัน พวกเขาพยายามใช้การสะท้อนเสียงเพื่อเพิ่มพูนการ สะท้อนพลังงาน
นั่นก็หมายความว่า พวกเขาสามารถร้องเพลงที่หลอมรวมอารมณ์เข้าด้วย กันได้ในความสัมพันธ์นี้หมิงโหย่วกับเจ้าดำร่วมมือกันได้เป็นอย่างดีมาก มากจน เฮอร์แมนกับเหยียนอี้คิดว่าพวกเขาจะไม่สามารถร่วมมือกับหมิงโหย่วได้ในระดับ เดียวกับเจ้าแมวดำด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาทำแบบเดียวกับสองคนนั้นไม่ได้จริงๆ
อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนไม่เพียงเกี่ยวกับการอ่าน แต่โดยพื้นฐานแล้วเป็น การใช้เสียงสร้างการสะท้อนพลังงานและเรื่องต่างภาษาก็ไม่ใช่ปัญหา ยกตัวอย่าง เช่น การร้องเป็นก็เป็นวิธีหนึ่ง
เดิมทีการร้องเพลงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการแสดงความรู้สึกโดยการใช้ เสียง ดังนั้นตอนที่ใช้เทคนิคการร่วมมือที่แตกต่างกัน ใช้การร้องเพลงเป็นการนำเข้า นั้นถือว่าดีมาก แต่การวอร์มเสียงนั้นใช้เวลานานนิดหน่อย
หลังจากเชื่อมโยงกันได้แล้ว เจ้าแมวดำก็สามารถร้องเพลงเดียว
กับหมิงโหย่วได้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสียง กระทั่งลมหายใจก็ยังเหมือนกัน
หนึ่งในสิบวีรบุรุษเก่งกาจด้านเสียงเป็นพิเศษ พวกเขาจินตนาการว่าตอนที่ คนคนนี้เชื่อมโยงกับหมิงโหย่ว เขาอาจสามารถร้อง "บทเพลงแห่งความตาย" ที่หมิงโหย่วเคยพูดถึงได้จริงๆ
มันน่าตื่นเต้นที่จินตนาการถึงการทำลายกองยานรบด้วยบทเพลงเพลง เดียว แต่หลังจากนั้น เพื่อปลดปล่อยพลังมหาศาล มันจำเป็นต้องร้องเพลงก่อนซึ่ง ทำให้พวกเขารู้สึกอายมาก
ตอนที่ได้ยินว่าไม่ใช่แค่การร้องเพลง แต่ยังมีการเต้นรำด้วย เซียนหลัวก็ แสดงความชื่นชมมาก ในขณะที่เฮอร์แมนกับเหยียนอี้สะบัดหัวไล่ภาพจินตนาการ ออก
"เล่นเครื่องดนตรีก็ไม่เป็นไรหรอก" หมิงโหย่วว่า
หมีขั้วโลกเปลี่ยนใจในทันทีทิ้งความจริงจังและเหยียนอี้ก็ตัวแข็งทื่อ
ไม่นานก็ถึงเวลาที่วงดนตรีต้องเล่นเพลง เฮอร์แมนอยากลองดูว่าถ้าร่างอสูร วิญญาณสามารถใช้ความช่วยเหลือจากหมิงโหย่วแล้วจะทำอะไรกับเสียงร้อง ได้รึเปล่า ถ้าทำได้งั้นเฮอร์แมนก็สามารถกลับคืนสถานะผู้บรรเลงเพลงได้ไม่นาน เหยียนอี้ก็ถูกบังคับให้มีส่วนร่วม และเขาก็เป็นทุกข์ขึ้นมา
ตอนนี้เจ้าแมวดำถูกแถบความคิดเห็น "ดูหมิ่น" จนหัวร้อน เขาอยากเริ่ม ตอนนี้เลย โดยไม่เว้นระยะห่างให้ผู้ชม เหยียนอี้เสียใจนิดหน่อย
หากเจ้าชายกับหมิงโหย่วทำการทดลองได้สำเร็จ มีเหตุผลที่จะร้องเพลงด้วย กันมากกว่า และถึงขั้นดึงเขามาร้องเพลงด้วย เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ด้วยนิสัยของเจ้า ชาย ในอนาคตอีกฝ่ายจะตั้งวงคอรัสวีรบุรุษทั้งสิบหรือไม่?
เหยียนอี้แตะเบสอันเป็นที่รัก เมื่อคิดถึงตัวเองแล้ว เขาควรอยู่กับเจ้าหมีโง่ ในเมื่อการอยู่ด้วยกันไม่น่ากลัวหรือน่าอับอายเท่าการร้องเพลงและการเต้นรำ
"เอาเลย! งั้นมาร้องเพลงที่ก่อนหน้านี้เราฝึกฝนกันมามากที่สุดดีกว่า!" หมิงโหย่วยิ้ม เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น "มาร้องเพลงด้วยกันเถอะ!"
ทันทีที่หมิงโหย่วพูดจบ เสี่ยวเทียนก็ส่งหุ่นยนต์ให้มามอบของขวัญให้แก่ เฮอร์แมนกับเหยียนอี้ในไมโครโฟน อาเธอร์บอกว่าเขาจะพยายามปรับเสียง อิเล็กทรอนิกส์กับความเบาให้ได้การแสดงเป็นวงดนตรีที่ดีที่สุด
เหยียนอี้ : "..."
เขาพยายามพาหมีมาเป็นแนวร่วมในการเผชิญหน้ากับปฏิเสธการใช้เสียง เพลงทำเรื่องน่าอาย แต่เจ้าหมีตัวโตเริ่มปรับไมโครโฟน เพื่อเตรียมดนตรีเราต้อง ลุย!
เหยียนอี้ : "..."
เขาเข้าใจ เข้าใจจริงๆ ในฐานะสหายและองครักษ์ของเจ้าชายตั้งแต่เด็ก เฮอร์แมน เจ้าหมีโง่ตัวนี้มีแค่ใบหน้าที่เย็นชา แต่ที่จริงแล้วแทบจะเหมือนเจ้า ชายเป๊ะๆ ไม่อยากนั้นจะสะดุดตาเจ้าชายได้อย่างไร?!
เหยียนอี้ที่ถูกสายตาอาเธอร์เยาะเย้ยจนหูลู่หางตก และเริ่มปรับไมโครโฟน ถึงแม้จะไม่อยากรับคำสั่งแต่ก็ต้องทำ นี่คือสุนทรียศาสตร์ของหมาป่าตัวนี้
"ว้าว!" จิ้งจอกแดงตัวน้อยกระโดดตรงหน้าหมิงโหย่วสองสามครั้ง
หมิงโหย่วนั่งยองลงและลูบหัวเจ้าจิ้งจอกแดง : "นายจะตัวโตขึ้นและช่วย เต้นรำให้เรางั้นเหรอ? ไม่มีปัญหา! เรด ฝากด้วยนะ!" หมิงโหย่วเปลี่ยนจิ้งจอกแดง ตัวน้อยให้กลายเป็นจิ้งจอกแดงตัวโต เจ้าจิ้งจอกกับกวางน้อยทั้งสองก็รวมตัวกัน หารือวิธีการเต้นร่วมกันครู่หนึ่ง
เจ้าลิงเหลืองนั่งยองอยู่ด้านข้างอย่างไม่สนใจและอยากทำแค่มองดูแต่กลับ ถูกจิงโจ้ตัวโตเตะและผลักไปทางจิ้งจอกแดงตัวใหญ่ ไปด้วยกันเลย!
เจ้าลิงเหลืองอยากปฏิเสธ แต่ไม่รู้ว่าทำไม พอเห็นจิงโจ้สีครามก็สิ้นท่าและ อดทำตามคำสั่งอีกฝ่ายไม่ได้เจ้าลิงยักไหล่และโคลงศีรษะ ทำไฮไลท์ตัวโตๆ "ฉัน ไม่มีความสุข" และ "ฉันถูกบังคับ" ไว้บนหน้า
จิ้งจอกแดงตัวโตเหลือบมองลิงเหลืองและสั่งด้วยท่าทีจริงจัง "บว๊าว บว่าว" ไหล่ของเจ้าลิงเหลืองตกลงอย่างแรง
เจ้าลิงไม่มีความสุข แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เจ้าลิงไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้แต่ เขารู้ว่าการต่อต้านจะเลวร้ายยิ่งกว่า เยลโล่คับข้องใจมากมาย
ผลก็คือ หมาป่ากับลิงก็แสร้งทำเป็นมีความสุขท่ามกลางกลุ่มอสูรวิญญาณ และคอนเสิร์ตก็เริ่มต้นขึ้น เสี่ยวเทียนเริ่มเปิดไฟ กลองกับคีย์บอร์ดของหมิงโหย่วก็ ดังขึ้นพร้อมกัน
เสียงโหมโรงเป็นจังหวะดังขึ้น และท่วงทำนองที่ไม่เคยได้ยินก็จับใจผู้ชมใน ห้องถ่ายทอดสดทันที ทันใดนั้น เสียงของแมวดำและหมิงโหย่วก็ดังขึ้นพร้อมกัน
"ล่องสำเภา" หนึ่งในเพลงโปรดของหมิงโหย่ว
อย่ากลัวที่จะต่อสู้ เข้าสู่กระแสน้ำวนในยุคสมัยนี้และโบยบินขึ้นสู่สายลม และกระแสคลื่น ไม่ต้องสนใจคำชื่นชมหรือถ้อยคำว่าร้าย อธิษฐานถึงอดีต ก้าวสู่ อนาคต และทำให้ชีวิตสว่างสดใส
อาเธอร์เองก็ชอบมาก เขาคิดว่าเพลงนี้มีความสัมพันธ์กัน เฮอร์แมนกับเห ยียนอี้ก็ชอบมันมาก ไม่อยากนั้นพวกเขาก็คงไม่คุ้นเคยกับเพลงนี้ขนาดนี้
หมิงโหย่วใช้ความพยายามอย่างมากในการแปลงเพลงนี้เป็นภาษากลางของ สหพันธ์ดวงดาว และเฮอร์แมนก็ใช้เวลาหลายวันในการขัดเกลาเนื้อเพลงอีกครั้ง ดัง นั้นเพลงนี้จึงไม่ด้อยไปกว่าต้นฉบับเลย
พวกเขาจะร่วมกันเผยแพร่เพลงโบราณนี้ไปถึงระหว่างดวงดาว หลังจาก หารือกับสโนว์วี่ หมิงโหย่วตัดสินใจว่าถ้าในอนาคตมีโอกาส เขาจะต้อง โปรโมตบทเพลงจากบ้านเกิดเขาเพลงนี้แน่นอน
หมิงโหย่วจำชื่อของนักประพันธ์เพลงได้และแน่นอนว่าเขาจะใส่ชื่อของต้น ฉบับลงไป ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อร้องและเสียงดนตรีที่บรรพบุรุษของ "ดาวเคราะห์ผู้ฝึก อสูรวิญญาณ" ของหมิงโหย่วสร้างสรรค์ขึ้น การโปรโมตเพลงนี้และเรื่องราวเบื้อง หลังบทเพลงนี้ให้กับสหพันธ์ดวงดาว ไม่เพียงหล่อหลอมตัวตนของหมิงโหย่วใน ฐานะ "เด็กกำพร้าแห่งดาวเคราะห์ผู้ฝึกอสูรวิญญาณ" เท่านั้นแต่ยังทำ ให้หมิงโหย่วได้คลายความรู้สึกที่มีต่อโลกที่จากมา
ผู้ฟื้นฟูเพลงโบราณที่ได้รับการฟื้นฟูจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เดิม
ที่หมิงโหย่ววางแผนจะโปรโมตฟรีๆ แต่หลังจากฟรีแล้ว อาจทำให้คนอื่นหากำไร จากเรื่องนี้และจำกัดการหมุนเวียนเพื่อหากำไร เฮอร์แมนแนะนำว่าให้หมิงโหย่วใช้ วิธีการโปรโมตเพื่อการค้า เพื่อให้ผู้ค้าช่องทางต่างๆ ได้รับประโยชน์อย่างเพียงพอ
หมิงโหย่วทำตามคำแนะนำของสโนว์วี่และตัดสินใจใช้เงินที่ได้จากเพลงใน ชาติก่อนเพื่อตั้งกองทุนเพื่อการวิจัยจิตวิทยาในสัตว์เพื่อเลื่อนระดับการวิวัฒนาการ ของอสูรวิญญาณ
หมิงโหย่วคิดว่าการเปลี่ยนแปลงระเบียบวินัยโดยสิ้นเชิงจะต้องพบกับความ กดดันอย่างแน่นอน นักวิจัยมากมายที่อยากเปลี่ยนแปลงอาจถูกเบื้องบนในวงการ วิชาการปฏิเสธและไม่ได้รับทุนการวิจัย เขาหวังว่าจะสามารถเพิ่มทุนเพื่อช่วยนักวิจัย ที่เหยียบย่างบนเส้นทางที่ถูกต้องเหล่านี้
เงินที่เขาได้รับจากการขายผลิตภัณฑ์สารอาหารถูกใช้ตอบสนองความต้อง การของตัวเองและเลี้ยงดูอสูรวิญญาณ และเงินที่ได้รับจากบทเพลงของคนอื่น หมิงโหย่วคิดว่าควรทำอะไรที่มีคุณค่าต่อสังคม
ตอนที่เสียงร้องของเจ้าแมวดำถูกจดจำ อสูรวิญญาณที่ได้ยินเสียงร้องขอเจ้า แมวก็ช็อกจนกลายเป็นรูปปั้นหิน อสูรวิญญาณที่ไม่เคยได้ยินก็ส่งความคิดเห็น ประณามทีละคน
"เพลงที่เจ้าชายร้องมันเลวร้ายเหรอ? น่าเกลียดเหรอ? แย่เหรอ? หูพวกนาย มีอะไรผิดปกติรึเปล่าเนี่ย?!"
"เพลงของเจ้าชายอาจกล่าวว่าเทียบได้กับนักร้องไม่ได้แต่มันไม่ได้ย่ำแย่ อย่างแน่นอน และอารมณ์ก็เต็มเปี่ยม การขาดทักษะสามารถใช้อารมณ์มาชดเชย ได้นี่สามารถทำให้วิญญาณร้องไห้และหมาป่าเห่าหอน? รุ่นพี่เหยียนอี้จะใช้กรงเล็บ หมาป่าตบหัวพวกนาย!"
"เป็นไปได้ยังไง? เสียงของเจ้าชายไม่เพี้ยนได้ไง? ไม่สินี่ไม่ใช่เจ้าชาย... ฉันไม่เชื่อ..."
"ฉันอิจฉาพวกนายที่ได้ยินเสียงร้องของเจ้าชาย ฉันได้ยินแค่เสียงร้องของ สตรีมเมอร์ตัวน้อย สตรีมเมอร์ร้องเพลงได้ดีมาก เมื่อรวมกกับเสียงคำรามของสัตว์ ก็ดีมากเช่นกัน"
"อยู่ๆ ก็อยากรู้เกี่ยวกับบทเพลงของอสูรวิญญาณ เสียงร้องของ
สตรีมเมอร์ตัวน้อยกับเสียงคำรามของอสูรวิญญาณต้องมีประสิทธิภาพมากใช่ไหม?"
"นี่มันยิ่งกว่าแค่พยายามทำให้ดีนะ ครั้งนี้ฉันหวังจริงๆ ว่าเจ้าชายได้จะ ปล่อยอัลบั้มจริงๆ ฉันไม่โลภมากนะ ฉันได้ยินการร้องเพลงอสูรวิญญาณในเวอร์ ชันพลังงานโฮโลกราฟิกและเสียงคำรามของอสูรวิญญาณอย่างเดียวก็ปล่อยพร้อม กับเวอร์ชันผู้ฝึกอสูรวิญญาณ!"
"ฉันด้วย ตอนนี้ฉันฟังเสียงคอรัสในหูข้างหนึ่ง และได้ยินเสียงไลฟ์สตรีมที่ ไม่ใช่โฮโลกราฟิกด้วยหูฟังในหูอีกข้าง อย่างเจ๋ง"
"ไม่คิดเลยว่าผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยที่ดูสุภาพ อ่อนโยนและนิสัยดีจะร้อง เพลงได้ตอนนี้ฉันกลายร่างเป็นชายหนุ่มได้เลย เสียงยอดเยี่ยมมาก"
"ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยแบกต้นไม้เฝ้ามองมาอย่างเงียบงัน คนอะไรนี่? กินได้ไหม?"
“ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยอุ้มคุณขึ้น เฝ้ามองมาอย่างเงียบงั้น นี่มันอะไร นี่? กินได้รึเปล่า?"
"ฉันผิดเอง ฉันลืมไปว่าผู้ฝึกอสูรวิญญาณมีสีหน้าและการแสดงออกที่อ่อน โยน ตอนนอนหลับจะรู้สึกเป็นอัมพาต ฉันไม่อยากไปวิ่งเล่นและอยากทำแค่นอน บนตัก"
"ฉันอยากวิ่งไปนอนบนตักด้วยอีกคน กรงเล็บฉันข่วนพื้นอย่างห้ามไม่ได้ และฉันเตะใส่รูมเมตอีกแล้ว ฉันคิดว่าไม่ช้าก็เร็วฉันจะถูกรูมเมตทอดทิ้ง หวังว่า รูมเมตจะกลายเป็นอสูรวิญญาณเร็วๆ และมาเข้าร่วมด้วยกัน (จิ้งจอกทิเบตกำลัง จ้องมอง.jpg)"
*
ถานเฉินซีส่งสายตาโหดเหี้ยมให้จิ้งจอกทิเบต ถึงแม้เขาจะอยากกลายเป็น อสูรวิญญาณให้เร็วที่สุด แต่เขาไม่อยากทำให้จิ้งจอกรูมเมตมีความสุข
วันนี้อาการกลัวอสูรวิญญาณกำเริบ ถานเฉินซีถอนหายใจเสียงเบา ไม่คิด เลยว่าเพลงนั้นจะคลายคอขวดของพลังเขาได้จริงๆ ตอนที่ได้ฟังเพลงจะเพิ่มพูน พลังได้จริงๆ เหรอ? อสูรวิญญาณร้องเพลงแล้วได้ผลแบบนี้รึเปล่า? อสูรวิญญาณ นี่ยอดไปเลย
ถ้าไม่ใช่ว่าจิ้งจอกทิเบตรูมเมตปัญญาอ่อนเกินไป ถานเฉินซีคิดว่า บางทีเขา ก็ไม่อยากจะกลัวการเป็นอสูรวิญญาณแน่
*
บนเรือลำเล็ก เสือดาวหิมะผู้กำลังถูก AI ลักลอบนำเข้าผ่านระดับต่างๆ และพยายามขยับตามเสียงเพลง ท่านอาร่าเริงมากเลย คอยก่อนเถอะ! เขาจะไป หาเดี๋ยวนี้แหละ!
แม่งเอ๊ย! ทำไมต้องเจอคนที่แอบตามเขาทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู ด้วยนะ? ทำไมถึงยากเย็นนัก! ท่านอา! รอด้วย รอให้เขากำจัดคนที่ตามมาและหนี ไปได้ก่อน! เสือดาวหิมะกำอุ้งเท้าและสะบัดหางอย่างมีความสุขเหมือนหมา
*
ตอนที่เสียงดนตรีดังขึ้น จิ้งจอกแดงก็ก้าวขึ้นเวที
เขายืนบนขาหลังเหมือนเป็นมนุษย์สองขาหลังเหยียบพื้น และหมุนตัวสาม ร้อยองศาและหกสิบอกศาอยู่กับที่ โย่ๆๆ ลุกขึ้นมา! ช่างโดดเด่นและสง่างาม จิ้งจอกตัวนี้ไม่รู้มันทำให้เขาเบื่อหน่าย!
หมิงโหย่วเกือบร้องเพลงเพี้ยน พระเจ้า! จิ้งจอกของเขาเต้นฮิบฮอบได้ ด้วย!
จิ้งจอกแดงตัวโตเงยหน้า สะบัดหางและสามารถเต้นรูปแบบสมัยใหม่ เมื่อ เกี่ยวกับการเต้นรำ เขาก็คืออัจฉริยะ!
กวางทั้งสองตัวทำตาม พวกเขายืนขนาบสองข้างของจิ้งจอกแดง ถึงแม้จะ ทำการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนเหมือนเจ้าจิ้งจอกตัวโตไม่ได้การกระโดดโลดเต้นก็เต็ม ไปด้วยจังหวะหนักหน่วงและดูเปี่ยมพลังงาน
ลิงเหลืองถอนหายใจและต้องเข้าร่วมการเต้นในระหว่างจุดไคลแม็กของ เพลง เขาเปลี่ยนสร้อยข้อมือเป็นตะบองทองคำ สีหน้าเปลี่ยนไป และขยับตัวอย่าง จริงจัง รูปลักษณ์ตระหง่านนั้นคล้ายกับเหยียบพระอาทิตย์ขึ้นอย่างที่หมิงโหย่วเคย พูดถึงจริงๆ
ลิงเหลืองกับจิ้งจอกแดงให้ความร่วมมือกัน คนหนึ่งใช้หางเต้น ส่วนอีกคน เต้นพร้อมตะบอง พวกเขาร่วมมือกันอย่างรู้ใจ และเต้นรำราวกับกำลังต่อสู้และ กวางทั้งสองก็เต้นสลับกันไปมา บรรเทาบรรยากาศ ทำให้การเต้นดูแผ่วเบาและ ปราดเปรียว
หลังจากร้องเพลงแล้ว หมิงโหย่วกับอสูรวิญญาณทั้งสามก็ร้องซ้ำเป็นรอบที่ สองทันที
จิงโจ้สวมถุงมือและเข้าร่วม "การต่อสู้" ถุงมือเปลี่ยนเป็นนวมมวย และ จิงโจ้สีครามก็ต่อย เตะ แค่ไม่กี่ครั้ง ทุกการโจมตีนำมาซึ่งเสียงลมหวีดวิว
ลิงเหลืองดูจริงจังมาก และการเต้นรำก็ดูมีพลังงานเยอะมากขึ้น
จิ้งจอกแดงตัวโตดันหน้ากาก และมีการหมุนควงในฉาก เขาจะไม่พ่ายแพ้ ในการเต้น!
*
ดาวเคราะห์ใบเมเปิล ในสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้งดงาม หางของจิ้งจอก แดงวางนิ่งอยู่บนศาลาเยือกแข็ง
น้องชาย เกิดอะไรขึ้นกับนาย นาย นาย? การเต้นนี่มันอะไร? งานหยาบ เกินไปแล้ว! มันสง่างามแต่ก็ไม่สง่างาม แต่หลังจากหางของเซียนเว่ยแข็งทื่อ ก็อด เคาะพื้นไปตามเสียงดนตรีไม่ได้
ใช่แล้ว เขาคันกรงเล็บยิบๆ จิ้งจอกแดงเห็นว่าน้องชายที่สวมหน้ากาก กระโจนหกคะเมนตีลังกาอย่างยากลำบาก ก็อดคันยิบๆ ในใจไม่ได้เขาวิ่งไปเปิด มิติในสวน กระโดดขึ้นพร้อมเสียงดนตรีไปด้วยกัน
หนึ่งครั้ง สองครั้ง ความคิดของเซียนเว่ยวางเปล่า และไม่ได้จงใจควบคุม ตัวเอง แต่การเคลื่อนไหวเต้นรำกลับคล้ายคลึงเซียนหลัวมากขึ้นเรื่อยๆ
*
ในห้องไลฟ์สตรีม จิ้งจอกแดงก็ได้สติขึ้นมาในทันทีเขาไม่ได้หยุดเต้นรำ เซียนหลัวเกิดความรู้สึกลึกลับ คลื่นพลังงานที่ดีและไม่คุ้นเคยผันผวนจากระยะ ไกล พยายามเชื่อมต่อกับเขา
การเชื่อมต่อนี้ราวกับมีอยู่มาตั้งแต่เกิด พวกเขาควรจะเป็นหนึ่งเดียว ปาก เซียนหลัวยกเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ยแต่ก็เศร้าโศก เขารู้ว่าความรู้สึกนี้การเชื่อมต่อ พลังงานนี้คืออะไร
พี่ชายกำลังเฝ้าดูเขา และบางทีคงกำลังเต้นอยู่กับเขา พวกเขาถูกแยกกันตั้ง แต่ยังเด็กมาก ในฐานะฝาแฝด ความรู้สึกของแต่ละคนต่างไม่เท่ากับพี่น้องธรรมดา ในครอบครัวอื่น
แต่ตอนนี้พวกเขาเต้นด้วยกันอีกครั้งในอวกาศแสนห่างไกลอย่างไม่เกิดขึ้น มาตั้งแต่สมัยพวกเขายังเด็ก
======
Chapter 43 จิตใจของเจ้าจิ้งจอกแดง
ตอนที่การไลฟ์สตรีมสิ้นสุด ครั้งนี้หมิงโหย่วมอบซองน้ำซอสหนึ่งพันถุง
ตราบใดที่มีวัตถุดิบสำหรับเครื่องปรุงรส หุ่นยนต์สามารถสร้างอาหารออก มาได้แน่ ถึงแม้เมื่อเทียบกับเครื่องปรุงที่หมิงโหย่วทำด้วยตัวเองแล้ว เครื่องปรุงที่ หุ่นยนต์ทำขึ้นมาจะขาดพลังเพิ่มเติมของผู้ฝึกอสูรวิญญาณ กลิ่นและสารอาหารจะ ด้อยกว่าหน่อย แต่สำหรับอสูรวิญญาณในสหพันธ์ดวงดาวแล้ว มันก็เอร็ดอร่อย
และมีสารอาหารมากเพียงพอแล้ว
ครั้งนี้ผู้ชมที่ชนะจะได้รับแบบสอบถาม พวกเขาต้องกรอกแบบสอบถาม และอัปโหลดเพื่อให้ได้รับถุงน้ำซอสพิเศษที่หมิงโหย่วทำขึ้นมาเอง
ซอสพิเศษที่หมิงโหย่วทำเองมีทั้งหมดหนึ่งพันซอง และจะถูกจับฉลากใน ช่วงเวลาสิ้นสุดการส่งแบบสอบถามสำหรับสำรวจ และสมาชิกผู้ชมที่ชนะจะได้รับ ของขวัญชิ้นนี้
ผู้ชมตื่นเต้นมาก ครั้งนี้ได้ประโยชน์ครั้งใหญ่มาก ผู้ชนะในครั้งนี้อาจได้รับ สองรางวัล! ครั้งนี้พวกเขาต้องถูกจับชื่อให้ได้
*
จิ้งจอกทิเบตใช้อุ้งเท้าน้อยสองข้างรองใต้ศีรษะ ใช้พุงขนาดใหญ่ยันตัวลุก ขึ้น และพยายามเบิกตากว้างเพิ่มความน่ารัก โอ้รูมเมต ฉันขอซองซอสได้ไหม! เขาจะเตรียมเนื้อสัตว์ป่าคุณภาพสูงกับเชฟที่เก่งกาจเอง นายแค่ต้องเตรียมซอสกับ ซองเครื่องปรุงเท่านั้น!
ปากของถานเฉินซีกระตุกยิกๆ เจ้าจิ้งจอกน่าตายนี่อยู่กับเขาเพื่ออะไร? ปลา คาร์ฟ? อสูรวิญญาณไม่มีร่างปลาสักหน่อย พอถานเฉินซีถูกจับฉลากได้อีกครั้ง เขา ก็เงียบไป หรือร่างอสูรวิญญาณเขาจะเป็นปลาคาร์ฟจริงๆ? ปลาคาร์ฟขนยาวดูน่า ขยะแขยงมากนะ
*
หลังจากต้อนรับจิงโจ้สีครามแล้ว หมิงโหย่วกับคนอื่นๆ ก็เดินทางไปยัง สถานที่ต่อไป หมิงโหย่วพบว่าสภาวะจิตใจของจิ้งจอกน้อยดูไม่ดีเอาเสียเลย
เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะการตั้งวงดนตรีเมื่อวาน หรือบาดแผลมีภาวะแทรกซ้อน กันแน่ ตั้งแต่ไลฟ์สตรีม จิ้งจอกแดงตัวน้อยก็รักษาสติเอาไว้ได้เกือบตลอด จิ้งจอก แดงที่ได้สติแล้วมักจะเงียบขรึมและสุภาพแต่หมิงโหย่วยังสัมผัสถึงความซึมเศร้า จากคลื่นพลังแห่งจิตใจได้
ตอนแรกหมิงโหย่วแสร้งทำเป็นไม่รู้ถึงสภาพทางจิตใจของเจ้าจิ้งจอก และ ทำอาหารพิเศษมากมายให้จิ้งจอกแดงเพื่อให้อีกฝ่ายมีความสุข ต่อมาพอเห็นว่า กระทั่งอาหารก็ทำให้เจ้าจิ้งจอกน้อยรู้สึกดีขึ้นบ้างไม่ได้เขาเลยถามเหตุผลของ อารมณ์ซึมเศร้าของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
จิ้งจอกแดงหัวเราะ : "หมิงโหย่ว อย่าเขินเลย ฉันไม่โกรธหรอก"
หมิงโหย่วทำหน้าบึ้งและเกาหัวแกรกๆ
เจ้าดำกับคนอื่นๆ สังเกตเห็นว่าเจ้าจิ้งจอกอารมณ์ไม่ดีแต่พวกเขา บอกหมิงโหย่วว่าไม่ต้องกังวลปัญหาเล็กๆ น้อยๆ นี้จิ้งจอกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ได้แต่หมิงโหย่วคิดว่า แม้แต่อาหารอร่อยๆ ก็ยังทำให้เรดรู้สึกดีขึ้นไม่ได้เลย สถาน การณ์นี้จะต้องร้ายแรงจริงๆ แน่
เจ้าแมวดำเลียอุ้งเท้าและปรายตามองหมิงโหย่ว : "งั้นก็ไปถามสิอย่ามาว่า ฉันแล้วกันที่ไม่เตือนนายตอนที่หมอนั่นหงุดหงิด"
จิ้งจอกน้อยได้ยินว่าหมิงโหย่วพูดถึงคำใส่ร้ายของเจ้าแมวดำ บอกว่าเขาจะ ต้องลงมือแน่ หลังจากหงุดหงิดและขว้างปาลูกบอลไฟแล้วก็พูดอย่างอับจนหนทาง : "ต่อหน้าพวกนายฉันอารมณ์ร้ายนักรึไง?" เขาชะงักและเสริม : "ตอนเป็นเด็กไม่ นับนะ"
หมิงโหย่วกอดจิ้งจอกแดงน้อย ลูบหูและว่า : "เจ้าดำนิสัยไม่ดีเองต่างหาก เขาคิดว่าคนอื่นจะนิสัยไม่ดีแบบตัวเอง... โอ๊ะ!"
เจ้าแมวดำใช้หางตบแขนหมิงโหย่ว : "นายพูดเรื่องแย่ๆ เกี่ยวกับฉัน พร้อม จะนอนคนเดียวแล้วใช่ไหม?"
หมิงโหย่วหยุดคำบ่นทันทีเจ้าดำชอบเอาเรื่องเดิมๆ มาข่มขู่อยู่เรื่อย ไม่มี อะไรใหม่เลย เจ้าแมวดำแค่นหัวเราะ ถึงยังไงมันก็ใช้ได้แหละน่า
"ไปๆๆ ฉันจะคุยกับเรด คนที่ผ่านมาก็ไปซะทีสิ" หมิงโหย่วบอกไม่ให้อยาก รู้อยากเห็น และไล่อสูรวิญญาณตัวอื่นๆ ไป "เสี่ยวเทียน ช่วยฉันกางบาเรียกั้นเสียง เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นแอบฟังหน่อยสิ"
เสี่ยวเทียนฉายภาพโฮโลกราฟิกยกนิ้วโป้งให้จากนั้นก็หยุดฟังคำสั่งของเจ้า แมวดำ
อาเธอร์ : ??? เจ้าเอไอนี่ก่อกบฏเหรอ ช่วยไม่ได้เอาไปบริจาคแล้วกัน :)
"เอาล่ะ เรด ตอนนี้ช่วยปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นต้นใหม่ในใจเธอและ ระบายออกมาได้มากเท่าที่ต้องการเลย ถึงแม้ฉันจะไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อเธอได้บ้าง ฉันก็ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการพูดคุยกับเธอได้นะ" หมิงโหย่วนั่งลงบนเก้าอี้ และวางเรดลงบนโต๊ะ นั่งเผชิญหน้ากันด้วยสีหน้าจริงจัง
จิ้งจอกแดงตัวน้อยนั่งยองอยู่บนโต๊ะ ยกอุ้งเท้าน้อยๆ ขึ้นมาปิดปากและยิ้ม อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดว่า "โอเค" เขาไม่บอกสหายร่วมรบเรื่องอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ แน่ แต่ถ้าเป็นผู้ฝึกอสูรวิญญาณคนนี้ก็คงไม่เป็นไร
"ฉันมีพี่ชายฝาแฝดที่มีความสัมพันธ์เลวร้ายต่อกันมาก" ตอนนี้เขาตัดสินใจ เล่าให้ฟังทั้งหมด จิ้งจอกน้อยพูดออกมาตรงๆ โดยไม่เสแสร้งแกล้งทำ "หลังจาก หายดีฉันอยากแก้ไขความสัมพันธ์กับเขา แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี"
หมิงโหย่วพูดอย่างมีอารมณ์ร่วม : "แสดงว่าเรดเองก็มีพี่ชายเหมือนกัน ฉัน เองก็มีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง ฉันเองก็อยากแก้ไขความสัมพันธ์กับเขาเหมือนกัน แต่ฉัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ชายฉันคือใคร"
จิ้งจอกแดงตัวน้อยเอียงหัว : "ไม่รู้ว่าใครงั้นเหรอ?"
หมิงโหย่วหงุดหงิด : "พี่ชายฉันอายุเยอะกว่าฉันหกปีตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคย เจอเขาเลย และไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาด้วย แต่ทุกคนในตระกูลถานบอกว่าพี่ชาย เกลียดที่ฉันทำให้คุณแม่ตาย เขาเลยไม่มาหาฉัน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราไม่ดี ใช่ไหม?"
"ถึงแม้ฉันจะอยากเจอพี่ชายที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่ตอนนี้... ช่างเถอะ ฉันไม่ใช่ถานเฉิงเกิงอีกแล้ว การเจอกับเขาจะทำให้เกิดปัญหาระหว่างเราทั้งคู่ก็เท่า นั้น" หมิงโหย่วพูดอย่างเขินอาย "ขอโทษนะ ทำไมฉันถึงเริ่มพูดเรื่องตัวเองล่ะเนี่ย เธอพูดต่อเถอะ"
แมวดำเฝ้าประตูและส่งข้อความให้บอกว่าเขาควรจะเป็นต้นไม้ในจิตใจอีก ฝ่าย เขาต้องบอกอีกฝ่ายทันทีว่าตัวเองก็เป็นเหมือนกัน หรือไม่ก็แย่ยิ่งกว่าอีก เพื่อ ให้สามารถสะท้อนจิตใจและบรรเทาอารมณ์ของอีกฝ่ายได้
หมิงโหย่วปฏิบัติตามคำแนะนำของอาจารย์แมวที่อยู่นอกประตูอย่าง เคร่งครัด คำแนะนำของเจ้าแมวดำได้ผลดีมาก หลังจากได้ยินว่าหมิงโหย่วเป็น เหมือนตัวเอง แย่ไม่น้อยไปกว่าเขา ความอายของจิ้งจอกแดงก็จางหายไปมาก ทุก คนต่างก็มีปัญหา ดังนั้นการพูดคุยกันไม่ควรเป็นเรื่องน่าอาย
"ครอบครัวเราเป็นตระกูลนักเต้นระบำ การสั่งสอนในตระกูลเข้มงวดมาก และการปฏิบัติต่อลูกหลานก็เคร่งครัดมากเช่นกัน" จิ้งจอกแดงตัวน้อยค่อยๆ จมลง สู่อดีต
ตอนที่เซียนหลัวยังเด็กมาก เขาแสดงออกถึงพรสวรรค์ในการเต้นระบำที่ โดดเด่น ไม่ว่าการขยับตัวเต้นรำแบบไหน ขอแค่ได้ดูสักครั้งก็สามารถลอกเลียน แบบด้วยท่าทางถูกต้องได้
ด้วยอายุเท่านี้ประสบการณ์และอารมณ์การเต้นรำของเซียนหลัวเต็มเปี่ยม จิตวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวล่วงหน้า หรือแม้แต่การมี ดนตรีประกอบ การเต้นรำคือภาษาที่เขาใช้ในการแสดงอารมณ์ออกมา
ตอนที่เห็นผีเสื้อสีสันสดใสเริงระบำอยู่ท่ามกลางดอกไม้ตอนที่เห็นดวงดาว ส่องประกายระยับท่ามกลางแสงจันทร์พร่างพราย และตอนที่เห็นผู้คนเดินสวนกัน ไปมาในตลาด เซียนหลัวสัมผัสได้ถึงบางอย่างและสามารถเก็บมาใช้ในการฝึกได้
ในทางกลับกัน พี่ชายเขา เซียนเว่ยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อันที่จริงพี่ชาย เขาก็เป็นอัจฉริยะในการเต้นรำเช่นกัน แต่ความอัจฉริยะของพวกเขาก็ยังมีระยะ ห่าง และเพราะพี่ชายเขาเป็นอัจฉริยะเหมือนกันเลยเข้าใจระยะห่างที่มีกับเซียนหลัว
ตอนที่ทั้งสองคนเต้นด้วยกันเป็นครั้งแรกในสมัยเด็ก เซียนเว่ยเต้นไปได้แค่ ครึ่งทางและไปต่อไม่ไหว ความรู้สึกของเซียนเว่ยพังทลาย เขายืนอยู่บนเวทีเดียว กันกับเซียนหลัวไม่ได้ตั้งแต่นั้นมาทั้งสองคนก็แยกห่างกัน ดูเหมือน "ความเสีย ใจ" ที่ตกค้างอยู่กับเซียนเว่ยจะก่อตัวเป็นกำแพงสูงระหว่างทั้งสองคน
"เซียนเว่ยเองก็เป็นอัจฉริยะ น่าเสียดายที่เขาไม่น้องชายที่มีพรสวรรค์"
"การเต้นของเซียนเว่ยงดงามมากอย่างเห็นได้ชัด แต่พอมาเทียบกับเซียน หลัวแล้วก็แค่งั้นๆ แหละ"
"ถ้าเซียนเว่ยไม่เหมือนเซียนหลัว ด้วยพรสวรรค์ของเขา ตอนนี้เขาก็คงไม่ เป็นแบบนี้"
"น่าสงสาร ช่างน่าสงสารจริงๆ ถึงแม้เขาจะเต้นระบำได้ดีพอมองไปที่ใบ หน้านั้นฉันก็คิดถึงเซียนหลัว จากนั้นฉันก็ทนไม่ไหว"
ความอิจฉา ในเสียงของเหล่าผู้ชม เซียนเว่ยปฏิบัติต่อเซียนหลัวราวกับอีก ฝ่ายเป็นศัตรูทีละนิด ถ้าไม่มีเซียนหลัว คำชื่นชมพวกนั้นก็จะเป็นของเขาทั้งหมด ครั้งหนึ่งตอนที่เซียนเว่ยที่ยังเป็นเด็กตะคอกใส่เซียนหลัวน้อย
"ตอนที่ยังเด็กฉันดูถูกเขาไปเยอะมาก" จิ้งจอกน้อยนอนบนโต๊ะ พร้อมอุ้ง เท้าที่รองใต้คาง จมอยู่ในความทรงจำ "ฉันก็แค่เต้นได้ดีฉันแค่หน้าตาดีฉันก็แค่ดี ไปหมดทุกอย่าง นายน่าเกลียดที่มาเกลียดชังฉัน"
"เห็นได้ชัดว่ามีใบหน้าแบบเดียวกัน แต่มีความน่าเกลียดน่าขยะแขยงอยู่ ภายใน ฉันรับเรื่องนี้ไม่ได้ดังนั้นเลยปฏิบัติกับเขาด้วยความเกลียดชัง ต่อมาฉัน เห็นว่าเขาถูกเหน็บแนมในทุกหนทางและไม่ยอมแพ้ตอนที่เต้นรำ ฉันรู้สึกดีขึ้นกับ เขานิดหน่อย อย่างน้อยเขาก็ยังรู้ว่าต้องพยายามยังไง"
"แต่ฉันคิดว่าทิศทางในการพยายามของเขามันผิด เขาให้ความสนใจราย ละเอียดมากเกินไป หวังจะแสดงสิ่งที่คนอื่นเหน็บแนมว่าเขาทำได้ดีฉันเข้าใจว่าเขา ถูกคนอื่นปฏิเสธ ดังนั้นเลยกลัวที่จะทำสิ่งใหม่ๆ เขาแค่หวังว่าจะเต้น 'ผิดพลาด อิสระ' และไม่กล้าที่ก้าวข้ามแอ่งน้ำ"
"มันไม่ใช่ความผิดของเขา ตอนที่ทุกอย่างเข้มงวด คลื่นถ้อยคำหยาบคาย จะถักทอเป็นกรงที่มีหนามแหลม กักขังหัวใจเขาไว้ดังนั้นการเต้นของเขาเลยทำได้ แค่ในกรงเล็กๆ นั่น"
"ฉันชอบการเต้นรำ แต่การเต้นรำไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับฉัน ฉันมีอะไร อย่างอื่นอีก สิ่งที่ฉันรัก อย่างเช่นสหพันธ์ดวงดาว การเต้นรำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ ชีวิต เป็นแค่ภาษาที่ฉันใช้สื่อสาร ฉันไม่ต้องการอยู่บนเวทีหรือว่าทำงานเป็นนักเต้น รำ ไม่ว่าที่ไหนและเมื่อไหร่ ตราบใดที่ฉันต้องการจะเต้นก็สามารถเต้นได้ทันที"
"ดังนั้นฉันเลยโยนเกียรติยศทิ้ง ต่อต้านความหวังของตระกูล และเข้าสู่ สงคราม การเต้นเป็นทุกสิ่งสำหรับเขา เขาต้องการอยู่เหนือฉันมาตลอด แต่ฉันละ ทิ้งเวทีไปแล้ว บางทีในใจเขา นี่คงจะเป็นการดูถูกเขาเช่นกัน" จิ้งจอกแดงถอนหาย ใจ "ฉันรู้สึกถึงการเชื่อมต่อที่จางหายไปนานในระหว่างการไลฟ์สตรีม ในฐานะฝา แฝดที่มีอสูรวิญญาณแบบเดียวกัน ฉันรู้สึกถึงความรู้สึกของเขาและฉัน มันสะท้อน ออกมา"
"ฉันคิดว่า เขารู้รึเปล่านะ? เขาออกจากกรงและไม่สนพวกข่าวลือได้รึยัง? ฉันอยากคืนดีกับเขาแต่ไม่รู้ว่าการคืนดีครั้งนี้มันสำคัญสำหรับเรารึเปล่า?" เซียนหลัว ไม่ได้พูดกับพี่ชายมาเกือบสามสิบปีแล้ว ช่วงเวลาสามสิบปีและการคืนดีก็ดูน่าขัน นิดหน่อย ถ้าคืนดีกันแล้วยังไง? เพราะสถานะและสถานการณ์ของพวกเขา พวกเขา อาจแยกห่างกันต่อ ไร้ความหมาย
"อืม เพราะฉันไม่มีโชคที่จะได้อยู่ร่วมกับครอบครัวดีๆ สิ่งที่ฉันคิดว่าไม่ถูก ต้องก็เป็นแค่ความคิดของฉันเอง" หมิงโหย่วรับฟังเงียบๆ และหลังจากเซียนหลัว พูดจบเด็กหนุ่มก็กระซิบเสียงเบา "ความสำคัญขึ้นอยู่กับตัวเอง แม้แต่สมาชิกครอบ ครัวที่มีความสัมพันธ์ดีต่อกันก็อาจไม่ได้อยู่ด้วยกันในยามเติบโตขึ้น ดังนั้นบางที เธอคงไม่ต้องกังวลเรื่องอนาคตมากเกินไป? การคืนดีเป็นแค่การชดเชยความเสีย ใจ"
"ถ้าเป็นฉัน ฉันจะต้องขอให้อีกฝ่ายอธิบาย ไม่ว่าอีกฝ่ายจะอยากคืนดีกับ ฉันรึเปล่า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะอยากอยู่ด้วยกันหลังจากคืนดีรึเปล่า ฉันแค่ทำในสิ่งที่ อยากทำ"
หมิงโหย่วลูบหัวจิ้งจอกแดงตัวน้อย : "ถึงเธอจะทะเลาะกับอีกฝ่าย แต่ก็ดี กว่าเก็บมันไว้นะ ฉันคิดว่าเธอสามารถสู้กับพี่ชายได้ "ถ้าเธอไม่อยู่แล้ว…" มันคือ ความจริงแต่มันก็เจ็บปวด แน่นอนว่าหลังจากทะเลาะกันแล้ว เธอจะได้หาตัวคนไม่ ดีที่ยุยงให้เด็กสองคนแยกจากกันได้ผู้ใหญ่พวกนี้ไม่รู้วิธีการเลี้ยงเด็กจริงๆ พวก เขากล้าไม่ให้ความร่วมมือเหรอ? เรียนรู้จากกันและกัน พวกเธอไม่ได้โตขึ้นมาด้วย กันไม่ใช่เหรอ?"
"อะแฮ่ม ถึงแม้เธออาจไม่ชอบที่ได้ยินแบบนี้ฉันคิดว่าพ่อแม่เธอเป็นปัญหา มากจริงๆ ถ้ามีใครพูดคำพูดพวกนี้กับอสูรวิญญาณของฉัน ฉันจะต่อยแรงๆ ใส่ พวกนั้นเลย พวกเขายังปล่อยให้คนอื่นมาพูดเรื่องไร้สาระเพื่อปลุกปั่นความสัมพันธ์ ระหว่างเด็กสองคนได้ยังไง?"
"ฝาแฝดมีชะตาที่น่าอัศจรรย์จิ้งจอกน้อยน่ารักที่ดูเหมือนกันเป๊ะ ต่อให้ไม่ ทำอะไรแค่ยืนอยู่ด้วยกัน ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวใจผู้คนระเบิดออกมาได้คนนิสัย ไม่ดีพวกนั้นที่พูดไม่ดีกับคนอื่นหรือแม้แต่ยุแหย่ความไม่ลงรอย... อสูรวิญญาณ นิสัยไม่ได้เหรอ? คนพวกนั้นไม่มีหัวใจ!" หมิงโหย่วยกหมัดและพูดอย่างเกรี้ยว กราด : "ถึงยังไงเด็กก็ไม่รู้เรื่อง พวกเธอสองคนมีความสัมพันธ์ต่อกัน ไม่สิมันเป็น ความผิดของพวกตัวโตนิสัยไม่ดีทั้งหมดเลย!"
ตอนแรกจิ้งจอกแดงนอนทับอุ้งเท้า เอียงหัวและมองหมิงโหย่วพูดอย่าง เดือดดาล จากนั้นเขาก็ยิ้มออกมาก "ใช่แล้ว เป็นความผิดของคนพวกนั้นทั้งหมด เลย ฉันคิดว่าคนพวกนั้นริษยาฉันกับพี่ชาย"
"ใช่เลย พวกนั้นริษยาเธอ! ปากของพวกนั้นราคาถูก พวกนั้นเต้นกับ เธอรึเปล่า? คนที่พูดกำลังบอกใบ้เธออยู่ใช่ไหม?" หมิงโหย่วกำหมัดยกต่อ โกรธจน เหมือนปลาปักเป้า "ในฐานะผู้ใหญ่ ไม่ควรเปรียบเทียบเด็ก พวกนั้นพ่นคำพูดแย่ๆ ออกมา! ตีเลย!"
จิ้งจอกแดงน้อยเหยียดตัว นอนด้วยท่าทางเกียจคร้านบนโต๊ะ : "เจ้าชายก็ ตรัสอะไรที่คล้ายกับนาย"
หมิงโหย่วยกยกหมัดอยู่แต่แปลกใจ : "เจ้าดำ? เขาพูดอะไรเหรอ?"
จิ้งจอกว่า : "เจ้าชายตรัสว่า พี่ชายทำแบบนี้ไม่ได้ตอนที่คนอื่นยุแยงให้ แยกจากกัน ควรจะวิ่งไปตีคนคนนั้นสักสองสามทีจากนั้นก็ล้มตัวกระแทกพื้น กลิ้ง ตัวไปมาและร้องไห้บอกว่าคนคนนั้นสนับสนุนให้พี่น้องตีกัน ถ้าทำแบบนี้สักสอง สามครั้ง จะไม่มีใครกล้าพูดเรื่องไร้สาระต่อหน้านายอีก"
หมิงโหย่ว : "..." เขาลดหมัดลง ครุ่นคิด : "แข็งแกร่งมากเลย"
"ถึงแม้จะน่าอาย ถ้าตอนนั้นฉันทำแบบนั้นจริงๆ มันน่าจะช่วยได้นิดหน่อย นะ" จิ้งจอกแดงน้อยกลิ้งไปกลิ้งมาบนโต๊ะและว่า "อยู่กับเจ้าชายนี่ดีจริงๆ นายไม่ ต้องกังวลเรื่องพวกนี้เลย"
"และฉัน" หมิงโหย่วตบหน้าอกตัวเอง "ฉันด้วย ดีมากเลย! ฉันจะทำอาหาร อร่อยเยอะๆ ตอนที่เธอไปเจอพี่ชาย ฉันจะทำอาหารมื้อใหญ่ เพื่ออาหารที่ เอร็ดอร่อย เขาจะต้องมาแน่!"
"เธอบอกว่าอสูรวิญญาณคนอื่นมีอาหารไม่พอกินไม่ใช่เหรอ? ไม่ว่าจะมี ความเข้าใจผิดใหญ่แค่ไหน การเติมกระเพาะอาหารให้เต็มก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่ เหรอ?" หมิงโหย่วเริ่มจิบน้ำ เพื่ออสูรวิญญาณของตัวเอง ใช้การข่มขู่นิดหน่อยก็น่า จะไม่เป็นไรใช่ไหม?
"อืม ถ้าเขาไม่มา ฉันจะไม่เอาอาหารอร่อยๆ ให้เขา" จิ้งจอกแดงยิ้มและปัด ป่ายหางอยู่บนโต๊ะ
"ถูกต้องเลย" หมิงโหย่วพูดพร้อมรอยยิ้ม "ยังเศร้าอยู่รึเปล่า?"
"ตอนแรกฉันไม่ได้เศร้าหรอก แต่เขาดูการไลฟ์สตรีและสะท้อนอารมณ์มา ถึงฉัน มันเป็นเลยกะทันหันนิดหน่อย" จิ้งจอกแดงตัวน้อยตกใจ เขาลุกจากโต๊ะ สะบัดขน และว่า "เขาเต้นกับฉันจริงๆ"
หมิงโหย่วช่วยสางขนให้จิ้งจอกแดงขณะพูดว่า : "ฉันอยากเห็นพวกเธอเต้น ด้วยกันจริงๆ มันต้องสุดยอดมากแน่ๆ!" สุดยอด? ยอดเยี่ยม? มันน่าจะงดงามไม่ ใช่เหรอ? จิ้งจอกแดงน้อยช่วยไม่ได้
สิ่งที่เขาไม่รู้คือภาพที่จิ้งจอกแดงเต้นรำปรากฏขึ้นในหัวหมิงโหย่ว หางขนาด ใหญ่ตัดผ่านหญ้าบนพื้นจนลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศ พร้อมจิ้งจอกตัวใหญ่อีกตัว เดาได้เลยว่าหญ้าจะถูกตัดจนโล่งเตียน มันน่าอัศจรรย์ไม่ใช่เหรอ? ถ้าพี่น้องอยาก เต้นรำด้วยกัน เขาต้องเลือกเวทีเปล่า และกวาดเช็ดเวทีจนสะอาดหมดจด
หลังจากหมิงโหย่วกับจิ้งจอกน้อยพูดเปิดใจกันจบ จิ้งจอกก็ฟื้นฟูเรี่ยวแรง ขึ้นมาทันทีการฟื้นฟูมากเกินไปหน่อย จิ้งจอกแดงที่ได้สตินั้นสุภาพและเงียบขรึม ตอนนี้นิสัยเขามีชีวิตชีวามากขึ้น เหมือนสมัยเด็กนิดหน่อย
เจ้าแมวดำที่ถูกลูกบอลไฟกระแทกหน้าเช็ดฝุ่นสีดำออกจากใบหน้าและว่า "กินยาผิดรึเปล่าเนี่ย? นายนี่นิสัยไม่ดีแบบนี้เหรอ?"
เซียนหลัวเป่าควันตรงอุ้งเท้าหน้า : "ฉันก็แค่คิด หมิงโหย่วพูดถูก ความสุข คือสิ่งที่สำคัญที่สุด พระองค์เป็นอสูรวิญญาณก็ไม่ควรยึดติดพันธนาการของการ เป็นมนุษย์อีกต่อไป"
เจ้าแมวดำ : "..." หมิงโหย่วเคยพูดแบบนี้เหรอ? หมิงโหย่วไม่เคยพูดสัก หน่อย! เพราะเด็กนี่ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ! เขาเริ่มกังวลขึ้นมาอีกครั้ง
"เซียนหลัว เราจะบอกหมิงโหย่วว่าเราเป็นมนุษย์ยังไงดี?" เจ้าแมวดำเลียหู "เขาจะรู้สึกโดนหลอกลวงและไม่สนใจเราอีกรึเปล่า?"
"เป็นไปไม่ได้ต่อให้หมิงโหย่วจะไม่สนใจเราหลังจากที่เรากลายเป็นมนุษย์ ตราบใดที่เราเป็นอสูรวิญญาณ เขาจะเกาะหนึบกับพวกเราทันที" เซียนหลัวยังมั่นใจ ในความงามของตัวเองมาก
"ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น..." เจ้าแมวดำเริ่มใช้จินตนาการ
อาเธอร์ : หมิงโหย่ว ฉันมีร่างมนุษย์ด้วยนะ
หมิงโหย่ว : เปลี่ยนกลับเลย!
เจ้าแมวดำเดาะลิ้นและกระแทกหัวลงกับพื้น กลายเป็นแถบผ้าแมวยาวและ หยุดนิ่ง การพัฒนาแบบนั้นไม่ดีเลยสักนิด!
"เจ้าดำ? ทำไมมานอนบนพื้นล่ะ? ไม่สบายเหรอ?" หมิงโหย่วที่เพิ่งเรียน เสร็จก็เห็นหนอนแมวอยู่บนพื้น และเป็นห่วงมาก วิ่งไปที่ห้องพยาบาลและตรวจร่าง กายเจ้าเหมียว เขากำลังจะพูดกับเจ้าแมวดำในขณะที่หมาป่านิสัยเสียที่อยู่ปลายทาง ก็หน้ากระตุกนิดหน่อย
"ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ได้เห็นหมิงโหย่ววิ่งไปมากับเรา ฉันก็รู้สึกไม่ดีนิดหน่อย" เห็นได้ชัดว่าเจ้าหมาป่าตัวโตถูกหมิงโหย่วที่กังวลเรื่องร่างกายมากเกินไปพามาห้อง พยาบาลด้วยเหมือนกัน
พูดเรื่องนี้แล้ว ตอนที่เขาหวนคืน หมิงโหย่วยกเขาขึ้นเหนือหัวเพราะเขาไป ขวางทางอีกฝ่ายเข้า แล้วถูกโยนทิ้งเหมือนเป็นขณะ ทำไมครั้งนี้ถึงยังเหลือความ ทรงจำตอนที่สูญเสียจิตใจอยู่อีก?! มันต้องเป็นความผิดของการได้รับสารอาหาร มากเกินไปแน่
"ดังนั้นต่อหน้าหมิงโหย่ว พยายามเป็นอสูรวิญญาณตัวน้อย ด้วยวิธีนี้นาย จะถูกโอบอุ้มไว้ในฝ่ามือ" เซียนหลัวพูดขณะที่สางขนหาง
หมาป่าสีเทา : "..." เขารู้สึกมาตลอดว่าภาพลักษณ์สหายร่วมศึกของเขาคนนี้ พังทลายไปแล้ว หรือว่าหลังจากที่ตัวเล็กลง จะส่งผลกระทบต่อร่างกายพวกเขา และนิสัยของพวกเขาจะขยับเข้าใกล้กับตอนที่ยังเป็นเด็ก?
หมาป่าตัวโตจำได้ว่าเขาตัวเล็กลง ก็มักอยากจะต่อสู้กับเจ้าหมีโง่ ดังนั้นเลย อดถอนหายใจอยู่ในใจไม่ได้เขาอยากตัวเล็กกว่านี้และถูกผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัว น้อยกอบกุมไว้ในมือ เขาจะได้ไม่ต้องทำงานอะไร? แต่ก็ยังอยากมีเกียรติอยู่นะ
จิ้งจอกน้อยดันหน้ากากและจ้องหางฟูฟ่องของหมาป่าอย่างมุ่งร้าย อยากมี เกียรติอะไร? นี่หมายความว่าเขาไร้ยางอายงั้นเหรอ? เขาอยากเผาหางหมาป่าให้ ไหม้เกรียมไปเลยได้ไหม?
หลังจากหมิงโหย่วแสดงรายละเอียดการตรวจร่างกายให้เจ้าแมวดำ เขาพบ ว่าอาการ "พลังงานส่วนเกิน" ของเจ้าแมวดำดีขึ้นมาก และสามารถถอดหน้ากากได้ แล้ว
"พลังงานในร่างกายเธอเสถียรมากขึ้นแล้ว และอีกไม่นานเธอจะได้ วิวัฒนาการแล้วล่ะ" หมิงโหย่วมองรายงานการตรวจที่เขาใช้คะแนนความรู้ปลดล็อก มา "ฉันไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปเป็นแบบไหน? เธอจะมีปีกรึเปล่า?" ในที่สุดหมิงโหย่วก็ บอกเจ้าแมวดำเรื่องการเปลี่ยนร่าง และถามว่าเคยมีตัวอย่างการวิวัฒนาการของเจ้า แมวดำรึเปล่า
ตอนที่ได้ยินเจ้าแมวดำเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า "การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย" เกี่ยวกับอะไร และรีบหยุดไว้โอ้เขาจะได้กลายร่างกลับสู่ร่างมนุษย์แล้วเหรอ อาการกลัวสังคมของหมิงโหย่วจะระเบิดออกมาแน่ เขาคิดไม่ออกเลยว่าจะ บอกหมิงโหย่วยังไงเพื่อให้อีกฝ่ายไม่ตกใจเกินไป นี่มันเป็นปัญหาใหญ่
ตอนนี้หมิงโหย่วแยกอสูรวิญญาณออกจากมนุษย์อาศัยว่า "มีดาวเคราะห์ อสูรวิญญาณกำลังรอฉันอยู่" เพื่อรักษาการมองโลกในแง่ดีในปัจจุบันไว้ถ้ารู้ว่าสิ่งที่ เรียกว่าอสูรวิญญาณคือมนุษย์ที่อีกฝ่ายหวาดกลัวที่สุด สิ่งที่เรียกว่าดาวเคราะห์อสูร วิญญาณคือสหพันธ์ดวงดาวทั้งหมด... อนิจจา นี่มันทำให้หัวไลเกอร์บวมขึ้นจริงๆ
หัวเขาโตพอแล้ว หยุดขยายใหญ่ทีได้ไหม? อารมณ์ของอาเธอร์ไม่ได้ดีขึ้น เลยตอนที่ได้เจอสหายร่วมรบคนใหม่ สหายคนใหม่ที่พวกเขาเจอในครั้งนี้คือแมว น้ำที่มีขนสีฟ้าอ่อน แมวน้ำกำลังนอนอยู่บนก้อนหิน อาบแดด และไม่แสดงอารมณ์ ตอนที่เห็นอสูรแปลกหน้าเข้ามาใกล้
"เกิดอะไรขึ้นกับหมอนั่น? หิวจนเป็นลมรึไง?" อาเธอร์ถามอย่างอารมณ์ไม่ดี
"เปล่า..." หมิงโหย่วอ่านอารมณ์ของเจ้าแมวน้ำสีฟ้าอ่อนและพูดว่า "เขา... เขากำลังขอความรัก"
อสูรวิญญาณที่มีสติอยู่ไม่กี่ตัว : "???"
หมิงโหย่วเห็นว่าเจ้าแมวน้ำสีฟ้าอ่อนสังเกตเห็นพวกเขา โดยไม่มีการต่อ ต้าน เขากล้าเดินไปข้างหน้า นั่งยองลงตรงหน้าแมวน้ำและพึมพำ สื่อสารด้วยภาษา ที่แตกต่างอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพูด : "เขาบอกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เปิดเผยหน้าท้อง รักแท้จะปรากฏ"
อะไรล่ะนั่น? แม้ว่าอีกฝ่ายจะเสียสติไป แต่หมอนั่นดันมีความประนี ประนอมทางจิตใจมากเกินไปใช่ไหม?!
======
Chapter 44 พันโทลูอิส รูธกลับเข้าร่วมทีมแล้วครับ
แมวน้ำสีฟ้าอ่อนยังคงนอนบนชายหาดริมทะเล พร้อมหงายหน้าท้องขึ้น ราวกับกำลังซึมซับองค์ประกอบแสงอาทิตย์เพื่อออกกำลังกาย องค์ประกอบของแสง อาทิตย์? อยู่ๆ หมิงโหย่วก็คิดถึงดินที่พบในอาณาเขตของบลูขึ้นมา
เพื่อหาสหายอสูรวิญญาณตนอื่นๆ พวกเขาไม่ได้อยู่ทำวิจัยตรงนั้นนานนัก หลังจากหาตัวอสูรวิญญาณเจอครบแล้ว เขาจะกลับมาทำการทดลองอีกครั้ง หมิงโหย่วเบนสายตาไปที่ชายหาดที่อยู่ใต้ตัวแมวน้ำสีฟ้าอ่อน หาดทรายแห่งนี้มีอะไร พิเศษรึเปล่านะ?
หมิงโหย่วลูบหัวแมวดำ : "เจ้าดำ เธอน่าจะลองนอนดูหน่อยไหม?"
เจ้าดำ : "???" เขาไม่ได้จะหาคู่สักหน่อย!!!
"ฉันเดาว่าหาดทรายนี่อาจมีผลลัพธ์พิเศษบางอย่างต่ออสูรวิญญาณน่ะ" หมิงโหย่วผลักดันต่อ
เจ้าแมวดำส่ายหัวพึ่บพั่บอย่างแรง เหมียวตัวนี้ขอปฏิเสธ เขามีขนสีดำที่ดูด ซับความร้อนได้เป็นอย่างดีดังนั้นการอาบแดดต้องทำให้รู้สึกไม่ดีแน่
หมิงโหย่วกอดหัวเจ้าแมวดำ : "เธอบอกว่าขนสีดำดูดซับความร้อนทุกครั้งที่ อยู่กลางแดดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ลองดูหน่อยสิ!"
แมวน้ำสีฟ้าอ่อนทำหน้าบูดบึ้งใส่หนึ่งคนหนึ่งแมว "อ๊าา เอ๊เอ๊" คนมีคู่ถอย ออกไปไกลๆ เลย!
มีคู่? หมิงโหย่วกับเจ้าแมวดำมองหน้ากัน จากนั้นก็จ้องแมวน้ำสีฟ้าอ่อน พร้อมกัน หมอนี่ขี้ใจน้อยจริงๆ!
"สโนว์วี่ เธอลองหน่อยสิ" เมื่อเห็นว่าตัวเองยุเจ้าแมวทะยานใหญ่ไม่ขึ้นแน่ หมิงโหย่วเลยต้องขอความช่วยเหลือจากหมีขั้วโลกแทน เจ้าหมีขาวเองก็ส่ายหัว ถ้า นอนบนทรายถือว่าเป็นการหาคู่ เขาไม่มีทางล้มตัวลงนอนแน่
หมิงโหย่วร้องขออีก ไม่มีใครอยากล้มตัวลงนอนเลย กระทั่งพวกก้อนขนที่ ยังไม่คืนสติก็ตาม พวกเขาแค่ความจำเสื่อม ไม่ได้ปัญญาอ่อนสักหน่อย ใครจะไป จีบเจ้าแมวน้ำนี่?
ดังนั้นหมิงโหย่วเลยต้องนอนลงด้วยตัวเอง ในฐานะผู้ฝึกอสูรวิญญาณ บาง ทีเขาคงสัมผัสถึงคลื่นพลังงานผิดปกติอะไรได้บ้างล่ะมั้ง? ถึงแม้ระบบจะบอกว่านี่ เป็นชายหาดธรรมดา แต่บางทีคงมีช่วงเวลาที่ระบบผิดพลาดได้เหมือนกันล่ะมั้ง?
ระบบ : ???
สุดท้าย หมิงโหย่วแตะใบหน้าที่ขึ้นสีเรื่อและยอมรับว่าระบบพูดถูก นี่เป็น หาดทรายธรรมดาปราศจากคลื่นพลังงานผิดปกติแม้สักนิด
แมวน้ำสีฟ้าใช้ครีบหน้าตบหมิงโหย่วเบาๆ น้องชาย อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไป เลย นายนอนอยู่ตรงนี้แค่แป๊บเดียวเอง การที่ไม่มีอสูรเข้าหาก็เป็นเรื่องปกตินอน ต่อเถอะ เดี๋ยวก็คงมีอสูรมาเข้าหาพวกเราเอง
"เธอนอนอยู่ตรงนี้มานานแค่ไหนแล้วเหรอ?" หมิงโหย่วถาม
แมวน้ำสีฟ้าถอนหายใจ : "อ๋าวว" สักปีนึงแล้วมั้ง
หมิงโหย่ว : "...หนึ่ง หนึ่งปี?"
แมวน้ำสีฟ้ายกหัวขึ้นมองท้องทะเลระยิบระยับ ใช่แล้ว ตั้งแต่ที่เขาได้ "สติ" ก็มายังชายหาดแห่งนี้หงายท้องเพื่อเกี้ยวพาใครบางคน ไม่กินไม่ดื่ม เขานอนอยู่ ตรงนี้ตลอดเวลา เปิดเผยหน้าท้องขนปุยเพื่อหาคู่
"เธอรู้ได้ยังไงว่าต้องมาหาคู่ที่นี่น่ะ?" หมิงโหย่วถาม
แมวน้ำสีฟ้าตัวใหญ่ตบหน้าท้องขนปุย รู้ยังไงเหรอ? เขาก็แค่รู้เท่านั้นเอง
"เจ้าแมวน้ำเคยมีคู่มาก่อนรึเปล่า?" หมิงโหย่วถามเจ้าแมวดำ "เป็นเพราะเขา เคยหาคู่ได้ด้วยวิธีนี้จิตใต้สำนึกเลยบอกให้รอให้คู่มาหาตัวเองรึเปล่า?"
เจ้าแมวใหญ่ยกอุ้งเท้าขึ้นเกาหูแรงๆ : "ฉันไม่เคยรู้เลยว่านี่คือการหาคู่"
"เธอไม่รู้เหรอ?" หมิงโหย่วงุนงง
"ไลท์บลูมีคนที่มีความสัมพันธ์คลุมเครือด้วย แต่ต่างคนต่างปฏิเสธเรื่อง ความสัมพันธ์ในเชิงโรแมนติก ถ้าหมอนี่พูดเยอะไป เดี๋ยวอีกฝ่ายจะกังวลและไม่พอ ใจ ดังนั้นฉันเลยไม่รู้ว่านี่จะนับว่าเป็นคู่รักรึเปล่า" เจ้าแมวดำใช้อุ้งเท้าสองข้างเกาหู "เป็นไปได้ที่ทั้งสองคนจะโอเคต่อกัน ไลท์บลูคงจะคิดถึงอีกคน"
หมิงโหย่วรีบปิดหูแหลมของเจ้าแมวดำ : "ทำไมถึงทำร้ายหูตัวเองแบบนั้น ล่ะ?"
"ไม่ได้ทำร้าย แค่ทำอะไรไม่ได้" ตอนที่มีปัญหา อาเธอร์มักอยากจะเกาหูอยู่ เรื่อย
"คนที่มีความสัมพันธ์คลุมเครือ..." หมิงโหย่วคาดเดาถึงความเป็นไปได้ที่ไม่ เหมาะสม เขาเอนตัวเข้าใกล้หูเจ้าแมวและกระซิบกระซาบ "เขาจากไปใน สงครามรึเปล่า?"
เจ้าแมวดำไม่ตอบ หูตั้งชั้นขึ้นมาเล็กน้อย หมิงโหย่วเบนความสนใจไปที่เจ้า หมีขาว หมาป่าเทา และจิ้งจอกแดงที่ได้สติแล้ว ทุกคนต่างหลบสายตา
หมิงโหย่ว : "งั้นตอนนี้ฉันควรทำอะไรดี?"
สัตว์ขนปุยมองหน้ากัน พวกเขาจะรู้ว่าควรจะทำอะไรได้ยังไงล่ะ?
"กลับกันก่อนแล้วกัน" หมิงโหย่วตัดสินใจล่าถอยชั่วคราว
สำหรับแมวน้ำสีฟ้าหัวรั้นที่อยู่กลางแจ้งมาเป็นปีใช้แค่คำพูดเกลี้ยกล่อม เพื่อให้มากับพวกเขาคงไม่พอ แต่ถ้าบอกความจริงกับอีกฝ่าย อย่าว่าแต่แมวน้ำสีฟ้า ที่สูญเสียความทรงจำจะเชื่อเลย... หมิงโหย่วจะปล่อยให้เกิดเรื่องน่าปวดหัวแบบนั้น ขึ้นไม่ได้
หมิงโหย่วยื่นเม็ดสารอาหารให้แมวน้ำ หลังจากแมวน้ำกินเม็ดสารอาหาร อย่างมีความสุขก็หันไปผึ่งพุงอาบแดดต่อ หมิงโหย่วหันกลับไปมองแมวน้ำสีฟ้าโง่ งม ภาวนาอยู่ในใจ หวังว่าอสูรที่อีกฝ่ายรออยู่จะรอคอยอยู่เหมือนกัน
ในรถบ้าน อสูรหนึ่งกลุ่มนั่งในห้องประชุมด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ไม่มีใครพูด ถึงภาพที่เห็น ทุกคนแค่นั่งเผชิญหน้ากันอย่างโง่งม จ้องหน้ากันมาหลายนาทีแล้ว
หมิงโหย่วไอค่อกแค่ก และพูดขึ้นว่า "อย่าหมดอาลัยตายอยากกันขนาดนั้น สิพวกเธอบอกว่าพวกเขายังไม่ยอมรับไม่ใช่เหรอ? บางทีเขาอาจกำลังคิดถึงอีกคนก็ ได้นะ"
"มันเป็นไปได้ไหมว่าหลังสูญเสียความทรงจำแล้ว พอเห็นสัตว์ตัวอื่นหาคู่ก็ เลยเกิดความคิดประหลาดๆ ขึ้นมา?"
หลังจากหมิงโหย่วพูดจบก็รู้สึกว่าไม่น่าเป็นแบบนั้น ด้วยความคิดแปลก ประหลาด อีกฝ่ายจะอยู่ในสภาพนั้นมานานขนาดนี้ได้ยังไง?
"งั้น... บางทีอาจจะเป็นคนอื่น? ถ้าเขารักอีกคนจริง ก่อนหน้านี้ทำไมถึงไม่ ยอมรับล่ะ?" หมิงโหย่วพูดอย่างอ่อนแรง
อาเธอร์ดึงหูและว่า : "บางทีคงเพราะหมอนั่นมันโง่"
เหยียนอี้แค่นหัวเราะและว่า : "บางทีคงเพราะหมอนั่นมันหยิ่งยโส"
หมีขั้วโลกพูดลอยๆ : "คนหนึ่งตามใจ ส่วนอีกคนก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา"
เซียนหลัวมองหมีขั้วโลก : "ดูเหมือนจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังสินะ?"
หมีขั้วโลกโน้มตัวเข้าไปหาอาเธอร์เกาหูกลมๆ แล้วพูดว่า "ฉันสนิทกับกู้ ไห่ กู้ไห่ชอบลูอิสจริงๆ แต่ลูอิสดันบอกว่าตัวเองชอบอสูรงามนมใหญ่ พ่อแม่ลูอิสก็ อนุรักษนิยม พวกเขาไม่ชอบลูกบุญธรรมและหวังว่าจะให้กำเนิดบุตรด้วยตัวเอง ดัง นั้นกู้ไห่เลยหวังว่าฉันจะช่วยเขาปกปิดได้"
"แต่ความรู้สึกของลูอิส... ฉันดูไม่ออก"
หมิงโหย่วพบว่าตัวเองไม่เข้าใจเลยสักนิด แสดงว่าอสูรวิญญาณเองก็ชอบ อสูรงามนมใหญ่ด้วยเหมือนกันงั้นเหรอ? คิดยังไงกับนมใหญ่ๆ? นั่นเป็นสาเหตุที่ อีกฝ่ายต้องผึ่งพุงงั้นเหรอ? ทำไมเขาถึงได้รู้สึกแย่ขนาดนี้?
กู้ไห่เป็นผู้ชายหรือว่าเป็นผู้หญิงหน้าอกแบนกันนะ? หรือว่าให้กำเนิดไม่ ได้งั้นเหรอ? เมื่อรู้สึกว่าตัวเองขาดความรู้ทั่วไป หมิงโหย่วเลยหุบปากเงียบและคอย ฟังอยู่ด้านข้าง ปล่อยให้อสูรวิญญาณที่สนิทกันออกความเห็นหาวิธีการแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาการประชุมกลุ่มครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับการแก้ ปัญหาเลยสักนิด แต่เป็นการคุยเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตาของคนอื่นซะมากกว่า
พวกเขาใช้อุ้งเท้ากึ่งปิดปากและมีคำว่า "ฉันเคยได้ยินมาว่า" บ้าง และ "มี ข่าวลือว่า" บ้างและสีหน้าก็ดูซุบซิบนินทาโดยแท้
จากบทสนทนาของขนปุยทั้งสี่ตรงหน้า หมิงโหย่วพอจะสรุปประวัติความ สัมพันธ์อันคลุมเครือระหว่างแมวน้ำสีฟ้ากับคู่รักได้
แมวน้ำสีฟ้ามีชื่อว่าลูอิส และคู่รักมีชื่อว่ากู้ไห่ กู้ไห่เป็นลูกบุญธรรมของ ตระกูลลูอิส อายุมากกว่าเขาสองปี
กู้ไห่เป็นคนสุภาพใจเย็น ในขณะที่ลูอิสมีชีวิตชีวามากกว่าและเอาแต่ใจเกิน ไปนิดหน่อย ถึงแม้นิสัยของลูอิสจะเปลี่ยนไปมากหลังได้เข้าร่วมกองทัพ แต่ต่อหน้า กู้ไห่ก็ยังทำตัวเป็นเด็กและต้องเดินตามกู้ไห่ต้อยๆ
ตอนที่ทั้งสองคนทะเลาะกัน ส่วนใหญ่เป็นลูอิสที่ก่อเรื่องไร้สาระเสียมาก กว่า แต่หลังจากก่อเรื่องลูอิสก็เป็นฝ่ายขอโทษ ตอนที่ขอโทษ เขาจะนอนลงกับพื้น และเปิดเผยพุงขนฟูฟ่องเพื่อหลอกล่อกู้ไห่
ลูอิส : โอเค ฉันหงายพุงแล้ว ดังนั้นนายไม่ได้รับอนุญาตให้โกรธแล้วนะ
กู้ไห่ : ฮึ่มม...
อสูรวิญญาณเบนสายตามาทางหมิงโหย่วเงียบๆ หมิงโหย่วเต็มไปด้วย เครื่องหมายคำถาม มองมากันทำไม? คนคนนั้นเป็นคนประเภทที่ขอแค่มีขนปุกปุย ก็จะละทิ้งหลักการทั้งหลายงั้นเหรอ?!
อสูรวิญญาณมองหมิงโหย่วต่อเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรออกมา ปฏิกิริยาป้อง กันตัวของหมิงโหย่วคือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตัวเอง
"แค่ก" หมิงโหย่วที่พบว่าตัวเองไม่เหลือขาให้เหยียบยืน ได้แต่เปลี่ยนเรื่อง คุย "อสูรวิญญาณก็มีขนปุยกันทั้งนั้นแหละ พวกเขาชอบลูบพุงขนปุยของ กันงั้นเหรอ? งานอดิเรกแบบนี้ประหลาดนิดหน่อยนะ" ตัวเขาไม่ได้มีขน ดังนั้นการ ชอบขนปุกปุยก็เป็นเรื่องปกติ!
อสูรวิญญาณมองมาเงียบๆ พวกเขาไม่ได้ตอบเรื่องนี้จะให้พวกเขาบอกว่า ระดับพลังของกู้ไห่อยู่แค่ระดับ A โดยที่ไม่ได้มีร่างอสูรวิญญาณงั้นเหรอ?
ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยจะต้องกุมหน้ากรีดร้องแน่นอน "อะไรนะ! อสูร วิญญาณตกหลุมรักมนุษย์งั้นเหรอ? มนุษย์กับอสูร? นี่มันหนักหนาเกินไปแล้ว!" เพื่อหลีกเลี่ยง พวกเขาได้แต่หลบเลี่ยงเรื่องนี้
"แสดงว่าคนรักตั้งแต่เยาว์วัยเองก็ชอบพุงเขาด้วยเหมือนกัน เขาก็เลยมา นอนผึ่งพุงบนชายฝั่งเพราะอสูรวิญญาณที่ชื่อกู้ไห่สินะ" ถึงแม้หมิงโหย่วจะไม่เคยมี ความรัก แต่ในชาติก่อนก็ได้อ่านเรื่องราวพวกนี้ในอินเทอร์เน็ต มีกระทู้วิเคราะห์ ความรู้สึกมากมายและในข่าวก็พูดถึงเรื่องนี้ในแง่เดียวกัน "งั้นเราควรทำยังไงดี?"
พวกเขาควรทำยังไงดี? ใครจะไปรู้ล่ะ? อสูรขนฟูมองหน้ากันต่อ จะให้พวก เขาวิ่งไปยืนตรงหน้าเจ้าแมวน้ำสีฟ้าและถามอีกฝ่ายว่ากำลังรอใครอยู่ก็ไม่ได้ถ้ารอกู้ ไห่อยู่ ถ้าอีกฝ่ายจากไปแล้วล่ะ?
ถึงแม้จะมีร่องรอยหลงเหลือ แต่แมวน้ำสีฟ้าก็จำไม่ได้ว่ากำลังรอใคร และ คุยเรื่องนี้ต่อไม่ได้
การประชุมครั้งนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีก สุดท้าย ทุกคนก็ยอมประนี ประนอม หมิงโหย่วทำการตรวจร่างกายให้แมวน้ำสีฟ้า จากนั้นก็ทิ้งเม็ดสารอาหารไว้ มากพอให้เจ้าแมวน้ำได้นอนบนโขดหินเพื่อหาคู่ต่อ จนกว่าจะได้สติกลับคืนและจด จำทุกสิ่งทุกอย่างได้
ตอนนี้ไม่มีมนุษย์หรืออสูรคนไหนอยากจะเป็นคนไม่ดีคืนนั้นหมิงโหย่วนอนไม่หลับเลยปลุกเจ้าแมวดำและขอให้เจ้าเหมียวไปที่ชายหาดด้วยกัน กับเขา
อาเธอร์ยกอุ้งเท้า ปิดปากและอ้าปากหาวกว้างพอที่จะกลืนศีรษะเล็กๆ ของหมิงโหย่วได้เขาไม่มีทางเลือกเลยได้แค่ไปที่ชายหาดกับหมิงโหย่ว ตอน ที่หมิงโหย่วมาถึงชายหาดก็ถอดรองเท้าและเดินย่ำลงบนน้ำ
เจ้าแมวทำนอนหมอบบนชายหาดด้วยสีหน้า "-_-" เขาคิดว่าหมิงโหย่วขอ ให้เขามาที่ชายหาดด้วยกันก็เพราะเป็นกังวลเรื่องเจ้าแมวน้ำสีฟ้า แต่ผลสุดท้าย เจ้า เด็กโง่นี่ก็แค่อยากเล่นน้ำเท่านั้นเอง
"ฉันไม่เคยมาทะเลเลย!" หมิงโหย่วพูดอย่างตื่นเต้น "สรุปว่าทะเลนี่ทั้งเค็ม ทั้งขมจริงๆ ด้วย!"
เจ้าแมวดำไม่พูดไม่จาต่อ "-_-" นี่อยากดื่มน้ำทะเลจริงๆ ด้วย โง่งม
"เจ้าดำๆ มานี่สิ!" หมิงโหย่วโบกมือ "เธอรู้วิธีว่ายน้ำรึเปล่า? เธอเป็นห่วงยาง ให้ฉันได้ไหม?"
แมวดำ : "..." ต่อให้ว่ายน้ำเป็น แต่เขาก็ไม่อยากลงน้ำหรอกนะ ทำให้ขนสี ดำอันสูงส่งสง่างามเปียกเนี่ย... อ๊า! หมิงโหย่วเจ้าเด็กโง่!
หมิงโหย่วดึงกะละมังออกมาจากกระเป๋าระบบ ตักน้ำทะเลขึ้นมาสาดใส่เจ้า แมวดำ จากนั้นก็หัวเราะวิ่งหนีไป แม้แต่กระต่ายก็ยังไม่รวดเร็วเท่าเขา
แมวดำสะบัดขน กางอุ้งเท้าทั้งสี่ และไล่ตามหมิงโหย่วไป ตัวข้า อาเธอร์ผู้ นี้จะฆ่าเจ้าโง่ที่อาจหาญในวันนี้เอง!
เฮอร์แมนที่นอนไม่หลับ : "เจ้าชายกับหมิงโหย่วกำลังทำอะไรกันน่ะ?"
เหยียนอี้ที่นอนไม่หลับเหมือนกัน : "เล่นเกมวิ่งไล่จับ?"
เซียนหลัวที่นอนไม่หลับ : "จะไปร่วมด้วยไหม?"
เฮอร์แมนกับเหยียนอี้ส่ายศีรษะแรงๆ ไม่ว่าจะไปหรือไม่ไปมันก็โง่เง่าอยู่ดี เซียนหลัวแค่นหัวเราะใส่เจ้าสองคนที่อยากรักษาเกียรติตัวเอง คนโง่ที่ไหนจะมาวิ่ง บนชายหาดภายใต้แสงจันทรากันบ้าง? นี่มันโรแมนติกมากต่างหาก!
จิ้งจอกน้อยกระโดดไปรอบๆ เพื่อเล่นกับหนึ่งคนหนึ่งแมว แต่กลับติดหล่ม ทรายและลุกไม่ขึ้นอยู่นาน หมิงโหย่วรีบวิ่งมาหาและอุ้มจิ้งจอกน้อยขึ้นจากทราย แล้ววางอีกฝ่ายลงบนหัวแมวน้ำที่ค่อยๆ คลานมาอยู่ข้างๆ : "ช่วยดูแลเขาหน่อยนะ!"
แมวน้ำสีฟ้า : "???" อสูรสองขาตัวน้อยนี่ ทำไมเขาถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกันนะ? หมิงโหย่วยิ้มอย่างได้รับชัยชนะ
หลังจากได้ยินเจ้าดำบอกว่าก่อนหน้านี้แมวน้ำสีฟ้ามีชีวิตชีวามาก อยู่ๆ เขาก็ สงสัยว่าตัวเขาเองจะสามารถใช้ความตื่นเต้นมาดึงดูดเจ้าแมวน้ำจากบนชายหาด ได้รึเปล่า
แม้ว่าในใจเจ้าแมวน้ำสีฟ้า คนรักอาจครอบครองตำแหน่งที่สำคัญที่สุด แต่ สหายร่วมศึกคนอื่นๆ ก็ยังหลงเหลือร่องรอยในหัวใจอยู่ใช่ไหม? การที่ทุกคนมา สนุกด้วยกันน่าจะสามารถเรียกคืนความทรงจำอีกฝ่ายได้
ถ้ากระตุ้นความรู้สึกของเจ้าแมวน้ำสีฟ้าต่อสหายร่วมรบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หมิงโหย่วรู้ว่าถ้าเขาลากเจ้าแมวดำมาที่ชายหาดได้ล่ะก็ก้อนขนตัวอื่นๆ จะตามมา เอง
วันนี้ทุกคนอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก มันคงไม่เลวที่ได้มาเล่นบนชายหาดและมี ความสุขไปด้วยกัน
"เจ้าดำ! ไปเลย! โยนสโนว์วี่กับเกรย์ลงทะเลเลย!" หมิงโหย่วชี้นิ้วไปทางหมี ขาวกับหมาป่าสีเทาพร้อมมืออีกข้างเท้าเอว
เจ้าแมวดำทำให้เกิดเสียง "ขวับ" รุนแรงและพุ่งตัวมาทางหมีขั้วโลกกับหมา ป่าตัวใหญ่
เฮอร์แมนกับเหยียนอี้ : "???" เจ้าชาย พระองค์ทรงต้องการสองต่อ หนึ่งงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ? จองหองมากไปหรือไม่?
ทันทีที่พวกเขาตั้งท่าเตรียมรับมือ พวกเขาก็เห็นหมิงโหย่วแตะสร้อยข้อมือผู้ ฝึกอสูรวิญญาณและร่างเจ้าแมวดำก็เปล่งประกายแสงสีฟ้า ความเร็วเพิ่มขึ้นทันที เร็วมากจนไม่อาจเห็นเงา
เฮอร์แมนและเหยียนอี้ : "???" เจ้าชาย! โกงนี่พ่ะย่ะค่ะ!!!
"สองต่อสองเรียกว่าโกงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?" ภายใต้การอัดพลังอย่างต่อเนื่อง ของหมิงโหย่ว อาเธอร์ใช้พลังเหวี่ยงหมีขั้วโลกกับหมาป่าลงทะเลทีละตัว ตัวข้า อา เธอร์ผู้นี้คือนักรบที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุด!
เซียนหลัวกระโดดหย็องแหย็งอยู่บนหัวแมวน้ำ ดูสิ! หมีขาวกับหมาป่า ทะยานดูเหมือนหมาจมน้ำสองตัวเลย!
เฮอร์แมนและเหยียนอี้ : "..."
พวกเขามองหน้ากัน วิ่งขึ้นชายฝั่ง คว้าตัวจิ้งจอกน้อยโยนลงน้ำ
แมวน้ำสีฟ้า : "???" ถึงแม้เขาจะไม่รู้จักอสูรวิญญาณสองตัวนี้แต่มีลาง สังหรณ์ว่าสองคนนี้นิสัยไม่ดี :)
หมิงโหย่วเม้มริมฝีปากยิ้ม ลูกบอลไฟลอยขึ้นท้องฟ้า จิ้งจอกแดงตัวใหญ่ สวมหน้ากากพุ่งทะยานออกมาจากเปลวเพลิง กระสุนระเบิดสองลูกกระแทกหมีและ หมาป่า อสูรวิญญาณที่ลุกเป็นไฟสองตัววิ่งลงน้ำเพื่อให้เพลิงสงบลง
ทั้งสองสามารถป้องกันระเบิดธรรมดาได้แต่ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยชาย ฝั่ง ใช้การ์ดช่วยจิ้งจอกเพิ่มพูนพลังอัคคี
หลังจากฝึกฝนและวิ่งเล่นกับอสูรวิญญาณเสร็จ หมิงโหย่วก็พบว่าในยามที่ สหพันธ์ดวงดาวต่อสู้เคียงข้างอสูรวิญญาณ เขาไม่ได้ใช้ประสบการณ์จากโลกเกม เลย
ใน "Elf World" ผู้เล่นจะครอบครองอำนาจเด็ดขาดในการต่อสู้ผู้เล่นจะ มองภาพรวมสถานการณ์และสั่งการต่อสู้อสูรวิญญาณแค่ต้องทำตามคำสั่งในการ ต่อสู้เท่านั้น ถึงแม้บางครั้งจำเป็นต้องฝึกฝนความสามารถในการต่อสู้ด้วยตัวเอง แต่การคาดเดาทักษะการต่อสู้ของคู่ต่อสู้ก็ยังเป็นกุญแจสำคัญในการต่อสู้อยู่ดี
ในโลกจริงของสหพันธ์ดวงดาว อสูรวิญญาณมีความสามารถในการต่อสู้ที่ แข็งแกร่งมาก และพวกเขาก็รู้ว่าต้องทำยังไง ถ้าหมิงโหย่วส่งสัญญาณกำกับอยู่ด้าน ข้าง ก็รังแต่จะทำให้เพิ่มความสับสนกับอสูรวิญญาณเท่านั้น ตอนที่อสูรวิญญาณต่อ สู้หมิงโหย่วเชื่อว่าการซ่อนตัวจะไม่ก่อให้เกิดปัญหากับอสูรวิญญาณ และจะช่วย เหลืออีกฝ่ายได้มากกว่า
แม้ว่าในอนาคตเขาจะพัฒนาความรู้ในการต่อสู้แต่ก็ยังด้อยกว่าอสูร วิญญาณที่มีการรับรู้ในด้านการควบคุมการต่อสู้เต็มที่ แม้ว่าอสูรวิญญาณจะมีจุด บอด แต่ก็ยังมีเอไอ หมิงโหย่วจะได้แต่รบกวนการต่อสู้ถ้าไปชี้นำการใช้พลังของ พวกเขา
พูดตรงๆ ก็คือ แม้แต่ใน "Elf World" สนามต่อสู้และการต่อสู้ในอารีน่าก็ แตกต่างกัน หมิงโหย่วไม่สามารถใช้กลยุทธ์ในการแข่งกีฬามาต่อสู้กับอสูรวิญญาณ ในสหพันธ์ดวงดาวได้หลังจากฝึกฝนและสำรวจตรวจสอบ หมิงโหย่วก็พบว่าการ เปิดใช้งานการ์ดทักษะต่อสู้ใช้ไม่ได้ผล แต่การ์ดทักษะสนับสนุนจะช่วยอสูร วิญญาณได้มากกว่า การ์ดทักษะป้องกันบางอย่างเองก็ได้ผลดีหลังจาก ที่หมิงโหย่วกับอสูรวิญญาณเพิ่มพูนความเข้าใจกันมากขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หมิงโหย่วสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการเพิ่มบัฟในเกม ออนไลน์ทำให้อสูรวิญญาณได้รับบัฟสำหรับความเร็ว ความแข็งแกร่ง การป้อง กัน และความเสียหายจากเวทมนตร์เมื่อหมิงโหย่วสะสมค่าประสบการณ์มากพอ จนสามารถแลกเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ในร้านค้าระบบได้เขาจะสามารถใช้ยาในการ เพิ่มพลังชีวิต เสริมพลังเวท และบรรเทาสถานะไม่ดีในการต่อสู้ให้อสูรวิญญาณได้
ด้วยการเปลี่ยนแปลงพลังแห่งจิตใจของหมิงโหย่วและสร้อยข้อมือผู้ฝึกอสูร วิญญาณ ยาพวกนั้นสามารถกลายเป็นคลื่นพลังงานและส่งผลเหมือนพลังพิเศษแก่ อสูรวิญญาณได้โดยตรง
ด้วยวิธีนี้บทบาทในการต่อสู้เป็นทีมของหมิงโหย่วคือการเป็นผู้สนับสนุน ทรงพลังที่ช่วยรักษาพลังชีวิตและพลังเวทในการเพิ่มบัฟด้านบวกและขจัดบัฟด้าน ลบได้แมวดำและตนอื่นๆ ต่างเคยเล่นเกมและรู้วิธีการร่วมมือกับหมิงโหย่ว
พวกเขาตื่นเต้นกันมาก พวกเขาอยากได้คนที่มีความสามารถสนับสนุนที่ ครอบคลุมต่อทีมมานานแล้ว โดยเฉพาะในยามที่เผชิญกับพวกเซิร์กในสนามรบ ตอนที่พวกเขากำจัดนอนดุร้ายที่มีหน้าที่บุกในการต่อสู้ราชินีเซิร์กเองก็ สามารถบัฟให้พลเซิร์กได้เหมือนกัน ในขณะที่มันไม่ยุติธรรมอย่างน่าเกลียด พวก เขาเองก็อยากได้ผู้มีพลังสนับสนุนแบบครอบคลุมเหมือนกัน
ตอนนี้หมิงโหย่วได้เพิ่มบัฟมากมายให้เซียนหลัว ปล่อยให้อีกฝ่ายรังแกอสูร วิญญาณบาดเจ็บเล่นๆ
หมีขั้วโลกกับหมาป่าที่บาดเจ็บ : "..."
พวกเขาทนไม่ไหวแล้ว ในขณะที่ผู้ฝึกอสูรตัวน้อยอยากเป็นผู้ชม พวกเขา ไม่อนุญาตให้โกงไปมากกว่านี้ดังนั้นปล่อยให้พวกเขาต่อสู้สองต่อสองในสนามน้ำ เพื่อดูว่าใครกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่า!
"เล่นต่อสู้ในน้ำน่าเบื่อออก มาเล่นวอลเลย์บอลชายหาดกันเถอะ" หมิงโหย่วดึงตาข่ายวอลเลย์บอล ลูกวอลเลย์บอลชายหาด และปั๊มลมออกจาก กระเป๋าระบบ
เมื่อเห็นหมิงโหย่วหัวเราะคิกคักและสูบลมลูกวอลเลย์หมีก็ปาดน้ำทะเล และทรายออกจากหัว : "มิติเก็บของของหมิงโหย่วใหญ่แค่ไหนน่ะ? ทำไมถึงได้มี ของทุกอย่างเลยล่ะ?"
"พอได้เห็นเขาพกของเยอะแยะขนาดนี้แล้ว ฉันคงเดาว่าเขาได้สืบทอด มรดกของดาวเคราะห์มาจริงๆ" อาเธอร์เองก็บ่น
จิงโจ้สีครามเดินหาวออกมาและถามว่าพวกเขาทะเลาะกันเรื่องอะไร เล่น วอลเลย์บอลชายหาด? โอเค เอาด้วย เธอเบื่อๆ พอดีเลย หลังจากจิงโจ้พูดจบ เธอ ก็ลากเจ้าลิงขนเหลืองที่นอนหลับอยู่บนเตียงออกมายังชายหาด
ลิงขนเหลือง : ??? ลิงตัวนี้อยากเล่นวอลเลย์บอลชายหาดตั้งแต่ตอนไหน? มีห้าขาดหนึ่ง? ไม่เห็นเกี่ยวกับเขาสักหน่อย
จิงโจ้สีครามยกหมัด เจ้าลิงเปลี่ยนน้ำเสียงทันที "เกี่ยวสิลิงตัวนี้อยากเล่น วอลเลย์บอลด้วย และไม่อยากนอนหลับแล้ว"
บิ๊กกรีนกับลิตเติ้ลกรีนตื่นนอน มายืนคนละข้างของตาข่าย รับผิดชอบใน การเป็นผู้ตัดสินและเก็บบอล เสี่ยวเทียนอัดวิดีโอความคืบหน้าของเกมตลอด กระบวนการ และยังดึงเสาไฟขึ้นเพื่อส่องแสงสว่างแก่ชายหาด
หมิงโหย่วขยับเบาะรองเป่าลมและนั่งอยู่ข้างๆ แมวน้ำสีฟ้า พูดว่า "เราเป็น เชียร์ลีดเดอร์นะ มาเชียร์พวกเขากัน!"
อะไรคือเชียร์ลีดเดอร์? อะไรน่ะ? แมวน้ำสีฟ้าครุ่นคิดสักพักและอยู่ๆ ก็เข้า ใจความหมายของสองคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนนี้ความรู้สึกนี้อัศจรรย์มาก ราวกับ มีสมองอีกก้อนในร่างกาย
"ขนของเธอสวยมากเลย" หมิงโหย่วอยากมาหาแมวน้ำทะเลและราดซุปไก่ เพื่อจิตวิญญาณใส่ แต่ทันทีที่ได้เห็นขนสีฟ้าของแมวน้ำที่แช่อยู่ในน้ำทะเล หลังจาก รัศมีอันงดงามสะท้อนแสงไฟ เขาก็เทซุปไก่เปี่ยมจิตวิญญาณลงท่อทันที
ช่างเป็นขนที่สวยงามอะไรขนาดนี้! อยากสัมผัสจัง! นิ้วของหมิงโหย่วกำลัง ขยับ แมวน้ำสีฟ้าเหลือบมองหมิงโหย่ว รู้สึกว่าสีหน้าในตอนนี้ของอีกฝ่ายช่างคุ้น เคย สมองเขาทำงานอีกครั้ง ในสมองอีกก้อน ดูเหมือนว่ามีใครบางคนเคยพูดแบบ เดียวกันกับเขามาก่อน คำพูดพวกนี้ไม่ได้ทำให้เขามีความสุข แต่กลับทำให้เขารู้สึก แย่ ขน ขน ขน อีกฝ่ายไม่เคยชื่นชมรูปลักษณ์ของมนุษย์มีแค่ขนและหน้าท้องนุ่ม ที่งดงามของเขาเท่านั้น
ไม่ว่าจะรำคาญแค่ไหน ตราบใดที่เปลี่ยนกลับร่างอสูรวิญญาณและเปิดเผย หน้าท้อง อีกฝ่ายจะทำสมองหายไปในทันทีและจะแย้มรอยยิ้มเกินปกติหมอนั่นก็ แค่ชอบแมวน้ำใช่ไหมล่ะ?!
แมวน้ำสีฟ้าตัวใหญ่นอนอยู่กับที่ หงายหน้าท้องขึ้นท้องฟ้า : "อ๋าวว" สัมผัสสิ
"โอเคจริงๆ ใช่ไหม?" ถึงแม้หมิงโหย่วจะพูดแบบนัน แต่มือเขาก็หลุดจาก การควบคุมไปแล้ว หลังจากขนแมวน้ำเปียกน้ำ มันให้สัมผัสคล้ายกับเส้นไหมนุ่ม นิ่มที่ทำให้ผู้คนหลงรัก
"สวยมากเลย" หมิงโหย่วยอมรับ "ไลท์บลูต้องเป็นแมวน้ำที่สวยที่สุดแน่ เลย ทั้งจักรวาลจะต้องหาแมวน้ำที่สวยขนาดนี้เป็นตัวที่สองไม่ได้แน่นอน"
เสี่ยวเทียนเริ่มนับคะแนนในเกมวอลเลย์บอลชายหาดแบบสามต่อสาม ใน ขณะที่จับตามองสถานการณ์ฝั่งหมิงโหย่ว อาวุธป้องกันฉบับหุ่นยนต์เล็งไปทางแมว น้ำสีฟ้า ถ้าหากเจ้าแมวน้ำนี่โจมตีใส่หมิงโหย่ว จะถูกหุ่นยนต์หยุดไว้ในทันที
พวกอสูรวิญญาณเล่นวอลเลย์บอลไม่ได้ใจกว้าง พวกเขาเตรียมตัวกันอย่าง เต็มที่ เสน่ห์ดึงดูดของหมิงโหย่วที่มีต่ออสูรวิญญาณนั้นน่าอัศจรรย์และง่ายที่จะได้ รับความโปรดปรานจากอสูรวิญญาณ อสูรวิญญาณตนก่อนๆ ก็ถูกหมิงโหย่ว "เก็บ มา" ได้อย่างง่ายดาย และครั้งนี้หมิงโหย่วก็จะลองดู
นอกจากนี้พวกเขาคิดกันไม่ออกจริงๆ ว่าจะเกลี้ยกล่อมแมวน้ำให้มาด้วย กันได้ยังไง ตอนที่เสี่ยวเทียนได้ยินคำชมของหมิงโหย่วต่อแมวน้ำตัวใหญ่ มันก็รู้สึก คุ้นขึ้นมานิดหน่อย โอ้คำพูดพวกนี้หมิงโหย่วเคยพูดกับอสูรวิญญาณตัวอื่นมา ก่อนแล้วนี่
ต่อหน้าอสูรวิญญาณ หมิงโหย่วไม่เพียงไม่มีอาการกลัวสังคม แต่ยังเต็มไป ด้วยวาทศิลป์อย่างที่เจ้าชายว่า ผู้ฝึกอสูรวิญญาณน้อยคนนี้มีพรสวรรค์ในการ ภราดรภาพ พูดอีกอย่างคือ เขาเป็นคนขี้ขลาดเป็นช่วงๆ เสี่ยวเทียนคิดว่าการจับตา มองครั้งนี้ช่างน่าสนใจ และจะส่งผลลัพธ์ให้เจ้าแมวดำกับหมิงโหย่ว
เจ้าแมวดำที่กำลังไล่จับบอลหน้าทิ่มลงน้ำทะเลและสำลัก หมิงโหย่วตกใจ จนเกือบกัดลิ้นตัวเอง ใบหน้าเขาขึ้นสีเรื่อและหน้าอกถูกข้อแก้ตัวต่างๆ ปิดกั้น แต่ เพราะอีกฝ่ายเป็นแค่เอไอ เขาไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดให้เสี่ยวเทียนอย่างไร ส่งข้อความ ได้ไหม?
เมื่อได้ยินคำชมของหมิงโหย่ว แมวน้ำสีฟ้าก็จมลงสู่ความทรงจำเลือนราง ตอนที่หมิงโหย่วหยุด เขาก็ใช้ครีบหน้าตบเด็กหนุ่มเบาๆ ทำไมไม่ชมต่อล่ะ?
หมิงโหย่วถอนหายใจ : "อีกหน่อยฉันก็จะไม่ได้เห็นขนสีฟ้าอันงดงามแบบนี้ แล้วสินะ" นี่เป็นอสูรวิญญาณสีฟ้าตัวแรกที่เขาเคยเห็น นี่ถูกต้องแน่นอน ไม่ใช่ข้อ อ้างของคนขี้ขลาดสักหน่อย!
แมวน้ำสีฟ้าผงกหัวสองครั้ง ถูกต้องเลย หมอนั่นก็พูดแบบนี้เหมือนกัน ดัง นั้นเขาเลยมานอนริมทะเลอยู่เป็นปีหมอนั่นไปอยู่ที่ไหนกันนะ? แมวน้ำสีฟ้าลุกยืน ขึ้น ปกปิดหน้าท้อง ทอดทิ้งหมิงโหย่ว มากเกินไปแล้ว ใครคนนั้นจะรู้สึกเศร้า เขา ไม่อยากให้คนคนนั้นเสียใจ แต่คนคนนั้นคือใครกันล่ะ? คนคนนั้นอยู่ที่ไหนกัน?
"เธออยากไปกับเรารึเปล่า?" หมิงโหย่วถาม "เธอรอเขาที่ตรงนี้มานานแล้ว แต่เขาก็ยังไม่มา บางทีเขาอาจไม่ได้อยู่ที่นี่ การตามเราไปที่ต่างๆ บางทีอาจจะได้เจอ เขาก็ได้นะ"
แมวน้ำสีฟ้านอนแน่นิ่งบนชายหาด ไม่ตอบรับและไม่ตอบตกลง ราวกับสูญ เสียจิตใจไปแล้ว
หมิงโหย่วกล้าลูบหัวแมวน้ำตัวใหญ่ ในเมื่อเจ้าแมวน้ำยอมให้เขาแตะ ต้องหน้ท้องได้แตะหัวก็น่าจะไม่เป็นไรใช่ไหม?
"ไปกับเราเถอะ เราอยู่ด้วยกันจะต้องมีชีวิตชีวามากๆ แน่เลย"
หมิงโหย่วเกลี้ยกล่อม "ฉันจะทำอาหารอร่อยๆ เม็ดสารอาหารที่เธอกินไปวันนี้อร่อย ใช่ไหม? ฉันจะทำอาหารอร่อยๆ อย่างอื่นด้วย เราสามารถทำอาหารตามที่เธอชอบ ได้ด้วยนะ"
ดวงตาสีฟ้ากระจ่างยังคงจ้องมองหมิงโหย่ว คนคนนั้นก็พูดแบบนี้คนคน นั้นก็ทำแบบเดียวกันเลย
ถึงแม้คนคนนั้นจะศึกษาจิตวิทยาสัตว์ทางวิทยาศาสตร์มามากแต่ก็ไม่ยอม ปฏิบัติกับเขาตามตำรา หลังจากเขากลายเป็นอสูรวิญญาณ อีกฝ่ายก็ปฏิบัติกับเขา ด้วยวิธีเดียวกับที่ปฏิบัติกับคน ให้กินอาหารอร่อยๆ พาไปเที่ยวเล่น และฝึกฝน ด้วยกัน
แม้คนอื่นๆ จะบอกว่าคนคนนั้นทำไม่ถูกต้องก็ตาม คนคนนั้นคิดมาตลอด ว่าเขาเป็นอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุด คนคนนั้นสอนวิธีหาอาหารที่ดีต่อตัวเองให้ และบอกว่าตัวเองควรจดผลลัพธ์ลงกระดาษและตีพิมพ์ตอนที่สงครามสิ้นสุด
สงครามสิ้นสุด? แมวน้ำสีฟ้าชะงักไปชั่วขณะ แววตาเลือนหายไปทันทีทั้ง โลกดูเหมือนถูกห้อมล้อมอยู่ในลูกบอลน้ำ และทิวทัศน์ทั้งหมดต่างบิดเบี้ยว
หมิงโหย่วกำลังระดมความคิดหาทางเกลี้ยกล่อมแมวน้ำสีฟ้าตัวใหญ่ ชะงัก ไปเมื่อเห็นว่าอยู่ๆ ดวงตากลมโตของเจ้าแมวน้ำสีฟ้าก็เอ่อล้นด้วยน้ำตา เป็นอะไร ไป? เขาพูดอะไรผิดไปรึเปล่า? ทำไมเจ้าแมวน้ำถึงร้องไห้?
แมวน้ำสีฟ้านอนบนชายหาด หัวยกขึ้นเล็กน้อย น้ำตาหลั่งล้นออกมานอก ดวงตา ตกกระทบผืนทราย ก่อเกิดหลุมขนาดเล็กทีละหยดทีละหยด
"เป็น-เป็นอะไรรึเปล่า?" หมิงโหย่วถามเสียงเบา แมวน้ำสีฟ้าเหม่อมองท้อง ทะเลโดยไม่ตอบคำถาม
หมิงโหย่วกำลังจะถามต่อ อยู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานแปลก ประหลาด เขาครุ่นคิดเล็กน้อยและนึกขึ้นได้ว่าคลื่นพลังงานนี้คืออะไร
จิตวิญญาณอสูรวิญญาณในชาติก่อนละทิ้งไว้กับตัวเขาลึกซึ้งเกินไป ดังนั้น คลื่นพลังงานชนิดที่ทำให้ขนลุก กระทั่งผ่านมาสิบเก้าปีแล้วหมิงโหย่วก็ยังคงจำได้ แม่น
เด็กหนุ่มเงียบไป วิญญาณ? ในโลกนี้มีผีด้วยเหรอ? หมิงโหย่วขอความ ช่วยเหลือจากระบบ และใช้คะแนนความรู้ปลดล็อกคำอธิบาย
วิญญาณเองก็เป็นพลังงาน หลังจากเสียชีวิตถ้าความเสียใจรุนแรงมากพอ พลังวิญญาณจะก่อตัวกลายเป็นร่างพลังงานรูปแบบพิเศษ
แต่ร่างพลังงานนี้เปราะบางมากและต้องการสภาพแวดล้อมพิเศษในการอยู่ รอด และในกฎจักรวาลนี้ณ ปัจจุบันยังไม่มีสภาพแวดล้อมไหนที่เหมาะสมสำหรับ ตัวตนร่างพลังงานที่ฟื้นจากความตายนี้อยู่
ดังนั้นในจักรวาลนี้ร่างพลังงานที่ฟื้นจากความตายไม่สามารถเป็นผีที่มีชีวิต ยืนยาวเหมือนอย่างในโลกเอลฟ์หรือเป็นวิญญาณอสูรวิญญาณธรรมดาได้พวกเขา จะอ่อนแอลงและทนทรมานกับความเจ็บปวดที่ไม่อาจรับไหวไปเรื่อยๆ
ในขณะที่บรรยากาศทำให้พลังงานอ่อนแอลง พวกเขาจะถูกกัดกร่อนความ ทรงจำไปด้วยเช่นกัน ความทรงจำคือต้นกำเนิดความรู้สึก ในตอนที่ความรู้สึกเลือน หาย พวกเขาจะกลายเป็นพลังงานวิญญาณธรรมดา มองหาร่างที่มีชีวิตต่อไป และ หลอมรวมตัวกลายเป็นวิญญาณใหม่เพื่อก่อกำเนิด
นี่ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าอดีตชาติและปัจจุบันชาติไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าการเกิด ใหม่ เว้นแต่จะได้พบกับการผจญภัย หนึ่งคนย่อมมีเพียงชีวิตเดียว
หมิงโหย่วคือคนที่ได้พบกับการผจญภัย ส่วนวิญญาณตรงหน้าเขาไม่ใช่ หมิงโหย่วสวมแว่นตาพิเศษที่ซื้อจากระบบและเห็นกลุ่มละอองแสงที่ดูเหมือน หิ่งห้อย
ละอองแสงเอาแต่พยายามสัมผัสใบหน้าเปื้อนน้ำตาของแมวน้ำสีฟ้า แต่กลับ ทะลุผ่านใบหน้าเจ้าแมวน้ำครั้งแล้วครั้งเล่า
กายเนื้อไม่อาจแตะต้อง คำพูดสามารถสื่อถึง และต่อให้ความหลงใหลลุ่ม ลึกเพียงใดก็ยังมีความต่างดั่งหยินหยาง
แต่ตลอดเวลาที่ละอองแสงนี้สัมผัสแมวน้ำสีฟ้า พลังงานอารมณ์ที่แผ่ออก มาถูกแมวน้ำสีฟ้าดูดซับไปอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าแมวน้ำ
พลังแห่งจิตใจคือพลังงานอารมณ์หมิงโหย่วสามารถใช้พลังแห่งจิตใจเพื่อ เพิ่มความแข็งแกร่งให้คนรักอสูรวิญญาณได้และละอองแสงก็สามารถใช้พลัง อารมณ์เพื่อปกป้องและเยียวยาแมวน้ำสีฟ้าตรงหน้าได้
"พอเถอะ ถ้ายังแผ่พลังงานมากกว่านี้เธอจะหายไปนะ" หมิงโหย่วรีบเข้าไป ห้าม
แมวน้ำสีฟ้าร้องไห้เอียงหัว และมองหมิงโหย่วอย่างงุนงง
หมิงโหย่วเหยียดนิ้วออกมาราวกับมีอะไรบางอย่างอยู่บนนิ้วเด็กหนุ่มและกำลังพูด คุยอยู่ แต่บนนิ้วนั้นว่างเปล่า
"เธอคือ... กู้ไห่เหรอ?" หมิงโหย่วจำชื่อที่เจ้าดำพูดถึงตอนที่คุยเกี่ยวกับ "เรื่องซุบซิบเปี่ยมความรู้สึก" ของเจ้าแมวน้ำสีฟ้าได้
ละอองแสงขนาดเท่าเมล็ดข้าวกระโดดขึ้นบนนิ้วหมิงโหย่ว สติกระจ่างใส หลั่งไหลเข้ามาในจิตใจหมิงโหย่ว
"ช่วยเขาหน่อย" "ช่วยเขาที" สองคำนี้สะท้อนในใจหมิงโหย่วซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พลังงานวิญญาณส่วนมากเจือจาง ความเสียใจส่วนใหญ่จางหาย และหลง เหลือเพียงสองคำนี้
อีกฝ่ายตามหาแมวน้ำสีฟ้าในจักรวาลที่แสนกว้างใหญ่ได้ยังไงนะ? ตอนที่ กลับมาหาเจ้าแมวน้ำ อีกฝ่ายเสียใจที่ตัวเองมีความสุขแต่คนรักไม่พอใจงั้นเหรอ? อีกฝ่ายอยากสารภาพรักงั้นเหรอ? หรืออยากบอกให้แมวน้ำสีฟ้าลืมเลือนตนเสีย และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเพียงลำพังหลังจากนี้ไป?
หมิงโหย่วไม่รู้เลย เพราะความคิดเหล่านี้ถูกกาลเวลาฉีกกระชาก หลงเหลือ เพียงสองคำนี้และเหลือเพียงความคิดนี้
"หมิงโหย่ว! ทำอะไรน่ะ! นายเห็นอะไร!" แมวดำวิ่งมาหาหมิงโหย่ว เขา เปียกชุ่มและผอมลงไปเยอะ
"เจ้าดำ แสดงว่าเธอแค่ขนฟูจริงๆ ด้วย ไม่ได้อ้วนสักหน่อย" หมิงโหย่วฝืน ยิ้มที่ดูน่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้ออกมา
"ไม่หรอก เจ้าชายทรงอ้วนท้วนสมบูรณ์ไม่ต้องช่วยพระองค์หรอก" หลัง จากหมีขาวแทงหลังแมวดำอย่างปกติแล้วก็ถาม "ปลายนิ้วมีอะไรเหรอ?"
ระบบ : [อย่าบอกถึงการมีอยู่ของวิญญาณ คนตายไม่อาจทนอยู่ในดิน แดนนี้ได้หากตัวตนพวกเขาถูกคนในโลกนี้ล่วงรู้พวกเขาจะถูกลบทิ้งตามกฎทัน ที]
"พลังอารมณ์" หมิงโหย่วคิด ระบบบอกให้เขาทำ ดังนั้นเพื่อที่จะเล่าแล้ว " และฉันขอบอกว่า มันเป็นพลังอารมณ์ชนิดหนึ่ง ผู้ฝึกอสูรวิญญาณที่เชี่ยวชาญพลัง แห่งจิตใจเกือบจะเหมือนกับผู้มีพลังพิเศษ"
"คลื่นพลังพลังพิเศษสามารถตกค้างได้เป็นเวลานานแม้จะสูญเสียร่างกายไป แล้วก็ตาม เหมือนเป็นพลังตกค้างของพวกเซิร์กที่จะกัดกร่อนร่างกายไปเรื่อยๆ"
"ถ้าพลังอารมณ์แข็งแกร่งเกินไป มันสามารถตกค้างในร่างกายและคงอยู่ไป อีกนาน" หมิงโหย่วมองละอองไฟขนาดเล็กตรงปลายนิ้วและว่า : "ฉันสัมผัสถึงคลื่น พลังแห่งจิตใจ มันคอยปกป้องแมวน้ำสีฟ้าอยู่"
แมวน้ำสีฟ้าพยายามยันร่างกายท่อนบนขึ้นและโน้มตัวเข้าหานิ้วหมิงโหย่ว : "อ๊าววว"
"เขาอยู่ตรงนี้อยู่กับเธอมาตลอด" หมิงโหย่วใช้พลังแห่งจิตใจของตัวเอง เพื่อปกป้องละอองไฟบนปลายนิ้วที่เป็นเหมือนเมล็ดข้าว ละอองไฟพยายามปลด ปล่อยคลื่นพลังงานที่เป็นเหมือนดวงไฟออกมา "สัมผัสได้รึเปล่า? พลังนี้และสิ่งที่ เขาอยากสื่อสารกับเธอ?"
หมิงโหย่วแผ่ขยายคลื่นพลังงานของละอองไฟและปล่อยให้มันโอบล้อมจิต วิญญาณ อสูรจะได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา
"ช่วยเขาด้วย" "ช่วยเขาที" ใครจะช่วยใคร ใครจะรักษาใคร
ตอนที่ได้เห็นแมวน้ำสีฟ้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสลอยอยู่กลางน้ำเพียงลำพัง ความหลงใหลทั้งหมดกลายเป็นความวิตกกังวล และถ้อยคำบอกรักทั้งหมดกลาย เป็นการร้องขอความช่วยเหลือ
"เราคือเจ้าชายอาเธอร์ผู้เป็นนายแห่งลูอิส เรามาเพื่อรับเขากลับไป สหาย เอ๋ย โปรดจงวางใจ" แมวดำนั่งยองลงตรงหน้าหมิงโหย่ว หัวเชิดขึ้น หน้าอกยกสูง และดวงตากลมเป็นประกายเรืองรองดุจรูปปั้นเทพพิทักษ์
คลื่นพลังงานของละออกไฟเปลี่ยนไปทันทีมันลอยออกจากปลาย นิ้วหมิงโหย่ว ไปตรงหน้าแมวดำตัวโต และสั่นระริก
อยู่ๆ ร่างของแมวดำก็ปล่อยพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เป็นแบบเดียวกับละออง ไฟออกมา และมันสอดแทรกเข้าไปในร่างดวงไฟ
หมิงโหย่วแปลกใจมากที่แมวดำมีพลังวิญญาณในร่างกาย? แสงของละออง ไฟสว่างขึ้น และในที่สุดก็กลายเป็นร่างมนุษย์เลือนราง เหมือนภาพฉายโฮโลแกรม คุณภาพต่ำ
ภาพฉายโฮโลแกรมคุณภาพต่ำมีแค่เจ้าดำกับหมิงโหย่วที่สามารถมองเห็น ได้นี่คือชายในชุดเครื่องแบบสหพันธ์ดวงดาว
เขาทำความเคารพแมวดำจากนั้นก็หันหน้าไปมองแมวน้ำสีฟ้าที่เหม่อมอง อย่างลึกซึ้ง แต่ไม่อาจพูดสิ่งใด
รอยยิ้มไร้หนทางปรากฏบนริมฝีปาก ราวกับถอดถอนใจ จากนั้นก็กลาย เป็นละอองไฟ ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มีสายลมยามค่ำคืน
แมวน้ำสีฟ้าเหมือนสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างจึงเงยหน้าขึ้นมองตามทิศทาง ละอองไฟดวงนั้น
"กู้ไห่"
"อืม"
"ลาก่อนนะ"
"อืม"
ความคิดของแมวน้ำสีฟ้ากระจ่างใสขึ้นมาฉับพลันราวกับแก้วที่ถูกปกคลุม ด้วยฝุ่นผงที่ถูกเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าแห้ง เขาจำได้ว่าทำไมตัวเองถึงได้มานอน อยู่ตรงนี้
"เริ่มต้นบทสนทนาล้มเหลวอีกแล้วเหรอ?"
"ลุยเลย!"
"ถ้านายกลายร่างกลับเป็นแมวน้ำที่มีหน้าท้องขนปุยและนอนหงายบนชาย หาด คนงามทั้งหมดจะมาหานายแน่ การหาคู่ไม่เป็นปัญหาแน่นอน"
"ม้วนกลิ้ง!"
"อย่างน้อยก็แน่ใจได้เลยว่าจะวิ่งไปหานาย"
"ไปจีบคนตายรึไง?!"
ฉันนอนอยู่ตรงนี้มาหนึ่งปีนายกลับมาจากยานอวกาศที่ระเบิดเป็นจุณแล้ว จริงๆ เหรอ?
"เรียนฝ่าบาท พันโทลูอิส รูธกลับเข้าร่วมทีมแล้วครับ"
น้ำตาหยดสุดท้ายของแมวน้ำสีฟ้าไหลลงจากหางตา
======
Chapter 45 ซุปไข่มุก
แมวน้ำสีฟ้ากลับมาแล้ว นอกจากเจ้าแมวดำ อีกฝ่ายถือว่าเป็นอสูรวิญญาณ ที่อาการดีที่สุด และโดยพื้นฐานแล้วสามารถรักษาสติแจ่มใสได้เป็นระยะเวลานาน
ตอนที่แมวน้ำสีฟ้ากลับคืนสู่ทีม เขายื่นรายการอาหารให้หมิงโหย่ว กู้ไห่ เขียนโปรแกรมเล็กๆ ให้เขา ตอนที่เขากลายเป็นอสูรวิญญาณ โปรแกรมนี้จะตรวจ สอบสภาพร่างกายเขาโดยอัตโนมัติบันทึกชนิดอาหารที่เขากินและพลังงานที่เปลี่ยน แปลงไปตามสภาพร่างกายหลากหลายรูปแบบ
ด้วยเหตุการณ์ในอดีตของสหพันธ์ดวงดาว อสูรวิญญาณจึงไม่เชื่อใจนัก วิจัยที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอสูรวิญญาณ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวอสูรวิญญาณเองก็มีสถานะ สูง เป็นไปไม่ได้ที่จะยอมรับ "งานวิจัย" ที่ใกล้เคียงกับการเฝ้าระวังสภาพอากาศ ดัง นั้นข้อมูลประเภทนี้หาได้ยากมาก หลังจากได้รับชุดข้อมูลนี้มา หมิงโหย่วก็สามารถ นำไปตรวจสอบและนำมารวมกับผลการวิจัยในตอนนี้ได้ไม่อย่างนั้นเด็กหนุ่มคง ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยหนึ่งปีในการเก็บข้อมูลด้วยตัวเอง
หลังจากแมวน้ำสีฟ้าได้สติกลับคืนก็แสดงความเศร้าโศกเสียใจ ไม่ใช่ว่าเขา ฝืนทนอดกลั้น แต่หมิงโหย่วสามารถสัมผัสสภาพอารมณ์แท้จริงผ่านพลังแห่งจิตใจ แมวน้ำสีฟ้าค่อยบรรเทาลงบ้างแล้ว
"สองปีแล้วเหรอ เร็วจังเลยนะ" แมวน้ำสีฟ้าหัวเราะ "พอเทียบกับการเสีย สละของเขาแล้ว การที่ฉันนอนริมทะเลมาปีหนึ่งนี่ช่างน่าอับอายจริงๆ เลย"
ประวัติศาสตร์ดำมืด อา ประวัติศาสตร์ดำมืด อสูรวิญญาณแต่ละตนที่หมิงโหย่วได้พบนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยง ก้อนขนตนอื่นๆ ไม่ได้ดูใส่ใจมากนัก ดู เหมือนว่ากาลเวลาล่วงเลยมาถึงสองปีแล้ว ไม่ว่าจะเศร้าเสียใจมากแค่ไหน ไม่ว่าจะ หลั่งน้ำตามากเพียงไร แต่มันก็ผ่านพ้นไปแล้ว คนเราไม่อาจลืมเลือนอดีต แต่ก็ไม่ ควรจมอยู่กับอดีตเช่นกัน พวกเขาต่างก็พยายามก้าวเดินต่อไป แต่หมิงโหย่วยังไม่ อาจวางใจ
โดยเฉพาะตอนที่นึกถึงละอองวิญญาณของกู้ไห่ เขาหวังอยู่เสมอว่าผู้คนจะ สามารถฟื้นคืนจากความตายได้แม้จะอยู่ในสถานะอื่นก็ตาม
"ใครจะไม่อยากฟื้นคืนชีพบ้าง?" แมวดำใช้อุ้งเท้าตบศีรษะน้อยๆ ของหมิงโหย่วเบาๆ และว่า "นายก็รู้ว่าในสงครามครั้งนี้มีคนมากแค่ไหนที่จบชีวิต ลง? แน่นอน ฉันเองก็หวังว่าพวกเขาทุกคนจะสามารถกลับมามีชีวิตได้เหมือนกัน"
หมิงโหย่วเม้มริมฝีปาก ถ้าหากมีหวัง เขาเองก็หวังว่าคุณแม่ในชาติที่แล้วจะ กลับมามีชีวิตเหมือนกัน เขาได้ยินว่าคุณแม่ในชาติก่อนเป็นคนเดียวที่วาดหวังให้เขา มีตัวตนอยู่บนโลกนั้น อย่างไรก็ตาม ถ้าเขาละโมบโลภมากได้มากกว่านี้เขาก็ยัง หวังที่จะกลับไปชาติก่อนและหวังให้พ่อแม่ในชาติก่อนยังมีชีวิตอยู่ ถ้าได้มีร่างกายที่ แข็งแรงสมบูรณ์ดีก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่
"ฉันเองก็หวังว่าพ่อแม่ฉันจะไม่จากไปในทันทีที่ให้กำเนิดฉันเหมือนกัน" แมวดำนอนอยู่ตรงหัวเตียง และหมิงโหย่วทำเหมือนเจ้าแมวเป็นโซฟาหนัง เอนนอน ไขว้ขาอยู่ในอ้อมแขนของเจ้าแมวดำ "แน่นอนว่า เหล่าสหายร่วมศึกก็ด้วย" และพี่ สะใภ้ที่เขานับถือเหมือนเป็นแม่ก็เช่นกัน
"ที่จริงแล้วมันอาจเป็นเรื่องดีที่คนเราฟื้นคืนชีพไม่ได้ก็ได้นะ ถ้าคนเราสามารถคืนชีพได้ฉันเดาว่าคนเราคงไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้เราจะเอาแต่ติดอยู่กับ อดีตและติดอยู่กับความผิดพลาดพวกนั้น" เจ้าแมวดำพูดถ้อยคำโหดร้าย การได้ยิน เรื่องนี้ทำให้หมิงโหย่วโกรธขึ้นมานิดหน่อย
แต่หลังจากครุ่นคิดดีๆ เจ้าดำก็พูดถูก หมิงโหย่วที่ไม่มีความสุขและไร้ ความสามารถก็ลูบหัวแมวดำ จากนั้นก็ซุกอยู่ในอ้อมแขนเจ้าเหมียว หลับตาลงและ หลับใหลไปโดยไม่สนใจเจ้าแมวดำ
อาเธอร์เกาหูแมวที่คันยิบๆ และถอนหายใจ ในฐานะหัวหน้า หน้าที่ของเขา คือการนำความหวังมาสู่ทุกคนในยามที่ทุกคนท้อแท้สิ้นหวัง จากนั้นก็ดับ "ความ หวัง" ที่ไม่อาจเป็นจริงในยามที่ทุกคนคาดหวังกันอย่างหูหนวกตาบอด
แต่พอเห็นหมิงโหย่วโกรธตัวเอง เจ้าแมวดำก็ยังรู้สึกเหมือนโดนหนามแหลมทิ่มแทงในใจ หมิงโหย่วยังเด็กอยู่เลย ดังนั้นเขาต้องระมัดระวังให้มากๆ ใน วันรุ่งขึ้นเจ้าแมวดำจะบอกขอโทษแต่หมิงโหย่วกลับลืมเลือนความโกรธและเริ่มเป็น กังวลเรื่องอื่นไปแล้ว
"ว้าว! แสดงว่ากู้ไห่ไม่ใช่อสูรวิญญาณแต่เป็นมนุษย์น่ะสิ!" ตอนที่หมิงโหย่วอุทาน นอกจากแมวน้ำสีฟ้าแล้ว ใบหน้าของเหล่าก้อนขนที่ได้สติก็เผย ความสิ้นหวังออกมาทางสีหน้า "สุดท้ายก็ไม่อาจหลีกหนีได้" ออกมา
ดังนั้นแมวน้ำสีฟ้าเลยใช้ครีบตบหมีขั้วโลกเบาๆ : "เฮอร์แมน หมิงโหย่วหมายความว่าอะไรน่ะ?" สโนว์วี่ส่งข้อความให้แมวน้ำสีฟ้าอ่อน เปิดเผย อาการกลัวสังคมของหมิงโหย่ว ก่อนอื่นเลย เจ้าแมวน้ำสีฟ้าต้องได้รับคำอธิบาย เรื่องราวในอดีตชาติกับปัจจุบันชาติของหมิงโหย่ว แมวน้ำอาจช่วยให้หมิงโหย่วใช้ ชีวิตร่วมกับพวกเขาได้จากนั้นก็ถึงเวลาพูดคุยเรื่องตระกูลถาน
ตอนที่ตรวจสอบถานเฉินซีพวกเขาพบว่าอีกฝ่ายทำการสืบค้นเรื่องของหัว ขโมยดวงดาวเพื่อแก้แค้นให้แม่แท้ๆ เรื่องนี้น่าจะมีการสมรู้ร่วมคิดจากทั้งภายนอก ภายใน พูดอีกอย่างคือ ตระกูลถานเองก็เป็นหนึ่งในฆาตกรเช่นกัน
แม่ของหมิงโหย่วถูกพวกคนเลวฆ่าตาย แต่ความผิดในการฆาตกรรมแม่ กลับถูกโยนลงบนหัวเด็กหนุ่ม ทำให้ถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกกักบริเวณภาย ในโรงเรียนที่เป็นของตระกูลถานมาตลอดสิบเก้าปีนอกจากนี้หมิงโหย่วยังถูกใคร บางคนที่เรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทแย่งชิงตัวตน และถูกปิดกั้นหรือแม้แต่ถูกไล่ล่าจาก
ตระกูลถาน
เด็กหนุ่มหลบหนีจนมาถึงสถานพยาบาล ดังนั้นเลยมีอาการกลัวสังคมขั้น รุนแรง และยากที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์หมิงโหย่วไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับโลกภายนอก ดัง นั้นเด็กหนุ่มเลยไม่รู้ว่าอสูรวิญญาณคือร่างใหม่ของผู้มีพลังพิเศษระดับ S หลังจาก ที่ทะลุผ่านคอขวดได้เด็กหนุ่มคิดว่ามีดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยอสูรวิญญาณอยู่ใน สหพันธ์ดวงดาว พวกเขาต่างอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์อสูรวิญญาณ และเจ้าชายอา เธอก็เป็นเจ้าชายของดาวดวงนั้น
"หมิงโหย่วคิดมาตลอดว่าหลังจากผ่านช่วงประเมินแล้วจะได้ลงหลักปักฐาน ที่ดาวเคราะห์อสูรวิญญาณ" เฮอร์แมนถอนหายใจ "เราเคยคุยกันเรื่องนี้ถ้ารู้ว่าอสูร วิญญาณเป็นมนุษย์จริงๆ แล้วเขาจะเป็นยังไง?"
"นี่แค่คาดเดานะ เขาน่าจะเป็นลม" ใบหน้าหมีของเฮอร์แมนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
แมวน้ำสีฟ้าลังเล ไม่คิดจริงๆ ว่าหมิงโหย่วที่มองโลกในแง่ดีมีชีวิตชีวา และถึงขั้นโง่งมเล็กน้อย จะมีประสบการณ์ชีวิตที่น่าอเนจอนาถขนาดนี้แต่เรื่องอดีต ชาติกับปัจจุบันชาติ... มีอยู่จริงๆ เหรอ? งั้นในชาติหน้าเขาอาจได้เจอกู้ไห่น่ะสิ?
เพียงแต่ว่าถึงแม้จะคิดถึงกู้ไห่มากขนาดไหน แต่เขาก็ยังมีครอบครัวญาติพี่ น้อง เหล่าสหายร่วมรบ และสหพันธ์ดวงดาว ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะจบชีวิตที่สหาย ร่วมรบช่วยเหลือไว้เพื่อความรักอย่างง่ายดายขนาดนั้น
เขาไม่รู้ว่ากู้ไห่จะรอเขาไปเกิดใหม่พร้อมกันรึเปล่า แต่การตั้งความหวังไว้กับ คนอื่นไม่ใช่สไตล์เขา เขายังต้องมีชีวิตตราบใดที่ยังมีความเป็นไปได้เขาต้องใช้ชีวิต ไปอีกหลายทศวรรษมากเกินกว่ากู้ไห่ที่ไปเกิดใหม่ ดังนั้นเอาไว้ค่อยไล่ตามไปเกิด ใหม่ด้วยแล้วกัน
แต่ถ้ากู้ไห่อยากรอเขา ก็ต้องรอไปอีกสองหรือสามร้อยปีและอีกฝ่ายไม่เคย สนใจว่าจะต้องรอไปอีกกี่ทศวรรษ นี่คือหนทางที่แน่นอนที่สุดแล้ว
หลังจากหมิงโหย่วได้รู้ว่าคนกับอสูรวิญญาณสามารถรักกันได้ก็ยอมรับ เรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว อสูรวิญญาณต่างเผ่าพันธุ์สามารถรักกันได้โดยไม่ต้องคำนึง ถึงการแบ่งแยกเชื้อชาติดังนั้นการรักกับมนุษย์ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยใช่ไหม? ดีกว่า การปฏิบัติกับมนุษย์เป็นอสูรวิญญาณประหลาดๆ เสียอีก
แม้ว่ามนุษย์กับอสูรจะค่อนข้างหนักหน่วงในแง่สามัญสำนึกของมนุษย์ไป หน่อย แต่การปฏิบัติต่อมนุษย์เป็นอสูรวิญญาณชนิดหนึ่งก็ไม่มีปัญหา เมื่อเห็น ว่าหมิงโหย่วยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว อสูรวิญญาณที่ได้สติแล้วก็ถอนหายใจ อย่างโล่งอก แต่ก็ปวดหัวหนักขึ้นด้วย
วงจรสมองหมิงโหย่วนี่ช่าง... พวกเขารู้สึกมาตลอดว่ามันยากที่หมิงโหย่วจะ ยอมรับเรื่องที่ "อสูรวิญญาณคือมนุษย์"
หนึ่งในปัญหาหลักคืออาเธอร์หลังจากรู้ว่ามนุษย์กับอสูรวิญญาณสามารถ อยู่ด้วยกันได้หมิงโหย่วก็สาบานกับเจ้าแมวดำ เขาแค่อยากนอนหลับกับแมวดำตัว ใหญ่ในแง่บริสุทธิ์ใจ และไม่ได้มีเจตนาผิดๆ แม้แต่น้อย
อสูรวิญญาณตอนนี้ไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไงดีมันเป็นแค่การนอนหลับอย่าง บริสุทธิ์ใจ... คำพูดของหมิงโหย่วฟังดูเหมือนพวกคนเลวที่ไร้ความรับผิดชอบจริงๆ คนนิสัยไม่ดีเจ้าชายอาเธอร์ตบหมิงโหย่วออกไปไกลๆ แมวน้ำสีฟ้าเกือบจะวิ่งเข้าไป หา แต่ก็ถูกเหล่าเพื่อนพ้องหยุดยั้งไว้ก่อน
"อย่าไปเลย เจ้าชายทรงทราบว่ากำลังทำอะไรอยู่ หมิงโหย่วจงใจกลิ้งไปมา บนพื้นเองแหละ พระองค์สัมผัสดุจเครื่องกระเบื้องขนาดนั้น" เฮอร์แมนถอนหายใจ ลึก เขาคิดว่าตัวเองได้เปลี่ยนจากข้ารับใช้จอมโผงผางมาเป็นข้ารับใช้จอมถอดถอน ใจเสียแล้ว
สัมผัสดุจเครื่องกระเบื้อง?!!! แมวน้ำสีฟ้าไม่รู้จะพูดอะไรดี "หมิงโหย่ว... วง จรสมองเขาแปลกมากเลยเหรอ?" แมวน้ำถาม
แม้แต่ก้อนขนที่โง่งมก็ยังพยักหน้าหงึกหงัก ถูกต้อง วงจรสมองของผู้ฝึก อสูรวิญญาณตัวน้อยนั้นแปลกมาก ต่อให้พวกเขาจะเสียสติแต่ก็ยังคิดว่าแปลกอยู่ ดีมีแค่จิงโจ้สีครามที่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม แสดงออกว่าหมิงโหย่วมีชีวิตชีวามาก ดี มาก ไม่เป็นไรเลย เธอดูเหมือนเป็นแม่แก่ๆ ที่ตามใจลูกมากเกินไป
"ไลท์บลู เธออยากทำงานวิจัยกับฉันรึเปล่า!" หมิงโหย่ว คนเลวที่หยอกเย้า แมวดำเสร็จก็ลุกขึ้นจากพื้นและมาจีบแมวน้ำสีฟ้าต่อ
แมวน้ำงุนงง : "ทำงานวิจัย?"
หมิงโหย่วพยักหน้า : "ตอนที่คุณกู้ไห่ทำงานวิจัย ไลท์บลูเป็นคู่หูของคุณกู้ ไห่ใช่รึเปล่า? ไลท์บลูต้องเข้าใจงานวิจัยของคุณกู้ไห่เป็นอย่างดีเลยใช่ไหม?"
"ไลท์บลูบอกว่าในสหพันธ์ดวงดาวมีนักวิจัยอสูรวิญญาณมากมายที่พยายาม อย่างหนัก แต่พวกเขาดำเนินไปผิดทิศทาง เจ้าดำพูดถูกจริงๆ งานวิจัยของคุณกู้ไห่ มุ่งไปถูกทางแล้ว และยังรู้แล้วว่าจะใช้พลังแห่งจิตใจอย่างไร"
"เขาต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์อสูรวิญญาณที่ทรงพลังที่สุดในสหพันธ์ดวงดาว แน่เลยใช่ไหม? ผลงานวิจัยของเขาไม่ควรถูกกลบฝัง มาเรียบเรียงผลงานวิจัยและตี พิมพ์ด้วยกันไหม?" หมิงโหย่วพูดอย่างจริงจังมาก
แมวน้ำสีฟ้าหัวเราะ : "หมิงโหย่วคือนักวิทยาศาสตร์อสูรวิญญาณที่แข็ง แกร่งที่สุดในสหพันธ์ดวงดาวต่างหาก"
หมิงโหย่วส่ายศีรษะ : "ไม่ๆๆ ฉันไม่ใช่สมาชิกของสหพันธ์ดวงดาว ฉันไม่ ใช่นักวิจัยที่ยอดเยี่ยม ฉันแค่เอาความรู้จากโลกอื่นมายังโลกนี้ด้วย เป็นแค่แหล่ง ความรู้น่ะ ไลท์บลู ช่วยฉันเถอะนะ มีแค่เธอที่รู้จักงานวิจัยเขาดีที่สุดที่สามารถทำ งานนี้กับฉันได้"
"คุณกู้ไห่ ไม่ใช่แค่ฮีโร่ในการต่อสู้ที่เยี่ยมยอดและอสูรวิญญาณที่ทรงพลัง ในสหพันธ์ดวงดาว... เขาควรถือว่าเป็นผู้ฝึกอสูรวิญญาณคนแรกในสหพันธ์ ใช่รึเปล่า? นอกจากนี้เขายังสามารถใช้พลังแห่งจิตใจได้อีกด้วย กิตติศัพท์ของเขา ไม่มีที่สิ้นสุดและไม่ควรหายไปจากชีวิตด้วย"
หมิงโหย่วพยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายอย่างถึงที่สุด อาเธอร์เลียอุ้งเท้าและ ทำความสะอาดหน้าสองสามรอบ แล้วว่า "ไลท์บลู ช่วยหมอนี่เถอะ ตราบใดที่มีใคร สักคนจดจำกู้ไห่ได้หมอนั่นก็จะไม่หายไปไหน อีกอย่าง นายอยากให้คนที่ดูถูก หมอนั่นต้องเสียใจไม่ใช่เหรอ? กู้ไห่บอกว่าตอนที่ทำงานวิจัยเสร็จสิ้น หมอนั่นจะ ตอกหน้าคนที่บอกว่าหมอนั่นไม่รู้เรื่องอะไรเลยให้หงายหลังนี่"
"นี่เป็นความปรารถนาของหมอนั่นใช่ไหมล่ะ?" อาเธอร์ส่ายหาง "ในฐานะแม่ ม่าย การรับช่วงต่องานของสามีทำการศึกษาค้นคว้าต่อ ทำความปรารถนาให้เป็น จริง คือสิ่งที่นายควรทำไม่ใช่เหรอ?"
"แม่ม่ายอะไร สามีที่จากไปแล้วอะไร พระองค์ทรงตรัสเรื่องไร้สาระอะไรอยู่ กันแน่พ่ะย่ะค่ะ" แมวน้ำสีฟ้ามีเส้นสีดำบนศีรษะ "มาพูดกันแบบนี้ฉันไม่ช่วยได้ เหรอ? แต่ว่านะหมิงโหย่ว ฉันไม่ได้มีความรู้นักหรอกนะ ฉันรู้แค่งานวิจัยที่กู้ไห่ทำ เท่านั้น ฉันอาจช่วยอะไรนายไม่ได้ก็ได้"
"ถ้าเธอทำได้ก็จะเป็นการช่วยเหลือชั้นยอดเลย! ฉันไม่เข้าใจกระบวนการ จำเพาะในการทดลองของคุณกู้ไห่!" หมิงโหย่วรีบพูด
หลังจากแมวน้ำสีฟ้าถอนหายใจเล็กน้อย ก็ใช้ครีบหน้าเกาหัวและว่า "อีก อย่าง อย่าเรียกเขาว่าคุณกู้ไห่เลย เขาเป็นสุภาพบุรุษที่ไหนกัน เรียกแค่ชื่อก็พอ"
"ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเขาเป็นวีรบุรุษในสงคราม แค่พูดถึงความคงเส้นคงวา ทางวิชาการและความสำเร็จของเขาก็เพียงพอที่ฉันจะให้เกียรติเขาในฐานะสุภาพ บุรุษแล้ว" หมิงโหย่วค้าน
แมวน้ำสีฟ้ายกครีบหน้าขึ้นและตบหน้าผากตัวเอง กู้ไห่ถูกหัวเราะเยาะใน แวดวงนักวิจัยอสูรวิญญาณมาตลอด ดังนั้นผู้อาวุโสในตระกูลเลยเข้าใจผิดเกี่ยวกับ กู้ไห่ ไม่คิดเลยว่าในตอนนี้จะมีคนให้ความเคารพอีกฝ่ายมากขนาดนี้
แต่หมิงโหย่วกับเจ้าชายพูดถูก แม้กู้ไห่จะจากไปแล้ว แต่ผลงานวิจัยไม่ควร ถูกกลบฝัง ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงในการศึกษาอสูร วิญญาณ สิ่งเดียวที่เขาสามารถทำให้กู้ไห่ในตอนนี้ได้ก็คือการทำให้โลกวิจัยจดจำ ผลงานวิจัยของอีกฝ่าย
แมวน้ำไลท์บลูยินยอมอย่างง่ายดาย ในจุดที่แมวน้ำสีฟ้ามองไม่เห็น อา เธอร์ยกอุ้งเท้าแปะมือกับหมิงโหย่ว แผนการสำเร็จ!
หมิงโหย่วไม่รู้จักแมวน้ำสีฟ้า ดังนั้นทำได้แค่ตัดสินจากคลื่นพลังแห่งจิตใจ ว่าตอนนี้เจ้าแมวน้ำมีภาวะอารมณ์ปกติดีแต่อาเธอร์รู้จักลูกน้องตัวเองเป็นอย่างดี โดยเฉพาะตอนนี้ที่หลงเหลือแค่สิบคนเท่านั้น ทันทีที่ขมวดคิ้ว อาเธอร์ก็รู้แล้วว่าคิด อะไรอยู่
ลูอิสไม่ได้จมอยู่กับความเศร้าเสียใจ แต่คำพูดและการกระทำเปลี่ยนไป อย่างมาก ในอดีตลูกอิสเป็นคนร่าเริงที่ชอบเล่นสนุก ชอบหัวเราะ และมีบรรยากาศ คล้ายคลึงกับอาเธอร์แต่ตอนนี้ลูอิสกลายเป็นคนใจเย็น จนถึงขั้นเงียบขรึมนิด หน่อย ลักษณะนิสัยพวกนี้เป็นบุคลิกที่กู้ไห่เป็น หลังจากอีกฝ่ายเสียสละตัวเอง ลูอิสก็ถูกบีบให้เติบโตขึ้น และคล้ายกับคนที่เคยดูแลตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
อาเธอร์เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ดีในระหว่างสงคราม ผู้คนต่างบาดเจ็บล้มตาย ต่างอยู่รอด และต่างแลกเปลี่ยนบรรยากาศของกันและกัน พี่ชายเขาก็เหมือนกัน
อาการใจสลายไม่อาจรักษา และการก้าวสู่อนาคตก็ไม่ได้หมายถึงการหลง ลืมอดีต แทนที่จะหลีกเลี่ยงความรู้สึกเหมือนกระชากหัวใจที่ผ่านเข้ามา การมีชีวิต อยู่พร้อมความฝันของอีกฝ่ายยังดีเสียกว่า นับจากนี้หากเขายังอยู่ก็หมายความว่ากู้ ไห่ยังอยู่
ก่อนสงคราม ความฝันสูงสุดของกู้ไห่คือการทำให้สถาบันอสูรวิญญาณต้อง บันทึกผลงานการวิจัยของเขา ดังนั้นงานวิจัยของเขาเลยมีประโยชน์ต่ออสูรวิญญาณ มากกว่า ความฝันนี้จ่ายด้วยชีวิต เหมาะสมกับลูอิสแล้ว
อาเธอร์คิดว่าความยึดมั่นในศักดิ์ศรีของพวกเขามีมากเกินไป และการกลับ เข้าสู่กองทัพอาจทำให้ผู้คนรักพวกเขาอย่างหูหนวกตาบอด แน่นอนเขาเชื่อว่าลูกน้อง เขาจะไม่ทำตัวไม่ดีแต่ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แม้แต่นักปราชญ์ก็ยังรู้พลั้ง เขาไม่อาจ รับประกันได้ว่าการตัดสินใจของเขาจะถูกต้องสมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพหลังสงครามกลับคืนสู่ความเป็นผู้อาวุโส พวกเขาต่าง เป็นวัยรุ่น ไม่ใช่พวกพนักงานแก่หงำเหงือก ตอนที่เข้าไปในพื้นที่ของคนอื่น พวก เขาอาจถูกดึงเข้าสู่สนามรบที่อีกฝ่ายช่ำชองก็เท่านั้น พวกเขาจะพ่ายแพ้ให้กับพวกแก่ ประสบการณ์
เพื่ออาศัยบารมีตน เพื่อให้มีสิทธิ์ที่จะพูดมากขึ้น และเพื่อให้การปฏิรูป สหพันธ์ดวงดาวเป็นไปอย่างราบรื่น อาเธอร์ตัดสินใจลงสนามรบครั้งใหม่ที่ตอนนี้ยัง ว่างเปล่า - สนามรบของผู้ฝึกอสูรวิญญาณ เพื่อออกคำสั่งครั้งใหม่
การเชี่ยวชาญสาขาใหม่ในการวิจัยของผู้ฝึกอสูรวิญญาณนั้นเทียบเท่ากับ การกุมอำนาจการต่อสู้สูงสุดของสหพันธ์ดวงดาว สิทธิ์ในการออกเสียงของเขาไม่ น้อยไปกว่ากองทัพ และกระทั่งกองทัพก็ยังต้องพึ่งพาอาศัยเขา
งานวิจัยของผู้ฝึกอสูรวิญญาณ เหมือนเป็นเทคโนโลยีของกองทัพ มีความ สำคัญต่อสหพันธ์ดวงดาว มันอาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมกำลังต่อทั้ง ห้วงอวกาศ
เฮอร์แมน เหยียนอี้และเซียนหลัวที่ตอนนี้ได้สติดีแล้วต่างก็สนับสนุนการ ตัดสินใจของอาเธอร์ก่อนสงครามเริ่มพวกเขาเคยเป็นราชองครักษ์และพวกเขายัง อยู่ในช่วงหลังสงคราม หลังจากประสบกับความหิวโหย พวกเขาก็เข้าใจถึงความ หมกมุ่นในการกินของอสูรวิญญาณ
ผู้คนนับอาหารเป็นสรวงสวรรค์อสูรวิญญาณเองก็เช่นกัน พวกเขาไม่กล้า เอาเรื่องปากท้องไปฝากไว้ในมือผู้อื่น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยของ พวกเขานั้นโง่งม พวกเขาไม่กล้าให้คนอื่นมาดูแลผู้ฝึกอสูรวิญญาณคนนี้
อาเธอร์รู้จักลูกน้องตัวเองดีและรู้ว่าคนที่เหลือต้องตามเขามาอย่างแน่นอน ทุกคนทะเยอทะยานมาก แต่ไม่มีความทะเยอทะยานในแง่ชื่อเสียงและเงินทอง ความทะเยอทะยานของพวกเขาคือความหวังว่าสหพันธ์ดวงดาวจะดีขึ้นด้วยฝีมือของ พวกเขาเอง
พวกเขาต่างก็อยากเป็นคนที่ยอดเยี่ยมส่งเสริมการดำเนินของช่วงเวลา และ หวังว่านามของพวกเขาจะถูกกล่าวขานไปนานนับพันปีอาเธอร์ใช้ "ความ ทะเยอทะยาน" นี้ชักนำพวกเขามาอยู่ร่วมกัน
ลูอิสเองก็มีความทะเยอทะยานเหมือนกัน การเติมเต็มความฝันของกู้ไห่ และนับสิ่งนี้เป็นความทะเยอทะยานของตัวเอง อาเธอร์เชื่อว่าไม่มีอะไรเหมาะกับ อนาคตของลูอิสไปมากกว่านี้การวางแผนอนาคตให้ลูกน้องที่สับสนเองก็เป็นสิ่งที่ผู้ นำควรทำเช่นกัน
ลูอิสไม่ทันสังเกตเห็นความพยายามอันอุตสาหะของอาเธอร์และหมิงโหย่ว แต่ก็ฟื้นฟูกำลังและเปลี่ยนกลับไปเป็นรูปลักษณ์เดิมในกระบวนการช่วยเหลือการ วิจัยของหมิงโหย่ว
หมิงโหย่วใช้สองมือกุมหน้าและเลียนแบบท่าทางของภาพวาดคลาสสิก "The Scream" ในชาติก่อน เขาแปลกใจ : "แมวน้ำมีกรงเล็บแค่ที่ขาหลังไม่ใช่ เหรอ? ทำไมขาหลังของไลท์บลูถึงแข็งแรงขนาดที่สามารถปั่นจักรยานได้เลยล่ะ?"
แมวน้ำสีฟ้าลุกยืนและใช้ครีบหน้าเกาหัว : "เพราะฉันเป็นอสูรวิญญาณไง นี่ มันก็สมเหตุสมผลไม่ใช่เหรอ?"
นี่มัน... สมเหตุสมผล? หมิงโหย่วยังคงกุมหน้าและทำสีหน้าสงสัย อาเธอร์กลิ้งไปมาบนพื้นพร้อมหัวเราะร่า
โอ้ดวงดารา! โอ้สวรรค์! ในที่สุดก็ถึงตาหมิงโหย่วถามว่าเรื่องนี้สมเหตุสม ผลหรือไม่สมเหตุสมผลแล้ว!
ครีบข้างหนึ่งของแมวน้ำถือน้ำอัดลม ส่วนครีบอีกข้างก็ควบคุมการไหลของ น้ำเพื่อปิดฝ่าขวด จากนั้นก็เตะแมวดำที่กลิ้งอยู่บนพื้นเป็นสิ่งกีดขวาง : "ฝ่าบาท อย่ามาขวางทางสิพ่ะย่ะค่ะ ห้องแล็บไม่ต้องการสิ่งกีดขวาง หากพระองค์ไม่มีอะไร ทำ ได้โปรดออกไปวิ่งเล่น ไม่งั้นเกรงว่าพระองค์จะติดอีก"
อาเธอร์ลุกขึ้นและคำรามใส่แมวน้ำสีฟ้าอย่างเกรี้ยวกราด จากนั้นก็สะบัด หางเหมือนเป็นใบพัด แค่นหัวเราะขณะเดินจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นอาย
"เจ้าดำหิวอีกแล้ว" หมิงโหย่ววางมือลง "ฉันควรปรับเมนูอาหารให้เขาไหม?"
แมวน้ำจิบน้ำอัดลมและว่า "มีประโยชน์ด้วยเหรอ? หากฝ่าบาทคิดจะขโมย อาหาร นายจะหยุดพระองค์ได้หรือไง?"
หมิงโหย่วคิดอย่างมั่นใจและว่า : "ยังไงเขาก็กินได้ไม่เยอะ ร่างกายเขาก็ไม่ ได้เจ็บปวดและเราก็มีเสบียงมากพอ เจ้ากินเยอะหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไรเลย"
แมวน้ำไลท์บลูพูดไม่ออก หมอนี่พูดอะไรออกมาน่ะ? นายตามใจเจ้าแมว ตัวใหญ่จอมตะกละ แล้วยังจะป้อนอาหารต่ออีกเหรอ
"ไลท์บลูเธออยากลองบิสกิตสูตรใหม่ของฉันใหม่ รสเกลือทะเล!" หมิงโหย่วหยิบกล่องบิสกิตขนาดใหญ่ออกจากกระเป๋าระบบ "ฉันทำจากแร่ตรงพื้น ใต้ทะเลที่เธอค้นพบแหละ!"
"ได้" แมวน้ำสีฟ้าตอบรับอย่างไม่ลังเล ในที่สุดเขาก็รู้ว่าทำไมเจ้าชายถึงเอา แต่กิน ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยออกสูตรใหม่สำหรับอาหารอสูรวิญญาณทุกๆ สาม วัน ทุกรสชาติกลายเป็นมื้ออาหาร อืมม อร่อย!
"หลังจากเราหาสหายร่วมรบพบทุกตนแล้ว เราควรตรวจสอบสถานที่ที่เธอ เคยอยู่อย่างละเอียด ที่ที่มีทรายแร่ ต้องเป็นคริสทัลพลังงานคุณภาพสูงแน่เลย" หมิงโหย่วกัดบิสกิตหนึ่งคำ ดีบิสกิตเกลือทะเลค่อนข้างเหมาะกับรสสัมผัสมนุษย์ แต่ยังไงมนุษย์ก็ย่อยคริสทัลพลังงานไม่ได้เป็นเหมือนแค่การกลืนทราย สุดท้ายก็ จะยังหิวอยู่ดี
"ตามปกติแล้ว ตอนที่มีคนใหม่มาร่วมทีม เราจะไลฟ์สตรีมเพื่อเฉลิมฉลอง ไลท์บลูครั้งนี้เธออยากไลฟ์สตรีมรึเปล่า?" หมิงโหย่วไม่ได้คิดถึงสิ่งที่จะไลฟ์ดังนั้น เลยโยนปัญหานี้ให้เจ้าแมวน้ำสีฟ้าแทน
แมวน้ำสีฟ้าเกาหัวและว่า "ไม่รู้สิปกตินายไลฟ์อะไรล่ะ?"
"ทำอาหาร ทำของเล่น จัดคอนเสิร์ต เต้นรำ?" หมิงโหย่วนับนิ้ว "น่าเบื่อ ออก"
"ฉันว่าผู้ชมจะมีความสุขมากถ้าได้ดูการไลฟ์สตรีมทำอาหารนะ" ไลท์บลูว่า หมิงโหย่วถาม : "แค่ไลฟ์ทำอาหารเองเหรอ? ไม่น่าสนใจเลย"
แมวน้ำสีฟ้าว่า สำหรับอสูรวิญญาณแล้ว มันช่างน่าอัศจรรย์ที่ทำให้กระเพาะ อาหารพวกเขารู้สึกปริ่มเปรมในการไลฟ์สตรีมโฮโลแกรม เมื่อคิดถึงเรื่องนี้อสูร วิญญาณของสหพันธ์ดวงดาวนั้นน่าสังเวชจริงๆ
"นายคิดเรื่องอื่นที่จะไลฟ์ไม่ออกใช่ไหมล่ะ?" แมวน้ำสีฟ้าถาม "เราเจอวัตถุ ดิบใหม่เยอะแยะ แค่ให้พวกเขาได้ลองอะไรใหม่ๆ เป็นไง"
"โอเค ผลการวิจัยของคุณกู้ไห่เปิดเผยในส่วนของท้องทะเล เจ้าดำบอกว่า จะช่วยส่งต้นฉบับให้วางใจได้เลย เจ้าดำจัดการเรื่องต่างๆ ได้ไม่มีปัญหา" หมิงโหย่วพูดอย่างภาคภูมิใจ
แมวน้ำสีฟ้าพึมพำ แน่นอนว่าเขารู้ว่าเจ้าชายจะเป็นผู้จัดการ และจะต้องไม่ เกิดปัญหาอย่างแน่นอน แต่หมิงโหย่วไม่รู้ถึงสถานะแท้จริงของเจ้าชาย แล้วทำไมถึง ได้เชื่อมั่นในตัวเจ้าชายมากถึงขนาดนี้?
"เจ้าชาย" ของสิ่งที่เรียกว่าดาวเคราะห์อสูรวิญญาณเทียบเท่ากับน้องชาย นายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ บนดาวเคราะห์ใช่ไหม? จะไปมีอำนาจอะไรล่ะ? วง จรสมองของผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยนี่ไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ
หมิงโหย่ว : ไม่เป็นไร! เจ้าดำทำได้ทุกอย่าง!
แมวน้ำเทบิสกิตเข้าปากอีก ไม่เหลือขนมไว้ให้เจ้าแมวดำที่กำลังฝึกใช้พลัง พิเศษของตัวเองและเหล่าสหายร่วมรบสักชิ้น จากนั้นก็เดินออกไปนอกรถบ้านเพื่อ แช่น้ำ ถึงแม้ในฐานะที่เป็นอสูรวิญญาณ เขาไม่ต้องอาศัยอยู่ในน้ำเหมือนแมวน้ำ จริง แต่การแช่อยู่ในน้ำก็ยังทำให้ผ่อนคลายมากกว่า
หมิงโหย่วเรียบเรียงการศึกษาวิจัยของกู้ไห่ และเลือกผลลัพธ์ในการศึกษาบางเรื่องที่คล้างคลึงกับสิ่งที่เขาอธิบายในห้องไลฟ์สตรีมก่อนหน้านี้ และเตรียมประกาศลงไลฟ์สตรีม
ผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมอาจไม่สนใจมากนัก แต่เมนูอาหารบางอย่างที่กู้ไห่ทิ้ง ไว้น่าจะเป็นที่สนใจของเหล่าผู้ชม "เมนูอาหาร" ที่กู้ไห่ทิ้งไว้เป็นแผนการทดลอง ตอนเริ่มต้นสงคราม แผนการทดลองนี้ยังเป็นแค่ทฤษฎีและเขาไม่มีเวลาทำให้มัน เสร็จสิ้น
หมิงโหย่วอ่านแผนการทดลองที่กู้ไห่ทิ้งไว้อย่างละเอียด และตบหน้าผากตัว เอง เอ๋! นี่มันเมนูนั้นไม่ใช่เหรอ? เขาตัดสินใจว่าเมนูที่สมบูรณ์แบบที่สุดคือสิ่งที่เรีย กว่าซุปไข่มุก! ไลฟ์สตรีมครั้งนี้เขาจะทำสิ่งนี้แหละ!
แมวน้ำสีฟ้าชอบบอกว่าถ้าการทดลองนี้ประสบความสำเร็จ ผลลัพธ์สุดท้าย ควรถูกตั้งชื่อว่า "ดินแดนพลังงานพิเศษของเหล่าสัตว์ทะเล"
"มื้อเย็นคืนนี้จะเป็นซุปไข่มุก!" หมิงโหย่วม้วนแขนเสื้อ
แมวน้ำสีฟ้า : "...โอเค" ช่างเถอะ ปล่อยให้มันชื่อซุปไข่มุกก็แล้วกัน
การเลือกเมนูทุกวัน ชื่อจะไปสำคัญอะไร? เมื่อเทียบกับการกิน "ดินแดน พลังงานพิเศษของเหล่าสัตว์ทะเล" คืนนี้การได้กิน "ซุปไข่มุก" คืนนี้จะน่ากินมาก กว่า
ตอนที่หมิงโหย่วเปลี่ยนผลลัพธ์งานวิจัยในจินตนาการของกู้ไห่เป็นชื่อเมนู อาหารแสนอร่อย แมวน้ำทะเลมีภาพหลอนว่า "เหตุผลที่กู้ไห่ถูกสถาบันปฏิเสธก็ เพราะใช้ชื่อเลวร้ายเกินไป"
"หมิงโหย่ว ชื่อมันหยาบเกินไปหน่อยรึเปล่า?" เจ้าแมวดำถือถ้วยซุปไข่มุก และพูดไปกินไปอย่างยากลำบาก
"ถ้าเธอคิดว่าชื่อนี้หยาบเกินไปก็อย่ากินสิเจ้าดำ" หมิงโหย่วถือทัพพีอย่าง ยโส ตอนที่ทำอาหารก็จะยโสขึ้นมาก
แมวดำทำหูลู่ : "เปล่าสักหน่อย ฉันชื่นชมการเลือกชื่อที่สุดยอดของนายต่าง หาก ขออีกถ้วย"
หมิงโหย่วตักให้เจ้าแมวดำอีกถ้วย : "ซุปไข่มุกนี่เกินไปจริงๆ ถ้ามันหยาบ นักก็เรียกว่าซุปหยกดูสิเห็นไหม เม็ดกลมที่มีสีขาว เขียว ม่วง และเหลือง เหมือน หยกหลากสีสันเลย ดีไหม"
สิ่งที่ต่างระหว่างซุปหยกกับซุปไข่มุกคือ? มีสีอัญมณีเพิ่มเติมเหรอ? ทำไม ไม่เรียกว่าซุปอัญมณีไปเลยล่ะ? ถึงแม้เจ้าแมวดำจะบ่นอุบอิบในใจ แต่ก็ไม่อยาก เสียโอกาสกินดังนั้นเลยเก็บคำบ่นไว้อย่างว่าง่าย คว้าอาหารมาลองชิม ดังนั้นจึงไม่ อยากยอมแพ้
ตอนที่หมิงโหย่วมองหานักชิมมาลองเมนูใหม่ๆ อสูรขนฟูตนอื่นต่างลังเล กันเล็กน้อย ลองชิม... พวกเขาจะทำยังไงถ้าได้กินอะไรประหลาดๆ เข้า? สุดท้าย นอกจากแมวน้ำสีฟ้าที่ทำงานวิจัยกับหมิงโหย่ว ก็เหลือแค่แมวดำที่ถูกบังคับเข้าร่วม
ในตอนนั้น แมวดำที่น่าสงสารไม่เต็มใจเลยจริงๆ เขาถูกหมิงโหย่วลากตัว มา แต่ตอนนี้ฮึก มันอร่อย! ก้อนขนตัวอื่นน้ำลายไหลพรากอยู่นอกประตูห้องครัว หลังได้กลิ่นหอมตลบอบอวลและคลื่นพลังงาน ในขณะเดียวกันแมวกับแมวน้ำก็กิน ซุปไข่มุกเป็นถ้วยที่สามจนหมดเกลี้ยง
พวกเขาผิดไปแล้ว พวกเขาไม่ควรตั้งคำถามกับความสามารถของหมิงโหย่ว แม้แต่เมนูใหม่ รสชาติก็ยังดีกว่าเนื้อสัตว์ดิบที่พวกเขากินใช่ไหม? ก่อนหน้านี้พวกเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคดเหรอ? หลังจากพวกนั้นอิ่มหนำสำราญก็จะ เริ่มจู้จี้จุกจิก ตอนนี้พวกเขาเสียใจขึ้นมา ขอร่วมทีมลิ้มชิมรสได้ไหม?
"ไม่ พวกเธอจะได้กินตอนไลฟ์สตรีมเท่านั้น!" หมิงโหย่วเองก็มีอารมณ์ โกรธ พวกนี้ดูถูกฝีมือเขา ฉันจะทำให้พวกเธอตะกละเอง!
เหล่าก้อนขนทั้งเล็กใหญ่ยืนเรียงแถวก้มหน้าคิด แม้แต่จิงโจ้สีครามที่อายุ เยอะที่สุดก็ก้มหน้า ยอมรับความผิดตัวเองอย่างว่าง่าย
ตอนนี้ท้องฟ้าผืนดินแสนกว้างใหญ่ ไม่มีอสูรวิญญาณตัวน้อยที่ไหนที่ทำ อาหารอร่อยได้ขนาดนี้หมิงโหย่วยืนเท้าสะเอว อยากจะเงยหน้ามองฟ้าหัวเราะสาม รอบ สีหน้าเขายิ่งยโสเป็นอย่างมาก
แมวน้ำใช้ครีบหน้าปิดปากไอ : "หมิงโหย่วร่าเริงและน่ารักขนาดนี้เสมอเลย เหรอ? เหมือนเด็กเลยนะ"
"ตอนที่อายุเท่านี้นายก็เคยร่าเริงและน่ารักยิ่งกว่าหมอนี่" อาเธอร์ตอบอย่าง ไม่ลังเล เป็นเหมือนเด็กนี่หมายความว่ายังไง? ร่าเริงแล้วมันทำไม? สุดท้ายเขาก็ทำ ให้หมิงโหย่วครุ่นคิดและรักษาบุคลิกร่าเริงสดใสตอนนี้ไว้หุบปากซะ!
แมวน้ำสีฟ้า : "..." เขายังไม่ได้พูดอะไรเลย ทำไมฝ่าบาทต้องทรงกริ้วด้วย? ความคิดในการปกป้องลูกน้อยของเจ้าชายไม่มากเกินไปหน่อยเหรอ? กระทั่งหลาน ชายของตัวเองเจ้าชายยังไม่เคยปกป้องขนาดนี้เลย
แต่หลานชายของเจ้าชายก็อายุมากกว่าเขาถึงสิบปีเพียงแต่ตอนที่เจ้าชายอยู่ โรงเรียนประถม เจ้าชายฮันส์ก็ปฏิบัติกับเจ้าชายที่อายุน้อยกว่าเหมือนเป็นของตัว เอง แต่เป็นคนเดียวที่มักเป็นฝ่ายแบกรับถ้อยคำตำหนิสุดท้ายองค์จักรพรรดิเลย โยนให้ไปศึกษาเรียนรู้ในจักรวาลห่างไกล
ตอนที่เซิร์กรุกราน เจ้าชายฮันส์ขับยานอวกาศส่วนพระองค์กลับมาจากเขต นอกจักรวาล และต้องการมุ่งหน้าไปยังสนามรบเพื่อแก้แค้นให้จักรพรรดินีแต่กลับ ถูกจักรพรรดิทุบตีจนกระทั่งสงครามสิ้นสุด
เจ้าชายฮันส์ถือกำเนิดมาพร้อมพลังอันแสนน้อยนิดและเป็นคนส่วนน้อยใน ราชวงศ์ที่กลายร่างอสูรวิญญาณได้ตอนอายุสามสิบ เจ้าชายฮันส์ชอบต่อสู้มากและ สมองก็เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ แต่ทักษะการต่อสู้เลวร้ายมากและเข้าร่วมสนามรบไม่ ได้แน่
บางคนได้ยินมาว่าเจ้าชายฮันส์ชิงชังอาเธอร์เพราะเหตุนี้และวางแผนเข้าหา เหล่าผู้อาวุโสของสถาบันวิทยาศาสตร์ลงแย่งชิงบัลลังก์กับเจ้าชาย อา ถ้านี่เป็นเรื่อง จริง จักรพรรดิต้องทรงปลาบปลื้มพระทัยมากที่ในที่สุดก็มีคนในราชวงศ์ที่อยาก ครองบัลลังก์ขึ้นมาเสียที
อสูรวิญญาณของสหพันธ์ดวงดาวและคนที่เกี่ยวข้องต่างรอคอย และรอการ ประกาศการเริ่มต้นไลฟ์สตรีม ตามปกติแล้ว หรือว่าครั้งนี้มีวีรบุรุษกลับคืนสู่ทีมอีก คนแล้วใช่ไหม?
ตอนที่ได้เห็นแมวน้ำสีฟ้ายืนเหมือนเป็นสัตว์บก ถือถาดสาหร่ายทะเลใน ห้องไลฟ์สตรีม ผู้ชมที่ไม่รู้เรื่องราวในห้องไลฟ์สตรีมก็เปล่งเสียงร้องด้วยความตกใจ ออกมา ทำไมแมวน้ำตัวนี้ถึงเดินได้ล่ะ?!
"ที่ตกใจต้องไม่ใช่อสูรวิญญาณแน่ แมวน้ำอสูรวิญญาณไม่ใช่แมวน้ำจริงๆ สักหน่อย เดินได้จะแปลกอะไร?"
"ชิชะ มีสิ่งมีชีวิตแปลกๆ มากมายผสมปนเปในห้องไลฟ์สตรีม ฉันก็แค่พูด ลอยๆ ไม่ควรเปิดให้ลงทะเบียนเข้ามาได้อย่างอิสระเลย"
"ใช่เลยๆ หลังจากให้ลงทะเบียนได้อิสระแล้ว บรรยากาศใน
ห้องไลฟ์สตรีมเปลี่ยนไปมากเลย"
"ขอแนะนำว่าคนที่มีพลังต่ำกว่าระดับ 4 ในห้องไลฟ์สตรีมไม่ได้รับอนุญาต ให้แสดงความคิดเห็น"
"แค่คิดนะ แทนที่จะตกใจที่แมวน้ำตัวนี้เดินได้ทำไมไม่ประหลาดใจว่า ทำไมแมวน้ำตัวนี้ถึงได้สติทันทีที่กลับมา?"
"สตรีมเมอร์ตัวน้อยกำลังพูดถึงเรื่องนี้ฟังเงียบๆ เถอะ"
พวกเขาฟังเงียบๆ จากนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีใครอยากส่งข้อ ความขึ้นบนหน้าจอ กู้ไห่ พวกเขาอาจไม่เคยได้ยินชื่อนี้แต่ยานเสบียง "สิงโตรา ชัน" ที่กู้ไห่อยู่ตอนเสียชีวิตนั้นประทับลงในใจทุกคนที่เคยไปสนามรบแน่น
"สิงโตราชัน" เป็นยานเสบียงที่สร้างด้วยค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์ขององค์ จักรพรรดินีและถูกเหล่าคนนอกล้อเลียนว่าเป็นส่วนหนึ่งของสินเดิม ตอนที่ สงครามอยู่ในช่วงคุมเชิง ความขัดแย้งระหว่างทหารแนวหน้ากับเหล่าผู้อาวุโสของ สถาบันวิทยาศาสตร์ก็รุนแรงขึ้น เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในการส่งเสบียงของแนว หน้าในสนามรบ
องค์จักรพรรดินีนำทีมส่วนพระองค์ขับ "สิงโตราชัน" ไปและเปิดเส้นทาง เสบียงขึ้นมาใหม่ เมื่อรวมกับการลงจอดอย่างกะทันหันของทหารเจ้าชายอาเธอร์ เหล่าผู้อาวุโสถูกจับกุมโดยไม่ทันตั้งตัว ด้วยการร่วมมือของทั้งสองฝ่าย พวกเขากุม เสบียงสนามรบไว้ในมือได้อย่างมั่นคง
กล่าวได้ว่าหากปราศจากการเคลื่อนไหวเสี่ยงอันตรายขององค์
จักรพรรดินีและเจ้าชาย ในภายหลังย่อมไร้ซึ่งชัยชนะ ดังนั้นตอนที่เส้นทางของ "สิงโตราชัน" รั่วไหลและกองทัพเซิร์กจึงปรากฏตัวมาล้อมกรอบ ทำให้เกิดทฤษฎีสม คบคิดขึ้นมามากมาย
ตอนที่พวกเขาได้ข่าวว่า "สิงโตราชัน" ถูกกองทัพเซิร์กล้อมกรอบ พวกเขารู้ ว่ามีทหารในกองกำลังขนส่งมากมายจะเสียชีวิต แต่พวกเขาเชื่อว่าองค์ จักรพรรดินีจะปลอดภัย
เซิร์กไม่โง่ และพวกมันเข้าใจว่าการพาตัวจักรพรรดินีไปเป็นตัวประกันนั้นมี ประโยชน์ยิ่งกว่าการฆ่าทิ้งอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาไม่คิดว่าในขณะที่เซิร์กจะไปจับ จักรพรรดินีเป็นตัวประกัน จักรพรรดินีจะทรงขับ "สิงโตราชัน" พุ่งเข้าใส่ยานควบ คุมและพลีชีพ
สมาชิกของกองกำลังเสบียงทั้งหมดเป็นแค่ผู้ใช้พลังธรรมดา และแทบไม่มี อสูรวิญญาณ พวกเขาอาศัยอาวุธเทคโนโลยีอาศัยความคุ้นเคยเส้นทาง และจิต วิญญาณที่ไม่มีใครขวางได้พวกเขาต่อสู้กับกองทัพเซิร์กจนตาย และนำชัยชนะอัน งดงามที่จะถูกบันทึกลงในหนังสือประวัติศาสตร์สหพันธ์ดวงดาวมาด้วย
การทำลายกองทัพเซิร์กระดับสูงในขณะสูญเสียสมาชิกที่ไม่ใช่กองทัพแนว หน้าไปในระดับพอๆ กัน นี่ไม่เรียกว่าชัยชนะอันงดงามหรอกหรือ? กู้ไห่เองก็เป็น สมาชิกกองทัพเสบียงนี้เช่นกัน และเขาก็เป็นหนึ่งในวีรบุรุษคนท้ายๆ ที่อยู่บน "สิงโตราชัน"
นี่แสดงว่าเขาทำวิจัยอะไรบางอย่างที่คล้ายกับผู้ฝึกอสูรวิญญาณงั้นเหรอ? แสดงว่าถึงแม้เขาจะเป็นแค่ผู้ใช้พลังระดับ A แต่ก็มีพลังแห่งจิตใจงั้นเหรอ? แสดง ว่ามีนักวิทยาศาสตร์ในสหพันธ์ดวงดาวที่เคยบังเอิญก้าวไปถูกทิศถูกทางงั้นเหรอ? กลายเป็นว่ามีนักวิจัยที่สามารถเพิ่มความเชื่อใจของอสูรวิญญาณได้จริงๆ งั้นเหรอ?
"สิ่งที่ผมจะทำตอนนี้คือซุปไข่มุกซึ่งเหมาะมากสำหรับอสูรวิญญาณธาตุน้ำ" หมิงโหย่วหยิบกองสาหร่ายทะเลกับแร่คริสทัลพลังงานขึ้นมา และเริ่มทำไข่มุก
กระบวนการทำนั้นคล้ายคลึงกับขั้นตอนการทำบิสกิตก่อนหน้านี้หลักการ สกัดการตกผลึกของพลังงานเหมือนกัน และกระบวนการโดยรวมย่อมคล้ายกัน
หมิงโหย่วใช้แรงหนีศูนย์กลาง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า และพลังของแมวน้ำสีฟ้า ในการแบ่งแยกพลังงานในวัตถุดิบ กลั่นให้เป็นลูกกลมๆ ขนาดเล็ก จากนั้นก็ใช้วิธี การทำอาหารธรรมดาในการทำซุปไข่มุกคุณภาพสูงหม้อหนึ่งออกมา
ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้พลังแห่งจิตใจในการทำอาหาร กล่าวก็คือ ถ้าอสูร วิญญาณในห้องไฟล์สตรีมพบส่วนผสมที่ถูกต้อง จากนั้นก็ดำเนินการตามแนวทาง ในห้องไลฟ์สตรีมของหมิงโหย่วอย่างเคร่งครัด และเพิ่มพลังธาตุน้ำลงไปสักหน่อย พวกเขาก็สามารถทำซุปไข่มุกได้แล้ว
ไม่จำเป็นต้องมีผู้ฝึกอสูรวิญญาณ พวกเขาก็สามารถกินซุปไข่มุกที่ เอร็ดอร่อยได้เช่นกัน นี่เพียงพอที่จะพิสูจน์แล้วว่าซุปไข่มุกไม่มีความเกี่ยวข้องกับ ดาวเคราะห์อสูรวิญญาณ นี่คือผลลัพธ์การวิจัยของกู้ไห่ และลูอิสคนรักแมวน้ำที่ แสนยอดเยี่ยมเท่านั้น
"ฉันได้ยินว่าคุณกู้ไห่ถูกเรียกว่าเป็นตัวตลกในวงการวิจัยของสหพันธ์ดวง ดาว?" หมิงโหย่วถามด้วยความอยากรู้ในขณะที่เสิร์ฟซุปให้เหล่าก้อนขนครอบครัว เขา "คนที่ล้อเลียนคุณกู้ไห่สามารถทำซุปอร่อยๆ แบบนี้ได้รึเปล่า?"
เพราะพวกเขาเคยประเมินทักษะการทำงานอาหารของหมิงโหย่วต่ำเลย ปฏิเสธที่จะลองชิม ทำให้เหล่าก้อนขนที่ไม่เคยได้กินซุปจนถึงตอนนี้ยกถ้วยซุปขึ้น ดื่ม
อสูรวิญญาณเปิดโหมดความรู้สึกร่วมของระบบโฮโลแกรม และเสียงกลืน น้ำลายในลำคอก็ดังสนั่น ถูกต้อง มันอร่อย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่อสูรวิญญาณธาตุ น้ำ แต่ก็ยังคิดว่ามันอร่อยอยู่ดี
อะไรนะ? สตรีมเมอร์ถามว่าอะไรนะ? อสูรวิญญาณใช้กรงเล็บตะปบลง พื้น และน้ำตาแห่งความผิดหวังก็ไหลลงผ่านปาก
ใช่เลย! พวกนั้นทำซุปที่อร่อยแบบนี้ไม่ได้สักหน่อย! ถึงขั้นมาหัวเราะคนที่ ทำซุปออกมาได้! ถ้าไม่ใช่พวกนั้น พวกเขาคงได้ดื่มซุปไข่มุกที่แสนเอร็ดอร่อยมา นานหลายปีแล้ว!
ใครต่อว่ากู้ไห่? มาให้ยิงเดี๋ยวนี้เลยนะ!
ในที่สุดสถาบันวิทยาศาสตร์ก็สามารถเข้าดูไลฟ์สตรีมได้นักวิทยาศาสตร์ อาวุโสรวมกลุ่มกันดูไลฟ์สตรีม พยายามให้ทุกคนร่วมมือกันหาหลักฐานการทุจริต ในห้องไลฟ์สตรีม จากนั้นผู้อาวุโสก็มองไปที่นักวิทยาศาสตร์บางคนที่เริ่มกลืนน้ำ ลาย สีหน้าโกรธจนเป็นสีเขียว
"แบบนี้ใครจะปฏิเสธงานวิจัยของกู้ไห่ล่ะ?" ประธานสถาบันวิทยาศาสตร์ คนใหม่คือสิงโตทะเลสีขาว เขากล่าวขณะที่ปาดน้ำลาย "ฉันแนะนำให้เริ่มกระบวน การทวนซ้ำเพื่อตรวจสอบว่าเขาได้ทำพลาดตรงไหนรึเปล่า" อสูรวิญญาณผงกหัวทีละ ตน และคำตอบก็ลอยมาจากห้องประชุม
ใช่เลย
ใช่แล้ว
ถูกต้องมากๆ
ความคิดเห็นที่สอง
ใบหน้าของเหล่าผู้อาวุโสซีดเผือด บางทีในสถานการณ์แบบนี้พวกเขาพบว่า มันหลุดการควบคุมไปแล้วจริงๆ ในขณะที่ผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมกลืนน้ำลายและ วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มนักวิจัยที่ดูถูกกู้ไห่อย่างรุนแรง ท้องฟ้าในห้องไลฟ์สตรีมส่อง ประกายสีแดง และแคปซูลโลหะทรงกลมถูกปล่อยลงสู่ท้องทะเลจนเกิดการระเบิด ครั้งใหญ่ คลื่นน้ำทำให้คนที่ตั้งแคมป์ริมทะเลหนาวเยือก
ซุปไข่มุกสีเขียวในหม้อและในถ้วยพวกเขาชุ่มน้ำทะเล เหล่าก้อนขนทั้งเล็ก ใหญ่ต่างแสดงสีหน้าหวาดระแวง แม้ว่าพิกัดของดาวเคราะห์แห่งการเยียวยานี้จะถูก เปิดเผย แต่ระบบสกายเน็ตจะไม่ตอบสนองเลยเหรอ? ผู้มาเยือนคือใครกันแน่?!
"ท่านอา! ในที่สุดก็ได้พบท่านแล้ว! คิดถึงท่านมากเลย!" เสือดาวหิมะใช้ไม้ พายลายสุนัขว่ายเข้าริมหาด
เหล่าก้อนขนน้อยใหญ่ต่างยิ้มอย่างใจดี :)
======
Chapter 46 สําเร็จแล้ว เจ้าเด็กโง่
ผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมทั้งหมดต่างมีรอยยิ้มหลงใหลขณะมองเจ้าชายผู้เป็น ที่รักสูงสุดนำเหล่าลูกน้องผู้อาจหาญไร้ซึ่งความกลัวไล่ล่าเจ้าชายฮันส์
แน่นอน เจ้าชายฮันส์ผู้ยอดเยี่ยมที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นรัชทายาท
เจ้าชายคือว่าที่จักรพรรดิในอนาคต และตระกูลแมวยักษ์มักจับสลากเพื่อ ตัดสินใจว่าใครจะได้เป็นจักรพรรดิดังนั้นฮันส์เชื่อว่าตัวเองไม่มีวันได้เป็น จักรพรรดิอย่างแน่นอน
แม้ว่าเขาจะมีพลังอ่อนแอที่สุด สมองย่ำแย่ที่สุด และโชคเลวร้ายที่สุด แต่ก็ ยังเชื่อมั่นว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นจักรพรรดิ
ว่ากันว่า โชคของมนุษย์ถูกสงวนรักษาไว้ฮันส์รู้สึกว่าเขาโชคร้ายมาหลาย ทศวรรษ สูญเสียมารดาผู้เป็นที่รัก และกระทั่งท่านอาที่รักเป็นอันดับสอง ( จักรพรรดิสิงโต : ???) เองก็เคยหายสาบสูญ โชคจากเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้น่า จะเพียงพอที่ทำให้เขามีโชคจากในพิธีจับสลาก
ตอนนี้เจ้าชายที่ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์สายตรงกำลัง ถูกทุบตีอยู่ในห้องไลฟ์สตรีม นี่ราวกับเป็นการยืนยันข่าวลือที่ว่ามีระยะห่างระหว่าง เจ้าชายทั้งสองพระองค์
"ว้าว เจ้าชายฮันส์วิ่งเร็วมากเลย ใครว่าเจ้าชายฮันส์อ่อนแอกัน? พระองค์ หลบหนีการโจมตีของเจ้าชายอาเธอร์กับเหล่าวีรบุรุษทั้งสิบได้ด้วยตัวพระองค์เอง ผู้ ใดกันกล้ากล่าวว่าพระองค์ทรงอ่อนแอ?"
"ใครบอกว่าเจ้าชายฮันส์กับเจ้าชายอาเธอร์เหมือนกัน? อืม ฉันยอมรับเลย ว่าพวกเขาค่อนข้างคล้ายกัน ดูสิเจ้าชายโกรธจนหางเหมือนใบพัดเลย"
"หางของเจ้าชายฮันส์เองก็เป็นเหมือนใบพัดนะ แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกอย่างกับ ว่าพระองค์ทรงมีความสุขมากกันนะ?"
"หูเจ้าชายฮันส์ชี้ตั้ง แค่มองแวบเดียวก็รู้ว่าพระองค์มีความสุข แต่ในตอนที่ ตระกูลแมวยักษ์มีความสุข หางของพวกเขาไม่น่าจะตั้งชัน มีแค่ปลายหางที่หมุน แกว่งงั้นเหรอ? เจ้าชายฮันส์ช่างดู... แค่ก"
"ไม่สำคัญหรอก ฉันไม่กลัวการโต้แย้ง ยังไงก็ตาม ฉันถูกแบนมาหลายครั้ง แล้ว เจ้าชายฮันส์นี่ดูเหมือนสุนัขเลยนะ :)"
"ข้างบนน่ะ ไม่ผิดหรอก"
"เป็นสุนัขแล้วยังไง? เป็นหมาแล้วยังไง? หมามันด้อยกว่าแมวรึไง?! ใน ฐานะแฟนคลับน้องหมา ฉันขอประท้วง! มันเป็นคำหยาบคาย"
"ก็พอเข้าใจได้..."
หมิงโหย่วเกาศีรษะ ผมเขาเปียกชุ่ม ทำไมจู่ๆ เสือดาวหิมะที่น่ารักถึงหล่น ลงมาจากท้องฟ้าได้ล่ะ? ทำไมเจ้าดำถึงพาปุกปุยตัวอื่นๆ วิ่งไล่ตีเสือดาวที่น่ารักตัว นั้นล่ะ?
อืม เขารู้คำตอบของคำถามข้อที่สองแล้วล่ะ หมิงโหย่วเหลือบมองซุป และ น้ำที่อยู่บนโต๊ะ... ซุปผสมปนรวมกับน้ำทะเลไปแล้วเรียบร้อย ถึงจะไม่ใช่ว่าพวกเขา จะกินไม่ได้แต่ทำใหม่จะดีกว่า
ดังนั้นหมิงโหย่วเลยเทซุปไข่มุกสีเขียวที่ถูกน้ำทะเล "ปนเปื้อน" ลงหุ่นยนต์ กำจัดขยะในห้องครัวต่อหน้าผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีม
ผู้ชมที่พูดคุยเกี่ยวกับตระกูลแมวยักษ์อย่างมีความสุขต่างชะงักงัน จากนั้น ก็ระเบิดตู้ม
"เดี๋ยวสิเดี๋ยว?! ทิ้งขยะไปอย่างนั้นเลยเหรอ?!!!"
"นั่นมันสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว! ก็แค่น้ำทะเลนิดหน่อยเอง มันยังกินได้ไม่ใช่ เหรอ?!"
"นอกจากน้ำทะเลแล้ว บางทีอาจจะมีทรายหรืออะไรพวกนั้นนิดหน่อย แต่ สตรีมเมอร์ตัวน้อย ตอนที่อสูรวิญญาณไล่ล่าหาอาหารด้วยตัวเอง พวกเขากินสัตว์ ป่าทั้งที่ไม่ทำความสะอาดด้วยซ้ำ นั่นสกปรกยิ่งกว่าหม้อซุปนั่นตั้งเยอะ นายไม่ต้อง ปฏิบัติกับอสูรวิญญาณตามนิสัยการกินของมนุษย์ทั้งหมดหรอก หยุดนะ!!!"
"ฉันจะบ้า หม้อซุปที่ดีขนาดนั้น ถ้าไม่อยากกินแล้ว สตรีมเมอร์ตัวน้อย คุณสุ่มแจกก็ได้นะ! ตราบใดที่บรรจุแบบสุญญากาศก็ส่งตรงเข้าปากพวกเราได้! ฉัน ไม่สนหรอกว่านี่เป็นซุปที่เจ้าชายกับวีรบุรุษทั้งสิบดื่มมาแล้วน่ะ!"
"ไม่ใช่แค่ไม่สนนะ ฉันถึงขั้นอยากซื้อมาด้วยราคาแพง เรายังหิวโหยอยู่นะ สตรีมเมอร์ตัวน้อยได้โปรดอย่าสิ้นเปลืองอาหารเลยนะ?"
"น่าสังเวชแท้ตอนนี้ห้องไลฟ์ถูกสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักจำนวนมากแทรกซึมเข้า มาเพื่อที่จะโจมตีสตรีมเมอร์น้อยกับเจ้าชาย ฉันสามารถจินตนาการสิ่งที่พวกนั้นจะ พูดได้เลย ตอนที่อสูรวิญญาณทั้งชาติหิวโหย ห้องไลฟ์สตรีมของเจ้าชายช่าง ฟุ่มเฟือยเหลือเกิน"
"+1 +1 ครั้งก่อนที่เจ้าชายลาไปหลังกินเสร็จ มีความอบอุ่นของท่วงทำนอง เทพทำนองโบราณที่แท้"
"QAQ หัวใจฉันเจ็บปวด เรากินของที่เหลือไม่ได้เหรอ?"
หมิงโหย่วที่มองไม่เห็นแถบข้อความไม่สนใจแล้วไปเปลี่ยนชุด เขาทำความ สะอาดโต๊ะอย่างขยันขันแข็ง และเตรียมทำซุปไข่มุกสีเขียวใหม่อีกครั้ง
ก้อนขนตนอื่นๆ ไล่ล่าเสือดาวหิมะ เสี่ยวเทียนจับตามองแถบข้อความแบบ เรียลไทม์และสังเกตความเสียใจของเหล่าผู้ชม เขารีบแจ้งเตือนอาเธอร์ที่กดหลาน ชายคนโตลงกับพื้นและตีอีกฝ่ายหนักๆ
อาเธอร์พูดพร้อมแค่นหัวเราะ : "คนพวกนั้นวุ่นวายจริง ให้หมิงโหย่วเพิ่ม จำนวนสลากที่จับ เดี๋ยวพวกนั้นจะความจำเสื่อมไปเองแหละ" ก้อนขนตนอื่นๆ มอง หัวหน้าตัวเองเงียบๆ นายครับ ไม่เกินไปหน่อยเหรอ?
อาเธอร์แค่นหัวเราะอย่างเย็นชาและส่งข้อความหาหมิงโหย่วขณะขึ้นขี่หลัง หลานชายคนโต
"สลากเหรอ? ได้สิ" หมิงโหย่วว่า "ไข่มุกทำออกมาเป็นชุดๆ อยู่แล้ว ดังนั้น แค่ราดน้ำซอสก็สามารถส่งให้ทั้งถุงได้เลย"
"นอกจากซุปไข่มุกแล้ว ยังมีซองน้ำซอสอีกจำนวนมาก ฉันพอจะทำออกมา ได้หนึ่งพันชุด"
"ช่วงนี้ก็ได้ลองอบคุกกี้รสชาติใหม่ๆ มาเยอะด้วย เก็บสำรองไว้บ้างแล้ว... หนึ่งพันชุด"
"รวมแล้วมีของขวัญสามพันชิ้น ผู้ชมกรอกแบบสอบถามแล้วส่งมา และ แบบสอบถามเองก็มีการจับสลากด้วย ผู้ชนะในรอบแบบสอบถามจะได้รับซองน้ำ ซอสที่ฉันทำเอง... ซองน้ำซอสเล็กเกินไปรึเปล่า? รวมกับลูกอมกรีนสโตนอีกหนึ่ง พันชิ้นที่ฉันสลักไว้ก็พร้อม"
"เจ้าดำ พอรึเปล่า?" หมิงโหย่วถาม
เจ้าแมวดำเหลือบมองแถบข้อความ
"วันนี้ฉันจะเป็นองครักษ์ของหมิงโหย่ว!"
"ถ้ามีใครหน้าไหนวิจารณ์สตรีมเมอร์ฉันจะเหยียบมันเอง!"
"ตอนนี้ฉันจะใช้ขนตัวเองช่วยสตรีมเมอร์เช็ดพื้น!"
อืม อย่างที่ว่า พวกเขาความจำเสื่อมไปเลยทันทีลูกน้องขนฟูถอนหายใจ : ฝ่าบาท นักจิตวิทยาผู้มีประสบการณ์ช่างน่าละอายใจ (ยื่นเงินให้)
หลังจากได้รับคำยินยอมจากเจ้าแมวดำ หมิงโหย่วก็เอาไข่มุกที่เตรียมไว้ นานแล้วออกมา : "แค่เอาซองไข่มุกอันนี้ทั้งถุงนี้น่าจะเพียงพอให้ครอบครัวอสูร สามสี่ตนกินได้ใช่ไหม?"
ผู้ชมอสูรวิญญาณในห้องไลฟ์สตรีมหยุดเลียรองเท้าและเริ่มร้องเรียนการ สตรีม
ไม่ๆๆๆ ฉันคิดว่าหนึ่งถุงนี่เพียงพอสำหรับอสูรตนเดียวเท่านั้นแหละ ไม่มี ใครระบุว่าซุปไข่มุกหนึ่งหม้อจะกินได้แค่มื้อเดียวนี่ใช่ไหม?
"ในขณะเดียวกัน วิธีทำซุปไข่มุกจะถูกทำกันอย่างกว้างขวาง ตามความ ปรารถนาสุดท้ายของคุณกู้ไห่ เมนูนี้จะถูกมอบให้รัฐบาลสหพันธ์ดวงดาว ดังนั้นไม่ ต้องกังวลเรื่องการเก็งกำไรขึ้นราคานะครับ"
"แต่ไลท์บลูที่แม้จะมีเจตจำนง ทว่าครอบครัวคุณกู้ไห่อาจมาแย่งชิงผลประ โยชน์ส่วนนี้..." หมิงโหย่วเกาศีรษะ "ไลท์บลูบอกว่าเขาสามารถคุยได้... อา มันยุ่ง ยากมากเลย ผมไม่เข้าใจเรื่องแบบนี้เลย ไม่สำคัญว่าการอุทธรณ์จะไม่สำเร็จรึเปล่า แต่ผมได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีคริสทัลพลังงานของคุณกู้ไห่ไปแล้วเรียบ ร้อย พวกเขาขายไข่มุกได้ผมก็แค่ขายอย่างอื่น ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้กิน นะครับ"
"อันที่จริง ถ้าครอบครัวปฏิบัติกับเขาเป็นอย่างดีผมจะไม่บอกว่าคุณกู้ไห่น่า จะอยากทำให้งานวิจัยของตัวเองมอบชีวิตที่ดีกว่าแก่ครอบครัว แต่ไลท์บลูบอกว่า ครอบครัวของคุณกู้ไห่ปฏิบัติกับเขาไม่ดีเลย ไม่สิงั้นผมจะไม่ยอมแพ้เรื่องนี้แน่ นอน" หมิงโหย่วยกหมัดขึ้นและในขณะที่เจ้าดำกำลังทุบตีหลานตัวเอง เขาก็ตะโกน ด้วยความเดือดดาลอย่างตรงไปตรงมา "ผมไม่มีวันปล่อยให้พวกนั้นฉวยผลประ โยชน์ของคุณกู้ไห่ไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองแน่!"
"นี่...นั่น... สตรีมเมอร์น้อยรู้ว่าไลท์บลูเป็นใครเหรอ? อืม ฉันว่าเขาไม่รู้ ไลท์บลูน่าจะรู้ว่าเขาไม่รู้ด้วย (ตลก)"
"ครอบครัวกู้ไห่คือตระกูลของพันโทลูอิสใช่ไหม? ฉันจำได้ว่ากู้ไห่คือลูกบุญ ธรรมของตระกูลพันโทลูอิสนี่? พันโทลูอิสนี่ช่าง... สุดยอด"
"ในฐานะสมาชิกตระกูลรูธ ฉันมีความรู้สึกซับซ้อนมาก สถานการณ์ของ ตระกูลซับซ้อนมากจริง คนรุ่นใหม่อยู่ข้างเจ้าชายแน่อยู่แล้ว ส่วนคนเก่าคนแก่และ ผู้อาวุโสใกล้ชิดกันมากกว่า เป็นธรรมดาที่พันโทลูอิสจะป้องกันเรื่องที่อยู่ฝ่ายตรง ข้ามกับสหพันธ์ดวงดาวโดยสิ้นเชิงไว้ล่วงหน้า"
"พันโทลูอิสทำเรื่องนี้ถือได้ว่าฉลาดในแง่การเมืองนะ ในฐานะสมาชิกตระกูล รูธ เขาทำให้แน่ชัดต่อสาธารณะล่วงหน้าไว้เลย และตระกูลรูธไม่อาจแทรกแซงได้ ดังนั้นจะไม่มีทางพลาดแน่นอน"
"ว่าแต่ตระกูลรูธปฏิบัติต่อร้อยโทกู้ไห่เลวร้ายจริงเหรอ?"
"นายไม่เข้าใจจริงๆ หรือแค่แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจล่ะนั่น? การรับลูกบุญ ธรรมแบบนี้เป็นแค่การสร้างภาพสำหรับพวกตระกูลชนชั้นสูงเท่านั้นแหละ แท้จริง แล้วพวกเขากำลังปลูกฝังคนรับใช้ของตระกูล เด็กพวกนี้จะเรียกครอบครัวตัวเอง ว่า นายท่าน นายหญิง และอะไรพวกนั้นตั้งแต่ยังเล็ก บอกไม่ได้หรอกว่ามันดีแต่ มันดีกว่าการเป็นเด็กกำพร้าแน่ๆ ล่ะ แต่สถานะก็ไม่ได้เท่าเทียม จะดีกว่าสักแค่ไหน กันเชียว?"
"ร้อยโทกู้ไห่ต่างจากเด็กคนอื่น กู้ไห่เป็นลูกของสหายร่วมรบของครอบครัวลูอิสนี่ ตระกูลรูธปฏิบัติต่อร้อยโทกู้ไห่เหมือนเป็นข้ารับใช้ดังนั้นไม่ใช่ว่าครอบ ครัวของพันโทลูอิสรับร้อยโทกู้ไห่มาและพันโทลูอิสออกจากตระกูลไปเหรอ?"
"ครอบครัวบุญธรรมของร้อยโทกู้ไห่ค่อนข้างดีเพียงแต่คนอื่นของตระกูล รูธมีปัญหานิดหน่อย (เพื่อป้องกันโดนแบน ประโยคนี้หมายถึงเฉพาะสมาชิก ตระกูลรูธที่กลั่นแกล้งรังแกร้อยโทกู้ไห่นะ)"
"ฉันค้นหางานวิจัยของร้อยโทกู้ไห่ งานวิจัยส่วนใหญ่ได้รับการรับรองจาก สถาบันวิทยาศาสตร์ไม่สิตำแหน่งในวงการวิทยาศาสตร์ยังหยุดนิ่ง และแม้แต่ สถาบันวิจัยอสูรวิญญาณก็อยากรับรองเขา ตระกูลรูธดูถูกเขา และเรื่องนี้มีสาเหตุ แต่ว่า! เจ้าชายอาเธอร์ของพวกเรา! โอนร้อยโทกู้ไห่ไปยังกลุ่มหลัก! หลังจากนั้นร้อย โทกู้ไห่ก็อยู่ข้างกายจักรพรรดินีในฐานะมือซ้ายและมือขวา!"
"มันสบายมาก ตามการคาดหมายของเจ้าชาย ใครจะเทียบกับความสามารถ ในการแยกแยะผู้คนของพระองค์ได้? ร้อยโทกู้ไห่เลื่อนยศหลายครั้งภายใต้การ บังคับบัญชาของพระองค์และอีกฝ่ายยังถูกส่งไปอยู่ข้างกายจักรพรรดินีอีกด้วย แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเจ้าชายทรงให้ความสำคัญกับความสามารถของร้อยโทกู้ไห่ อย่างมาก"
"น่าสงสาร... ช่างเถอะ พูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้รู้สึกไม่ดีเสียเปล่าๆ โชคดีที่ผู้ฝึก อสูรวิญญาณตัวน้อยได้พบตัวเจ้าชายเป็นคนแรก ไม่อย่างนั้นไม่รู้เลยว่าฉันจะทน ทรมานมาแค่ไหน"
"บางทีสิ่งที่สตรีมเมอร์ตัวน้อยกำลังเผชิญหน้าอยู่ก็คือการลอบฆ่า ไม่มีดาว เคราะห์ผู้ฝึกอสูรวิญญาณได้อย่างไร? ฉันไม่เชื่อในภัยพิบัติธรรมชาติหรอก ก็ เหมือนกับฉันไม่เชื่อข่าวเรื่องเส้นทางของสิงโตราชันที่พวกเซิร์กทำให้มันแตกเป็น เสี่ยงๆ คือเรื่องจริงนั่นแหละ"
"คอมเมนต์บนอย่ามาพูดแบบนี้นะ ระวังจะไม่โดนแบนล่ะ"
เสี่ยวเทียนสรุปเนื้อหาในแถบความคิดเห็นส่งให้อาเธอร์อีกครั้ง และอยู่ๆ ไลเกอร์ก็หมดอารมณ์จะตีหลานตัวเอง
"มาที่นี่ทำไม?" อาเธอร์กระโจนลงจากเสือดาวหิมะ และตบหัวเสือดาวหิมะ เบาๆ
เสือดาวหิมะที่มีหนังหนานั้นถูกไล่ล่าและทุบตีอยู่นานโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด หูกลมๆ กระดิก จากนั้นก็แลบลิ้นขณะที่พูด : "ผมหิวไง!"
อาเธอร์ : "..."
เด็กคนนี้น่าจะเกิดมาพร้อมกับความไม่พร้อม ตอนที่เกิดมา เห็นได้ชัดว่า สมองขาดออกซิเจนจนทำให้เป็นเอ๋อไปใช่ไหม?
"หลังกินอาหารมื้อนี้เสร็จก็รีบๆ กลับไปซะ อย่าก่อเรื่องให้พี่ใหญ่เชียว" อา เธอร์มองหลานชายคนโตที่ "รอการป้อนอาหาร" และดูมีความสุขมาก
ก้อนขนตัวอื่นๆ ทั้งใหญ่และเล็ก ไม่สนใจคู่อาหลานและเริ่มแหวกว่ายไป ช่วยหมิงโหย่วทำอาหารอีกครั้ง
ดราม่าครอบครัวหรืออะไรพวกนั้น พวกเขาไม่อยากดูหรอก ถึงอย่างไร ตอนที่เจ้าชายฮันส์เผชิญกับปัญหา องค์จักรพรรดิกับเจ้าชายก็จะช่วยเก็บกวาด ปัญหาให้เอง
อันที่จริง พวกเขาหัวเราะเสียงดังตอนที่คิดว่าเจ้าชายของพวกเขาจะทำลาย ล้างเพื่อเก็บกวาดปัญหาของคนอื่นเสียมากกว่า มันคงเป็นเหตุการณ์พลิกผันที่ดี!
อาเธอร์ปวดหัวจริง เดิมทีแค่อสูรวิญญาณไม่กี่ตัวที่หมิงโหย่วคอยดูแล กับ เหล่าผู้ชมจอมหิวโหยในห้องไลฟ์สตรีมก็ไม่สมดุลมากพออยู่แล้ว
แต่ตอนนี้มีคนที่มีสิทธิพิเศษมากินมาดื่มเพิ่มขึ้นอีก ถึงขั้นวิ่งเข้ามาในห้องไลฟ์สตรีมโดยตรง ไม่ว่าจะคิดอย่างไร มันก็จะทำให้เกิดวิกฤตในด้านความคิด เห็นสาธารณชน
ดูเหมือนว่าเขาต้องรีบผลักดันหมิงโหย่วออกสู่สาธารณะและขยายช่องทาง การขายอาหารอสูรวิญญาณอย่างเต็มที่แล้ว
ตอนนี้ด้วยงานวิจัยของกู้ไห่ อาหารอสูรวิญญาณระดับล่างสามารถใช้เครื่อง จักรทำได้และอาหารอสูรวิญญาณระดับกลางจนถึงระดับสูงก็สามารถใช้ผู้มีพลัง พิเศษมาร่วมกันสร้างได้
แผนงานเดิมถูกการปรากฏตัวกะทันหันของหลานชายเสือดาวหิมะแทรก แซง ดังนั้นเขาได้แต่ทำงานล่วงเวลาเพื่อดำเนินแผนการให้เร็วขึ้น และอาเธอร์รู้สึกว่า หัวตัวเองบวมขึ้นสองเท่า
หรือว่า แค่โยนเจ้าเสือดาวหิมะหลานชายออกนอกชั้นบรรยากาศไปเลยดี? อาหารอะไร ไม่ต้องไปให้หรอก!
ถึงแม้ในใจอาเธอร์จะคิดเช่นนี้เมื่อเห็นว่าเสือดาวหิมะถือกล่องข้าวที่หมิงโหย่วหยิบออกมา ยัดบิสกิตเข้าปากและร้องไห้ทั้งที่อายุเยอะกว่าหัวใจก็อ่อน ยวบ
ช่างเถอะ ยังไงไม่ช้าก็เร็ว มันมาถึงขั้นนี้แล้ว และหลานชายคนโตของเขาก็ มาถึงนี่แล้ว ถือว่าเป็นการสร้างกระแสโฆษณาให้หมิงโหย่วที่โง่เขลาของเขาก็แล้ว กัน
เมื่อเห็นเสือดาวหิมะร้องไห้แบบนี้แล้ว สมาชิกผู้ชมที่ไม่ใช่อสูรวิญญาณก็ พอจะเข้าใจได้ว่าอาหารเหล่านี้สำคัญต่ออสูรวิญญาณอย่างไร
อาเธอร์เชื่อมต่อความรู้สึกร่วมแบบโฮโลแกรมไปที่หลานชายของเขาอย่าง เงียบๆ ซึ่งทำให้เหล่าผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมได้สัมผัสความรู้สึกหยุดหายใจและต้อง ยัดอาหารเข้าปาก หายใจไม่ออกกับการยัดอาหารเข้าปากตัวเองจนตาย
"ท่านอา... ขอโทษ... ฮึก... ผมรู้ว่าไม่ควรมา... ฮึก... แต่ผมหิวมากเลย... ผมปวดหัว..." เสือดาวหิมะตัวโตขอโทษในขณะยัดอาหารเข้าปาก ร้องไห้และสะอึก สะอื้น ดูน่าเวทนามาก หมิงโหย่วอดชะงักการทำงานและใช้ผ้าขนหนูเช็ดขนให้เสือ ดาวไม่ได้
"เป็นอะไรไป? ทำไมเธอถึงร้องไห้แบบนี้ล่ะ? เด็กคนนี้มาจากครอบครัว ไหนเนี่ย?" หมิงโหย่วรู้สึกเศร้ามาก
เด็ก? พวกขนปุยทั้งหมดมองเด็กตัวโตที่กำลังร้องไห้จากนั้นก็ยกอุ้งเท้าขึ้น ชี้ไปยังไลเกอร์สีดำตัวใหญ่ที่ไม่ค่อยมีน้ำอดน้ำทนนัก
อาเธอร์ : "..." เอาเถอะ "เด็ก" นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเขาจริงๆ นั่น แหละ
"มาจากครอบครัวแมวยักษ์จริงๆ ด้วย" หมิงโหย่วมองแมวเด็กอย่างละเอียด "เขาพูดเร็วมากจนฉันไม่เข้าใจว่าเขาอยากจะบอกอะไร ทำไมเขาถึงร้องไห้ ล่ะ?"
อาเธอร์ลังเลว่าจะทำให้ตระกูลแมวยักษ์อับอายหรือไม่ และ
บอกหมิงโหย่วว่าเจ้าเสือดาวหิมะร้องไห้โหยหวนทำไม
หมิงโหย่วเข้าใจ "ตอนที่การไลฟ์สตรีมสิ้นสุด ฉันจะตรวจร่างกายเขาหน่อย นะ" เด็กหนุ่มขอขณะเช็ดขนเสือดาวหิมะ "ตอนนี้เราจะปิดการไลฟ์สตรีมเพื่อไป ตรวจร่างกายเลยได้ไหม?"
อาเธอร์เหลือบมองกระแสโหยหวนในแถบข้อความห้องไลฟ์สตรีม ผู้ชมว่า : "ไม่ต้องปิด ให้เขากินอะไรหน่อยเถอะ จากนั้นก็ตรวจร่างกายให้เขาไลฟ์สตรีมการตรวจร่างกายด้วยเลย"
ไม่เพียงแค่เด็กนี้กลายเป็นอสูรวิญญาณตอนอายุ 30 ปีเท่านั้น แต่หลังจาก กลายเป็นอสูรวิญญาณแล้ว อาการเด็กนี่ก็แย่กว่าเดิม คนอื่นก็ย่ำแย่ อสูรวิญญาณ ที่กึ่งหิวกึ่งอิ่ม ในขณะที่ฮันส์กลับหิวโหยอยู่ทุกคืนวัน และไม่มีทางจะฝึกฝนได้ดี
หลังจากแพทย์อสูรวิญญาณตรวจร่างกาย พวกเขาบอกว่าฮันส์คืออสูรวิญญาณชนิดพิเศษบริสุทธิ์ ดังนั้นมันยากมากที่หลังกลายเป็นอสูรวิญญาณแล้วจะ เติมเต็มพลังงานได้ได้แต่อาศัยร่างกายตัวเองในการกลั่นพลังงาน
อาเธอร์คาดเดาว่าอีกฝ่ายอาจได้รับผลกระทบจากภาวะขาดสารอาหารระยะ ยาวของร่างอสูรวิญญาณ ซึ่งเป็นสาเหตุให้หลานชายคนโตของเขาไอคิวต่ำแม้อยู่ใน ร่างมนุษย์
พอช่วงเวลาเฝ้าจับตาดูของหมิงโหย่วจบลง อาเธอร์กะจะใช้สิทธิพิเศษอย่าง ไร้ยางอายและขอให้หมิงโหย่วตรวจสุขภาพพี่ชายกับหลานชายเขาก่อนในทันทีแต่ กลายเป็นว่าตอนนี้ก็แค่ทำเสร็จเร็วกว่าเดิมเท่านั้น
"สถานะข้อมูลร่างอสูรวิญญาณของเธอเป็นสาธารณะเหรอ?"
หมิงโหย่วถาม "มันเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เหรอ?"
"นายไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลสามมิติหรอก แค่ข้อมูลการตรวจสอบพลังงานก็ พอ" อาเธอร์พูดอย่างโกรธๆ
หมิงโหย่วตรวจข้อมูลสามมิติให้อาเธอร์และว่า "เจ้าดำ ข้อมูลสามมิติของ เธอก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ตอนนี้รอบเอวเริ่มเห็นชัด... อ๊ะ!"
หมิงโหย่วโดนอุ้งเท้าเจ้าเหมียวตบใส่อีกรอบ ไลเกอร์สีดำแยกเขี้ยว หมอนี่ อยู่นิ่งๆ สักสามวันไม่เป็นสินะ สักวันเขาจะฆ่าเจ้าโง่นี่แน่ๆ!
หมิงโหย่วยิ้มขณะที่กุมหน้าผากที่ถูกตบจนขึ้นสีแดง และพูดกับเสือดาว หิมะ : "อย่าเพิ่งสำลักสิเดี๋ยวจะมีซุปไข่มุกด้วยนะ อย่ากินแค่บิสกิต เจ้าดำ เม็ดสาร อาหารของเธอซ่อนไว้ที่ไหน? เอาออกมาใช้ในกรณีฉุกเฉินหน่อยสิ"
อาเธอร์หยิบขวดเม็ดโภชนาการจากมิติเก็บของของตัวเอง และเทเม็ดสาร อาหารแต่ละชนิดออกมาอย่างละสิบชิ้น : "นี่ เม็ดสารอาหารแต่ละชนิดสามารถกิน ได้แค่วันละสิบชิ้นเท่านั้นนะ"
เสือดาวหิมะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง อาหารเยอะแยะเลย! พลังงานเยอะแยะ ด้วย! มีความสุขอะไรขนาดนี้! ในห้องไลฟ์สตรีม เหล่าผู้ชมต่างร้องไห้ด้วยความสุข เช่นกัน
ถึงแม้เจ้าชายฮันส์จะวิ่งมาขโมยอาหารและทำให้พวกเขาโกรธมาก แต่เพราะฮันส์พวกเขาเลยได้ "กิน" ขนมมากมายในห้องไลฟ์สตรีมไปด้วย และได้รับ รสบิสกิตรสเกลือทะเลที่ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยทำขึ้นด้วย มีความสุขมากเลย
*
ในพระราชวัง จักรพรรดิสิงโตทองคำขุดหลุมบนพื้น ราชเลขาและพ่อบ้าน รีบพาพระองค์เสด็จไปยังอีกห้องหนึ่งในทันทีและทีมก่อสร้างมาซ่อมแซมห้องทันที
"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมฮันส์ถึงไปยังสถานพยาบาลหมายเลข 1 ได้?" จักรพรรดิสิงโตโกรธมากจนแยกเขี้ยวออกมาทั้งแผง "เจ้าเด็กนี่! ไม่ก่อเรื่องให้อา เธอร์ไม่ได้รึไง!"
"ช่วงสองสามวันมานี้ท่านฮันส์หิวมาก ถ้าพระองค์กลับร่างมนุษย์ไม่ได้ก็ไม่ ง่ายเลย และไม่ง่ายที่จะฝืนทนไม่สูญสิ้นสติไปจนถึงตอนนี้นะพ่ะย่ะค่ะ" ราชเลขา และพ่อบ้านหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเข็ดน้ำตาที่ไหลอาบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
จักรพรรดิเก็บคมเขี้ยวและมองราชเลขากับพ่อบ้านอย่างไม่พอใจ โอเค เขา รู้แล้วว่าใครช่วยเจ้าเด็กขนฟูนี่ลักลอบหนีออกจากบ้าน
มีโจรในบ้าน! ราชเลขากับพ่อบ้านก็ไม่เว้น! ตอนที่ฮันส์กลับมาเขาจะไล่ออก ให้หมด :)
"เหมืองกรีนสโตนอยู่ในขั้นตอนทดลองแล้วไม่ใช่เหรอ? เครื่องสกัดคริสทัลพลังงานกินได้ในห้องแล็บก็สร้างสำเร็จแล้ว และตอนนี้ก็กำลัง หาไลน์ผลิตอยู่นี่" ไม่ใช่ว่าสิงโตทองคำไม่รู้สึกเสียใจกับลูกชาย แต่ตอนนี้เป็นช่วง หน้าสิ่วหน้าขวาน พวกเขาไม่ต้องการสร้างปัญหาให้อาเธอร์ "อีกไม่ถึงครึ่งเดือนก็จะ ได้กินคริสทัลพลังงานแล้ว ทำไมถึงรีบร้อนนัก?"
พ่อบ้านครุ่นคิด ถ้าไม่ใช่ฝ่าบาทล่ะก็หลังจากที่กลายเป็นอสูรวิญญาณ อารมณ์ก็จะฉุนเฉียวและอารมณ์ร้ายมาก ถ้าไม่ใช่ว่าพระองค์ทุบตีบุตรชาย ท่านฮันส์ก็คงไม่หนีออกจากบ้าน ไม่พิจารณาตัวเองเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?
เห็นได้ชัดว่าถึงแม้องค์จักรพรรดิอัลดริชจะคิดถึงเรื่องตัวเองอยู่ทุกมือเชื่อ วัน แต่พระองค์ไม่เคยประเมินตัวเอง เป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นถึงความผิดพลาด
ดังนั้นยิ่งคิดถึงเรื่องนี้จักรพรรดิสิงโตทองคำผู้ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งโกรธหนักขึ้น และรีบสั่งการพ่อบ้านให้เตรียมเส้นทาง
ในเวลาเดียวกัน ไปหาน้องชายเพื่อมื้ออาหาร เขาควรสั่งการอะไรดีล่ะ? จักรพรรดิไตร่ตรอง ช่างเถอะ ในเมื่อเด็กเลือกแล้ว ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมรับ จักรพรรดิ ใช้เวลาหนึ่งวินาทีในการตัดสินใจสั่งเมนูอาหารมากมายที่น้องชายส่งมาให้
*
อาเธอร์ที่อยู่ห่างออกไปบนดาวเคราะห์เยียวยา จาม ลูกน้องรอบกายหัวเราะ อาเธอร์ที่ถูกพลังงานล้นอีกครั้ง อาเธอร์รีบแก้ตัวบอกว่าไม่ใช่เขา และครั้งนี้ต้องมี ใครสักคนนินทาเขาแน่ๆ
ลูกน้องที่หัวเราะรอบกายมีชีวิตชีวามากขึ้น อย่างที่เคยว่าไว้หากมีใครพูด เรื่องไม่ดีของเจ้าชายอาเธอร์และเขาจามออกมา ก็คงจะจามมากเกินไปจนสิ้นพระ ชนม์แน่นอน
หมิงโหย่วเป็นห่วงเจ้าแมวดำ และพบว่าเจ้าดำไม่ได้มีอันตราย แค่จามเฉยๆ เด็กหนุ่มเลยดูแลเรื่องอาหารการกินของเสือดาวหิมะต่อ
เด็กคนนี้หิวโหยอย่างมาก ตอนที่กินไม่แม้กระทั่งจะเคี้ยว กินไปด้วยสะอื้น ไปด้วย เขาต้องการความช่วยเหลือจากหมิงโหย่ว
ตอนนี้หมิงโหย่วรู้ว่าเสือดาวหิมะเป็นหลานของเจ้าแมว ถึงแม้หลานคนนี้จะอายุมากกว่าเจ้าดำของเขาไม่กี่ปี หลานคนนี้ก็แคระแกรนและหิวโหยมานาน และ มารดาของอีกฝ่ายก็จากไปนานแล้ว
เด็กคนนี้อายุเท่าไหร่กันนะ? อายุของอสูรวิญญาณแตกต่างจากมนุษย์ใน ชาติก่อน เอลฟ์บางคนยังเป็นเยาวชนอยู่เลยแม้จะผ่านไปหลายทศวรรษแล้วก็ตาม และท่าทางโง่งมของเจ้าเสือดาวหิมะก็ทำให้หมิงโหย่วไม่เชื่อว่านอกจากเป็นเด็กแล้ว จะเป็นอะไรไปได้อีก
อสูรวิญญาณน่าจะมีคุณสมบัติตามระดับการเติบโต ยกตัวอย่างเช่น เจ้า แมวดำต้องเป็นอสูรวิญญาณเต็มวัย แต่เสือดาวหิมะตัวนี้หมิงโหย่วแอบคิดกับตัว เองว่าฮันส์เป็นทารกอสูรวิญญาณ
ผู้ชมทั้งหมดที่กำลังดูไลฟ์สตรีม : ...ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อย เอาที่คุณมี ความสุขก็แล้วกัน
อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาแสร้งทำเป็นเด็กทารก พวกเขาก็สามารถยอมรับ การป้อนอาหารจากผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยได้พวกเขาเองก็อยาก...
"ทีมงานสถานพยาบาลหมายเลขหนึ่งเหรอ? สตรีมเมอร์ต้องยุ่งมากๆ อยู่คน เดียวเลยเหรอ?"
"ใช่ๆ หุ่นยนต์ยังไม่เพียงพอ ฉันคิดว่าฉันจะไปแทนเพื่อช่วยสตรีมเมอร์ขน ข้าวของได้แน่!"
"สถานพยาบาลควรขยับขยายจำนวนหน่อย ฉันอยากถูกสตรีมเมอร์ป้อน อาหาร"
"คอมเมนต์บน ข้อมูลสถานะของนายถูกบันทึกไว้แล้ว และอสูรวิญญาณที่ ต้องการถูกสตรีมเมอร์ป้อนอาหารต้องทำงานได้ไม่ดีแน่ และคุณไม่มีคุณสมบัติใน การรับชมอีกต่อไป"
"แค่ก! เป็นแอคเคาท์ของเจ้าชายจริงๆ ด้วย! ฝ่าบาท มาเย้ยหยันเราขณะ กินอาหารมื้อใหญ่ขนาดนี้จะดีจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?! โปรดใส่ใจอิทธิพลต่อความ เห็นของสาธารณชนด้วย!" ...ทันทีที่อาเธอร์เยาะเย้ยจบ เขาก็ถูกพี่ชายปิดความคิด เห็น หงุดหงิด!
เขาชำเลืองมองหมิงโหย่วที่พูดคุยอยู่กับหลานชายเสือดาวหิมะและขมวดคิ้ว หนักกว่าเดิม เจ้าเด็กนี่ ปัญหาในเรื่องการชื่นชอบของใหม่เบื่อหน่ายของหมอนี่รักษา ยังไงนะ? เอามือไปแตะต้องตรงไหนน่ะ? หูกลมดิ๊กของเสือดาวหิมะให้สัมผัสที่ ดีรึไง? เขาอับอายจนหูชี้ตั้ง เสือดาวหิมะขนหนาสั้นจะให้สัมผัสแบบไหน? ขนของ เขาที่กึ่งยาวออกมามันนุ่มเกินไปงั้นเหรอ?
ยิ่งอาเธอร์คิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น ตอน
ที่หมิงโหย่วลูบพวกลูกน้อง อาเธอร์ไม่โกรธ แต่พอเป้าหมายเป็นแมวขนาดใหญ่ตัว อื่น เขาอดไม่พอใจไม่ได้
"ไม่นะ เธอกินไม่ได้แล้ว เธออิ่มแล้วล่ะ" เสือดาวหิมะใช้กรงเล็บยกชาม ข้าว ทำท่าบ่งบอกว่าเขาต้องการข้าวเพิ่ม แต่หมิงโหย่วโบกมือปฏิเสธ
หลานชายยืนยันและวางชามข้าวลงตรงหน้าหมิงโหย่ว หูลู่ลง ทำท่าแบบ เดียวกับไลท์บลูและร้องครางขออาหาร : "เหมียว เมี้ยว เมี๊ยว"
หมิงโหย่วถือชามข้าวไว้ในมือข้างหนึ่งและใช้มืออีกข้างดันหัวเสือดาวหิมะ : "ไม่ได้! กินมากเกินไปจะทำให้รู้สึกอึดอัด แล้วเดี๋ยวฉันจะตรวจร่างกายเธอทีหลัง"
เสือดาวหิมะกอดชมข้าวและนอนหงายลงกับพื้น เปิดเผยหน้าท้อง และส่ง เสียงครางต่อ
หมิงโหย่วกล่าวอย่างจริงจัง : "มนุษย์และอสูรที่หิวโหยมาแล้วอยู่ๆ ก็ได้กิน ในปริมาณมากจะทำให้ปวดท้อง มาๆ ฉันจะเล่านิทานให้เธอฟังนะ"
นิทาน?! หมิงโหย่วจะเล่านิทานอีกแล้วเหรอ?! อสูรวิญญาณที่ถูกนิทาน ของหมิงโหย่วทำพิษก็หลุบหูและยกอุ้งเท้าปิดหูแน่น
เจ้าแมวดำที่ไม่พอใจจริงจังและกำลังคิดว่าจะประท้วงหมิงโหย่วอย่างไรก็ หัวเราะออกมาเสียงดัง เขาเองก็ปิดหูมองหลานเสือดาวหิมะด้วยสีหน้าพึงพอใจ
แมวน้ำสีฟ้าไม่มีใบหูและไม่เคยได้ยินนิทานของหมิงโหย่วมาก่อน แต่พอ เห็นการแสดงออกของหัวหน้ากับเหล่าสหายแล้ว ก็รู้ว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติแน่ นอน รูหูของแมวน้ำเปิดปิดได้อย่างอิสระเพื่อการว่ายน้ำ เขาปิดด้วยท่าทางเกียจ คร้านและดื่มซุปต่อ
ผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมงุนงงมาก ปฏิกิริยาของเจ้าชายกับเหล่าวีรบุรุษทั้งสิบ คืออะไรกัน? ทำไมทุกคนยกมือปิดหูล่ะ?
จากนั้นพวกเขาก็ได้ฟังนิทานของหมิงโหย่ว ชุดนิทานของมนุษย์ผู้หิวโหยมา เนิ่นนานแต่อยู่ๆ ก็ได้กินอาหารมากเกินไปจนเสียชีวิต ทักษะการเล่านิทาน ของหมิงโหย่ว การแสดงออกทางสีหน้าและน้ำเสียงแบบโอเว่อร์รื้อฟื้นความสยด สยองได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเลียนแบบท่าทางมนุษย์ที่ถูกการกินมากเกินไปจน เสียชีวิต
หลานชายเสือดาวหิมะหยุดกลิ้งไปมา เขากอดชามข้าวและใช้ชามข้าวปิด หน้าท้อง ไม่นะ ไม่เอา ไม่ ไม่ เขามีร่างพลังงาน ดังนั้นท้องเขาไม่มีทางระเบิดแน่
"ร่างพลังงาน บางทีทั้งร่างอสูรอาจจะระเบิดเป็นดอกไม้ไฟพร้อมกับเสียง ดัง 'ปัง' ก็ได้นะ" หมิงโหย่วยกแขนขึ้นทำท่าระเบิดตู้ม "ใช่ไหม เจ้าดำ... เจ้าดำ! เธอปิดหู!"
หมิงโหย่วมองไปรอบๆ และพบว่าเหล่าอสูรวิญญาณคู่หูเขาต่างก็ปิดหูกัน หมด ไม่พอใจมาก การเล่านิทานที่ไม่มีคนฟังจะไปมีประโยชน์อะไร? แล้วผู้ชมใน ห้องไลฟ์สตรีมล่ะ? เขาไม่เห็นการตอบรับหรือการสนทนาของพวกนั้น เขาไม่มีผู้ฟัง เป็นๆ สักคน!
ผู้ชมที่ 'เงียบกริบ' : ???
หมิงโหย่วเดินไปหาเจ้าแมวดำและเปิดหูเจ้าแมวด้วยตัวเอง : "ปรับแก้นะ อย่าให้หูลู่หูตกนะ"
เจ้าดำ : "..." เราอยากขย้ำเจ้าหมิงโหย่วโง่เง่านี่ให้ตายได้ไหม?
จากนั้นหมิงโหย่วก็เดินไปตรงหน้าก้อนขนตัวอื่นๆ และปรับหูไปทีละตน : "ปรับแก้ทุกตนเลย! อย่าให้ลู่ลงมา! ถ้ายังปิดหูอยู่พรุ่งนี้ฉันจะประท้วงหยุดงาน!"
ลิงสีเหลืองตัวสั่น เรื่อง "เข็มในกองฟาง" ของหมิงโหย่วยังทำให้เขาฝันร้าย อยู่ทุกค่ำคืน ยกเว้นลิงตัวนี้ไว้ได้รึเปล่า?
"ไม่ เธอบอกเองว่าในอนาคตเธอจะเป็นพี่ชายให้ฉันนี่ พี่ชายต้องฟังนิทาน ของฉันสิ!" หมิงโหย่วทำหน้าเป็นคนรังแก หยิ่งยโสอย่างมาก
เจ้าลิงขนเหลืองใช้มือกุมหัว และร้องออกมาสองรอบ น้ำเสียงเต็มไปด้วย ความเศร้า ซึม และไร้ทางออก ไปๆๆ ทำให้ได้สิหมิงโหย่วไร้ขน น่ากลัว ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับเด็กคนนี้
"ฉันไม่ใช่ลิงไร้ขนสักหน่อย" หมิงโหย่วพึมพำ สายตาเบนไปทางแมวน้ำสี ฟ้า
ไลท์บลู : ฉันไม่มีใบหูนะ ⊙_⊙
หมิงโหย่ว : จ้อง...
ไลท์บลู : แมวน้ำไม่หน้าแดง ⊙_⊙
หมิงโหย่ว : จ้อง...
ไลท์บลู : ดูหัวล้านๆ ของฉันสิฉันไม่มีหูเลยนะ ⊙_⊙
หมิงโหย่ว : "บอกพล็อตเรื่องนิทานที่ฉันเล่าไปให้ฟังหน่อยสิ"
ไลท์บลู : "..." ชิเจ้าเด็กนี่ไม่โง่!
สุดท้ายเหล่าก้อนขนก็ถูกบังคับให้ฟังนิทานสยองขวัญเกี่ยวกับ "คนที่หิว โหยจะตายถ้ากินมากเกินไปในทีเดียว ถ้าพวกเขามีร่างพลังงาน พวกเขาอาจระเบิด กลายเป็นดอกไม้ไฟแสนสวยท่ามกลางท้องฟ้า" ของหมิงโหย่ว
สุดยอดไปเลยที่ทำให้พวกเขาไม่มีทางมองดอกไม้ไฟตรงๆ ได้อีกต่อไป - _-
ผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมตัวสั่น สตรีมเมอร์น้อยโหดร้ายเกินไปรึเปล่านะ? ดู ความสุขที่มีตอนที่บอกว่าอสูรวิญญาณจะระเบิดกลายเป็นดอกไม้ไฟ และถามเจ้า ชายว่าตัวเองตลกรึเปล่าสิ
เจ้าชาย สีหน้าพวกพระองค์มึนงงไปหมดแล้ว! เสือดาวหิมะใช้ชามข้าวปก ป้องหน้าท้อง แล้วขนบนใบหน้าก็เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เขาแค่อยากกินอีกสักคำ ต้องทำให้กลัวขนาดนี้เลยเหรอ? ถ้าเสือดาวหิมะ กินไม่ได้ก็แค่ไม่ต้องเติมชามข้าวก็ได้นะ? ได้โปรดอย่าถามเขาว่าอยากระเบิดกลาย เป็นดอกไม้ไฟสีอะไรเลย! เสือดาวหิมะกลิ้งเกลือกและขยับไปตัวสั่นริกๆ อยู่ด้าน หลังเจ้าแมวดำ พยายามปิดบังความอ่อนแอ น่าสงสาร และข่มขู่ด้วยร่างที่แข็งแกร่ง ของท่านอา ท่านอา ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยของท่านน่ากลัวเกินไปแล้ว!
"ไม่เป็นไรนะ โอ๋ๆ" แม้ว่าเจ้าแมวดำเองก็ถูกมุกของหมิงโหย่วทำให้ตกใจ เหมือนกัน แต่พอได้เห็นหลานชายคนโตของตัวเองตัวสั่นเทาด้วยความตกใจกลัว อารมณ์ก็ดีขึ้นมาทันที
อาเธอร์พูดยิ้มๆ : "ทุกคนอิ่มกันแล้ว ได้เวลาตรวจเช็กสมองแล้ว หมิงโหย่ว รู้ไหม เขาตัวใหญ่และไม่ได้รับบาดเจ็บก็จริง แต่ทุกครั้งที่กลายเป็นอสูร วิญญาณเขาจะเสียสติไป รูปลักษณ์เป็นปัญหามากจริงๆ"
หมิงโหย่วสงสัย : "ทุกครั้งที่กลายเป็นอสูรวิญญาณเหรอ?"
สัตว์ขนฟูจำนวนมาก : "..."
เจ้าแมวดำที่ทำเสียงซี๊ด : "..." เหงื่อเย็นเฉียบซึมออกมาในขนแน่นหนา อุ๊บส์ถอนคำพูดยังไงนะ?
มีความเงียบแปลกประหลาดเกิดขึ้น หมิงโหย่วรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติขึ้น มาฉับพลัน เจ้าดำ ปิดบังอะไรบางอย่างอยู่จริงๆ สินะ
"มาตรวจร่างกายกันก่อนเถอะ" หมิงโหย่วลากเสือดาวหิมะออกจากด้านหลัง เจ้าแมวดำ เขาแบกเสือดาวหิมะขึ้นไหล่เหมือนกับแบกท่อนไม้ตรงท้ายทอยแนบกับ น้องท้องนุ่มของเจ้าเหมียว และหันหลังกลับ เดินตรงไปยังห้องรักษาพยาบาล
เสือดาวหิมะตัวแข็งทื่อ นอนอยู่บนไหล่หมิงโหย่ว เด็กหนุ่มมีแค่รูปลักษณ์ที่ อ่อนแอเท่านั้น เขาอ้าปากกว้างเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือแหลมปรี๊ดขึ้นมา คน ที่รู้เรื่องก็จะรู้ว่าหมิงโหย่วแบกเขาไปทำการรักษา แต่คนที่ไม่รู้ก็คิดว่าเขากำลังจะพา เข้าโรงเชือด
"เจ้าชาย?" ใบหน้าหมีของเฮอร์แมนขยิบตายิบๆ
อาเธอร์ใช้อุ้งเท้าเช็ดหน้า : "ไม่เป็นไร ยังไงก็ใกล้จะเปิดเผยแล้ว" อย่างมาก ก็สิบวัน เดี๋ยวเขาก็จะเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์อย่างห้ามไม่ได้ถ้าหมิงโหย่วคาดเดา เรื่องนี้ได้ด้วยตัวเองและเตรียมตัวเตรียมใจไว้ก็จะช่วยคลายปัญหาออกไปได้มาก
อย่างน้อยหมิงโหย่วก็จะไม่ถูกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสภาพร่างทำให้ หวาดกลัวจนตาย ปลายหางอาเธอร์สั่นระริก และตามหมิงโหย่วเข้าห้องพยาบาลไป เขากังวลเรื่องสภาพร่างกายหลานชายคนโตของเขาจริงๆ และไม่อยากเห็นหน้าตาน่า เวทนาของหลานชายที่ถูกมัดลงกับเตียงพยาบาล เขาหวังว่าหมิงโหย่วจะไม่พูดมุก "เข็มในกองฟาง" กับหลานชายคนโตของเขา
กล้องในห้องไลฟ์สตรีมตามหมิงโหย่วและเจ้าดำไปยังห้องพยาบาล ในห้อง พยาบาล เสือดาวหิมะนอนหงายบนเตียงโลหะวาววับที่มีหัวต่อและสายไฟเชื่อมต่อ มันดูราวกับเขากำลังถูกใช้เป็นตัวอย่างการทดลองผิดกฎหมาย พร้อมเจ้าเหมียวที่มี สีหน้าหวาดผวา
อาเธอร์หัวเราะหัวกรุ่น : "นายทำหน้าแบบนี้ให้ใครดูฮะ? ก็แค่ตรวจร่าง กาย ยังอยากทำตัวน่าสงสารและร้องขอคุกกี้เพิ่มอีกรึไง?" เสือดาวหิมะยิ้มเหนียม อาย อุ๊บส์ท่านอาเปิดโปงหลานตัวน้อยซะแล้ว
"ตระกูลแมวยักษ์ของเธอเป็นอย่างที่คิดเลย นิสัยเหมือนเธอเลย" หมิงโหย่วบ่น
ถ้าไม่ใช่ว่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่พูดไปเมื่อครู่ อาเธอร์จะตบหมิงโหย่วซะทีนิสัย เหมือนเขาอะไร? เขาทำไม? ไม่พอใจรึไง? เจ้าโง่งมนี่กล้าหาญขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ
"ค่าพลังงานต่ำมาก นอกจากไม่ได้รับบาดเจ็บแล้ว สภาพสารอาหารคล้าย กับตอนที่ฉันได้เจอเธอเลย" หลังจากตรวจอย่างละเอียด หมิงโหย่วก็บอก "เหมือน กับเธอที่กินไม่เคยพอ"
"เขาเป็นอสูรวิญญาณธาตุจิตบริสุทธิ์ตนเดียวในสหพันธ์ดวงดาวในตอนนี้ และตั้งแต่เด็กๆ แล้วที่เขาไม่เคยได้กินอิ่มมาก่อนก็เป็นความจริง" อาเธอร์ยกอุ้งเท้า ขึ้นลูบหัวเสือดาวหิมะอย่างเศร้าๆ "เขาก็เลยอ่อนแอ แก้แค้นให้แม่ตัวเองในสนาม รบก็ไม่ได้" หลังจากเสือดาวหิมะเติมกระเพาะอาหารจนเต็ม สมองก็ปลอดโปร่งขึ้น มาก
หมิงโหย่วเข้าใจเรื่องนี้เขามองอาเธอร์
อาเธอร์อธิบายสั้นๆ : "พี่สะใภ้ฉันกับกู้ไห่อยู่บนยานขนส่งลำเดียวกัน และ พวกเขาก็เสียชีวิตเหมือนกัน"
หมิงโหย่วกอดหัวเสือดาวหิมะและลูบหูอีกฝ่าย : "หลังจากนี้เธอจะได้อิ่ม ท้องแล้วนะ หลังจากอิ่มแล้วค่อยให้เจ้าดำสอนเธอต่อสู้เขาช่วยเธอได้แน่ และใน อนาคตตอนที่เธอแข็งแกร่งขึ้น เธอจะได้ปกป้องพ่อของเธอด้วยตัวเองนะ"
หัวของเสือดาวโคลงอยู่ในอ้อมแขนหมิงโหย่ว ดวงตาดูเหมือนลูกแมวตัว น้อย : "จริงเหรอ? ฉันแข็งแกร่งขึ้นได้จริงๆ เหรอ?"
"แน่นอน เชื่อฉันเถอะ แล้วก็เจ้าดำด้วย พวกเราสองคนอยู่ตรงนี้เธอจะ กังวลเรื่องอะไรล่ะ?" หมิงโหย่วลูบหูกลมของเสือดาวหิมะอีกครั้ง "พลังของเธอ พิเศษ เธอจะต้องพัฒนาขึ้นได้อย่างแน่นอน"
ดวงตาเสือดาวหิมะเป็นประกาย : "ฉันแข็งแกร่งขึ้นได้จริงๆ เหรอ? ทุกคน บอกว่าฉันเป็นอสูรวิญญาณไร้ค่า"
"ใครที่บอกว่าคนอื่นไร้ค่า พวกนั้นต่างหากที่ไร้ค่า" หมิงโหย่วพูดอย่างแน่ว แน่ "ไม่ไร้ค่าหรอก มนุษย์จะไม่พูดถ้อยคำไร้การศึกษาแบบนั้นหรอก"
เสือดาวหิมะหรี่ตา เผยรอยยิ้มตามมาตรฐานของตระกูลแมวยักษ์ : "ฉัน แข็งแกร่งขึ้นได้จริงๆ เหรอ?"
"แน่นอน!" หมิงโหย่วส่งสายตาให้เจ้าแมวดำ
อาเธอร์รีบพูด : "ใช่เลย แน่นอน หลังจากพลังงานในร่างกายถึงระดับค่า ปกติแล้วฉันจะช่วยฝึกให้เอง!"
ดวงตาหรี่แคบของเสือดาวเบิกกว้างอีกครั้ง ยังคงกลมดิ๊กเหมือนลูกแมว น้อย เขาถามอีกครั้ง : "ผมแข็งแกร่งกว่าท่านพ่อได้รึเปล่า?"
อาเธอร์ : "ไม่มีปัญหา!" ดูจากความต่างของอายุแล้ว น่าจะเป็นไปได้ไหม นะ?
หมิงโหย่ว : "ไม่มีปัญหาแน่นอน!" ถึงแม้จะพลาดไม่ได้ปกป้องแม่ตัวเอง แต่เขาต้องปกป้องพ่อตัวเองได้แน่!
*
ในพระราชวัง พ่อบ้านปาดเหงื่อ และสิงโตทองคำก็ถอดถอนใจพร้อมสีหน้า ภาคภูมิใจและหดหู่ใจ ในความเป็นจริงแล้ว ในตระกูลแมวยักษ์จะมีคนอ่อนแออยู่ ได้อย่างไร? ลูกชายโง่ของเขาเกิดมาด้วยความหิวโหยก็เพราะเกิดมาพร้อมพลังธาตุ พิเศษบริสุทธิ์
ผู้ใช้พลังพิเศษมีพลังแปลกประหลาด และในระดับเดียวกัน ผู้ใช้พลังธาตุ ปกติจะต้องปวดหัวกับพวกเขา กล่าวได้ว่าตราบใดที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดีพวก เขาจะแข็งแกร่งที่สุดในหมู่ผู้ใช้พลังพิเศษระดับเดียวกัน แต่พลังพิเศษไม่อาจเติม เต็มจากอาหารได้และได้แต่สังเคราะห์ด้วยร่างกายตัวเองอย่างช้าๆ ดังนั้นฮันส์เลย เกิดมาด้วยความหิวโหย
ตอนที่ฮันส์อยากไปสนามรบก็ถูกเขาหยุดยั้งไว้ฮันส์นอนอยู่ในห้องมืดร้อง ไห้จนสลบไป และอัลดริชร้องไห้อยู่ตลอดทั้งคืนหน้าประตูห้องมืดขนาดเล็กนั่น และน้ำตาก็แห้งเหือดทันทีที่รับรู้ถึงการเสียสละของคนรัก
ลูกเติบโตขึ้นมา เด็กคนนี้จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มากเพียงพอให้ปกป้องตัว เอง สิงโตสูงวัยคนนี้ในฐานะพ่อ จักรพรรดิจะไม่ภาคภูมิใจและหดหู่ได้อย่างไร? จักรพรรดิมองออกนอกหน้าต่างทรงสูงจากพื้นจรดเพดานไปยังท้องฟ้าพร่างดาวเจิด จ้า และไปยังสถานที่แห่งความว่างเปล่าที่ห่างออกไป
เจินเจิน ลูกของเราเติบโตขึ้นแล้วและอีกไม่นานก็จะปกป้องพ่อตัวเองได้ แล้วนะ เธอเชื่อรึเปล่า? ตรงหน้าสิงโตทองคำ ราวกับว่ามีร่างที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนหา ยากยืนอยู่
"ยอดเยี่ยมเลย ตอนที่ผมเก่งกว่าท่านพ่อ ผมจะตีเขาแน่นอน!" เสือดาวหิมะ ส่ายหางอย่างตื่นเต้น ดวงตาเบิกกว้างกว่าเดิม
หมิงโหย่วกับเจ้าดำพยักหน้าหงึกหงัก : "ใช่ๆ ตอนที่แข็งแกร่งขึ้น เธอต้อง ตี... ฮะ?"
"ไม่สิแค่ครั้งเดียวไม่พอ ตีสักเดือนหนึ่งได้ไหม?" เขาถามท่านอาและผู้ฝึก อสูรวิญญาณตัวน้อยขอคำแนะนำ
ผู้ฟังในห้องไลฟ์สตรีมรู้สึกวูบโหวง : ...
จักรพรรดิสิงโตที่ปลื้มปีติ : ...
อาเธอร์ยกอุ้งเท้าปิดตา ตอนนี้พวกเขาไลฟ์อยู่ เจ้าหลานโง่ พี่ชายต้องกำลัง ดูไลฟ์สตรีมอยู่แน่น จบสิ้นแล้ว เด็กโง่เอ๊ย
======
Chapter 47 องค์จักรพรรดิ
หมิงโหย่วชะงัก ถึงจะถูกเจ้าดำเรียกว่าเจ้าโง่ แต่ก็รู้ว่าคำแบบนั้นจะพูดใน ห้องไลฟ์สตรีมไม่ได้
เขารีบกอดเสือดาวหิมะเข้ามาในอ้อมแขน : "เด็กขี้หิว เราไม่ได้ถือว่าคำพูด ทุบตีใครจริงจังสินะ"
เสือดาวตะปบหมิงโหย่วด้วยความไม่พอใจจากนั้นก็เริ่มส่งเสียงกรน
หลับ หลับแล้ว? หมิงโหย่วชะงัก ถึงแม้จะรู้ว่าพอหนังท้องตึงหนังตาก็จะ หย่อน แต่เด็กโง่คนนี้ไม่เป็นไรใช่รึเปล่า? หมิงโหย่วขยับตัวเสือดาวหิมะเพื่อตรวจ ร่างกายอีกรอบและพบว่าเจ้าเหมียวเข้าสู่สภาวะหลับลึกไปแล้วจริงๆ
ไม่สิไม่ใช่หลับลึกแล้ว นี่มันจำศีลเลย ตามงานวิจัย อสูรจะ "หยุดเคลื่อน ไหว" ตอนที่กำลังรักษาอาการบาดเจ็บ และจะ "จำศีล" ตอนที่ไม่ได้รับสารอาหารมา อย่างยาวนานเช่นกัน "การจำศีล" คือวิธีลดการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ซึ่ง คล้ายคลึงกับสัตว์ทั่วไปในธรรมชาติ
หมิงโหย่วเดาว่าเสือดาวโง่ตัวนี้ที่เอาแต่ "ประกาศล้มล้างบิดา" อาจอยู่ใน สภาวะกึ่งละเมอ และคงไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปอย่างแน่นอน
ดูสิเสือดาวโง่ขยับปาก ส่งเสียงกรนดังออกมาจากลำคอ
"เหยียบหางท่านพ่อ..."
"ตบท่านพ่อ..."
"เตะก้นท่านพ่อ..."
"ใช้ลูกบอลไฟกระแทกหน้าท่านพ่อ..."
หลานชายที่ตกอยู่ในความฝันมึนเมาอย่างเห็นได้ชัดและการแสดงสีหน้าบน ใบหน้าขนปุยก็มีความสุขอย่างยิ่งยวด การได้นอนหลับหลังท้องอิ่มทำให้เด็กน้อยน่า รักพึงพอใจได้อย่างง่ายดาย
หมิงโหย่วลูบหัวเสือดาวอย่างหลงรัก และใช้พลังแห่งจิตใจปรับคลื่นพลัง งานของร่างเสือดาวหิมะ
ถึงแม้เสือดาวหิมะจะไม่ใช่อสูรวิญญาณที่ทำสัญญากับเขา แต่พลังแห่งจิต ใจของหมิงโหย่วก็ยกระดับขึ้นจากการฝึกฝนมากมาย และสามารถจัดระเบียบพลัง งานให้อสูรวิญญาณตัวอื่นได้
ภายใต้การสางขนอย่างระมัดระวังของหมิงโหย่ว สภาวะจำศีลของเสือดาว หิมะตัวใหญ่ก็ลึกขึ้นเรื่อยๆ
ร่างกายของเสือดาวเริ่มเปล่งประกายแสงเลือนราง แสงสว่างกระจัดกระจาย กลายเป็นฝุ่นผง ล่องลอยเข้ามาในสร้อยข้อมือหมิงโหย่ว ในตอนที่แสงสว่างจาง หาย เสือดาวหิมะก็กลายเป็นลูกเสือดาวตัวน้อยที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ เสือดาวหิมะตัว น้อยอิงแอบแนบหัวกับฝ่ามือหมิงโหย่วและหลับใหลอย่างสงบสุข
หมิงโหย่วอุ้มเสือดาวตัวน้อยขึ้นและพูดว่า "ตอนที่สภาวะจำศีลสิ้นสุด ร่าง พลังงานของเขาจะถูกซ่อมแซมในระดับหนึ่ง หลังตื่นขึ้นมา เราจะเสริมสารอาหารให้ เขาอย่างต่อเนื่อง แล้วเขาก็จะหลับต่อ หลังจากทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง ร่างกายเขาน่า จะหายดีกลับคืนสู่สภาวะอสูรวิญญาณตามปกติได้"
ร่างพลังงานอสูรวิญญาณนั้นสะดวกมาก ถ้าเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเสริมสาร อาหารแค่ไหนก็ไม่อาจแก้ไขภาวะหยุดเจริญเติบโตจากในอดีตได้
"โอเค ดีมาก ดูเหมือนว่าอีกไม่นานเขาก็จะไม่ถูกตีแล้วสินะ" อาเธอร์เหลือบ มองเสือดาวหิมะที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ
ตอนนี้หลานชายคนโตกลายเป็นหลานชายคนเล็กแล้ว ในอนาคต ให้หมิงโหย่วทำให้หลานชายเขาเล็กลงกว่าเดิม แล้วโยนอีกฝ่ายทิ้งตรงหน้าหลุมฝัง ศพพี่สะใภ้เพื่อโชว์ให้อีกฝ่ายดูดีกว่า พี่สะใภ้เสียใจมาตลอดที่ไม่ได้เห็นรู ปลักษณ์ของลูกชายโง่งมในร่างอสูรวิญญาณทารก
"เขาทำแค่กินแล้วนอน นอนแล้วกิน ไม่มีอย่างอื่นแล้วเหรอ?" อาเธอร์ใช้หัว ถูไถหัวเสือดาวหิมะ
หนึ่งตัวใหญ่หนึ่งตัวเล็ก แมวสองตัว ตัวหนึ่งดำตัวหนึ่งขาว ต่างถูไถหัวเข้า หากัน และดูเหมือนว่าหัวใจของหมิงโหย่วกำลังจะระเบิดจากความน่ารัก ตอนนี้เจ้า แมวดำเหมือนเป็นพ่อของเสือดาวหิมะตัวน้อย
"ตอนที่เขาตื่น ฉันจะลองตรวจร่างกายเขาดูอีกที" หมิงโหย่วบอก "ไม่ต้อง ห่วง ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มีปัญหาหรอก"
แผนการรักษาของเสือดาวหิมะต้องการคะแนนความรู้แค่คะแนนเดียว บ่ง บอกว่าเขามีเนื้อหาครอบคลุมแผนการรักษาสำหรับลูกเสือดาวตัวน้อยอยู่แล้ว
ตอนนี้เขาค้นพบวัตถุดิบสารอาหารจำนวนมากที่อสูรวิญญาณสามารถกิน ได้หมิงโหย่วไม่ขาดแคลนสารอาหารอีกแล้ว และเขาก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
"โอเค ฝากด้วยนะ ใช้เจ้าลูกเสือดาวนี่เป็นตัวอย่างการทดลองสำหรับเขียน งานวิจัยเลยแล้วกัน บางทีนี่อาจเป็นหัวข้อใหม่สำหรับการศึกษาอสูรวิญญาณก่อน วัยเรียนได้" อาเธอร์เอาแต่ใช้หนวดแมวแหย่จมูกลูกเสือดาวตัวน้อยที่กำลัง หลับใหล
เสือดาวหิมะน้อยย่นจมูก จาม และกรงเล็บน้อยก็ขยับไม่หยุด แมวดำขบ ขันและหัวเราะร่า หมิงโหย่วก็เลยเขกหัวเข้าให้
"โอเคครับ การไลฟ์สตรีมสิ้นสุดแล้ว เสือดาวหิมะน้อยกำลังหลับใหลอยู่นะ ครับ" หมิงโหย่ววางลูกเสือดาวตัวน้อยในอ้อมแขนลงและกล่าวลาผู้ชม
ผู้ชมย่อมไม่เต็มใจจะบอกลา แต่สตรีมเมอร์ตัวน้อยที่มองไม่เห็นแถบข้อ ความและความคิดเห็นย่อมไม่สนใจความคิดเห็นของพวกเขา
เมื่อมองไม่เห็น ในสายตาสตรีมเมอร์ตัวน้อย บางทีพวกเขาอาจเป็นผู้ชมผู้ เงียบงันนับล้าน
หลังออกจากห้องไลฟ์ผู้ชมมารวมตัวกันในฟอรั่มภายในเพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่ ได้เห็นในห้องไลฟ์วันนี้ต่อ
"เจ้าชายฮันส์น่าสงสารจริงๆ นะ แสดงว่าเขาอ่อนแอมากเพราะขาดสาร อาหารมาอย่างยาวนาน ใครกันที่บอกว่าผู้ใช้พลังงานธาตุพิเศษบริสุทธิ์คือการกลาย พันธุ์ที่อ่อนแอกัน?"
"สภาพร่างกายของเจ้าชายฮันส์คล้ายกับตอนที่เจ้าชายได้รับบาดเจ็บ สาหัสงั้นเหรอ? ตกใจมากเลยนะ แต่ฉันจินตนาการได้เลยว่าฉันที่มีพลังพิเศษแค่ นิดหน่อย หลังใช้พลังพิเศษบนสนามรบไปแล้ว การใช้พลังจะทำให้ฉันหิวโหย"
"พลังจิตของเจ้าชายฮันส์แข็งแกร่งมาก ตอนที่ฉันไม่มีเวลาฟื้นฟูพลังของตัว เอง หัวฉันปวดเหมือนจะระเบิด สภาวะอสูรวิญญาณของเขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ เด็ก เขาไม่ได้กินอิ่มเลยเหรอ?"
"เขาต้องได้กินแน่ หลังจากหิวโหยและเรียกสัญชาตญาณดิบออกมา อสูร วิญญาณจะหาอาหารเอง"
"เจ้าชายฮันส์หิวเลยขับยานรบเข้าไปในห้องไลฟ์สตรีม ทิ้งตัวใส่อ้อมแขน ของสตรีมเมอร์ตัวน้อยงี้เหรอ?"
"บางทีคงเป็นแบบนั้นมั้ง? นอกจากนี้ในฐานะธาตุพลังจิตบริสุทธิ์แล้ว บาง ทีเขาอาจมีพลังที่เราจินตนาการไม่ออกก็ได้?"
"ถ้าตอนนี้ฉันขยับยานเหาะทะลุเข้าไลฟ์โดยอ้างเรื่องหิวบ้างได้ไหม?"
"อย่างแรกเลยนะ นายต้องรู้พิกัดของดาวเคราะห์ของสถานพยาบาลหมาย เลข 1 ก่อน แล้วนายต้องหารหัสอนุมัติสำหรับการข้ามผ่านน่านฟ้าด้วย!"
"ที่จริงแล้ว ตอนที่ฉันเห็นเจ้าชายฮันส์โผล่ออกมา ฉันรู้สึกแย่มาก เจ้าชาย กับคนอื่นๆ ได้ไลฟ์ชีวิตดีๆ แต่เจ้าชายฮันส์ไม่ใช่วีรบุรุษสงคราม เขาได้รับการดูแล จากสตรีมเมอร์ได้ยังไง? แต่พอเห็นเจ้าชายฮันส์มองแบบโง่งม ฉันก็ต้องขอโทษต่อ ความใจแคบของตัวเอง"
"เหมือนกับคอมเมนต์บน อย่ามองว่าเจ้าชายกับคนอื่นๆ ได้รับการดูแล อย่างมีความสุขนักเลย ถ้าพวกเขาอยากให้เราเชื่อมั่นในตัวเด็กหนุ่มที่เราไม่รู้จัก ลองกินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อน และเจอการรักษาที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน ใครจะ กล้าไปบ้าง? ยกตัวอย่างนะ กรีนสโตน ถ้าเจ้าชายไม่กินมันก่อน ใครจะไปอยากกิน หินบ้าง?"
"ใช่แล้ว สิ่งที่เจ้าชายพูดตอนไลฟ์สตรีมใกล้จะจบล่ะ? เจ้าชายบอกว่าเจ้า ชายฮันส์จะถูกใช้ในฐานะตัวอย่างการทดลองเพื่อศึกษาการดูแลอสูรวิญญาณก่อน วัยเรียนไง ห้องไลฟ์สตรีมคือสถานที่ทดลองขนาดใหญ่ เจ้าชายกับวีรบุรุษทั้งสิบใช้ ตัวเองเป็นวัตถุดิบการทดลองอยู่นะ"
"พวกเขาเป็นเหมือนกับหนูทดลองตอนที่ยาตัวใหม่โผล่ออกมา ไม่ว่ายาจะ ได้ผลหรือไม่ก็ตาม พวกเขาก็ลองมันก่อน เราจะตำหนิอาสาสมัครที่ลองรับยา ก่อน หลังจากนั้นยาจะได้รับการตัดสินว่าได้ผลจริงได้ยังไง?"
"ข้อเรียกร้องในการผลิตยาออกมาสักตัวหนึ่งต้องทดลองอย่างน้อยสามขั้น ตอน และอาสาสมัครก็ต้องเข้าร่วมไปจนถึงขั้นตอนที่สองและสาม หลังยาเข้าสู่ ตลาดแล้ว จะให้ฉันไปต่อว่าอาสาสมัครที่มีส่วนร่วมในขั้นตอนที่สองและสามโดยใช้ การเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์และได้เสพสุขกับตัวยาก่อนงี้เหรอ นี่เป็นจังหวะเหมาะเหม็งไม่ ใช่รึไง?"
"ขนาดนี่เป็นการไลฟ์สตรีมแบบภายใน ยังมีหลายคนที่มองผิดมุม ยากจะ จินตนาการเลยว่าคนพวกนั้นจะวิพากษ์วิจารณ์เจ้าชายยังไงบ้างหลังเหตุการณ์นี้เผย แพร่สู่สาธารณะ ชิชิ"
"เรื่องอสูรวิญญาณถูกปล่อยเป็นสาธารณะงั้นเหรอ? นี่เป็นความลับของ สหพันธ์ดวงดาวไม่ใช่เหรอ?"
"ความลับที่นอกจากคนทั่วไปแล้วก็ควรจะได้รับรู้เรื่องนี้นะ เหตุผลที่ไม่ ปล่อยเป็นสาธารณะนั้นเรียบง่ายมาก งานวิจัยของอสูรวิญญาณหยุดชะงักมานาน และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอสูรวิญญาณบ้าง"
"ไม่มีวิธีรับประกันความปลอดภัยของเหล่าอสูรวิญญาณต่อสาธารณะ เพื่อ รักษาความมั่นคง พวกเขาได้แต่ปิดบังจากคนทั่วไป ตอนนี้มีผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัว น้อยแล้ว ในที่สุดงานวิจัยก็ขยับจากศาสนศาสตร์ไปเป็นวิทยาศาสตร์สักทีต้องมีคน เข้าร่วมงานวิจัยมากกว่านี้และต้องถูกทำให้เป็นสาธารณะแน่"
"ตอนที่เครื่องมือการเรียนการสอนสำหรับอสูรวิญญาณได้รับการคิดค้นขึ้น มาใหม่ โปรเจคนี้ต้องมีการเปิดรับสมัครแน่ แค่รอดูกันก่อน ตอนที่การลงทะเบียน เริ่มต้นจะต้องมีกระแสในแง่บวกแน่"
"ใช่ๆ พวกเขาล้วนเป็นเจ้าแห่งการประชาสัมพันธ์จักรพรรดิและราชวงศ์ เป็นผู้นำและเสนอตัวเป็นหนูทดลอง กล่าวได้ว่าพวกเขาใช้โอกาสจากสิทธิพิเศษใน การเสพสุขก่อน พวกเขาจะกลัวที่ต้องพูดอะไรอีกล่ะ?"
"วงจรสมองฉันเกือบถูกพวกเขาขุดลอกไปแล้ว ขออภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่า บาท QAQ อันที่จริงการโปรโมตเรื่องวิทยาศาสตร์อสูรวิญญาณแนวใหม่ต้องการ อสูรวิญญาณเป็นหนูทดลอง เจ้าชายและเหล่าวีรบุรุษทั้งสิบอาสาไปเป็นหนูทดลอง ให้แล้วยังไลฟ์ขั้นตอนการทดลองให้พวกเราได้ดูเรื่องที่ยอดเยี่ยมและไม่เห็นแก่ ตัวเช่นนี้องค์จักรพรรดิประสงค์จะเผยแพร่สู่สาธารณะ การเสียสละของพวกเขาไม่ ควรถูกมองข้าม"
"ดังนั้น เจ้าชายฮันส์น่าจะเข้ามาเป็นหนูทดลองนานมากแล้ว นอกจากนี้เจ้า ชายฮันส์ก็เป็นผู้ใช้พลังธาตุพิเศษบริสุทธิ์คนเดียวในสหพันธ์ดวงดาวที่รอดชีวิตได้ จนถึงตอนนี้"
"แต่เรื่องที่เจ้าชายฮันส์แอบหลบหนีออกมาต้องเป็นความจริงแน่... ตามที่เล่า ลือกันมา องค์จักรพรรดิทรงพิโรธหนักมาก"
"ถ้าฉันเป็นจักรพรรดิฉันก็คงโกรธเหมือนกันแหละ -v- ต่อหน้าผู้ ชมไลฟ์สตรีมทั้งหมดดันพูดออกมาว่าจะตีองค์จักรพรรดิทุกเดือน ฮึม ฮ่าๆๆ สม กับเป็นพระโอรสจริงๆ นะ"
"โชคดีนะ เจ้าชายฮันส์ย่อส่วนแล้ว ไม่อย่างนั้น... ชิชิชิสมแล้วที่เป็นราช วงศ์แสนโหดเหี้ยม พ่อลูกฆ่ากันเอง (ขำขัน)"
"พร้อมแล้ว เงินก้อนน้อยๆ กำลังรอซื้อผลิตภัณฑ์สารอาหารอยู่ เจ้าชายคือ หนูทดลองพัฒนาอาหารอร่อยๆ เพื่อพวกเรา ฉันเชื่อในพระองค์อย่างยิ่ง! ดังนั้นจับ สลากเป็นชื่อฉันได้ไหม?"
"ไปกราบ @Tibetan Foxphobia เถอะ หมอนี่ต้องเป็นอสูรนำโชค แหง เขาถูกจับชื่อมาได้สองรอบแล้ว"
"สองรอบ? มันกล่องดำไม่ใช่เหรอ?!"
"มันต้องไม่ใช่กล่องดำแน่ หมอนี่มาจากประเทศในเขตดวงดาวปกครองตัว เอง จะมีกล่องดำในสหพันธ์ดวงดาวได้ยังไง? สายสัมพันธ์เหรอ? กระทั่งตอนนี้เขา ยังไม่ใช่อสูรวิญญาณด้วยซ้ำ เป็นแค่ผู้ใช้พลังระดับ S คนหนึ่งเอง"
"ในฐานะผู้ใช้พลังระดับ B ที่โพสต์เป็นครั้งแรกหลังจากสมัครเข้ามา ส่องฟอรั่ม ขอพูดหน่อยเถอะ ผู้ใช้พลังระดับ S ธรรมดาก็สุดยอดแล้วนะ"
"เสี่ยวเหมิงซิน นายต้องชินได้แล้วนะ น้ำเสียงพวกเขาไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ จริงๆ นอกจากนี้นี่เป็นฟอรั่มพิเศษสำหรับอสูรวิญญาณ"
"QAQ ฉันจะชินนะ หวังว่าสักวันหนึ่ง ฉันเองก็จะได้กลายเป็นผู้ใช้พลัง ระดับ S ธรรมดาได้เหมือนกัน"
อาเธอร์เจ้าแห่งการประชาสัมพันธ์กำลังนอนบนเตียงอาบแดดพร้อมไขว่ ห้าง และเสือดาวหิมะตัวน้อยบนท้องก็ขยับขึ้นๆ ลงๆ ตามการหายใจของเขา
เขากำลังถือแก้วน้ำผลไม้สารอาหารสำหรับอสูรวิญญาณที่เตรียมไว้เป็น พิเศษของหมิงโหย่วในมือข้างหนึ่ง และมืออีกข้างก็แตะจอภาพเสมือนจริง กระแส ความคิดเห็นสาธารณชนของฟอรั่มนี้อยู่ในกำมือเขาแล้ว
การกระโดดร่มเข้ามาในห้องไลฟ์สตรีมของเจ้าหลานโง่จะมาป่วนแผนการ เขาได้ยังไง? จะเป็นไปได้เหรอ? ไม่เห็นเหรอว่าเขาเป็นใคร?
หลังจากไลฟ์สตรีม อาเธอร์กับพี่ชายก็วิดีโอคอลคุยกัน ให้หลานชายที่ หลับใหลพักอยู่ที่สถานพยาบาลชั่วคราว และพี่ชายจะหาเวลามาหา
กระทั่งจักรพรรดิแห่งสหพันธ์ดวงดาว ตอนที่มาที่นี่ก็ต้องใช้รูปร่างสิงโต ทองคำ อาเธอร์ไม่มีทางลืมจุดนี้
"เจ้าชาย ไม่ว่าจะปิดบังอย่างไร ก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งเดือนนะพ่ะย่ะค่ะ คนที่จะตกหลังม้าอย่างไรก็ยังคงตกเช่นเดิม"
"การระงับโทษประหารชีวิตจะเหมือนกับการประหารชีวิตทันทีได้ไหม?" สาย ตาอาเธอร์ว่างเปล่า เผยสีหน้าหดหู่
เขาวางน้ำหวานลงและลูบขนตัวเอง : "นายจะกระโดดลงจากหลังม้าก่อน เหรอ?"
เฮอร์แมนพูดอย่างเด็ดขาด : "ทุกสิ่งตามรับสั่ง แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ ก่อน แล้วเราจะตาม"
อาเธอร์คิดถึงเจ้าหมีตัวนี้ในอดีต องครักษ์ผู้กล้าหาญไร้ความหวาดกลัวของ เขาล่ะ? องครักษ์บอกว่าเจ้าชายนำแล้วจะตามงั้นเหรอ? ไอ้หมีบ้านี่ควรถูกไล่ออก จริงๆ
ไม่ไกลออกไปนัก หมิงโหย่วกำลังม้วนขากางเกงขึ้นและเก็บเปลือกหอยบน ชายหาดร่วมกับแมวน้ำสีฟ้า
บอกได้เลยว่าคลื่นพลังงานของเปลือกหอยพวกนี้แข็งแกร่งมาก และ สามารถนำมาทำเป็นอาหารหรือแม้แต่อาวุธอสูรวิญญาณได้แต่อาเธอร์เดา ว่าหมิงโหย่วแค่มองหาเปลือกหอยและอยากเอามาทำเป็นของตกแต่งเท่านั้นแหละ
สร้อยเปลือกหอยชิ้นแรกถูกวางอยู่บนหัวจิ้งจอกแดงน้อยไปแล้ว และอา เธอร์ก็ไม่ได้อิจฉาเลยสักนิด เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าพอสวมเปลือกหอยหลากสี บนหัวแมวดำแล้วจะตลกแค่ไหน
"หมิงโหย่วไม่พูดถึงเรื่องที่ให้เจ้าชายฮันส์เป็นคู่หูอสูรวิญญาณเลยเหรอ?" เฮอร์แมนเปลี่ยนเรื่อง เขาไม่อยากถูกคำสั่งทางทหารผลักให้เป็นคนแรกที่ตกจาก หลังม้า ด้วยความไร้ยางอายของเจ้าชาย มันเป็นไปได้สูงมาก
"เจ้าโง่หมิงโหย่วบอกว่าพลังงานมีจำกัด และจำนวนอสูรวิญญาณที่สามารถ ดูแลเต็มที่ก็มีไม่มาก นอกจากลูกน้องที่ยังหาตัวไม่พบ คอยดูแลอสูรวิญญาณทั้ง หมดสิบเอ็ดตนก็เต็มที่เแล้ว ถ้ามีมากกว่านั้นกลัวว่าจะดูแลคนใดคนหนึ่งแล้วหลง ลืมคนอื่นไป" อาเธอร์เผยแววตาเบื่อหน่าย แต่ปลายหางกลับขดอย่างมีความสุข
"ตอนนี้พลังแห่งจิตใจแข็งแกร่งพอแล้ว และพลังวิญญาณเองก็แข็งแกร่งขึ้น เหมือนกัน กระทั่งฮันส์ที่ไม่ใช่อสูรวิญญาณของตัวเองยังช่วยตรวจร่างกายให้ได้ดัง นั้นไม่ต้องจับคู่หูเพิ่มแล้ว สหายศึกเราบาดเจ็บหนักสุด ฉันต้องการเขามากที่สุด"
"อา เด็กนั่นว่าตัวเองเห็นแก่ตัว สนใจเรื่องของตัวเองก่อน ส่วนคนอื่นๆ ค่อยตามมาทีหลัง" อาเธอร์ลูบเครามโนอีกครั้ง "นิสัยเห็นแก่ตัวของหมอนี่เหมาะกับ รสนิยมฉันพอดี"
เห็นแก่ตัว? อีกฝ่ายไม่น่าเป็นคนเห็นแก่ตัวถึงได้คิดจะเกลี้ย
กล่อมหมิงโหย่วให้ดูแลหลานชายกับพี่ชายดีๆ ไม่ใช่เหรอ? เฮอร์แมนคิดอย่างช่วย ไม่ได้
"เจ้าดำ! ดูสิ! สร้อยเปลือกหอยที่ฉันทำให้เธอไง!" หมิงโหย่ววิ่งมาหาอา เธอร์ในขณะถือสร้อยเปลือกหอยขนาดใหญ่ไว้
อาเธอร์รีบขุดหลานชายเสือดาวหิมะตัวน้อยบนพุงไปไว้ในอ้อมแขน เฮอร์แมน กลิ้งลงจากเตียงอาบแดด และรีบวิ่งหนีด้วยสี่เท้า เสือตัวนี้ขอกล่าวว่าจะ ไม่ใส่สร้อยเปลือกหอยอะไรทั้งนั้น!
"ไลท์บลู! ไปเลย! หยุดเจ้าดำด้วยกระแสน้ำเลย!" หมิงโหย่วสั่งการในขณะ วิ่งไล่ตาม
แมวน้ำสีฟ้า เป็นเหมือนสุนัขตัวใหญ่ ถีบพื้นด้วยสองเท้าหลังอันทรงพลัง วิ่งผ่านหมิงโหย่ว และไล่ตามอาเธอร์ไปได้ทัน
เฮอร์แมนอุ้มเสือดาวหิมะน้อยในอุ้งมือข้างหนึ่งและลูบหัวแมวเหมียวด้วย อุ้งมืออีกข้างหนึ่ง เขาจะพาเสือดาวน้อยไปอาบแดดในที่สงบ แต่อยู่ๆ เงามืดก็มา ปิดบังดวงตา เฮอร์แมนเงยหน้ามอง จิงโจ้สีครามกำลังแย้มยิ้มให้เขาอยู่
เฮอร์แมน : "...เจ้าชายเป็นคนส่งนี่มาให้ผม" จิงโจ้สีครามแย้มยิ้ม
เฮอร์แมน : "...ขโมยไปไม่ได้นะ" จิงโจ้ยังคงแย้มยิ้ม
เฮอร์แมนตัวสั่นระริก ตอนนี้เขาควรจะกล้าหาญมากขึ้นแล้วไม่ใช่เหรอ? จิงโจ้สีครามยื่นมือออกมา เจ้าหมีส่งเสือดาวหิมะน้อยให้จิงโจ้ด้วยปฏิกิริยา อัตโนมัติ
"เฮอร์แมน นายนี่มันขี้ขลาด" เหยียนอี้ยืนตัวตรงเหมือนมนุษย์หมาป่าและ เดินมาข้างกายเจ้าหมีมือถือแก้วน้ำเอาไว้
"ถ้านายกล้าหาญนักก็ไปชิงเสือดาวน้อยนั่นกลับมาสิ"
เฮอร์แมนโต้กลับ "ฮึ่ย เจ้าชายไม่ได้ส่งเสือดาวน้อยให้ฉันอุ้มสักหน่อย" เหยียนอี้เย้ยหยันต่อ
จิงโจ้ตัวโตไม่สนใจหมาป่ากับหมีที่ทะเลาะกันอีกแล้ว เธอวางเสือดาวน้อย ลงในกระเป๋าหน้าท้องอย่างระมัดระวัง หยุดกระโดดไปมา และใช้พลังเทเลพอร์ตใน การเคลื่อนเข้าไปในรถบ้าน สภาพอากาศร้อนมาก แดดแรงขนาดนี้ได้ยังไง? เสือ ดาวน้อยควรได้อยู่ในที่เย็นและได้นอนหลับพักผ่อนอย่างดี
"นี่นับเป็นการใช้พลังในทางที่ไม่ดีรึเปล่า?" จิ้งจอกแดงน้อยที่มีสร้อยเปลือก ห้อยวางอยู่บนหัวกระโดดขึ้นลง ไม่รู้ว่ากำลังฝึกเต้นอะไรอยู่
"ใครบอกทุกคนว่าตอนนี้มีอาหารพลังงานเยอะแยะกัน?" บิ๊กกรีนนั่งใต้ต้น ไม้กอดกิ่งไม้ไว้ในอ้อมแขน
รูปร่างเจ้ากวางใหญ่ขึ้น และทรงกล้ามเนื้อก็ปรากฏขึ้นมาบนร่างกายแล้ว อีกไม่นานก็จะเดินตัวตรงได้แล้ว อีกด้านหนึ่งลิตเติ้ลกรีนยังคงเป็นกวางน้อย ละเอียดอ่อนน่ารักที่กระโดดเด้งไปมารอบๆ ตอนนี้เธอเองก็มีสร้อยเปลือกห้อยวาง ไว้บนหัว และหันไปมาตรงหน้ากระจกอย่างมีความสุข
"เคอรี่ ไม่เปิดเผยรูปร่างลุงวัยกลางคนจะได้ไหม?" ลิตเติ้ลกรีนพูดอย่างไม่ มีความสุข "พี่รู้ไหมว่าผู้ฝึกอสูรวิญญาณน้อยกลัวพี่น่ะ?"
บิ๊กกรีนผู้เคยมีรูปร่างสง่างาม บัดนี้เป็นกวางปีศาจกล้ามเนื้อเคอรี่ปรายตา อย่างเกียจคร้าน : "แต่หมิงโหย่วยอมรับรูปร่างใหม่ของฉันได้ในทันทีเลยไม่ใช่ เหรอ?" ตัวเคอรี่ไม่เชื่อ หมิงโหย่วยอมรับรูปลักษณ์ในตอนนี้ของเขาได้อย่างง่าย ดาย
"นี่คือวิธีวิวัฒนาการของอสูรวิญญาณ ฉันคุ้นเคยอยู่แล้ว" หมิงโหย่วไม่ เพียงยอมรับได้ในทันทีแต่ยังเผยสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาซึ่งทำให้เคอรี่อยากถาม ว่าหมิงโหย่วเคยได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจมาก่อนบ้างไหม
หมิงโหย่ว : ขอบคุณนะ ความจริงแล้วฉันไม่เคยได้รับความกระทบ กระเทือนทางจิตใจอะไรเลย แต่บริษัทเกมตลกเกินไป ชอบเพิ่มช่องว่างระหว่างร่าง วัยเด็กกับร่างผู้ใหญ่ของอสูรวิญญาณไว้ไง
ด้วยเหตุผลนี้ประธานกรรมการบริหารที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่าย ศิลป์ด้วย เคยเปิดเผยต่อสาธารณชนผ่านสื่อหลายครั้งว่าทั้งหมดนี่คือหม้อของ ประธานและไม่เกี่ยวข้องกับสุนทรียศาสตร์ของเขา
ดังนั้นตอนนี้เมื่อได้เห็นอสูรวิญญาณเติบโตขึ้น หมิงโหย่วเลยเคยชินกับ ความขัดแย้งระหว่างร่างวัยเด็กกับร่างผู้ใหญ่ อย่างน้อยก็ยังเป็นกวาง ไม่ได้กลาย เป็นอะไรอย่างอื่น อย่างเช่นหุ่นยนต์รูปร่างกวางหรืออะไรพวกนั้น
"บิ๊กกรีน ทำไมเธอถึงขี้เกียจอีกแล้วล่ะ?" ในที่สุดเด็กหนุ่มก็จับตัวอาเธอร์ได้ แล้ววางมงกุฎเปลือกหอยลงบนเส้นขนอันหรูหราของเจ้าแมวดำจากนั้นก็เดินออกไป พร้อมพลทหารแมวน้ำสีฟ้าที่วิ่งเหมือนสุนัขต่อหน้าเคอรี่ เจ้ากวางหลบซ่อนหลังใบไม้ ในทันที
"ไม่ต้องหลบเลย ฉันเห็นเธอแทะกิ่งไม้มาตั้งแต่ตรงนู้นแล้ว" หมิงโหย่วลูบ เขากวางของบิ๊กกรีนและบอกว่า "บิ๊กกรีน เธอผลัดเขาเหมือนกวางธรรมดาทุกปี ไหม?"
"นายจะทำอะไร?" เคอรี่มองหมิงโหย่วอย่างระแวง
"ฉันอยากทำเขากวางให้เจ้าดำ" หมิงโหย่วพูดอย่างซื่อสัตย์จริงใจ "มีสโนว์วี่อยู่ด้านหน้า แล้วฉันจะแต่งตัวเจ้าดำเป็นกวางเรนเดียร์"
เคอรี่ : "...ฉันจะสั่งออนไลน์ให้แล้วกัน"
อาเธอร์ดึงสร้อยเปลือกหอยออกและตะโกน : "ฉันไม่ใส่! ไปไกลๆ เลย!" อาเธอร์เฮดบัตใส่หมิงโหย่ว
แมวน้ำสีฟ้าใช้น้ำปกป้องหมิงโหย่ว ยกครีบหน้าขึ้นและส่งเสียงร้อง วัน นี้หมิงโหย่วทำให้เจ้าชายโมโหอีกแล้ว แต่ต่อให้โมโห พอหมิงโหย่วหยิบชุด กวางเรนเดียร์ทั้งตัวออกมา เจ้าชายก็ยังสวมใส่พร้อมส่ายหางอยู่ดีบางครั้งก็ถึงกับ ดึงเอารถเลื่อนหรืออะไรพวกนั้นออกมาให้ด้วย
"มีความสุขดีนี่" เคอรี่ยกกีบเท้าหน้าขึ้นและส่งเสียงร้อง
ลิตเติ้ลกรีนกระโดดมาตรงหน้าเคอรี่และส่งเสียง "แบะ แบะ" สองครั้ง เหมือนเป็นแกะ เคอรี่รีบสวมรอยยิ้มใจดีไว้บนหน้าทันทีและป้อนอาหารน้องสาวที่ แสนน่ารัก กินเยอะๆ นะ โตไวๆ ตอนนี้น้องสาวเขาผอมเกินไป
แมวน้ำสีฟ้าส่ายหัว ยังไงก็ไม่เข้าใจสุนทรียศาสตร์ครอบครัวกวางอยู่ดี ตอนนี้ลิตเติ้ลกรีนน่ารักมากอยู่แล้วชัดๆ
หมิงโหย่วเล่นกับเจ้าแมวดำอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มเตรียมงานเลี้ยง เจ้าดำ บอกว่าพี่ชายจะมาหาและขอทานอาหารที่เขาทำในห้องไลฟ์สตรีม แม้ว่าขั้นตอนการ ทำอาหารสามารถใช้หุ่นยนต์ทำให้ได้แต่หมิงโหย่วก็ยังยุ่งไปตลอดทั้งบ่าย
เจ้าแมวดำอยากให้หมิงโหย่วมอบเม็ดสารอาหารให้พี่ชายเพื่อรับมือกับเรื่อง ในอดีต แต่หมิงโหย่วยังคิดเรื่องลงหลักปักฐานบนดาวเคราะห์อสูรวิญญาณอยู่ เจ้า ดำเป็นเจ้าชายแห่งดาวเคราะห์อสูรวิญญาณ ดังนั้นพี่ชายของเจ้าดำก็ต้องเป็นองค์ จักรพรรดิเพื่อประโยชน์สุขของประชากรดาวเคราะห์อสูรวิญญาณ เขาควรลองขอ ความกรุณาของจักรพรรดิสิงโตทองคำให้มากที่สุด
อาเธอร์หงุดหงิด : "นายเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้?"
หมิงโหย่วม้วนแขนเสื้อขึ้นและเริ่มทำงานหัวหมุน : "นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ครอบครัวเธอพอใจมากกว่าเดิมต่างหาก
อาเธอร์เกาหัว : "เขาก็หิวอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ ถ้านายเอาอะไรให้เขากิน อีกหน่อยเขาก็จะไม่ความสุขอีก ไม่ต้องยุ่งยากหรอกน่า"
หมิงโหย่วเตะอาเธอร์ออกจากห้องครัว ไปๆๆ พูดถึงพี่ชายแบบนั้นได้ยังไง? ถ้าไม่ช่วยก็อย่ามาก่อกวน
อาเธอร์นอนหงายกับพื้น ในขณะที่บลูอุ้มเสือดาวหิมะตัวน้อยไว้ในกระเป๋า หน้าท้อง วางลงตรงกลางพุงอาเธอร์และทำท่าบอกให้เขาค่อยๆ หายใจช้าๆ ราวกับ ว่าพุงเขาเป็นเปลเด็กของเสือดาวหิมะ
อาเธอร์ : "..." กล้าโกรธและกล้าที่จะไม่พูด ไลเกอร์ตัวนี้หงุดหงิดแล้วนะ
"เจ้าชายทรงตรัสถูกต้องแล้ว หมิงโหย่วไม่ต้องตื่นเต้นนักหรอก" เฮอร์แมน ที่ช่วยเตรียมส่วนผสมพูดขึ้น "องค์จักรพรรดิทรงพระทัยดีมาก"
หมิงโหย่วหั่นเนื้อสัตว์ป่าแช่แข็งของสโนว์วี่เป็นชิ้นบางๆ และเตรียมส่วน ผสมสำหรับทำหม้อไฟ แม้ว่าจักรพรรดิสิงโตจะสั่งแค่อาหารที่หมิงโหย่วทำใน ห้องไลฟ์สตรีมเท่านั้น แต่หมิงโหย่วก็อยากเสิร์ฟอาหารดีๆ ให้องค์จักรพรรดิได้ เสวย อย่างเช่น หม้อไฟ สำหรับหม้อไฟเป็นยาชูกำลังที่เขาใช้เวลาศึกษามานาน เหมาะสำหรับต้มวัตถุดิบที่อสูรวิญญาณสามารถกินได้ที่ค้นพบ
"ไม่ว่าองค์จักรพรรดิจะพระทัยดีแค่ไหน แต่ตอนที่ได้ยินว่าลูกชายพระองค์ ตรัสอย่างเปิดเผยในห้องไลฟ์สตรีมว่าอยากทุบพระองค์เดือนละครั้งก็โกรธมาก" หมิงโหย่วพูดกับสโนว์วี่ "ให้องค์จักรพรรดิได้กินอย่างมีความสุขมากขึ้นอีกนิด ท่อน ล่างของเสือดาวน้อยจะได้รอดปลอดภัย"
เหยียนอี้ใช้พลังโลหะช่วยหมิงโหย่วทุบกระดูกและว่า "แน่ใจเหรอว่าองค์ จักรพรรดิทรงจะไม่ทุบเขารุนแรงกว่าเดิมตอนที่ทรงมีความสุข?"
"ตระกูลแมวยักษ์จะง่วงตอนอิ่มท้องไม่ใช่เหรอ?" หมิงโหย่วถามกลับ
แมวน้ำลูอิสที่ควบคุมกระแสน้ำในหม้อเพื่อให้ส่วนผสมในซุปไม่ให้ติดตรง ก้นหม้อ เกือบคว่ำหม้อ เขาชำเลืองมองหมิงโหย่ว และเต็มไปด้วยความยอมรับนับ ถือในใจ พวกเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแท้ๆ หมิงโหย่วก็จับจุดอ่อนตระกูลแมวยักษ์ ได้แล้ว
"ตอนที่องค์จักรพรรดิกินอิ่มนอนหลับและตื่นขึ้นมา ก็จะได้เวลากลับไปทรง งานไง" หมิงโหย่วพูดไปพลางเตรียมส่วนผสมไปพลาง "ระหว่างนั้น เราจะซ่อนตัว เสือดาวน้อยในกระเป๋าหน้าท้องบลูฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณพ่อของเสือดาวจะกล้าคว้า ลูกไปจากการดูแลของบลู"
จิงโจ้ที่ถือค้อนขนาดใหญ่และกำลังทุบเครื่องปรุง วางค้อนลงแล้วหันกลับ มายกนิ้วโป้งให้หมิงโหย่ว ไม่มีปัญหา ให้เป็นหน้าที่ของเธอเอง!
"เยลโล่ ในเมื่อเธอยังไม่ฟื้นความทรงจำ องค์จักรพรรดิต้องทรงไม่โกรธ เธอ ถ้าองค์จักรพรรดิจะเริ่มทุบตีเสือดาวน้อยที่กำลังหลับ เธอก็คว้าตัวเสือดาวน้อย มาจากกรงเล็บองค์จักรพรรดิและวิ่งหนีไปเลย อย่าปล่อยให้พระองค์ตามทันนะ" หมิงโหย่วสั่ง
ลิงขนเหลืองนั่งบนเก้าอี้เล็กในขณะเด็ดผักเปล่งเสียง "เจี๊ยก" อ่อนแรงออก มา การยอมรับคำขอของน้องชายลิงไร้ขนครั้งนี้มันยากเกินไป
"น่าจะไม่เป็นไรใช่ไหม?" หมิงโหย่วถาม
ก้อนขนตัวอื่นพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่มีปัญหา ต้องไม่มีปัญหา แน่ จักรพรรดิจะพ่ายแพ้ต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของพวกเขา และครั้งนี้ไม่มีทาง ได้ทุบพระโอรสในพระองค์แน่ แต่หมิงโหย่ว ต่อให้ตอนนี้องค์จักรพรรดิจะไม่ทุบ ตีแต่ในอนาคตก็ยังสามารถทุบตีฮันส์ได้อยู่นะ ถ้าปกป้องเสือดาวหิมะไปช่วงหนึ่งก็ จะรังแต่จะทำให้ครั้งหน้าจะโดนทุบตีหนักขึ้นเท่านั้น
ถึงแม้พลังขององค์จักรพรรดิจะตกต่ำ แต่เสือดาวน้อยที่ไม่เคยได้รับการฝึก ฝนก็เทียบไม่ได้แน่นอน นอกจากนี้ถ้าองค์จักรพรรดิอยากทุบเสือดาวน้อย ลูกเสือ ดาวน้อยจะกล้าสู้กลับเหรอ?
เสือดาวน้อยมีใจสู้แต่ไม่กล้าหาญ ดังนั้นเลยกล้าแค่พูดสองสามคำในความ ฝันท่ามกลางสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ในความเป็นจริงทำได้แค่เป็นเสือดาวหางหด และเจ้าชายอาเธอร์ก็ปกป้องไม่ได้
ถ้าจักรพรรดินียังมีชีวิตอยู่ก็คงพอเป็นไปได้... หรืออาจควบรวมเป็นสอง เท่า อาเธอร์ที่นอนหงายตรงประตูห้องครัวได้ยินบทสนทนาในห้องครัวอย่างชัดเจน โอ๊ย หมิงโหย่ว หน้าท้องกลายเป็นสีดำตั้งแต่เมื่อไหร่? กล้าหลอกพี่ชายเขางั้นเหรอ?
แต่นี่พิสูจน์ได้ว่าหมิงโหย่วไม่กลัวพี่ชายเขาเลยสักนิด และไม่สนใจสถานะ เขาเลยด้วย เจ้าดำไม่รู้ว่าเพราะเขาบอกว่าพี่ชายเขาเองก็เป็นอสูรวิญญาณ หรือ เพราะหมิงโหย่วเชื่อใจญาติพี่น้องเขามากรึเปล่า อาเธอร์เกาหน้าท้อง เขาจะต้องนอน อยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ใครก็ได้พาลูกเสือดาวนี่ไปสักที?
"เจ้าชาย แบกเขาด้วยพระองค์เองเถอะพ่ะย่ะค่ะ" เพราะความทรงจำกลับมา แล้ว เคอรี่ที่เป็นคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องส่วนผสม เดินผ่านแมวดำในขณะถือ กิ่งไม้ติดมาด้วย
ด้านหลังเป็นกวางสีเขียวตัวน้อยกับจิ้งจอกแดงน้อยที่มีตะกร้าไม้ไผ่วางไว้ บนหัว
ตะกร้าบนหัวของทั้งคู่เต็มไปด้วยลูกเบอร์รี่ และพวกเขารู้วิธีหาเบอร์รี่ที่ดีต่อ สุขภาพแล้ว หมิงโหย่วสอนวิธีใช้คลื่นพลังงานของตัวเองเป็นเรดาร์ในการหาอาหาร เรียบร้อย
แมวดำที่นอนหงายบนพื้นลุกขึ้นนั่งและก้มลงมองเสือดาวน้อยที่หลับอย่าง สงบอยู่บนหน้าท้องด้วยสีหน้าซับซ้อน
"ฉันรู้สึกว่าถ้าใช้อุ้งเท้านี้ฉันจะตะปบหมอนี่ให้ตายได้" เจ้าแมวดำมองอุ้ง เท้าสีดำของตัวเองและลังเล "ต่อให้ไม่ถูกตะปบตาย ถ้าตื่นขึ้นมาล่ะ? นอนไม่หลับ ฉันจะทำยังไงถ้ามันส่งผลต่อการฟื้นฟูของเขา?"
"งั้นก็ดูแลเด็กต่อไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ" เคอรี่ชำเลืองมองเจ้าชาย
เขารู้สึกมาตลอดว่าเจ้าชายแค่เกียจคร้านและไม่คิดเข้าไปในห้องครัว
ไอน้ำในห้องครัวเยอะมาก ไม่เพียงแค่ร้อนแต่ยังชื้นมากด้วยซึ่งนี่ทำให้เจ้า แมวดำที่มีเส้นขนยาวไม่สบายตัว
"เจ้าดำ!!! มาช่วยหั่นผักหน่อย!!!" หมิงโหย่วตะโกนออกมาจากห้องครัว
แมวดำจับตัวเสือดาวน้อยมาวางลงบนหัวทันทีจากนั้นก็เดินเข้าห้องครัวไป หั่นผัก
เคอรี่ : "..." แล้วข้อแก้ตัวทั้งหมดที่เพิ่งพูดออกมาล่ะ? ทำไมพอผู้ฝึกอสูร วิญญาณตัวน้อยตะโกนออกมาปุ๊บ ถึงไม่มีเรี่ยวแรงขัดขืนและความลังเลเลยล่ะ?
"ในครอบครัว ในโลกกว้างใหญ่ ไม่มีใครสูงส่งไปกว่าหมิงโหย่ว" เซียนหลัว จิ้งจอกยกอุ้งเท้าน้อยขึ้นและหัวเราะคิกคัก "เคอรี่ ดูดีๆ สิหมิงโหย่วเป็นหัวหน้า ครอบครัวนะ"
"ชัดเจนแจ่มแจ้ง ชัดแจ๋วอย่างกับคริสทัล" เคอรี่เดินเข้าห้องครัวและได้เห็น เหล่าอสูรสวมผ้ากันเปื้อนกับหมวก หัวใจบีบรัดขึ้นมาทันใด ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัว น้อยทำผ้ากันเปื้อนกับหมวกให้เขารึเปล่านะ?
"ฉันจะไปสร้างเตาด้านนอกเพื่อทำศาลานะ!" เคอรี่เป็นฝ่ายออกตัวขอทำ งาน "บรรยากาศมื้อเย็นที่แสนงดงาม"
"โอเค ไปเถอะ หาดอกไม้หรืออะไรพวกนั้นมาหน่อย ให้องค์จักรพรรดิได้รู้ ว่าเราจริงจังมาก" หมิงโหย่วไม่ทันสังเกตเห็นความคิดอย่างละเอียดอ่อนของเคอรี่ "ลิตเติ้ลกรีนกับเยลโล่วเองก็ไปด้วยสิฉันไม่เชื่อในสุนทรียศาสตร์ของบิ๊กกรีนเลย"
ปล่อยคนที่คอยแซะอยู่ทุกวันว่ากล้ามเนื้อน้องสาวเขาผอมบางเกินไปมันจะ ดีเหรอ? เด็กหนุ่มกลัวว่าบิ๊กกรีนจะใช้กิ่งไม้สร้างรูปปั้นกวางกล้ามยักษ์ในขณะที่เกา หัวแกรกๆ
"ไม่ต้องห่วง หมิงโหย่ว มีฉันคอยดูให้เขาไม่กล้าทำเรื่องยุ่งวุ่นวายหรอก" จิ้งจอกน้อยตบหน้าอกขนปุยและยืนยัน "ถ้าเขากล้าก่อเรื่อง ฉันจะเผาเขาเอง"
กวางเคอรี่พึมพำอย่างไม่พอใจ หลังจากพูดจบสองสามคำก็เดินออกไป อย่างว่าง่าย และดูเหมือนเป็นชายวัยกลางคนไร้ประโยชน์ที่ไม่มีตำแหน่งงาน
"เจ้าดำ เธอบอกว่าบิ๊กกรีนแข็งแกร่งมากไม่ใช่เหรอ?" หมิงโหย่วกระซิบกระ ซาบข้างหูเจ้าเหมียวที่กำลังหั่นผักอยู่ "ทำไมฉันคิดว่าหลังจากที่ฟื้นฟูความทรงจำขึ้น มาได้แล้วนิสัยบิ๊กกรีนถึงอ่อนโยนกว่าเดิมกันล่ะ"
"เขาแค่เหมือนเป็นแม่บุญธรรม เท่านั้นแหละ" เจ้าแมวดำเคาะหูและว่า "ไม่ ได้นิสัยอ่อนโยนอะไรเลย... แถมยังจู้จี้จุกจิก"
ดังนั้น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นกวางปีศาจ แต่ทหารใหม่ยอมให้เอลลี่จอม อารมณ์ร้อนช่วยฝึกฝนมากกว่าไปติดตามเคอรี่ที่นิสัยค่อนข้างอ่อนโยน ปากของ เคอรี่สามารถทำให้หูของคนอื่นลู่และพ่นควันออกจากทวารทั้งเจ็ด
"เข้าใจแล้ว พระถังซัมจั๋งสินะ" หมิงโหย่วชะงักไปหลังได้ยินคำอธิบาย
เขาคิดว่าบิ๊กกรีนแค่แข็งแรง แต่ไม่คิดว่ากังฟูแห่งคำพูดจะแข็งแกร่งพอๆ กัน ถ้าบิ๊กกรีนเป็นพระถังซัมจั๋ง ปีศาจที่เดินทางไปด้วยกันก็น่าสงสารมากจริงๆ
สุนทรียภาพของเคอรี่ไม่เปิดกว้างจริงๆ หลังจากถูกเซียนหลัวเผาไปหลาย รอบก็ยอมแพ้ที่จะก่อเรื่องและกลายเป็นเครื่องมือที่เชื่อฟังเซียนหลัวกับน้องสาว
เคอรี่ทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อควบคุมต้นไม้และเถาวัลย์สร้างศาลา และยังทำให้ต้นไม้กับเถาวัลย์มีดอกไม้จิ๋วเบ่งบาน
แม้ว่าในสถานที่ที่หนาวเย็นใกล้เคียงน้ำแข็ง ต้นไม้กับเถาวัลย์พวกนี้น่าจะ ตายในวันรุ่งขึ้น แต่สำหรับในมื้อเย็นที่จะถึงนั้นไม่เป็นไรแน่
ในขณะที่ใช้พลังพิเศษควบคุมพืชพรรณ เคอรี่พูดอู้อี้ : "ใช้พลังพิเศษสร้าง ศาลาเพื่อจัดงานเลี้ยงมันสิ้นเปลืองและฟุ่มเฟือยเกินไปเถอะ"
"แม้จะกินได้เต็มกระเพาะอาหารก็ยังสิ้นเปลืองเกินไป นายต้องคุย กับหมิงโหย่ว พูดถึงเรื่องนี้ว่าจะให้เป็นแบบนี้ไม่ได้พลังต้องใช้ในงานสำคัญสิ"
"วันนี้ช่างเถอะ การต้อนรับจักรพรรดิก็เป็นเรื่องใหญ่"
"คิดว่านานแค่ไหนกว่าเราได้กินเพียงพอ? ตอนนี้มันสิ้นเปลือง บางที จักรพรรดิอาจจะตำหนิเรา"
"..." จิ้งจอกแดงตัวน้อยชี้มือชี้ไม้ "พี่ชายเธอน่ารำคาญจริง"
น้องสาวกลอกตาและตอบกลับ "น่ารำคาญจริงๆ นั่นแหละ" เธอคาดว่า ความทรงจำยังไม่ฟื้นคืน เพราะไม่อยากนึกถึงคำบ่นพึมพำของพี่ชาย
จิ้งจอกแดงน้อยตบหน้าอกตัวเอง อา ทศวรรษแห่งคำบ่น น่าสยดสยอง ชะมัด!
จิ้งจอกแดงน้อยกับน้องสาวขมวดคิ้ว และเคอรี่มีกระดิ่งแจ้งเตือนขนาด ใหญ่บนหัว : "เซียนหลัว! นายพยายามจะทำอะไรของนาย! ฉันเตือนเลยนะ! อย่า มาทำอะไรน้องสาวฉัน! นาย..."
เคอรี่ส่งเถาวัลย์บินตรงไปที่น้องสาว เถาวัลย์ส่งเสียงดังสนั่น
กวางสาวน้อยหันหัวไปมองจิ้งจอกแดงน้อย : "ใช้วิธีนี้เขาจะไม่บ่นนะ"
จิ้งจอกแดงน้อย : "...อืม" เคอรี่ คิดมากเกินไปแล้ว นายคิดว่าฉันกล้ากับ น้องสาวนายรึไง?
ตอนที่หมิงโหย่วหยิบซุปเบสสำหรับหม้อไฟออกมา ก็ได้พบว่าสาวน้อยฟื้น คืนความทรงจำแล้ว : "ฉันรู้ว่าตอนที่บิ๊กกรีนฟื้นคืนความทรงจำ อีกไม่นาน ลิตเติ้ลกรีนก็จะฟื้นคืนความทรงจำเหมือนกัน มานี่สิฉันจะตรวจร่างกายให้"
เอลลี่ที่รักษารูปลักษณ์กวางเอลฟ์ไว้กระโดดตามหมิงโหย่วเข้าไปในห้อง พยาบาล
หลังจากการตรวจร่างกาย ร่างกายเอลลี่อยู่ในสภาพดีแต่เธอยังต้องรักษา ร่างจิ๋วของตัวเองไว้อีกสักพัก
หลังจากร่างกายเอลลี่หายดีเธอสามารถสลับระหว่างกวางกล้ามใหญ่กับ กวางจิ๋วได้อย่างอิสระเหมือนอาเธอร์กล่าวก็คือ ตอนที่เอลลี่ต่อสู้เธอสามารถเริ่ม ต้นด้วยรูปลักษณ์กวางน้อยน่ารัก และระเบิดกล้ามเนื้อออกมาในตอนที่เธอเอาจริง นี่ทำให้เอลลี่มีความสุขมาก
ครอบครัวเธอเป็นครอบครัวนักสู้และหนึ่งในเรื่องที่เป็นปัญหาในครอบ ครัวก็คือตอนที่เติบโตขึ้น รูปร่างจะพัฒนาเต็มที่
ตอนนี้อย่างน้อยตอนที่เธอเป็นอสูรวิญญาณ เธอยังสามารถเรียกรูปร่าง กวางน้อยน่ารักออกมาได้เคอรี่นั่งยองอยู่ตรงมุมห้อง ขยับกีบเท้าเป็นวงกลม
กล้ามเนื้อไม่ดีเหรอ? เห็นได้ชัดว่ากล้ามเนื้อมันดูดีออก ร่างผอมๆ น่า เกลียดจะตาย ดูเขาสิ เขาบังคับให้ตัวเองตัวโตขึ้นมากกว่ารักษาสภาพกวาง
หมิงโหย่วลูบหัวกวางสาวน้อยและพูดว่า "อย่าเรียนรู้จากบิ๊กกรีนนะ สุนทรียศาสตร์ของพี่ชายเธอเป็นปัญหามากเลย และเธอควรพูดคุยกับเยลโล่วให้ มากหน่อย"
น้องสาวเอียงหัวและถูกับฝ่ามือหมิงโหย่ว หันหน้าไปมองเซียนหลัวจิ้งจอก น้อยที่ร้องออกมาอย่างน่ารักอ่อนหวานอย่างมาก
เซียนหลัวพยักหน้าแข็งๆ ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยสร้างปัญหาใหญ่ให้เขา จริงๆ
องค์จักรพรรดิอัลดริชประสงค์จะออกเดินทางทันทีเพื่อทุบตีพระโอรส แต่ เนื่องจากเหตุที่พระโอรสลงจอดในห้องไลฟ์สตรีม ทำให้เกิดปัญหากับแผนการของ พระองค์กับพระอนุชา ใช้เวลาหลายวันกว่าจะแก้ไขปัญหาได้
ในตอนที่พระองค์ออกเดินทาง พระโอรสกล่าวว่าง่วงนอน ความโกรธของ จักรพรรดิอัลดริชก็กลายเป็นความกังวล
อย่างไรก็ตาม ตอนที่มาถึงน่านฟ้าเหนือดาวเคราะห์เยียวยาหมายเลขหนึ่ง และเปลี่ยนจากร่างจักรพรรดิอัลดริชเป็นจักรพรรดิสิงโตทองคำผู้ยิ่งใหญ่ ความ กังวลก็กลายเป็นความโกรธ
กังวลอะไรล่ะ? ในเมื่อมีน้องชาย ยังต้องมีความกังวลเกี่ยวกับลูกชายหน้า โง่อีกเหรอ? ต้องตีก่อนต่างหาก!
จักรพรรดิสิงโตทองคำโกรธเมื่อคิดถึงการแสดงออกที่ได้เห็นในช่วงสองสาม วันที่ผ่านมา
ลูกโง่! ดูเหมือนจะคันหนังยิบๆ และอยากเป็นจักรพรรดิสินะ!
ยานบินแยกออกจากยานหลวงของจักรพรรดิและลงจอดตรงหน้ารถบ้าน จักรพรรดิสิงโตทองคำเดินออกมาด้วยย่างก้าวสง่างาม ทันทีที่หย่อนบันไดพร้อม พรมแดงจากยานบินก็ได้กลิ่นหอมยั่วยวนใจ
ตอนนั้นเอง ความคิดเกี่ยวกับบุตรชายและน้องชายทั้งหมดก็ถูกจักรพรรดิ สิงโตทองคำสลัดทิ้ง
======
Chapter 48 มากินหม้อไฟกันเถอะ
ตอนที่หมิงโหย่วได้เห็นจักรพรรดิสิงโตทองคำเป็นครั้งแรกก็โดนความงาม สง่าของแมวยักษ์ทำให้ตื่นตะลึง
จักรพรรดิสิงโตทองคำมีเส้นขนสีทองเหยียดยาว ยานบินเผชิญหน้ากับดวง ตะวันที่กำลังลับขอบฟ้า แสงสีแดงเรืองรอง ณ เส้นขอบฟ้าแต่งแต้มอยู่เบื้องหลังทำ ให้รูปลักษณ์อีกฝ่ายดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ภายใต้แสงสว่างของดวงตะวันยามลาลับขอบ ฟ้า กระทั่งเส้นขนของจักรพรรดิก็สะท้อนวาววับดั่งทองคำที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก
อีกฝ่ายเยื้องย่างลงมาจากยานบินอย่างไม่เร่งร้อน ทุกอย่างก้าวราวกับกำลัง เหยียบย่ำลงบนหัวใจของทุกคน รัศมีอันทรงพลังทำให้หมิงโหย่วหายใจอย่างระมัด ระวัง
หมิงโหย่วผู้เต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะช่วยเสือดาวน้อยจากกรงเล็บ จักรพรรดิสิงโตอย่างแรงกล้าเผลอคลายความตั้งใจไปกว่าครึ่ง
ต่อให้เป็นแค่การละเมอ สิงโตน้อยกล้าพูดเรื่องทุบตีพ่อแบบนี้หมิงโหย่วยอมรับนับถือจริงๆ
แมวดำที่มักจะนั่งเล่นอยู่ไม่ห่าง ค่อยๆ เดินออกมาจากด้านหลังหมิงโหย่ว และเดินไปข้างกายพี่ชายด้วยฝีเท้าสงบสง่างามเฉกเช่นพี่ชาย
แมวยักษ์สูงศักดิ์สง่างามทั้งสองก้มหัวลงพร้อมกัน ถูแก้มแนบลำคอกันและ กัน
"ท่านพี่ เหนื่อยหน่อยนะครับ" น้ำเสียงของเจ้าแมวดำจริงจังมาก
จักรพรรดิสิงโตทองคำพยักหน้าและไม่ตอบคำ สายตาเบนไปทางหมิงโหย่วที่เหม่อลอยก็เผยรอยยิ้มใจกว้างอย่างผู้อาวุโส และค้อมศีรษะสูงศักดิ์ ลง : "หมิงโหย่ว เราขอขอบคุณที่ช่วยเหลือครอบครัวเรา ขอบคุณที่ช่วยเหล่า วีรบุรุษของเรา"
หมิงโหย่วประหม่า พูดไม่ออก ได้แต่โบกมือและส่ายหน้าวืด ทำทีว่าเขาแค่ ทำงานเล็กๆ สำเร็จ และรับคำขอบคุณอย่างจริงจังเช่นนี้จากจักรพรรดิไม่ได้
แมวดำชำเลืองมองหมิงโหย่ว ยกอุ้งเท้าขึ้น และผลักพี่ชายจนล้ม
จักรพรรดิสิงโตทองคำ : "..."
ก้อนขนจำนวนมาก : "..."
หมิงโหย่วกลั้นลมหายใจ : "..."
"พอแล้ว อย่ามาใช้เทคนิคปลอมๆ แบบนั้นนะ นี่มันทำให้เจ้าโง่ของผมตก ใจกลัว" เจ้าแมวดำเรียกสีหน้าสง่างามขึ้นมา ยกอุ้งเท้าขึ้นมาทาบทับลงบนคอ จักรพรรดิ "มาสิหมิงโหย่ว ให้ฉันแนะนำหน่อย นี่คืออัลดริชพี่ชายฉัน ฉันรู้ว่าชื่อ เขายาว นายจำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เรียกเขาว่าพี่โกลด์ก็ได้นะ โอ๊ย! ท่านพี่ ตะปบผม ทำไมเนี่ย?"
จักรพรรดิสิงโตตะปบแมวดำสองที : "เอาล่ะ ฉันได้กลิ่นนะ มาเริ่มมื้อเย็น กันเถอะ หิวจะตายแล้ว"
"ผมรู้ทันนะท่านพี่ ท่านพี่นี่ตะกละจริงๆ เลย ผมได้ยินเสียงครางในลำคอ นะ หมิงโหย่ว มาเริ่มกินเลยเถอะ" แมวดำถูกพี่ชายตะปบใส่แต่ยังเอนตัวเข้าไป กอด "ท่านพี่ ไว้หน้าน้องชายหน่อย หลานชายโง่นั่นอยู่เงียบๆ อย่าไปตีเขาเลยนะ หลังจากตื่นแล้วค่อยพาเขาไปฝึกภาคสนามเอา"
"แบบนี้เขาจะได้แข็งแรง ตอนที่ท่านพี่ทุบตีท่านพี่จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะทำ ให้เขาบาดเจ็บไง สนุกกว่ากันเยอะ" แมวดำขยิบตา "วันนี้มาทานอาหารอร่อยๆ พูด คุยกัน แล้วก็ลืมเรื่องเด็กนั่นไปก่อนเถอะ"
"เด็ก? นายจำได้รึเปล่าว่านายอายุน้อยกว่าน่ะ? นายปกป้องเขาในฐานะรุ่น พี่รึไง?" จักรพรรดิสิงโตทองคำพูดอย่างกรุ่นๆ "โอเค ฉันเข้าใจแล้ว อย่าวุ่นวาย ใส่ ใจภาพลักษณ์ตัวเองด้วย"
"ที่ว่าใส่ใจนี่หมายความว่าไงครับ? ภาพลักษณ์เหรอ? ที่นี่ไม่มีคนนอกสัก หน่อย ท่านพี่ครับ พี่ยืดเหยียดตัวจนเหนื่อยแล้วไม่ใช่เหรอ?" แมวดำเก็บอุ้งเท้า กลับ ส่งเสียงเครือและสะบัดขน "หมิงโหย่วโง่ ได้เวลามื้อเย็นแล้ว นายก็ด้วย จะ ทำอะไรน่ะ? ถึงเวลาพูดทักทายก็พูดทักทายสิทักทายจบก็เตรียมตัวกินมื้อเย็นได้ แล้ว"
อสูรขนฟูที่ยืนยืดอกศีรษะตั้งตรงด้วยท่าทีเยี่ยงทหารมองหน้ากันอย่างตก ใจ ช่างเถอะ พวกเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้าชายก็ควรเชื่อฟังเจ้าชาย
หมิงโหย่วตบหน้าอกและถอนหายใจอย่างโล่งอก กลั้นหายใจจนหน้าดำ หน้าแดง
จักรพรรดิสิงโตถูกน้องชายขัดจังหวะ หลังจากสูญเสียความสง่างามและ ความอดทนอดกลั้นจนสิ้นก็กลายเป็นสิงโตยักษ์ธรรมดา ในที่สุดหมิงโหย่วก็กล้า มองสิงโตทองคำตรงๆ สักที
"ฝ่าบาทเองก็ทรงพร่องโภชนาการเหมือนกัน... ดาวเคราะห์อสูรวิญญาณ ยากจนหรือพ่ะย่ะค่ะ?" หมิงโหย่วที่อยู่ในอารมณ์ผ่อนคลายเริ่มไม่เข้าใจขึ้นมา
จักรพรรดิสิงโตทองคำครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก็พยักหน้าและพูดว่า "ก็ค่อน ข้างยากจนนะ" ทุกหน่วยงานต่างก็เรียกร้องเอาแต่เงิน!
"งั้นเราควรลดราคาอาหารอสูรวิญญาณลงไหม?" หมิงโหย่วประหม่านิด หน่อย เขาได้ยินขอบเขตการทำบัญชีและราคาที่เจ้าดำกับตนอื่นๆ พูดถึงตอน ประชุมกัน ผลกำไรของอาหารอสูรวิญญาณก็สูงมาก
"พวกอสูรร่ำรวย แต่รัฐบาลยากจน" จักรพรรดิสิงโตทองคำกล่าวเสริม
หมิงโหย่วเข้าใจ : "งั้นมาเปิดตัวอาหารเพื่อสุขภาพอสูรวิญญาณรุ่นพิเศษลิ มิเต็ดอิดิชันเพื่อความหรูหราฟู่ฟ่า และเก็บภาษีเพิ่มกันเถอะ"
จักรพรรดิสิงโตทองคำ : "...อาเธอร์เป็นคนสอนนายงั้นเหรอ?"
หมิงโหย่วสับสน : "อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?"
เจ้าแมวดำใช้อุ้งเท้าผลักหลังหมิงโหย่วหนักๆ : "ไปๆๆ เตรียมมื้อเย็นซะ" หลังจากหมิงโหย่วจากไป เจ้าแมวดำก็พูดกับจักรพรรดิ "พี่ครับ อย่าพูดอะไรเชียว"
จักรพรรดิสิงโตทองคำเหลือบมองน้องชายอย่างเหนือกว่า "พี่จะถามว่านาย ได้ทำร้ายอะไรเขารึเปล่าไง ทำไมล่ะ? นายเป็นคนบอกไม่ใช่เหรอ? นายพยายามปิด บังตัวเอง หมิงโหย่วไม่ได้โง่จนไม่สังเกตเห็น ตอนนี้นายกลับคืนร่างเดิมจะมีปัญหา ไม่ใช่รึไง?"
"ผมจะเคลียร์กับเขามาตั้งแต่แรกแล้วว่าตอนที่ช่วงเฝ้าประเมินสิ้นสุด ผมจะ บอกเขาทุกอย่าง" แมวดำหูตกและว่า "แต่เขามีอาการวิตกกังวลในการเข้าสังคมไม่ ใช่เหรอ? ผมกลัวว่าจะทำให้เขากลัว?"
"นายกลัวว่าจะทำให้เขากลัวจริงๆ แต่ไม่กลัวเรื่องอื่นงั้นเหรอ?" จักรพรรดิ สิงโตทองคำมองขึ้นๆ ลงๆ น้องชายโง่ที่ขดตัวกลายเป็นลูกบอลขนสีดำด้วยสายตา สบประมาท
เจ้าแมวดำหูตกทำท่าเป็นแมวน้ำสีดำเอียงคอด้วยความสับสน มีอะไรอย่าง อื่นให้กลัวด้วยเหรอ? อย่างอื่นคืออะไรล่ะ?
จักรพรรดิสิงโตทองคำแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา ไม่อยากสนใจน้องชายโง่ อีก เขาก้าวไปหาก้อนขนฟูตนอื่นๆ ทักทายเหล่าวีรบุรุษทีละตน
แม้แต่ก้อนขนที่ยังไม่ฟื้นคืนความทรงจำในตอนนี้ก็ยังแสดงความเคารพสูง สุดต่อจักรพรรดิสิงโตทองคำ พวกเขารับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิด้วย สัญชาตญาณ
แมวดำยกอุ้งเท้าขึ้นและเกาหูที่ลู่ลง พี่ชายพูดเรื่องอะไรเนี่ย? ทำไมถึงพูดไม่ จบล่ะ? แมวตัวนี้กังวลจะตายอยู่แล้ว!
เขากำลังจะถามคำถามต่อ อยู่ๆ เสียงเกรี้ยวกราดของหมิงโหย่วก็ดังออกมา จากรถบ้าน : "เจ้าดำ! ใบกรีนสโตนที่ฉันแกะสลักไว้อยู่ที่ไหน?"
เจ้าแมวดำส่งเสียงเครือ : "ตู้สูงไปหน่อย... รอก่อน ฉันจะไปเอาให้" เขาไม่ กล้าถามพี่ชาย ดังนั้นเลยกางอุ้งเท้าและช่วยหมิงโหย่วหยิบของ
จักรพรรดิสิงโตทองคำมองแผ่นหลังแมวดำด้วยสายตาอย่างเกลียดที่เหล็ก ไม่เป็นเหล็กกล้า จากนั้นรอยยิ้มน้อยๆ ก็ปรากฏบนใบหน้าของแมวขนสีทองผู้ทรง อำนาจและยิ่งใหญ่
ก้อนขนมองกันด้วยความตกใจกลัว และรู้สึกว่ารอยยิ้มของจักรพรรดิสิงโต นั้นดูประสงค์ร้ายอยู่เรื่อย
จิงโจ้สีครามคิดเรื่องนี้อุ้มเสือดาวน้อยที่กำลังหลับใหลออกมาจากกระเป๋า เลี้ยงเด็กของเธอ และส่งให้จักรพรรดิสิงโตทองคำ
ลิงขนเหลืองรีบส่งสายตาถาม : น้องชายลิงไร้ขนบอกว่าให้ดูแลเด็กน้อยคน นี้ให้ดีไม่ใช่เหรอ?
จิงโจ้สีคราม : ใช้ทารกเสือดาวเบี่ยงเบนความสนใจของจักรพรรดิเพื่อปก ป้องหมิงโหย่วกับเจ้าดำก่อน
ก้อนขนตนอื่นๆ ลงมติเป็นเอกฉันท์ทางสายตาและทรยศเสือดาวน้อยที่น่า สงสารอย่างพร้อมเพรียงกัน แผนการก่อนหน้านี้ในการปกป้องเสือดาวน้อย ของหมิงโหย่วถูกพังทลายในทันที
ตอนที่จักรพรรดิสิงโตทองคำเห็นลูกชายโง่ของตัวเอง สีหน้าก็ปะปนไปด้วย ความรักและความโกรธ และใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างแรง
เขายกอุ้งเท้าขึ้น อยากตบทารกเสือดาวที่พุงป่องออกมาอยู่หลายครั้ง แต่สุด ท้ายก็แค่ถอนหายใจ รักษาท่าทางยกกรงเล็บเท้าหน้าไว้และอุ้มลูกชายโง่อย่างระมัด ระวัง
ตอนที่หมิงโหย่วออกจากรถบ้านมาพร้อมหม้อขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์ กลางประมาณสองเมตรและเต็มไปด้วยน้ำซุปก็ตัวแข็งมองจักรพรรดิกำลังอุ้มลูก ชาย และสีหน้าเด็กหนุ่มแข็งค้าง
เยลโล่ใช้พลังพิเศษสร้างบันไดดิน และหมิงโหย่วก็เดินขึ้นบันไดวางหม้อลง บนเตาอย่างมั่นคง
แมวดำที่มีตะกร้าผักสองตะกร้าผูกอยู่บนหลังถาม "พี่ครับ พี่แสดงเป็นคน ไม่รู้สึกรู้สาพรรค์ไหนกัน?"
"ฮันส์กำลังหลับ" จักรพรรดิสิงโตทองคำบอก
อาเธอร์ : "พี่แค่วางเขาไว้สักที่ ทำไมถึงต้องอุ้มเด็กนั่นแบบนี้ด้วย? ถึงพี่จะ ไม่อยากให้คนอื่นมาอุ้มลูกตัวเอง พี่ก็ให้หุ่นยนต์เอาเปลเด็กมาก็ได้"
จักรพรรดิสิงโตทองคำนึกขึ้นได้ "นั่นสินะ"
แมวดำส่งผักให้ก้อนขนตนอื่น และช่วยจักรพรรดิสิงโตทองคำกอดหลาน : "พี่ ทำไมพี่เหมือนพ่อมือใหม่เลยล่ะ? พี่เคยดูแลทั้งผมทั้งหลานผมมาก่อนไม่ใช่ เหรอ?"
จักรพรรดิสิงโตทองคำแก้ตัว : "นั่นมันตั้งกี่ปีมาแล้ว? ฉันลืมวิธีดูแลเด็กไป แล้ว"
"ผมเข้าใจ ต้องเป็นพี่สะใภ้กับพวกแม่บ้านที่คอยดูแลผมกับหลานผมแน่ เลย ส่วนพี่รับหน้าที่สอนสั่ง" แมวดำบ่น
เขาเรียกหุ่นยนต์ได้เปลเด็กมา และวางหลานชายคนโตลงเปลเด็ก
"นายยังมีหุ่นยนต์พี่เลี้ยงอยู่อีกเหรอ?" จักรพรรดิสิงโตเหยียดตัว ขยับร่าง กายที่แข็งค้าง และหลบเลี่ยงคำบ่นของเจ้าแมวดำ
แมวดำพูดอย่างภาคภูมิใจ : "หมิงโหย่วปรับปรุงมัน เขากับเสี่ยว
เทียนอัปเดตหุ่นยนต์ของเรา"
"ใครคือเสี่ยวเทียน?" จักรพรรดิสิงโตทองคำถาม
เสี่ยวเทียนแนะนำตัวด้วยภาพฉายสีหน้าโฮโลแกรมกับจักรพรรดิสิงโตทอง คำในทันทีผมเอง ผมเอง *归▽归* !
จักรพรรดิสิงโตทองคำ : "..." ดีมาก ร่าเริงมาก
จักรพรรดิสิงโตทองคำอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ทันทีที่ก้นหม้อไฟร้อน กลิ่นหอมเหมือนคลื่นระเบิดก็ถูกคลื่นพลังงานอันทรงพลังกวาดทิ้ง
ทุกความคิดในหัวจักรพรรดิถูกกลิ่นหอมปัดเป่า และทุกสิ่งที่ได้ยินคือเสียง คำรามในลำคอ
กระทั่งเหล่าขนฟูตัวเล็กตัวใหญ่ที่หมิงโหย่วป้อนอาหารอยู่ทุกคืนวันก็ยังทน ไม่ไหว พวกเขาหยุดอยู่ตรงโต๊ะทีละตน ไม่ว่าจะดวงตาสีอะไรตอนนี้ก็เปล่งประกาย ด้วยแสงสีเขียวเลือนราง จับจ้องหม้อไฟตาไม่กะพริบ
"ท่านพี่ ถึงท่านพี่จะสั่งอาหารไว้ล่วงหน้า แต่อาหารจานนี้ก็เกือบกลายเป็น ทุ่งน้ำแข็งไปแล้ว อากาศหนาวเกินไป หลังนำออกมาไม่นานก็จะเย็นแล้วก็จะไม่ อร่อย ผมเลยเปลี่ยนเป็นหม้อไฟตามดุลยพินิจของผมเอง ถ้าท่านพี่กินไม่ได้ผมจะ ได้เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น" แม้ว่าเจ้าดำจะพูดว่าตนจะคุยกับพี่ชายเอง แต่หมิงโหย่วที่ เปลี่ยนเมนูอาหารตามใจก็ยังรู้สึกไม่สบายใจนิดหน่อย
"ไม่เป็นไร!" กลิ่นหอมและคลื่นพลังงานรุนแรงเกินทนยิ่งกว่าอาหารใน ห้องไลฟ์สตรีม! จักรพรรดิสิงโตทองคำกลืนน้ำลายติดๆ กัน ไม่อยากแสดงความ ตะกละตะกลามและท่าทีไม่เหมาะสมมากเกินไป
เมื่อมองกลุ่มอสูรวิญญาณที่หมิงโหย่วคอยดูแล พวกเขาต่างเผยสีหน้า ตะกละตะกลามออกมา จินตนาการได้เลยว่าหม้อไฟนี้จะสุดยอดขนาดไหน พี่ชายโง่ เง่ายกอุ้งเท้าขึ้นมาเช็ดน้ำลาย
"ผมขอนำเสนอซุปเบสหม้อไฟ มาเริ่มกินกันเถอะครับ ก่อนหน้านี้ผมเพิ่งชิม ไป และยังไม่ได้ทำผลิตภัณฑ์แบบสำเร็จรูปออกมา" หมิงโหย่วถอนหายใจอย่างโล่ งอก
นอกจากซุปใสสีแดงแล้ว หม้อไฟยังสามารถแบ่งออกได้หลายชนิด หม้อไฟ พิเศษสำหรับอสูรวิญญาณมีทั้งหมดสี่ชนิด
ชนิดแรกย่อมต้องเป็นซุปเบสสีแดงคลาสสิก หม้อไฟสีแดงมีซุปเข้มข้นที่ถูก ต้มพร้อมกระดูกต้นขาสัตว์ป่าตลอดหนึ่งคืน เติมด้วยพืชกินได้รสเผ็ดที่เปี่ยมล้น พลังงาน และแค่เพียงเล็กน้อยก็ทำให้ปากชาได้สร้างสรรค์รสเผ็ดร้อนที่ทำให้อสูร วิญญาณกินได้อย่างเอร็ดอร่อย
ซุปเบสชนิดนี้หมิงโหย่วชิมได้แค่นิดหน่อย ถ้ากินเยอะเกินไปจะเป็นพิษ แต่ สำหรับอสูรวิญญาณแล้ว ตราบใดที่เป็นพลังงานที่บริโภคได้มันก็เป็นอาหารของ พวกเขาได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซียนหลัว อสูรวิญญาณที่ปรับตัวกับพลังงานธาตุไฟที่ เป็นธาตุหลักในหม้อได้เป็นอย่างดี
ชนิดที่สองคือซุปเบสอาหารทะเลที่มีคลื่นพลังงานน้ำและน้ำแข็งเต็มเปี่ยม
แมวน้ำทะเลพบสาหร่ายทะเล หอย และแร่คริสทัลพลังงานจำนวนมากที่ เหมาะสำหรับการบริโภคของอสูรวิญญาณในทะเล รวมถึงสัตว์ทะเลหลายชนิดที่มี พลังงานใกล้เคียงกับสัตว์ป่า สิ่งนี้ถูกเคี่ยวอยู่ในหม้อของหมิงโหย่วเพื่อทำเป็นเบส อาหารทะเลรสอูมามิ
เซียนหลัวเปิดจมูกและดูดซับพลังงานในหม้ออาหารทะเล แมวน้ำสีฟ้าและ หมีขั้วโลกเทเนื้อปลาลงในหม้ออาหารทะเล และทำท่าทางดุร้ายราวกับได้เผชิญหน้า กับศัตรู
ซุปเบสชนิดที่สามคือซุปใส ครั้งนี้เขาต้มเห็ดทุกชนิดและกิ่งไม้ที่อุดมไปด้วย พฤกษาพลังงาน เพื่อสร้างซุปเบสสีเขียวอ่อนงดงามที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของต้นไม้ ใบหญ้าอันเป็นเอกลักษณ์
หม้อนี้ใช้สำหรับตุ๋นผักใบเขียวหลากหลายชนิดเป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่า เนื้อสันในของสัตว์ป่าสไลด์บางกลิ่นไม่แรงเองก็สามารถต้มในซุปเบสใสนี้ได้เช่นกัน
แต่อสูรวิญญาณก็เททั้งเนื้อ กุ้ง หอย ปูและปลาลงไปในหม้อไฟผัก หม้อ ไฟผักที่หมิงโหย่วเคี่ยวด้วยความอุตสาหะจนเหมือนคริสทัลสีเขียวกลายเป็นสีขุ่น ภายในนาทีเดียวซึ่งทำให้หมิงโหย่วสะเทือนใจเป็นอย่างมาก
"กินเนื้อ" อุ้งเท้าของเจ้าแมวดำจับตะเกียบคีบเนื้อให้หมิงโหย่วอย่างคล่องแคล่ว พอหมิงโหย่วได้สัมผัสรสชาติเข้มข้นของสมุนไพรในเนื้อ ก็เลยเทเนื้อ อีกจานลงหม้อไฟผักเงียบๆ
ซุปเบสหม้อไฟถูกใช้ในการต้มเนื้อและผัก ความงดงามเหรอ? เขาแค่อยาก ลิ้มรสของอร่อยเท่านั้นแหละ!
หม้อไฟชนิดสุดท้ายคือซุปเบสรสหวาน หมิงโหย่วทำหม้อไฟรสหวานด้วย ผลไม้และน้ำผึ้ง ซึ่งมีผลไม้และใบไม้แช่อยู่ในนั้น รวมถึงอาหารที่แกะสลัก จากคริสทัลพลังงานจำนวนมากอีกด้วย
แน่นอน เขาสามารถใส่อาหารแกะสลักในหม้อไฟชนิดอื่นได้เช่นกัน ต่อให้ เป็นหิน หลังจากถูกต้มพักใหญ่ก็สามารถเพิ่มรสชาติขึ้นมาได้ตอนที่หมิงโหย่วต้ม ซุป เขาใส่คริสทัลพลังงานลงไปในนั้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การต้มคริสทัลพลังงานนั้นใช้ระยะเวลายาวนาน มันสะดวก มากกว่าที่ทำเป็นอาหารโดยตรงโดยใช้เวลาไม่นานๆ หรือกินแบบชุบไซรัปไปเลย ตรงๆ
จักรพรรดิสิงโตทองคำคีบใบไม้สลักจากกรีนสโตน ลวกในซุปหวาน แล้ว ยัดเข้าปาก เสือดาวน้อยชอบอาหารจานนี้แน่นอน เขาชอบของหวาน
มีซุปเบสอยู่สี่ชนิด และมีน้ำจิ้มหม้อไฟหลายชนิด
คริสทัลพลังงานและพืชพรรณมากมายที่อสูรวิญญาณสามารถกินได้ถูกพลัง พิเศษบดจนเป็นผงละเอียด หมิงโหย่วเตรียมน้ำจิ้มเลิศรสจำนวนมากอย่างใส่ใจ และผลไม้ที่อุดมคลื่นพลังงาน อสูรวิญญาณสามารถเตรียมน้ำจิ้มรสโปรดของตัวเอง ตามรสชาติที่ตัวเองชื่นชอบได้
ถ้าอสูรวิญญาณเลือกไม่ได้หมิงโหย่วเองก็ทำน้ำจิ้มพิเศษตามสั่งสำหรับ พวกเขาได้เช่นกัน ตราบใดที่มาปรึกษาหมิงโหย่ว ผู้ฝึกอสูรวิญญาณ พวกเขาก็จะ ได้น้ำจิ้มที่เหมาะที่สุดในแง่ของอัตราส่วนระหว่างสารอาหารและพลังงาน
จักรพรรดิสิงโตทองคำเป็นคนแรกที่ได้ลิ้มรสน้ำจิ้มสูตรพิเศษที่หมิงโหย่วเตรียมเอาไว้จากนั้นก็พยายามเตรียมน้ำจิ้มให้ตัวเองบ้าง
แม้ว่าน้ำจิ้มที่ตัวเองเตรียมจะไม่เอร็ดอร่อยเท่าน้ำจิ้มที่หมิงโหย่วเตรียมไว้ ให้แต่การที่ได้กินน้ำจิ้มที่ตัวเองเป็นคนเตรียมก็ทำให้พึงพอใจมากกว่า
จักรพรรดิสิงโตทองคำกินแล้วก็กิน ลืมเลือนจรรยามารยาทกับสถานะสิ้น โบกตะเกียบด้วยท่าทางเหมือนสิงโต
โต๊ะอาหารเย็นเหมือนสนามรบ แมวดำเห็นว่าสถานการณ์กำลังหลุดจากการ ควบคุม เลยคว้าถ้วยเนื้อและผักไว้ให้หมิงโหย่วทันทีและบอกหุ่นยนต์ให้เตรียม โต๊ะเล็กไว้ให้เด็กหนุ่ม ทำให้หมิงโหย่วไม่ได้รับผลกระทบจากเหล่าอสูรวิญญาณที่ตา แดงก่ำ
หมิงโหย่วคีบเนื้อและผักที่เจ้าแมวดำคีบมาให้จากนั้นก็ยกถ้วยข้าวขาวขึ้น มา กินไปพลางมองดูเหล่าขนฟูตรงหน้าไปพลาง
เขาเห็นอสูรวิญญาณขนฟูฟ่องกลุ่มนี้จับตะเกียบยาวครึ่งเมตรด้วยอุ้งมือข้าง หนึ่งและกระชอนในมืออีกข้างหนึ่ง กวางเพศเมียที่ให้ความสำคัญกับภาพ ลักษณ์มากกลายร่างเป็นกวางกล้ามแน่นเพื่อคีบอาหารและระเบิดกล้ามเนื้อออกมา จิ้งจอกแดงตัวน้อยที่ใส่ใจกับการสวมหน้ากากไว้บนใบหน้าเองก็ถอดหน้ากากและ กลายร่างเป็นจิ้งจอกตัวโตเช่นกัน
หมิงโหย่วพึมพำในใจ โชคดีที่เขาทำหม้อไฟขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง สองเมตร และสร้างโต๊ะกลมขนาดใหญ่ไว้ไม่อย่างนั้นพวกนี้คงจะเบียดเสียดกันเข้า ไปแบบนี้ไม่ได้
ตีตีราวกับว่าเสือดาวหิมะตัวน้อยที่หลับใหลได้กลิ่นหอมของหม้อไฟ พลิกตัวและเริ่มแลบลิ้นเลีย
หมิงโหย่วยิ้มและไกวเปลเด็ก จากนั้นก็เปิดเครื่องกรองอากาศและพลังงาน เพื่อตัดกลิ่นหม้อไฟออกจากเปลเด็ก
เสือดาวหิมะตัวน้อยที่ไม่ได้กลิ่นหอมสงบลง แผ่ขาออก หงายพุงขึ้น และ หลับใหลอย่างสงบต่อไป หมิงโหย่วห่มผ้าห่มผืนเล็กลงบนพุงของเสือดาวหิมะตัว น้อยและช่วยเกาแก้มที่ง่วงเหงาหาวนอนให้
จักรพรรดิสิงโตทองคำที่ถูกแย่งชิงอาหารเหลือบมองลูกชายตัวเองที่หลับ อย่างสงบในตอนที่เห็นหมิงโหย่วห่มผ้าห่มให้เสือดาวหิมะตัวน้อยพอดิบพอดี
เขาดูอึ้งไปชั่วขณะจากนั้นก็ถอนสายตากลับมา และคีบไส้กรอกกรีนสโตน ที่หมิงโหย่วทำขึ้นเป็นพิเศษมาจากตะเกียบของน้องชาย แสร้งทำเป็นไม่ได้ทำอะไร
"ท่านพี่! หยุดคีบอาหารจากตะเกียบผมสักทีได้ไหมเนี่ย!" เจ้าแมวดำโกรธ ขึ้นมาแล้ว
"ฉันไม่รู้ไงว่าอะไรอร่อยที่สุด" จักรพรรดิสิงโตทองคำเคี้ยวไส้กรอกแฮม กรีนสโตนและปรายตามองน้องชายอย่างเฉยชา
เจ้าแมวดำโกรธจัดจนหางหมุนติ้วเป็นใบพัดและถูกเจ้าหมีขาวตะปบใส่
เฮอร์แมน : "ตอนเสวยอย่าสะบัดหางสิพ่ะย่ะค่ะ ขนาดเหยียนอี้ยังควบคุม หางตัวเองได้เลย พระองค์ก็ควรทำเช่นกันนะพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย"
เจ้าแมวดำ : "..." คิดไม่ออกเลยว่าทำไมเขาถึงมีความคิดว่าเฮอร์แมนถึงได้ รับหน้าที่เป็นองครักษ์?!
หลังจากกินหม้อไฟแล้ว เหล่าอสูรวิญญาณไม่เพียงกินซุปเบส แต่ยังซดน้ำ จิ้มทั้งหมดลงไปอีกด้วย
หมิงโหย่ว : "..." นี่มันกลุ่มอสูรที่มัธยัสถ์ดีจริงๆ ไม่เสียเปล่าเลยสักนิด
จักรพรรดิสิงโตทองคำเก็บน้ำจิ้มหม้อไฟบางส่วนไว้ส่วนผสมกรีนสโตน ที่หมิงโหย่วสลักด้วยตัวเองหนึ่งตะกร้า และกล่องผลหินเกลือสีฟ้าที่เจ้าแมวน้ำสีฟ้า ค้นพบหนึ่งกล่อง เตรียมพร้อมเก็บกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น
สำหรับวันนี้หมิงโหย่วไม่ได้นอนหลับกับเจ้าแมวดำอย่างหาได้ยาก ดังนั้น เขาเลยยกห้องให้พี่น้องแมวเหมียว
อาเธอร์เป็นกังวลมาก : "โอเครึเปล่า? หลับได้ไหม?"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า! ฉันมีพวกเขาอยู่นะ!" หมิงโหย่วคิดกับตัวเอง ตราบใด ที่ไม่ได้เข้าอ่านหนังสือและฝึกฝนในระบบตอนกลางคืน เขาก็สามารถหลับอย่างสงบ ได้แหละน่า
แม้ว่าหลังจากตื่นขึ้นมาเขาจะผวาที่ไม่ได้เห็นขนสีดำ แต่หมิงโหย่วก็ยัง สามารถหลับอย่างสงบไปพร้อมกับกลิ่นอสูรขนฟูตนอื่นๆ ที่อยู่ข้างกาย อาการฝัน ร้ายของเขาดีขึ้นมากแล้ว
ในขณะที่เจ้าแมวดำตัวใหญ่วางใจ ร่องรอยความขมขื่นก็แทรกซึมออกมา จากหัวใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เด็กน้อยที่เขาคอยปกป้องเติบโตแล้ว เขารู้สึกหดหู่ ขึ้นมานิดหน่อย
จักรพรรดิสิงโตทองคำนอนบนเตียงและหรี่ตามอง : "นายแน่ใจนะว่านาย คิดกับหมิงโหย่วในฐานะลูกหลาน?"
เจ้าแมวดำพูดอย่างเกรี้ยวกราด "ท่านพี่ พูดในสิ่งที่อยากพูดออกมาเถอะ อย่าลังเลที่จะปิดบังเลย"
จักรพรรดิพูดอย่างเย็นชา : "นายคิดจะนอนหลับกับหมิงโหย่วในฐานะแมว ไปตลอดชีวิตเลยรึไง?"
แมวดำตัวใหญ่ถาม : "แล้วทำไมถึงไม่ได้ล่ะ?"
จักรพรรดิ : "ถ้านายกลายเป็นมนุษย์?"
เจ้าแมวดำว่า : "เขาจะเป็นลม"
จักรพรรดิสิงโตทองคำ : "..." กลอกตา หัวข้อนี้มันใช้ไม่ได้ไปหน่อย
จักรพรรดิสิงโตทองคำตัดสินใจพยายามอีกหน : "ถ้าหากใน อนาคตหมิงโหย่วมีคนรัก..."
เจ้าแมวดำถอนหายใจ : "รัก? อาการวิตกกังวลของหมอนั่นไม่ดีและมันรุนแรงจนได้แต่อาศัยอยู่กับอสูรวิญญาณไปตลอดชีวิตนั่นแหละ"
จักรพรรดิสิงโตทองคำ : "..." ชิหัวข้อนี้ไม่ขยับไปไหนเลยจริงๆ
ดูเหมือนว่าปัจจัยสำคัญไม่ใช่ว่าน้องชายเขามองเห็นความรู้สึกที่เปลี่ยนไป นิดหน่อยในหัวใจแล้ว แต่เป็นตัวหมิงโหย่วต่างหาก หมิงโหย่วอาจไม่เก่งนัก น้อง ชายเขาก็มองเห็นได้ไม่ชัด ความสัมพันธ์เลยไม่ไปไหนสักที
"นอนซะ" จักรพรรดิสิงโตทองคำครอบครองเกือบทั้งเตียงโดยนอนตะแคง ข้างและหลับตาลง
"ท่านพี่ ผมพอจะเดาได้ว่าท่านพี่อยากจะบอกอะไร" เจ้าแมวดำเงียบไปพัก หนึ่งจากนั้นอยู่ๆ ก็พูดขึ้นมา "เรื่องแบบนั้นน่ะ ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะ ไม่ต้องห่วง หรอก"
"ฉันเป็นห่วงอะไรล่ะ? หรือนายห่วงว่าหมิงโหย่วจะชอบแค่เจ้าดำแล้วไม่ชอบ เจ้าชายอาเธอร์แห่งสหพันธ์ดวงดาวกันแน่?" จักรพรรดิสิงโตทองคำแค่นหัวเราะ
เจ้าแมวดำสำลักกับคำพูดของพี่ชาย และกระโจนลงพื้นอย่างกรุ่นโกรธ เตรียมตัวนอนหลับบนผืนพรม
จักรพรรดิสิงโตทองคำหัวเราะ อันที่จริงแล้วความรู้สึกของน้องชายเขาที่มี ต่อหมิงโหย่วก็ยังไม่ถึงระดับที่เรียกว่าความรัก ความรู้สึกนี้มันผสมปนเปไปด้วย มิตรภาพ ความขอบคุณ และกระทั่งความเสน่หา แต่แล้วยังไงล่ะ? ฮอร์โมนตก ตะกอนและรักไม่บริสุทธิ์ก็อาจกลายเป็นมิตรภาพที่บริสุทธิ์ที่สุดก็เป็นได้
เขาจงใจพูดเรื่องนี้แน่นอนว่ามันเห็นแก่ตัว หมิงโหย่วเข้ามาอยู่ในทะเบียน บ้านเขาแล้วเรียบร้อย แน่นอนว่าถ้าผู้ฝึกอสูรวิญญาณที่แสนดีคนนี้ได้อยู่ในบ้านของ เขา อีกฝ่ายก็จะไม่ถูกคนอื่นที่ไหนพาตัวไปแน่นอน
อาเธอร์ไม่เด็กแล้ว จักรพรรดิมองหาคู่ครองที่เหมาะสมสำหรับอาเธอร์ใน หมู่คนที่มีอายุอานามพอเหมาะมานานแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าเกิดสงครามขึ้นล่ะก็ตอนนี้อา เธอร์อาจเริ่มนัดบอดไม่หยุดไปแล้ว เพื่อให้เกิดงานสมรส กระทั่งเจ้าชายแห่ง สหพันธ์ดวงดาวเองก็หนีไม่พ้น
สงครามทำให้การจัดงานแต่งสำหรับน้องชายของจักรพรรดิสิงโตทองคำ เลื่อนออกไป แต่ตอนนี้เขามีคู่หูที่เหมาะสุดยอดอยู่ข้างกายแล้ว จักรพรรดิพี่ชายที่ เป็นเหมือนพ่อ จะไม่ตื่นเต้นไหวเหรอ?
หลังจากได้กินหม้อไฟที่แสนเอร็ดอร่อยไป จักรพรรดิก็ยิ่งตื่นเต้นหนักกว่า เดิม น้องสะใภ้คนนี้เขาตัดสินใจได้แล้ว!
อย่างไรก็ตาม ถ้าน้องชายโง่ของเขาไม่แข็งแกร่งพอ จักรพรรดิก็พร้อมจะ เป็นพ่อบุญธรรมของหมิงโหย่วและนับหมิงโหย่วในฐานะน้องชายตัวเอง อย่างไรก็ ตามในอนาคตหมิงโหย่วจะได้เป็นสมาชิกครอบครัวแมวยักษ์แน่ ไม่ว่าจะกลายเป็น น้องชายของเจ้าแมวตัวใหญ่หรือเป็นน้องสะใภ้ของเจ้าแมวตัวใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับความ สามารถของน้องชายเขาแล้วล่ะ
ด้วยอาการนอนหลับไม่สนิทถ้าไม่ได้กอดเจ้าแมวดำเอาไว้ของหมิงโหย่ว อัตราความสำเร็จของน้องชายก็ยังถือว่าสูงอยู่ แต่น้องชายเขาสนแค่เรื่องสหายศึก และหลานชายก็ยังเด็กอยู่ ไม่รู้เรื่องผู้ใหญ่เลยสักนิด จักรพรรดิสิงโตทองคำอดจัด เตรียมแผนการล่าถอยและแผนการอื่นๆ ไม่ได้
สุดท้าย พี่น้องแมวเหมียวทั้งสองก็นอนหลับด้วยกันหนึ่งคืนและแทบจะไม่ ได้คุยกันเลย
นอกจากนี้ทั้งสองคนก็คุยกันผ่านการเชื่อมต่ออยู่ทุกวันอยู่แล้ว พวกเขาคุย กันมานาน ดังนั้นเลยไม่มีเรื่องจะคุยกันอีก
เช้าตรู่วันต่อมา เจ้าแมวดำที่นอนบนพื้นตลอดทั้งคืนก็มองผ้าห่มผืนบางบน ตัว จากนั้นก็เหลือบมองสิงโตทองคำที่ยังหลับสนิทอยู่ แล้วโยนผ้าห่มผืนบางขึ้นบน เตียงพร้อมบิดหูหนีเดินออกจากประตูไปหาเด็กหนุ่มตัวน้อย
แม้ว่าพี่ชายเขาจะมีเจตนาดีและห่มผ้าห่มให้เขาตอนกลางคืน แต่ให้ตัวเขา เป็นผ้าห่มให้เด็กหนุ่มยังดีเสียกว่า หมิงโหย่วตื่นเช้าและตอนนี้ก็กำลังทำอาหารเช้า อยู่
"ทำไมถึงตื่นเช้าล่ะ?" หลังจากเจ้าแมวดำอาบน้ำเสร็จก็นั่งด้านหลังหมิงโหย่วและวางหัวแนบบนไหล่อีกฝ่าย
หมิงโหย่วสูดหายใจลึกขณะกุมหัวเจ้าแมวที่ไม่ได้เห็นมาตลอดทั้งคืน หลัง จากสำรวจเครื่องหน้าเจ้าแมวดำเสร็จก็พูดว่า "ทำอาหารให้องค์จักรพรรดิเพิ่มจะได้ นำไปมอบให้คนอื่นๆ น่ะสิ"
กระทั่งจักรพรรดิแห่งดาวเคราะห์อสูรวิญญาณก็ไม่ควรถูกละเลยจริงไหม? ครั้งนี้เพื่อจัดการอารมณ์และเรื่องอื่นๆ จักรพรรดิสิงโตทองคำถึงได้มาเยี่ยมเยือน พวกเขาเป็นพิเศษ และหมิงโหย่วก็ชื่นชอบจักรพรรดิองค์นี้มาก
"ทำพอแล้วน่า" เจ้าแมวดำอ้าปาก หมิงโหย่วหยิบบิสกิตหลากรสขึ้นมาตั้ง หนึ่งแล้วยัดเข้าปากเจ้าแมวดำ
หลังจากตื่นขึ้น เฮอร์แมนที่พบว่าผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยหายไปก็ตาม กลิ่นหอมมาถึงห้องครัว เมื่อเห็นว่าหมิงโหย่วกำลังป้อนอาหารเจ้าแมวดำอีกแล้ว เขา ก็ถอดถอนใจ
ไม่ว่าเจ้าชายจะฝึกฝนการใช้พลังหนักแค่ไหนแต่ก็หยุดอาการจามหลังกินไม่ ได้หรอก หมิงโหย่วนี่แหละตัวการ
เขาหวังว่าหลังกลายร่างเป็นมนุษย์แล้วเจ้าชายยับยั้งชั่งใจตัวเองได้สักนิด สิ่งที่กินหลังกลายร่างเป็นมนุษย์จะกลายเป็นไขมันขึ้นมาจริงๆ ถ้าเจ้าชายผู้เป็น วีรบุรุษแห่งสหพันธ์ดวงดาวกลายเป็นเจ้าอ้วนตุ้บตั้บคงจะส่งผลกระทบต่อภาพ ลักษณ์สหพันธ์ดวงดาวขึ้นมาจริงๆ
"สโนว์วี่ อรุณสวัสดิ์" หมิงโหย่วลากเจ้าแมวดำที่อยู่ด้านหลังแล้วยัดถุง บิสกิตใส่อุ้งมือเจ้าหมี "กินบิสกิตรองท้องก่อนเถอะ อีกไม่นานก็จะได้เวลาอาหารเช้า แล้ว วันนี้มีเมนูใหม่นะ"
เจ้าหมีขั้วโลกมองบิสกิตในอุ้งมือด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย โอเค ไม่ใช่แค่เจ้า ชายแล้วที่อยู่ในความเสี่ยงที่จะอวบอ้วน ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยกำลังพยายามขุน พวกเขาทั้งหมดอยู่นี่เอง
"เกรย์เยลโล่... อา ทุกคนตื่นกันแล้วเหรอ อรุณสวัสดิ์นะ!" หมิงโหย่วทัก ทายอย่างสดใสร่าเริง และแจกจ่ายถุงบิสกิตให้ทุกคน
หลังจากได้นอนหลับพักผ่อนอย่างดีจักรพรรดิสิงโตทองคำก็ดมกลิ่น อาหารและตามมาถึงห้องครัว หมิงโหย่วเองก็ปฏิบัติกับเขาอย่างเท่าเทียมและมอบ ถุงบิสกิตเล็กๆ ให้หนึ่งถุงเช่นกัน
จักรพรรดิสิงโตทองคำเปิดถุงบิสกิตและเทพรวดเข้าปาก : "ปกติใช้ชีวิตกัน ฟุ่มเฟือยขนาดนี้เลยเหรอ?"
พอพี่ชายตื่นขึ้นมาเขาก็ไม่ได้เกาะติดเด็กหนุ่มต่อ อาเธอร์ที่เป็นคนเดียวที่ อยู่กับพี่ชายได้ก็กล่าวว่า "กินบิสกิตถุงเล็กๆ ก่อนอาหารมื้อเช้า ทำไมถึงเรียกว่าเป็น การฟุ่มเฟือยล่ะครับ?"
"นายกล้าพูดแบบนี้กับผู้ชมในห้องไลฟ์สตรีมไหมล่ะ?" จักรพรรดิสิงโต ทองคำกล่าวเสียงขุ่น
"ตอนนี้ผมกล้านะ" เจ้าแมวดำว่า และโพสต์เรื่องนี้ทันทีทันใด
"การกินบิสกิตสักกล่องก่อนมื้อเช้าถือเป็นการฟุ่มเฟือยหรือไม่?" ขึ้นเป็นหัว ข้อยอดนิยม และอสูรวิญญาณก็กำลังเฝ้ามองอยู่
"ขอบคุณสำหรับคำเชิญ บิสกิตธรรมดาไม่ถือเป็นความฟุ่มเฟือย แต่ กระหม่อมทราบถึงสิ่งที่เจ้าชายต้องการแสดงออก ดังนั้น... เหตุใดองค์จักรพรรดิยัง ไม่เรียกพระนามเจ้าชายอีกเล่าพ่ะย่ะค่ะ?"
"ดูสิฝ่าบาทโกรธขึ้นมาแล้วจริงๆ พระองค์ทรงเย้ยหยัน"
"ก่อนที่องค์จักรพรรดิจะลบโพสต์นี้กดกรงเล็บก่อนเลย"
"ทิ้งรอยกรงเล็บไว้และรอให้โพสต์ถูกลบ"
"ไม่นะ! ไม่จริง! บิสกิตจะวางขายเมื่อไหร่น่ะ? ฉันจะกินหนึ่งกล่องในทุกๆ เช้าเลย!"
"แน่นอนว่าไม่ใช่บิสกิตธรรมดา แต่พวกเขาเผยบิสกิตทำเองขนาดเล็กแบ่ง ออกมา..."
"โพสต์ของเจ้าชายปรับเปลี่ยนได้ในการแบ่งสันปันส่วนเล็กๆ น้อยๆ การที่ ผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยป้อนบิสกิตที่ทำขึ้นมาเองนั้นถือว่าฟุ่มเฟือยหรือไม่? แน่ นอนว่าไม่! บิสกิตที่ผู้ฝึกอสูรวิญญาณทำขึ้นมาเองจะถือว่าฟุ่มเฟือยได้ยังไง? ดังนั้น จะไปหาผู้ฝึกอสูรวิญญาณได้จากที่ไหน?"
"ใช่แล้ว ตราบใดที่มีผู้ฝึกอสูรวิญญาณ บิสกิตอะไรพวกนี้น่ะเหรอ? ต่อให้ กินอมยิ้มกรีนสโตนแกะสลักมือทุกวันก็ไม่ถือว่าหรูหราหรอก ได้โปรดเถอะ เจ้า ชาย รีบๆ ส่งผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยมาให้พวกเราสักทีเถอะพ่ะย่ะค่ะ!"
"คนที่ไม่ใช่อสูรวิญญาณตัวสั่นแล้วนะ ฉันไม่ควรอยู่ที่นี่ใช่ไหม? ใน โพสต์นี้เนี่ย?"
"โพสต์นี้ถูกลบทิ้งแล้ว แอดมินสงสัยในการปลุกปั่นการก่อสงคราม และถูก แบนไปหนึ่งวัน"
ดูสิพวกเขาว่าอย่างนี้เจ้าชายจะต้องถูกองค์จักรพรรดิเก็บกวาดแน่นอน จักรพรรดิกอดอกสักพักแต่ผลลัพธ์ไม่ดีเลย
อาเธอร์ว่า : "ดูสิผมบอกว่าผมกล้าจริงๆ นะ"
จักรพรรดิสิงโตทองคำ : "..." นี่มันเป็นความผิดของเขาเอง เขาลืมไปสนิท เลยว่าน้องชายเขาขี้หงุดหงิดเหมือนหมีขนาดไหน
"นึ่งเสร็จเรียบร้อย! มาช่วยฉันเสิร์ฟซาลาเปาหน่อยสิ!" หมิงโหย่วขัดจังหวะ บทสนทนาระหว่างพี่น้องแมวยักษ์
ทันทีที่ซึ้งนึ่งถูกเปิดออก กลิ่นหอมของซาลาเปาก็ผสมปนเปกับไอน้ำ กระจายไปทั่วห้องครัว เสี่ยวเทียนปิดระบบไหลเวียนอากาศ ดังนั้นเหล่าก้อนขนที่ ง่วงงุนก็ใจจดใจจ่อกับอาหารนึ่งในทันทีกลิ่นเนื้อหอมหวานรั่วไหลออกมาจากรอย พับของซาลาเปา
"นายใช้กลิ่นหอมของอาหารขับไล่ความง่วงงุนแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ?" จักรพรรดิสิงโตทองคำที่ได้สติกลับมาก็รู้สึกขมปร่าในใจนิดหน่อย ราวกับว่าเขากิน มะนาวไปทั้งตะกร้า
"เปล่า ผมถูกคำทักทายของหมิงโหย่วปลุกในทุกๆ วันต่างหาก" เจ้าแมวดำ ยกกรงเล็บขึ้นมาเกาหู "หมอนี่ชอบเปิดหูผมขึ้นแล้วตะโกน 'อรุณสวัสดิ์' เข้ามาในหู ผม"
"ฉันเปล่านะ!" หมิงโหย่วรีบโต้แย้ง เจ้าดำบ้า เขาพูดเรื่องแย่ๆ ของเขาต่อ หน้าจักรพรรดิสิงโตได้ยังไง!
"นายรู้ความจริงอยู่แก่ใจ" เจ้าแมวดำปรายตามองเด็กหนุ่มอย่างเบื่อหน่าย และค่อยๆ เดินไปยังห้องอาหารในรถบ้านเพื่อทานมื้อเช้า
กลิ่นหอมของหม้อไฟเมื่อวานนั้นเกินกว่าจะทนไหว ดังนั้นเขาเลยออกมากิน ด้านนอก วันนี้กินแค่ซาลาเปา งั้นนั่งกินในห้องอาหารก็ได้อยู่แล้ว
จักรพรรดิสิงโตทองคำคันกรงเล็บยิบๆ และอยากตีน้องชายแมวดำจนติด พื้นขึ้นมาจริงๆ
อีกฝ่ายยังบาดเจ็บ เขาต้องทนไว้จักรพรรดิสิงโตคิดพลางถอนหายใจอย่าง โล่งอก
อสูรวิญญาณปากกว้าง ดังนั้นหมิงโหย่วเลยทำซาลาเปาขนาดเท่าฝ่ามือผู้ ใหญ่เพื่อทำให้ก้อนขนกินได้ง่ายๆ
ไส้ที่ถูกยัดในซาลาเปามีทั้งเนื้อและผักรวมถึงอาหารทะเลด้วย รู ปลักษณ์ภายนอกของซาลาเปาไม่ต่างกัน เดิมทีหมิงโหย่วอยากแกล้งให้อสูร วิญญาณ "สุ่มจับ" แต่อสูรวิญญาณกลับไว้ต่อคลื่นพลังงานมากและหลอกไม่ได้เลย สักนิด
อย่างไรก็ตามเพื่อทำให้หมิงโหย่วมีความสุข อสูรวิญญาณจงใจกินซาลาเปา ที่มีไส้ที่ไม่ชอบ จากนั้นก็แสดงสีหน้าโอเว่อร์เพื่อทำให้ "รสนิยมแย่ๆ" ของหมิงโหย่วพึงพอใจ
จักรพรรดิสิงโตทองคำเป็นธาตุไฟและธาตุพิเศษ เขาไม่ชอบซาลาเปาที่มี พลังงานน้ำแข็งและน้ำเลยสักนิด
แม้ว่าสำหรับอสูรวิญญาณที่หิวโหยแล้ว อาหารแบบไหนก็ดีทั้งนั้น แต่ไหน เมื่อมีชิ้นที่ดีกว่า ทำไมเขาต้องเลือกชิ้นที่ไม่เหมาะกับตัวเองด้วยล่ะ?
"ไม่สิท่านพี่ ท่านต้องลองซาลาเปาทุกไส้สิอย่าปล่อยให้ความพยายาม ของหมิงโหย่วเสียเปล่า" แต่น้องชายงี่เง่าของเขากลับยัดซาลาเปาไส้อาหารทะเลเข้า ปากเขามาตรงๆ
จักรพรรดิสิงโตทองคำ : "..." ใจเย็นไว้น้องชายยังบาดเจ็บอยู่และจะถูกทำ ร้ายไม่ได้
"ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าดำกับองค์จักรพรรดินี่ดีจริงๆ เลยนะ" หมิงโหย่วอิจฉามาก
ลิงขนเหลืองยื่นซาลาเปาไส้ปกติให้หมิงโหย่ว อย่าอิจฉาเลย นายเองก็มีพี่ ชายเหมือนกันนะ
"ใช่แล้ว ฉันมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งเหมือนกัน" หมิงโหย่วแทะซาลาเปา
หูของจักรพรรดิสิงโตทองคำชี้ตั้ง เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าลิงนี่กัน? หมอนี่กลาย เป็นพี่ชายของหมิงโหย่วได้ยังไง? แล้วกับอาเธอร์ล่ะ? กระทั่งเด็กหนุ่มที่อยู่ใน ทะเบียนบ้านตัวเองก็ไม่ได้งั้นเหรอ?
ตอนที่กำลังจะจากไป จักรพรรดิสิงโตทองคำจับหูแมวดำและกระซิบกระ ซาบ บอกให้เจ้าแมวดำดูแลหมิงโหย่วให้ดีๆ อย่าปล่อยให้อีกฝ่ายตกเป็นของคน อื่น
เจ้าแมวดำเกาหูแกรกๆ พี่ชายเขานี่คิดมากเกินไปแล้ว ด้วยนิสัย ของหมิงโหย่วแล้วเขายังต้องเป็นห่วงว่าเจ้าเด็กนั่นจะติดต่อกับผู้คนได้ยังไง
แม้ว่าพวกเขาจะอยากอยู่กับหมิงโหย่วตลอดเวลา แต่อาเธอร์ก็ยังหวัง ว่าหมิงโหย่วจะได้ใช้ชีวิตตามปกติสื่อสาร และเข้ากันได้กับเพื่อนร่วมชั้นเรียน และ ได้เป็นเพื่อนกับคนที่ความคิดแบบเดียวกันที่อายุพอๆ กัน
หมิงโหย่วเคยพูดถึงอยู่ครั้งหนึ่งว่าอีกฝ่ายอยากออกเดินทางท่องเที่ยว แต่ เพราะอาการหวาดกลัวผู้คน กระทั่งฝืนออกไปข้างนอกก็ยังตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ประสบการณ์ที่มีความสุขในการท่องเที่ยว ไม่สำเร็จแน่นอน
เด็กหนุ่มในครอบครัวเขาควรได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขที่สุดไม่ว่าที่ไหนและเมื่อ ไหร่ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงพี่ชายลิง กระทั่งถานเฉินซีก็ตาม อาเธอร์จะผูกโบว์และส่ง ไปให้หมิงโหย่ว หมิงโหย่วคู่ควรที่จะได้รับมัน
"ไม่รู้ว่าองค์จักรพรรดิจะชอบของขวัญที่ฉันมอบให้รึเปล่านะ" หมิงโหย่วพูด อย่างตื่นเต้นหลังจากเห็นว่าสิงโตทองคำจากไปแล้ว
อาเธอร์เลียกรงเล็บและขณะเช็ดหน้าก็ว่า : "ชอบสิเขาต้องชอบมันแน่ ตอนนี้เขาต้องสับสนมากว่าควรแบ่งปันของขวัญของนายรึเปล่า?"
"ฉันคิดว่าเขาต้องอยากเก็บมันไว้กับตัวเองแน่" อาเธอร์เผยสีหน้าจอมโจร ออกมา
"อุ๊บ เจ้าดำ อย่าพูดอย่างนั้นสิจักรพรรดิไม่ใช่แมวแบบนั้นสักหน่อย" หมิงโหย่วถูกเจ้าแมวดำทำให้ขบขัน
อาเธอร์แค่นหัวเราะ : "นายไม่เชื่อเหรอ? นายรู้จักพี่ชายฉันหรือว่าฉันรู้จักพี่ ชายฉันดีกว่ากันแน่?"
"แต่พี่ชายเธอเป็นถึงจักรพรรดิเลยนะ"
"เป็นจักรพรรดิแล้วยังไงล่ะ? ฉันก็เป็นเจ้าชายนะ เสือดาวน้อยนั่นก็เป็นเจ้า ชายเหมือนกัน"
"ใช่แล้ว เสือดาวน้อยคือว่าที่จักรพรรดินะ"
"...ไม่พูดเรื่องนี้ต่อหน้าเขาจะดีกว่านะ เขาไม่ยอมรับมัน และบัลลังก์เราก็ไม่ ได้ขึ้นอยู่กับสายเลือดสืบบัลลังก์สักหน่อย"
"แล้วอะไรล่ะ?" หมิงโหย่วสงสัย "เลือกจากแมวที่เก่งกาจมากที่สุดงั้นเหรอ?"
อาเธอร์ว่า : "เปล่า เลือกจากแมวที่อับโชคที่สุด"
หมิงโหย่ว : "..." ดาวเคราะห์อสูรวิญญาณดวงนี้จะดีขึ้นได้ไหมล่ะเนี่ย? จักรพรรดิที่อับโชคที่สุดทำประโยชน์ต่อดาวเคราะห์อสูรวิญญาณได้งั้นเหรอ?
"หยุดพูดถึงเรื่องนี้แล้วออกเดินทางกันเถอะ วันนี้เราต้องตามหาอีกสองคนที่ เหลือ" อาเธอร์เกาะหูและสงสัย "คลื่นพลังงานของพวกนั้นซ้อนทับกันอยู่ หลังจาก อสูรวิญญาณสูญสิ้นสติไป พวกเขาควรจะหวงแหนอาณาเขตตัวเองมาก และสอง ตนนั้นก็ไม่ใช่ธาตุน้ำแข็ง ทำไมพวกนั้นถึงไปอยู่กับน้ำแข็งได้ล่ะ?" อาเธอร์งุนงง
======
Chapter 49 การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสถานพยาบาล
ผืนน้ำแข็งตรงจุดที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้อยู่ใกล้กับอาร์กติกเซอร์เคิลและ สามารถมองเห็นรัศมีของดวงอาทิตย์ได้หมิงโหย่วไม่ยอมสวมชุดควบคุมอุณหภูมิ แบบบางและห่อตัวเองจนกลายเป็นลูกบอลยักษ์บอกว่าแบบนี้รู้สึกอุ่นกว่า
เหล่าอสูรวิญญาณครอบครัวเด็กหนุ่มได้พบเจอพฤติกรรมประหลาดๆ
ของหมิงโหย่วมาแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน เลยไม่ยากที่จะเข้าใจที่เจ้า ชายทรงสวมที่คาดผมเขากวางเรนเดียร์เสื้อกั๊กสีแดง สวมพวงมาลัยคริสต์มาสรอบ คอ และมีเกล็ดหิมะติดอยู่บนหาง
พี่น้องกวางเองก็สวมเครื่องประดับ ด้วยการข่มขู่ของน้องสาว เคอรี่รู้สึกผิด และเปลี่ยนร่างกลับไปเป็นเหมือนเมื่อตอนยังเด็ก จิ้งจอกน้อยเซียนหลัวอยู่ในอ้อม แขนหมิงโหย่ว มีเพียงหัวสีแดงกลมดิ๊กที่โผล่ออกมาตรงคอเสื้อหมิงโหย่วเท่านั้น
สำหรับผู้ใช้พลังธาตุไฟแล้ว พลังงานธาตุน้ำแข็งเข้มข้นของที่นี่ทำให้อึดอัด มาก ส่วนเฮอร์แมนนั้นมีความสุขมาก ถึงแม้จะยังดูเหมือนหมีตัวโต แต่หน้าตาสุข สันต์ก็ดูเหมือนตอนที่กลายเป็นลูกหมีขั้วโลกตัวน้อย ถึงขั้นใช้พลังพิเศษสร้างรอง เท้าสเกตและเล่นสเกตลีลาให้หมิงโหย่วดูบนธารน้ำแข็ง
ที่จริงหมิงโหย่วก็อยากไปเล่นกับเฮอร์แมนแต่สภาพอากาศหนาวมากจน กลัวว่าถ้าตัวเองเล่นซูโอน่า ริมฝีปากจะแข็งติดกับเครื่องดนตรีและเอาออกไม่ได้ดัง นั้นเลยส่งมอบหน้าที่ผู้เล่นดนตรีประกอบให้เสี่ยวเทียน
เมื่อเห็นการเต้นระบำอย่างสง่างามที่ไม่เข้ากับรูปร่างเทอะทะบนน้ำแข็งของ เฮอร์แมน เซียนหลัวอยากกระโจนออกจากอ้อมแขนของหมิงโหย่วไปประชันกับ เฮอร์แมนหลายต่อหลายครั้ง แต่ทันทีที่โผล่ตัวออกไปครึ่งหนึ่งก็ต้องถอยกลับเข้ามา ในอ้อมแขนหมิงโหย่วใหม่
จิ้งจอกเซียนหลัว : ฉันเกลียดพลังงานน้ำแข็ง (╬◣д◢) !
"พอกลับดาวเคราะห์ศูนย์กลาง ฉันจะพาไปลานสเกตน้ำแข็งในสนามกีฬา ฉันเต้นดีกว่าหมอนั่นแน่นอน!" เซียนหลัวเอาแต่พูดถึงจุดแข็งของตัวเอง
เฮอร์แมนปรายตามองจิ้งจอกนักพูดตัวโต กางแขนแล้วกระโดดขึ้นสูง
เขย่งก้าวกระโดดเป็นโต้เซียนหลัวกลับ ถึงแม้เซียนหลัวจะเป็นนักเต้น พอเป็นลาน น้ำแข็ง เฮอร์แมนไม่มีวันยอมแพ้!
เหยียนอี้ดึงที่คาดผมเขากวางเรนเดียร์บนหัว มองผ่านเจ้าหมีและมองแสง ออโรราบนท้องฟ้า เจ้าหมีปัญญาอ่อนนี่ พอมาถึงสถานที่ที่พลังงานธาตุน้ำแข็งเข้ม ข้นปุ๊บ ก็ทำตัวมึนเมาและเผยธาตุแท้ออกมาอีกแล้ว
จิ้งจอกเซียนหลัวมองการยั่วยุของเฮอร์แมนและกัดฟันด้วยความโกรธ เมื่อ เห็นเซียนหลัว เฮอร์แมนก็หูตั้งด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน เขาสงบลมหายใจ และขอให้ เสี่ยวเทียนเปลี่ยนดนตรีประกอบและเต้นรำอีกรอบ
จิ้งจอกเซียนหลัว : ψ (◣д◢) ψ!! ถูกเจ้าหมีน่ารำคาญนี่ยั่วโมโห! ทนไม่ได้!
หมิงโหย่วรู้สึกตลกและหัวเราะออกมาพอได้เห็นก้อนขน ตัวหนึ่งใหญ่ตัว หนึ่งเล็กส่งสายตาแปล๊บปล๊าบ
จิงโจ้สีครามที่สวมชุดควบคุมอุณหภูมิแบบบางยิ้มและส่ายศีรษะ จากนั้นก็ กลับไปที่รถบ้านเพื่อคอยดูแลเสือดาวน้อยที่กำลังหลับใหล ลิงขนเหลืองเกาหัว แกรกๆ และถามแมวน้ำสีฟ้าข้างกายที่กระตือรือร้นจะเต้นรำบนน้ำแข็งเหมือนกัน : "ลูอิส เรามาที่นี่เพื่อหาตัวลีออนกับฮั่วเฮาไม่ใช่เหรอ?"
ทำไมถึงเริ่มเล่นกันแล้วล่ะ?
"เยลโล่ว?! นี่นายได้สติแล้วเหรอ?" แมวน้ำสีฟ้าพูดขึ้นด้วยความตกใจ ลิงขนเหลือง : "...ทุกคนจะตกใจไหม?"
แมวน้ำสีฟ้ายิ้มและว่า : "ล้อเล่นน่า นายระหว่างได้สติกับไม่ได้สติดูเหมือน จะไม่แตกต่างกันนะ แล้วเรื่องพลังงานที่ขัดแย้งกันเองของนายล่ะ? หลังฟื้นความ ทรงจำแล้วนายยังเป็นลิงนิสัยดีได้ไงเนี่ย?"
ลิงขนเหลือง : "...ยังต้องถามอีกเหรอ?"
แมวน้ำสีฟ้าใช้ครีบหน้าตบน้ำแข็งหัวเราะ
เยลโล่ว : "..." คนอะไรเนี่ย? ก็แค่พอได้หัวเราะเขาแล้วหมอนี่อารมณ์ดีขึ้น มาไม่ใช่เหรอ? หรือเขาควรเรียกนิสัยลิงหัวขบถกลับมาดี?
แต่พอเจ้าลิงคิด หมิงโหย่วก็จามออกมา เยลโล่วถอดผ้าพันคอออกและพัน รอบคอหมิงโหย่วทันที : "ไปสวมชุดที่อุ่นกว่านี้เลยนะ!"
หมิงโหย่วกอดเซียนหลัว ตัวสั่นระริก และนึกอยากกลับไปสวมชุดควบคุม อุณหภูมิที่รถบ้าน ชุดควบคุมอุณหภูมิเป็นเหมือนผ้าสแปนเด็กซ์พอสวมใส่ก็จะดู เหมือนซูเปอร์ฮีโร่ไร้รสนิยมในภาพยนตร์ของชาติก่อนซึ่งทำให้หมิงโหย่วอึดอัดมาก แต่... อ๊ะ! ฮัดชิ่ว!
แล้วร่างปรมาจารย์อสูรวิญญาณล่ะ? ทำไมไม่ทำงานในทุ่งน้ำแข็งบ้าง?
ระบบทนไม่ไหวอีกต่อไป แม้ระบบจะไม่มีความตระหนักรู้ในตัวเองแต่ก็วิ่ง ออกมาเตือนหมิงโหย่ว : [โฮสต์ความทนทานของร่างปรมาจารย์อสูรวิญญาณนั้นมี ไว้สำหรับอสูรวิญญาณ ไม่มีโบนัสสำหรับความทนทานต่อสภาพแวดล้อมทางธรรม ชาติ]
หมิงโหย่วลูบจมูก : [ฉันนึกว่าร่างปรมาจารย์อสูรวิญญาณจะมีพัฒนาการ เสียอีก]
ระบบ : [ขอให้โฮสต์ทำการฝึกฝนทักษะการต่อสู้และพลังพิเศษอย่างเอา จริงเอาจัง]
หมิงโหย่วที่ช่วงนี้หมกมุ่นอยู่กับงานวิจัยศึกษาค้นคว้าและไม่สนใจฝึกศิลปะ การต่อสู้และการใช้พลังไปได้แต่หุบปากเงียบ
เขา ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกอสูรวิญญาณผู้เป็นพระไปแล้วครึ่งตัว ถึงแม้จะเริ่ม ฝึกฝนทักษะการต่อสู้แต่ก็คงเป็นนักสู้ที่อ่อนปวกเปียกที่สุด แทนที่จะฝึกฝนอะไร แบบนี้สู้ให้เขาเรียนรู้เทคนิคการหลบหนีกับเทคนิคการปกปิดตัวตนยังจะดีกว่า อสูรวิญญาณของเขาจะได้สบายใจ
ระบบเกลียดโฮสต์ที่ต่อสู้กับใครก็ไม่ได้คนนี้สุดท้ายมันเปลี่ยนคอร์สเรียน ให้หมิงโหย่วฝึกฝนในแนวทางตามต้องการ ความเร็วและการป้องกันของเด็กหนุ่ม จะพัฒนาขึ้นอีกมหาศาล แต่นี่คือเรื่องราวในบทอื่น
สำหรับในตอนนี้หมิงโหย่วต้านทานธรรมชาติไม่ได้เลยได้แต่สวมชุดควบ คุมอุณหภูมิรัดติ้วอย่างเชื่อฟัง
เด็กหนุ่มดึงเนื้อผ้าที่แนบติดเนื้อขึ้นพอปล่อยมือ ชุดก็เด้งกลับพร้อมเสียง ดัง "ดึ๋ง" : "ถ้าสวมเจ้านี่ก็ใส่เสื้อกันหนาวขนเป็ดไม่ได้สิ"
ลิงขนเหลืองยื่นเสื้อกันหนาวขนเป็ดให้หมิงโหย่ว : "จะใส่ก็ได้ ชุดควบคุม อุณหภูมิปรับตามอุณหภูมิร่างกายได้อยู่แล้ว"
"ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะ?" หมิงโหย่วรีบสวมเสื้อกันหนาวทันที
ชุดขนฟูทำให้รู้สึกปลอดภัยมากกว่า จิ้งจอกน้อยที่อยู่ตรงคอ
เสื้อหมิงโหย่วต่อก็ผงกหัว
"บอกแล้วไง แต่นายไม่ฟังเอง" เจ้าลิงอ่อนอกอ่อนใจ
พอหมิงโหย่วเห็นหิมะก็วิ่งออกไป หมีเฮอร์แมนเองก็วิ่งออกไปด้วย หนึ่งคน หนึ่งหมีสนุกสนานอยู่ท่ามกลางน้ำแข็งและหิมะราวกับในช่วงชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยได้ เห็นหิมะมาก่อน
"เฮอร์แมนเป็นผู้ใช้พลังธาตุน้ำแข็ง หมอนี่ชอบหิมะมาตั้งแต่เด็กแล้ว
แต่หมิงโหย่วล่ะ?" ลิงขนเหลืองเกาหัว
แมวดำที่แต่งตัวเหมือนกวางเรนเดียร์กำลังสะบัดหางต่อสู้กับหมิงโหย่ว กระดิ่งจิ๋วถูกผูกตรงปลายหางและส่งเสียงกลดังกริ๊งๆ : "ในชีวิตเด็กนี่ไม่เคยเห็น หิมะมาก่อนแน่ เห็นเคยบอกว่าตลอดช่วงชีวิตในชาติที่แล้วอาศัยอยู่แต่ในโรง พยาบาลเลยไม่เคยได้เห็นมาก่อน"
ลิงขนเหลืองเงียบไปสักพักและเดินออกไปพร้อมพลั่ว แต่ก่อนเขาเคย
สร้างสโนว์แมนให้น้องชาย หมิงโหย่วเองน่าจะอยากได้เหมือนกัน ส่วนลี ออนกับฮั่วเฮา... อา โทษทีนะ ลิงตัวนี้ลืมเรื่องของพวกเขาไปแล้วเหมือนกัน
อาเธอร์ไม่ลืม แค่ทำอะไรไม่ได้มาสร้างสโนว์แมนกับหมิงโหย่วยังดีกว่า ดู จากคลื่นพลังงานแล้ว พวกเขาสามารถเจอตัวสหายอีกสองตนที่เหลือในถ้ำน้ำแข็งได้ อย่างรวดเร็ว
แพนด้าแดงสีส้มกำลังขี่เจ้าม้าม่วงอยู่ พวกเขาปล่อยพลังวิญญาณเข้มข้น ม้าสีม่วงเชิดหัวขึ้นสูงและทำท่าส่งเสียงร้องในขณะที่แพนด้าแดงยกแขนขึ้นสูง อืมม ดูร่าเริงมากเลย แต่น่าแปลกที่สองตนนั้นถูกผนึกไว้ในก้อนน้ำแข็ง
แน่นอนว่าเหตุผลที่พวกเขาคิดว่ามันตลกมากกว่าน่าเป็นห่วงก็เพราะสองตน นั้นเขาไปอยู่ในก้อนน้ำแข็งด้วยตัวเอง และทำท่าทางส่งสัญญาณก่อนจะถูกแช่แข็ง ทั้งสองทิ้งข้อความพิเศษไว้ตรงหน้าก้อนน้ำแข็ง
จากข้อความที่ว่า ลีออนกับฮั่วเฮาเดินมาด้วยกันก่อนที่จะสูญเสียความทรง จำและต้องการหาสถานที่ดีๆ สำหรับกางอาณาเขต จากนั้นพวกเขาก็ได้เห็นดาวตก ก้อนหินที่มีคลื่นพลังงานรุนแรง ดังนั้นพวกเขาก็เลยมาดูสักหน่อย
เมื่อได้เจอ พวกเขาก็พบว่าพลังงานของดาวตกนั้นทำให้พลังงานเซิร์กที่ตก ค้างอยู่ในร่างกายสงบลงอย่างมาก แต่พอพลังงานเซิร์กที่ตกค้างอยู่สงบลง คลื่น พลังงานในร่างกายพวกเขาก็กลับราบเรียบราวกับถูกแช่แข็งไปด้วย
ทั้งสองถอยห่างทันทีคิดว่าในเมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าจะรอดชีวิตหรือไม่งั้นลองเสี่ยงอยู่ที่นี่และหาทางเอาชีวิตรอดดูน่าจะดีกว่า ถ้าในอนาคตพวกเขารอด ชีวิต เหล่าอสูรวิญญาณก็จะหาหนทางต่อต้านพลังงานเซิร์กได้ถ้าไม่รอด งั้นซากศพ ของพวกเขาก็จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลต่อวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์
ดังนั้นสองนักวิจัยแห่งทีมหัวก้าวหน้าจึงสร้างข้อความและถูกผนึกไว้ใน "น้ำ แข็ง" อย่างว่าง่าย โอเค ดีมาก ร่าเริงมาก หลังจากเห็นข้อความของพวกเขา อา เธอร์ก็แสดงความคิดเห็นอีกรอบ ทั้งตัวสั่นระริก หายใจไม่ทัน
เจ้าสองคนนี้ไม่ส่งข้อความผ่านไลท์เบรนด์แต่ดันทิ้งข้อความไว้ตรงหน้าก้อน น้ำแข็ง แถมยังโพสต์ท่าและตั้งมาตรการป้องกันถ้ำ เหมือนกลัวว่าหลังเห็นข้อความ จากไลท์เบรนด์แล้ว เขาจะวิ่งมาหาทันทีที่ทำได้แล้วหิ้วเจ้าโง่สองคนนี้ออกจากถ้ำสิ นะ?
อาเธอร์รู้ว่าสองตนนี้มีศักยภาพพอที่จะเป็นพวกคลั่งวิทยาศาสตร์แต่ไม่เคย คิดเลยว่าสองตนนี้จะทดลองกับตัวเองจริงๆ พวกนี้ช่วยทำรายงานก่อนแล้วค่อยส่ง คนอื่นไปศึกษาค้นคว้าไม่ได้รึไง? เอาเถอะ อาเธอร์รู้ว่าสองตนนี้ทำด้วยเจตนาดี
ประการแรกเลย พวกเขาไม่เชื่อใจคนของสถาบันวิทยาศาสตร์และกังวลว่า สถาบันวิทยาศาสตร์จะเล่นแง่ อย่างที่สอง พลังงานของดาวตกนั้นสั่นไหวอย่างต่อ เนื่อง อีกไม่นานก็จะหลอมรวมเข้ามาในน้ำแข็งก้อนนี้ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถดูด ซับหรือใช้งานได้ดังนั้นพวกเขาเลยไม่อยากพลาดโอกาสครั้งนี้
ตอนนี้พวกเขาใช้ร่างพลังงานของตัวเองเป็นตัวกลางในการดูดซับพลังงาน ประหลาดจำนวนมากและกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งที่งดงามมาก โอเค เยี่ยม ไปเลย อาเธอร์โกรธจัดจนอยากฝั่งประติมากรรมน้ำแข็งลงพื้นดินและปล่อยให้ทั้ง สองคนนั้นสำนึกผิดซะ
หลังจากการตรวจสอบของหมิงโหย่วก็พบว่าสภาพร่างกายของสองตนนี้นั้น ดีมากเกินไป อาการดียิ่งกว่าเจ้าแมวดำที่ได้รับการรักษาเยียวยาเสียอีก
อย่างไรก็ตาม หมิงโหย่วไม่อาจระบุเหตุผลที่จำเพาะเจาะจงสำหรับ "การแช่ แข็ง" ได้เขากลัวมากว่าหลังจากที่ "ละลาย" แล้ว แพนด้าน้อยจะละลายกลายเป็น น้ำไปด้วย ดังนั้นเลยได้แต่ปล่อยให้ก้อนประติมากรรมน้ำแข็งตั้งอยู่ในถ้ำ และช่วย ทำละลายหลังวิจัยเสร็จเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
เพราะทั้งสองตนมีสภาพร่างกายที่ดีมาก บวกกับความเชื่อใจใน
ตัวหมิงโหย่ว กลุ่มก้อนขนอสูรวิญญาณเลยคิดว่าสหายร่วมรบของพวกเขาจะได้รับ การช่วยเหลือและเริ่มต้นเล่นหิมะกัน นี่ก็ช่างไร้หัวจิตหัวใจ
"ไม่ต้องห่วง นั่นไม่ใช่ก้อนน้ำแข็งจริงๆ สักหน่อย ถ้าไม่ปลุกพวกเขา พวก เขาก็จะไม่ละลาย ดังนั้นพวกเราสามารถเคลื่อนย้ายเขากลับไปศึกษาที่สนามหญ้า ได้" หมิงโหย่วแลกข้อมูลแผนการ "ละลาย" จากระบบ ดังนั้นเลยไม่แตกตื่นแม้แต่ น้อย ประติมากรรมน้ำแข็งก้อนนี้มอบคะแนนความรู้จำนวนมากแก่เขา มันพอๆ กัน แถมเขายังได้กำไรนิดหน่อยอีกด้วย
นอกจากได้รับคะแนนความรู้แล้ว ในที่สุดหมิงโหย่วก็ได้ยืนยันการคาดเดา เกี่ยวกับพลังพิเศษจากหลักการสร้างประติมากรรมน้ำแข็งอีกด้วย ต่อมา เมื่อไหร่ก็ ตามที่ประติมากรรมน้ำแข็งละลาย เขาก็จะเสร็จสิ้นงานวิจัย
ในอนาคต อสูรวิญญาณธาตุพิเศษไม่ต้องกังวลเรื่องการเติมเต็มพลังงานอีก ต่อไป ในที่สุดก้อนหินที่ถ่วงในใจหมิงโหย่วก็หายไป เขาเลยมีความสุขมาก
เมื่อเห็นว่าหมิงโหย่วที่ให้ค่าอสูรวิญญาณสูงมากผ่อนคลายขนาดนี้อสูร วิญญาณตนอื่นเองก็พลอยวางใจไปด้วย หลังจากพวกเขาสบายใจก็ไม่อยากนั่งมอง ประติมากรรมน้ำแข็งก้อนนี้อีก แสบตาจะตาย พวกนี้ปัญญาอ่อนรึเปล่าเนี่ย? ยัง เล่นโรล์เพลย์กันอีกเหรอ?
"นี่คือจิตวิญญาณของการมองโลกในแง่ดีที่ปฏิวัติวงการเหรอ?"
หมิงโหย่วนับถือสองตนนี้มาก ตอนที่ตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง พวกเขายังคิด เรื่องทิ้งข้อความไว้ได้สุดยอดไปเลย
ก้อนขนจำนวนมากกลอกตา แต่หลังจากเจ้าสองตนนี้กลายเป็นประติมา กรรมน้ำแข็ง หมิงโหย่วเลยเล่นด้วยไม่ได้นี่ทำให้เขาหดหู่มาก
ม้าสีม่วงตัวนั้นสร้างแรงบันดาลใจในแง่ที่น่ากลัว เป็นเหมือนม้าในตำนาน หมิงโหย่วตั้งชื่อเขาว่า "จื่อเยี่ยนหลิว"
จื่อเยี่ยนหลิวคือต้นแบบสำหรับ "อาชาเหยียบย่ำนางแอ่นเหินลม" จื่อเยี่ยนหลิวคือหนึ่งในเก้าม้าที่ฮ่องเต้เหวินแห่งราชวงศ์ฮั่น เลือกสรร ในยุคต่อมา ยกย่องจื่อเยี่ยนหลิวเป็นม้าที่คุณสมบัติยอดเยี่ยมเทียบเท่าเซ็กเธาว์เลยทีเดียว ชื่อ จื่อเยี่ยนหลิว นี่เหมาะกับม้าอสูรวิญญาณสีม่วงพอดี!
แน่นอนว่าชื่อสุดท้ายที่เจ้าม้าสีม่วงตัวนี้ได้ย่อมต้องเป็นเพอเพิลแต่หมิงโหย่วก็ยังสามารถเรียกชื่อนั้นในใจได้อยู่ดีจื่อเยี่ยนหลิวทำให้หมิงโหย่วโลภ มากแล้ว และแพนด้าแดงก็ทำให้หมิงโหย่วโลภจนน้ำตาไหลออกจากหางตาอาบถึง ปาก ราวกับสมองเสื่อมไปเลย
แพนด้าแดงเป็นที่รู้จักในนามแพนด้าน้อย ลำตัวสีส้มแดง มีลายวงกลม หางฟูฟ่องขนาดใหญ่ หัวเล็กๆ กลมบ๊อก และแต้มดวงตาสีขาวน่ารัก ถึงบางคนจะ สับสนระหว่างแพนด้าแดงกับแร็กคูนก็ตาม อันที่จริงแล้ว ตราบใดที่ได้เห็นรูปของ ทั้งสองสายพันธุ์เป็นไปไม่ได้ที่จะสับสน แพนด้าแดงกับแร็กคูนต่างกันโดยสิ้นเชิง
อย่างแรก แพนด้าแดงมีสีส้มแดงอบอุ่น ส่วนแร็กคูนเป็นสีเทาดำ อย่างที่ สอง แพนด้าแดงมีหูตั้งชี้สีขาวขนาดพอๆ กับแมว ในขณะที่แร็กคูนมีหูครึ่งวงกลมสี ดำ อย่างสุดท้าย แพนด้าแดงมีหางที่ขนาดเล็กกว่า ความน่ารักของแพนด้าแดงนั้น ทรงพลังยิ่งกว่าแร็กคูนน้อย ทั้งสองสายพันธุ์นี้ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย
แพนด้าแดงทั่วไปสูงแค่ครึ่งเมตร ขนาดพอๆ กับแมวบ้านธรรมดา แต่ แพนด้าแดงตัวนี้ก็เหมือนอสูรวิญญาณตนอื่นๆ มีขนาดตัวใหญ่กว่า 2 เมตร ขนาด เพิ่มขึ้นสองเท่า ความน่ารักก็เพิ่มขึ้นสองเท่า ตอนที่เห็นหางฟูฟ่องสีส้มขนาด ใหญ่หมิงโหย่วก็ควบคุมตัวเองไม่ได้
แต่ถึงตอนนี้เขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์เขาสัมผัสผ่านน้ำแข็ง ไม่ได้ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ก็ยิ่งนอนไม่หลับ แพนด้าน้อยน่ารักมาก แพนด้าน้อยน่ารัก มาก หูตั้งน่ารักมาก รอยแต้มขาวที่ดวงตาน่ารักมาก และหางฟูฟ่องก็น่ารักมาก เขา อยากลูบ อยากกลิ้งในอ้อมแขนแพนด้า!
อาเธอร์วางอุ้งเท้าหน้าลงบนหลังอีกฝ่ายและมองหมิงโหย่วกอดหมอนกลิ้ง ไปมารอบเตียง อยู่ๆ ก็ดีใจที่สองตนนั้นกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งขึ้นมานิด หน่อย
ต่อหน้าอสูรวิญญาณต่างๆ หมิงโหย่วไม่เคยหลุดการควบคุมอารมณ์มา ก่อน เขาเป็นไลเกอร์เงาและเป็นอันดับหนึ่งในใจด้านอสูรวิญญาณที่น่ารักและงด งามที่สุดของหมิงโหย่วมาตลอด ตอนนี้แพนด้าแดงขี่ม้าตัวสูง กรงเล็บชี้ขึ้นท้องฟ้า และแลบลิ้นสีชมพูคว้าจับหัวใจหมิงโหย่วได้ในทันทีทันใด อาเธอร์เสียความมั่นใจ ไปเลย
หูเขาชี้ตั้งไม่พอเหรอ? หัวเขากลมไม่พอรึเปล่า? หางเขานุ่มฟูไม่พอหรือไง? ทุกคนก็ดูเหมือนแมว เทียบกับเจ้าแมวเก๊สีส้มแดงแล้ว เขาคือแมวยักษ์ตัวจริงนะ ( แมวดำ/ไลเกอร์เงา)
เจ้าบ้าฮั่วยรื่อเทียนที่ตัวใหญ่ตัวโตแต่กลับเรียกตัวเองอย่างโจ่งแจ้งว่า "แพนด้าน้อย" นั่นจะน่ารักกว่าเขาได้ยังไง? ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้อารมณ์กรุ่นโกรธก็ยิ่ง มากขึ้น และด้วยคลื่นกรงเล็บ เขาผลักหมิงโหย่วที่กลิ้งอยู่บนเตียงลงไปกองบนพื้น
"แพนด้าน้อยน่ารักมากนี่ นายไปนอนกับไอ้เจ้ารูปปั้นน้ำแข็งนั่นเลยไป" อา เธอร์คือหยินหยางที่แปลกประหลาด
หมิงโหย่ว : "..." อุ๊บ แมวเขาอิจฉาแล้ว ลืมไปเลยว่าแมวตัวนี้ขี้อิจฉามาก โดยเฉพาะกับเผ่าพันธุ์เดียวกัน
นั่นหมายความว่า ออกไปเล่นกับสุนัขได้ถ้าได้กลิ่นสุนัขขึ้นมาเจ้าแมวก็ไม่ ว่าอะไร แต่ถ้าไปยุ่งเกี่ยวกับแมวข้างนอกตัวอื่น ก็เหลือแค่รอให้แมวเริ่มขู่คำรามไง ล่ะ
ตอนที่หลานชายของเจ้าดำกับพี่ชายมาเยี่ยมเยียน หมิงโหย่วก็ค้นพบความ ขี้อิจฉาของเจ้าแมวดำของเขา แพนด้าแดงกับเจ้าแมวก็นับเป็น "ตระกูลเดียวกัน" อย่างไม่น่าเชื่อ
หมิงโหย่วนั่งอยู่บนพรม พร้อมเหงื่อเย็นซึมออกมาบนหน้าผาก เดี๋ยวนะ ถ้าตระกูลแมวตัวโตถือว่าแพนด้าแดงเป็นสายพันธุ์เดียวกัน งั้นแพนด้าธรรมดาก็... ถ้ามีอสูรวิญญาณแพนด้ายักษ์เจ้าดำจะไม่... อยู่ๆ หมิงโหย่วก็รู้สึกว่ามันไม่สะดวก เลยที่มีแมวขี้หงุดหงิดในบ้าน
แต่อนาคตก็คืออนาคต และตอนนี้แพนด้าแดงไซซ์ยักษ์ก็อยู่เกินเอื้อมถึงใน ประติมากรรมน้ำแข็ง อสูรวิญญาณแพนด้านั้นได้แต่เฝ้ามอง หมิงโหย่วต้องเกลี้ย กล่อมเจ้าแมวดำที่อยู่ตรงหน้าก่อน
เขาพูดถ้อยคำหวานนับไม่ถ้วนทันทีตบหน้าอก และให้สัญญาที่ในอนาคต อาจรักษาไว้ไม่ได้นับไม่ถ้วน สาบานว่าเจ้าแมวดำจะเป็นอสูรวิญญาณหมายเลขหนึ่ง ในใจอย่างแน่นอน และสุดท้ายก็เกลี้ยกล่อมแมวของเขาจนได้ผ้าห่ม แมว และ หมอนกลับคืนมา
หมิงโหย่วฝังหน้าลงกับขนตรงลำคอของเจ้าแมวดำและถอดถอนใจ เขาไม่ อยากเป็นคนเลว อสูรวิญญาณน่ารักมาก มันทำให้เขาหลงใหล เขาไม่อยากสละป่า ทั้งหมดเพื่อต้นไม้ต้นเดียวจริงๆ ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อน ในอนาคต เรือย่อมแล่นเป็น เส้นตรง และมักจะมีหนทาง (เพื่อให้ได้เหล่าลูกสัตว์ตัวอื่นๆ) มาเสมอ
อาเธอร์ไม่รู้ว่าตัวเองถูกหมิงโหย่วเกลี้ยกล่อม ยังไงก็ตาม วันถัดมาตอนที่ เขาตื่นนอน อาเธอร์ก็ให้หุ่นยนต์คลุมผ้าลงบนประติมากรรมน้ำแข็งแพนด้าแดงขี่ม้า
หมิงโหย่วถามอย่างอ่อนแรง : "พวกเขาไม่ได้อยู่ในน้ำแข็งสักหน่อย ไม่ละ ลายท่ามกลางแสงแดดหรอกน่า"
อาเธอร์เลียอุ้งเท้า : "ป้องกันฝุ่น"
หมิงโหย่ว : "..." โต้แย้งไม่ได้เลย
อสูรวิญญาณที่เหลือมองหน้ากัน ฝ่าบาท ด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวขนาดนั้น พระ องค์ทรงอิจฉาความน่ารักของฮั่วเฮาหรือพ่ะย่ะค่ะ?
บทของฮั่วยรื่อเทียน : นายน่ารักกว่างั้นเหรอ? พวกนายทุกคนเทียบฉันไม่ ติดหรอก (แลบลิ้น)
ก่อนหน้านี้พวกเขาเยาะเย้ยฮั่วยรื่อเทียน อสูรวิญญาณต้องการพลัง! ความ แข็งแกร่ง! ความน่ารักอะไรกัน? มันเติมเต็มกระเพาะอาหารได้ไหม? ตอนนี้มีผู้ฝึก อสูรวิญญาณตัวน้อยแล้ว ใช่เลย ความน่ารักเติมเต็มกระเพาะอาหารได้จริงๆ ด้วย ถ้าได้รู้นิสัยใจคอของอสูรวิญญาณตัวน้อยล่ะ?
จิ้งจอกน้อยเซียนหลัวกระชับหน้ากาก รู้สึกวิตกกังวลอย่างมาก จิ้งจอกน้อย เองก็น่ารักเหมือนกัน แถมยังมีสีเดียวกันด้วย ระหว่างสีแดงกับสีส้มแดงจะมีความ แตกต่างมากแค่ไหนกันล่ะ? ไม่มากเลย! ทำไมใบหน้าเขาถึงยังไม่หายดีนะ? ถ้าฮั่วยรื่อเทียนออกมาจากน้ำแข็งแล้วหน้าเขายังไม่งดงาม จะไปประชันตำแหน่งคน ที่น่ารักที่สุดกับฮั่วเฮาได้ยังไง?
จากชื่อของฮั่วยรื่อเทียน เขามีความยโสเสียยิ่งกว่าเจ้าชายอาเธอร์เสียอีก ฮั่วยรื่อเทียนคือชื่อเล่นที่เขาตั้งให้ตัวเอง
ตอนที่อยู่ในร่างมนุษย์ความเย่อหยิ่งและนิสัยของเขาแค่ทำให้คนอื่นอยาก จะทุบหนักๆ แต่หลังจากกลายเป็นแพนด้าแดงไซซ์ยักษ์ไม่ว่าจะทำสีหน้าท่าทางยัง ไง คนอื่นๆ ก็จะพูดแค่ว่าน่ารัก
ฮั่วยรื่อเทียนไม่เคยที่จะไม่อยู่ในสามอันดับต้นๆ ของรายชื่อลับว่าด้วยอสูร วิญญาณที่น่ารักที่สุดในกองทัพ ถ้าจะมีใครน่ารักกว่าเขา เขาจะลงมือและเพิ่มความ น่ารักของตัวเองให้ยิ่งกว่าเดิม
วิกฤตร้ายแรง! จิ้งจอกเซียนหลัวก้มลงมองอุ้งเท้า หรือเขาควรถอนขนหางที่ ภาคภูมิใจนักหนาของเจ้าฮั่วยรื่อเทียนออกก่อนจะหลุดออกมาจากน้ำแข็งได้ดีนะ? แต่หมอนี่อยู่ในน้ำแข็ง เขาจะถอนขนหางออกยังไงดี? น่ากังวลจัง
หมิงโหย่วไม่รู้ว่าเพราะเขาแสดงความละโมบที่มีต่อหางออเรนจ์มากเกิน ไปรึเปล่า มันกระตุ้นความรู้สึกวิกฤตในหมู่อสูรวิญญาณ ตอนนี้เขาแค่อยากรีบกลับ ไปทำงานวิจัยให้สมบูรณ์และปลดปล่อยออเรนจ์กับเพอเพิลออกจากน้ำแข็ง
อยากขี่ม้าตัวสูง! อยากลูบหางแพนด้าตัวน้อย! เขาควบคุมตัวเองไม่ไหวอีก แล้ว! หมิงโหย่วกำหมัดและตะโกนก้องในใจ
เขาไม่กล้าตะโกนออกมาเสียงดัง เจ้าดำของเขาจะอิจฉาเอาได้วันต่อมา หลังจากหมิงโหย่วทดสอบแร่ที่อยู่ใกล้กับถ้ำ ทั้งกลุ่มก็กลับมาถึงสนามหญ้าขนาด เล็กที่พวกเขาจากไปเมื่อนานมาแล้ว
ทันทีที่กลับถึงสนามหญ้า หมิงโหย่วก็ตกใจเกินกว่าจะก้าวย่างเข้าไปใน บ้าน "นี่บ้านของเราเหรอ? มาผิดที่รึเปล่าเนี่ย?" เสียงของหมิงโหย่วสั่นระริก
บ้านของพวกเขาเป็นยังไงงั้นเหรอ? ผนังสีขาว เป็นอาคารสร้างใหม่หลาย ชั้น และของเล่นทำมือของเขาก็ตั้งอยู่ในสนามหญ้า นั่นคือทั้งหมด ส่วนตอนนี้ใน แง่ของพื้นที่ มันใหญ่กว่าบ้านหลังเดิมเป็นสิบเท่าเลยใช่ไหม?
"สิบเหรอ? หนึ่งร้อยเท่าต่างหาก" อาเธอร์แค่นหัวเราะอย่างเย็นชา "สระว่าย น้ำกลางแจ้งพร้อมสายน้ำแห่งชีวิต สระน้ำอุ่นในร่ม และบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งที่ใช้ ได้ตามต้องการ"
"มาพร้อมพลังงานธาตุต่างๆ ที่นี่แบ่งสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน อย่าง เช่น ทุ่งหญ้า ป่าไม้พื้นที่ภูเขาไฟ และทุ่งน้ำแข็ง ซึ่งเหมาะกับลักษณะพลังของอสูร วิญญาณแต่ละชนิด"
"นอกจากขยับขยายบ้านที่พักอาศัยแล้ว ห้องแล็บใหม่ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ นาย ไม่ห่างไปจากที่นี่มีหอพักพนักงานอยู่ จะมีโรงงานแปรรูปอาหารอสูรวิญญาณ แต่ไม่ต้องห่วง โรงงานแปรรูปอาหารอสูรวิญญาณนั้นต้องขับรถไปหลายชั่วโมง ดัง นั้นนายจะไม่ได้เจอกับคนแปลกหน้าแน่นอน"
"สวนพักฟื้นและสวนการผลิตถูกแยกห่างจากกันโดยสิ้นเชิง เรายังคงอาศัย อยู่ในสวนพักฟื้น สวนพักฟื้นคือบ้านของเราและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง" อา เธอร์สรุป "กลับไปให้เสี่ยวเทียนแสดงแผนผังอาคารและอยากก่อสร้างใหม่ยังไง บ้าง ปรึกษากับเสี่ยวเทียนเองแล้วกัน นายมีสิทธิ์ตัดสินใจวางแผนพื้นที่พักฟื้นทั้ง หมด"
หมิงโหย่วพูดอย่างลังเล : "เจ้าดำ เธอปรับปรุงบ้านเราตั้งแต่ตอนไหนน่ะ"?
"ทันทีที่เราออกไป ทีมงานก่อสร้างก็มาถึง" อาเธอร์พูดอย่างภาคภูมิใจ "ประหลาดใจใช่ไหมล่ะ?" อาเธอร์เชิดหน้าและคิดถึงคำชื่นชม
พวกเขาเก็บมันไว้เป็นความลับ เพียงเพื่อมอบเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้หมิงโหย่ว เมื่อเห็นสีหน้าของก้อนขนตนอื่นๆ หมิงโหย่วก็รู้ว่าพวกเขารู้เรื่องการ ปรับปรุงครั้งใหญ่นี้และเขาเป็นคนเดียวที่ถูกเก็บไว้ในความมืด
เสี่ยวเทียนฉายแผนผังโฮโลแกรม ดาวเคราะห์ที่สถานพยาบาลหมายเลข 1 ตั้งอยู่นั้นถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน สวนการผลิตนั้นย่อมอยู่ในเขตที่เต็มไปด้วยมนุษย์และสวนพักฟื้นใช้สภาพแวดล้อมเดิมของดาวเคราะห์และย่อมไม่ส่งผลกระ ทบต่อสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาดั้งเดิม
หมิงโหย่วเคยพูดกับเจ้าแมวดำถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตที่มี ในสถานพยาบาลจำนวนหนึ่ง สถานพยาบาลทั้งหมดถูกสร้างเป็นสวนพักผ่อนและ ความบันเทิงขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดจะถูกควบคุมดูแลโดยหุ่นยนต์ดัง นั้นหมิงโหย่วไม่ต้องกลัวที่จะได้เจอคนแปลกหน้า
สิ่งที่หมิงโหย่วเคยจินตนาการไว้การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เหมาะ สมสำหรับอสูรวิญญาณทั้งหมดเกิดขึ้นแล้ว
หมิงโหย่วได้แต่คาดเดา การปรับปรุงแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่มีประโยชน์ที่จำเป็น ต่ออสูรวิญญาณเท่าไหร่ และยังใช้เงินจำนวนมากด้วย หมิงโหย่วตั้งใจจะรอจนกว่า จะหาเงินได้มากเพียงพอ จากนั้นก็ค่อยๆ ปรับปรุงไปทีละขั้นตอน เขาไม่คาดคิดว่า เจ้าแมวดำจะรวดเร็วขนาดนี้และตอนนี้อีกฝ่ายก็ติดตั้งโครงร่างขนาดใหญ่สำหรับ สิ่งแวดล้อมพิเศษของอสูรวิญญาณที่ใช้ในการพักฟื้นเรียบร้อยแล้ว
ในอนาคต เด็กหนุ่มแค่ต้องปลูกต้นไม้ในสวนแต่ละแห่งและเพิ่มเติมราย ละเอียดเท่านั้น หมิงโหย่วประหลาดใจมาก ประหลาดใจจนพูดไม่ออก
เขายิ้มมองแผนผังที่ดูเหมือนแผนที่เกมแบบโฮโลแกรมอยู่นาน วางสัมภาระ ก่อนที่จะนานไปมากกว่านี้หมิงโหย่วเอาแต่สำรวจและครุ่นคิดเกี่ยวกับแต่ละพื้นที่ เพื่อตรวจสอบสภาพความจำเพาะเจาะจงของเขตพักฟื้นใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา ใบหน้า เขาราวกับจะพุ่งเข้าไปในภาพฉายโฮโลแกรมได้ในทันทีและดำเนินการก่อสร้างครั้ง ใหญ่
สองกรงเล็บของอาเธอร์จับตัวหมิงโหย่วไว้และพูดด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ : "โอเค ฉันรู้ว่านายตื่นเต้นมาก แต่ตอนนี้นายควรกลับไปก่อน อาบน้ำและนอนหลับ พักผ่อนดีๆ หลังจากได้พักสักสองสามวันแล้ว ค่อยจัดการกับแพนด้าแดงตัวโปรด ของนาย หลังจากช่วยเหลือเรียบร้อยก็ค่อยมาคุยเรื่องการสร้างสถานพยาบาลใน
อนาคตกัน"
"ไม่ ตัวโปรดของฉันคือเธอ เจ้าแมวดำ!" หมิงโหย่วกุมอุ้งเท้าด้วยมือสอง ข้าง แววตามีความศรัทธาแรงกล้า
อสูรก้อนขนตนอื่นๆ แบกสัมภาระเข้าบ้านและแยกย้ายเข้าห้อง ไม่สน ใจหมิงโหย่วที่กำลังสารภาพรัก พวกเขารับรู้ถึงความหลงใหลของหมิงโหย่วที่มีต่อ อสูรวิญญาณอยู่แล้ว และพวกเขาเหนื่อยที่จะฟังคำสารภาพรักและไม่เชื่อถือเด็ด ขาด
แมวดำทำหูบิน ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย เจ้าหมิงโหย่วโง่ ตอนที่ สารภาพรักเนี่ย มองมาที่ดวงตารูปกระดิ่งด้วยสายตาศรัทธาแบบนี้ได้เหรอ? เขา ชำเลืองมองแผนการแบบโฮโลแกรมและการสารภาพรักกับเขา เกิดอะไรขึ้น? โอ้ หมิงโหย่ว สิ่งที่อีกฝ่ายชอบก็คือสถานพยาบาลที่เขายกให้ถึงแม้ของขวัญจะบรรลุ วัตถุประสงค์อย่างน่าประหลาดใจแล้ว แต่อาเธอร์ไม่ได้มีความสุขเลยสักนิด
หลังจากหมิงโหย่วพักผ่อนไปหนึ่งวัน ก็ขังตัวเองในห้องแล็บที่ถูกปรับปรุง ใหม่เพื่อศึกษาวิธีการช่วยเหลือเพอเพิลกับออเรนจ์เมื่ออาหารที่ผู้ฝึกอสูรวิญญาณ ตัวน้อยทำเองถูกลดปริมาณลงไปกลายเป็นเม็ดสารอาหารจำนวนมากกับบิสกิตสาร อาหารที่ผลิตจากเครื่องจักร อารมณ์ของอาเธอร์ก็ยิ่งย่ำแย่
"เปลี่ยนจากความตระหนี่ไปยังฟุ่มเฟือยนั้นง่ายดาย แต่เปลี่ยนจากความ ฟุ่มเฟือยมาสู่ความตระหนี่นั้นแสนยากเย็น" ในที่สุดจิงโจ้อเดไลน์ก็ได้สติ แต่หมิงโหย่วยังไม่รู้ว่าเธอได้สติกลับคืนมาแล้วก็ถอดถอนใจขณะมองบิสกิตสาร อาหารในชาม
เจ้าแมวดำหูกระตุก และหางก็หมุนควงกลางอากาศ
"ใจเย็น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือลีออนกับฮั่วยรื่อเทียน" หลังจาก เฮอร์แมนทานบิสกิตเสร็จ เขาก็ลูบพุงตัวเอง ในขณะที่สารอาหารและพลังงานกำลัง ถูกดูดซึม กระเพาะอาหารบอกเขาว่าอาหารที่ทานเข้าไปนั้นไม่เพียงพอ เขาอยากกิน หม้อไฟอาหารทะเล
"ทำไมเราไม่ลองทำอาหารกันเองล่ะ?" ถึงแม้แมวน้ำสีฟ้าจะเป็นนักวิจัยไป แล้วครึ่งตัว ความรู้งานวิจัยในปัจจุบันของหมิงโหย่วนั้นลึกลับเกินไป เขาช่วยอะไร ไม่ได้และเขาก็ถูก "ไล่" ออกมาจากห้องแล็บ
"ไม่ใช่ว่าฉันไม่ลองนะ หุ่นยนต์เองก็สามารถทำอาหารตามเมนูของ เสี่ยวโหย่วได้แต่รสชาติไม่เหมือนเอาซะเลย" ลีโอถือชามและเคี้ยวใบหนึบหนับ อย่างเฉยเมย "นี่คือสิ่งที่หมิงโหย่วเคยบอก ความต่างในพลังแห่งอารมณ์ใช่ไหม?"
"ร่างพลังงานใช้งานได้ยาก ตอนที่กลายร่างเป็นมนุษย์จะกลืนกินอารมณ์ ในอาหารได้ยังไง?" เหยียนอี้วางชามลงและแทบไม่รู้สึกอิ่ม
กวางสองตัวเคี้ยวลูกกวาดกรีนสโตน พวกเขาไม่อยากกินมื้อเย็นอีกแล้ว พวกเขาอยากกินแค่ลูกกวาดกรีนสโตนที่หมิงโหย่วแกะสลักที่ถูกเก็บสต๊อกไว้เท่า นั้น
"ขอฉันสักอันสิ" เซียนหลัวแบอุ้งเท้า กวางทั้งสองลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขา มอบลูกกวาดขนาดเท่านิ้วโป้งให้เซียนหลัวเท่านั้น
"ขี้เหนียว" จิ้งจอกเซียนหลัวโยนลูกกวาดเข้าปาก นึกเสียใจที่ไม่ได้เก็บลูก กวาดไว้ให้มากกว่านี้
แต่ก่อนมีผู้ฝึกอสูรวิญญาณตัวน้อยคอยทำอาหารให้กรีนสโตน คือคริสทัลพลังงานธรรมชาติซึ่งไม่เหมาะกับเขาเลย หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการ กินก็ไม่เก็บลูกกวาดกรีนสโตนไว้อีก
เหล่าก้อนขนมองหน้ากันและเอาแต่ถอนหายใจ จากฟุ่มเฟือยเป็นตระหนี่ นั้นช่างยากเย็น แต่ก่อนแค่ได้อิ่มท้องพวกเขาก็รู้สึกมีความสุขมากแล้ว แต่ตอนนี้ พวกเขาเริ่มเลือกรสชาติอาหาร และถึงขั้นพลังงานที่บรรจุอยู่ในอาหารด้วย ปากว่า ตาขยิบ!
"ฝ่าบาท พระองค์กำลังจะกลายร่างเป็นมนุษย์ได้อีกครั้งแล้วงั้นหรือพ่ะย่ะ ค่ะ?" อสูรก้อนขนที่ปากว่าตาขยิบก็เริ่มเปลี่ยนบทสนทนา
หูของเจ้าแมวดำแทบจะติดหน้าผาก และเขาพูดว่ากรุ่นๆ : "ใช่"
"อีกนานแค่ไหนพ่ะย่ะค่ะ?" ก้อนขนถาม
หางเจ้าแมวดำตีพื้นอย่างแรง : "ตอนนี้ก็ได้"
ก้อนขน : "..." เดี๋ยวนะ กะทันหันอะไรขนาดนี้?!
"งั้น... ท่านจะตกม้าต่อหน้าเสี่ยวโหย่วเมื่อไหร่หรือ?" เฮอร์ประหม่าจนลืมใช้ คำราชาศัพท์
เจ้าแมวดำเงยหน้าและมองขึ้นบนท้องฟ้า : "ไม่รู้สิ"
ก้อนขน : "..."
เจ้าแมวดำถอนหายใจหนักๆ และหางที่ตีพื้นหนักๆ ก็หยุดลง พูดอย่าง อ่อนแรง : "แต่ช่วงสองสามวันนี้ฉันต้องไปรายงานตัวที่โรงเรียนกับหมิงโหย่ว"
เพราะการฝึกฝนทางการทหารอย่างเข้มงวด ช่วงเวลารายงานตัวของสถาบัน การทหารส่วนกลางของสหพันธ์ดวงดาวนั้นเร็วกว่ามหาวิทยาลัยสหพันธ์ดวงดาวทั่ว ไป หลังจากรายงานตัวนักเรียนใหม่ สถาบันทางการทหารสหพันธ์ดวงดาวจะตรวจ สอบสถานะและระดับพลังของนักเรียนใหม่คร่าวๆ จากนั้นก็แบ่งเข้าสู่กลุ่มต่างๆ สำหรับการฝึกฝนทางการทหาร ผลการฝึกฝนทางการทหารจะมีผลต่อการมอบ หมายงานและภารกิจของคลาสเรียนในอนาคต
ยกตัวอย่างเช่น อสูรธรรมชาติอย่างอาเธอร์การฝึกฝนทางการทหารจะให้ ภารกิจต่อสู้จริง ซึ่งคล้ายกับงานที่ทหารประจำการในกองทัพทำ ส่วนนักเรียนธรรม ดาในสถาบันทหารที่ไม่มีพลังพิเศษอาจแค่ตะโกน "หนึ่ง สอง หนึ่ง" บนลานสวน สนาม
หมิงโหย่วจะเรียนวิชาการดูแลอสูรวิญญาณ ถ้าระดับความสามารถของนัก เรียนใหม่สูงพอ เขาอาจถูกมอบหมายให้เข้าร่วมกลุ่มการต่อสู้จริง นอกจากนี้ทุกภาร กิจการต่อสู้จริงต้องมีบุคลากรทางการทหาร นักเรียนที่เชี่ยวชาญในการดูแลอสูร วิญญาณจะต้องคอยช่วยในกองกำลังทางการทหารในอนาคตได้อย่างแน่นอน
สถานการณ์ของหมิงโหย่วนั้นพิเศษ อาเธอร์เชื่อว่าไม่มีใครในวิชาการดูแล อสูรวิญญาณมีคุณสมบัติเพียงพอมาสอนหมิงโหย่ว และการสอนของกรมทหารเอง ก็ไม่จำเป็นสำหรับหมิงโหย่วเลย
เสียเวลา หมิงโหย่วอาจอยู่ในห้องแล็บและทำการทดลองอยู่พักใหญ่ อสูร วิญญาณของสหพันธ์ดวงดาวยังรอให้หมิงโหย่วไปช่วยเหลือกระเพาะอาหารที่หิว โหยของพวกเขาอยู่
นักวิชาการของวิทยาศาสตร์อสูรวิญญาณในปัจจุบันต้องการให้หมิงโหย่วเรียนกับนักเรียนธรรมดาและดึงเขาเข้าวงการการศึกษา เพื่อที่พวกเขา จะได้เล่นแง่ได้แต่นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการกลับระงับเรื่องนี้ไว้
หลังจากหมิงโหย่วเข้าเรียน เขาจะได้รับการสอนแบบพิเศษและการสอบ แบบพิเศษจากนีลและคนอื่นๆ ถ้าความรู้พื้นฐานของหมิงโหย่วแข็งแรงพอ นีลอยาก ให้หมิงโหย่วสำเร็จวิชาพื้นฐานทั้งหมดในมหาวิทยาลัยภายในหนึ่งเดือน แล้วจากนั้น ก็มอบตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ให้
วิชาพื้นฐานย่อมต้องเป็นคอร์สวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างเช่น ภาษาพื้น ฐานของสหพันธ์ดวงดาว วิชาการปกครอง และคณิตศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเข้ารับ การสอบสำหรับคลาสเรียนพิเศษของอสูรวิญญาณ และพวกเขายังรอ ให้หมิงโหย่วเรียบเรียงตำราใหม่ สาขาวิชาอสูรวิญญาณของปีนี้นั้นกำลังรอคอย ให้หมิงโหย่วไปสอนอยู่
ส่วนพวกที่ต่อต้าน? แน่นอนว่ามันต้องมีแต่โลกของนักวิทยาศาสตร์ธรรม ชาตินั้นโหดร้ายมาก และวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการก็คือผลสืบเนื่องต่อมา พวกเขาไม่ ประสบความสำเร็จมานานหลายปีแต่หมิงโหย่วสามารถรักษาเจ้าชายอาเธอร์กับ เหล่าวีรบุรุษทั้งสิบได้หมิงโหย่วนั้นน่าทึ่งมาก
หากสายการผลิตอาหารอสูรวิญญาณประสบความสำเร็จ ถึงแม้หมิงโหย่วจะ อายุยังไม่ครบยี่สิบปีแต่เขาก็เป็นผู้นำสถาบันอสูรวิญญาณได้อย่างไม่มีปัญหา
ตอนนี้นีล ชายสูงวัยผู้เหยียบย่างเท้าข้างหนึ่งลงหลุมศพ ตัดสินใจใช้ศักดิ์ ศรีและสายสัมพันธ์ตลอดชีวิตเพื่อพาหมิงโหย่วไปยังจุดสูงสุดของสถาบันอสูร วิญญาณ ไม่ว่าปัญหาใหญ่แค่ไหน เขาจะนอนราบลูบเครื่องลายคราม :) เขาต้อง การดูว่าคนใจกล้าคนไหนที่จะกล้ามาเผชิญหน้ากับเขาบ้าง ชายสูงอายุวัยเกือบ 400 ปีโอ้กระดูกของชายสูงวัยคนนี้เปราะบางเพียงใด ถ้าแตะต้องเขา ทั้งร่างก็อาจ แหลกสลาย คนพวกนั้นจะชดใช้อย่างไร?
หลังจากตาเฒ่านีลปล่อยคำพูดออกมา สถาบันอสูรวิญญาณก็ตัวสั่นระริก ไม่กล้าขยับเขยื้อน ไม่กล้ากระดิกตัว เรื่องราวมันซับซ้อนกว่านั้น อาเธอร์หวัง ว่าหมิงโหย่วจะไม่ต้องกังวลเรื่องใดๆ ดังนั้นเขาจะปกป้องหมิงโหย่วในทุกทาง หมิงโหย่วแค่ต้องตามเขาไปรายงานและตามเขาไปทดสอบเท่านั้น ที่เหลือเขาจะจัด การเอง
แต่เพื่อตามหมิงโหย่วไปโรงเรียนไปจัดการกับปัญหาพวกนี้อาเธอร์ย่อมไม่ อาจใช้ร่างของเจ้าแมวดำได้และหลังจากกลายเป็นอสูรวิญญาณแล้ว อารมณ์พวก เขาจะได้รับผลกระทบจากสัญชาตญาณ บางทีถ้าเขาไม่ตกลง เขาคงจะใช้อุ้งเท้าพลิก โต๊ะแน่
ในสังคมมนุษย์พวกเขายังต้องสวมหนังมนุษย์เพื่อให้แสดงได้ดีขึ้น เมื่อ เห็นจุดจบ บิสกิตสารอาหารในปากของเจ้าแมวดำก็ไม่หอมอีกต่อไป แม้ว่าเขาจะไม่ ได้กินอาหารอร่อยๆ ที่หมิงโหย่วปรุงสดใหม่ทุกๆ วันก็ตาม -_-
"งั้น... ปิดปังไว้อีกสักระยะดีไหมพ่ะย่ะค่ะ?" เฮอร์แมนมีความคิดแย่ๆ "พบหมิงโหย่วในฐานะเจ้าชายแห่งสหพันธ์ดวงดาว? หากพระองค์ไม่บอกเขาว่าพระ องค์คือเจ้าดำล่ะพ่ะย่ะค่ะ?"
เจ้าแมวดำว่า : "เฮอร์แมน หลังกลายเป็นหมีแล้วไอคิวนายเองก็ลดลง เหมือนกันงั้นเหรอ? หลังจากเขาไปที่สถาบันทางการทหารส่วนกลางของสหพันธ์ดวง ดาวและรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับอสูรวิญญาณ เราไม่ได้ใช้นามแฝงต่อหน้าเขา เขาจะไม่รู้ ว่าเราคือใครได้อย่างไร?"
"ตอนที่เขาโกรธใครจะคอยปลอบเขา? ฉันจะไม่ปลอบเขาหรอกนะ" หูแมว ดำลู่ลง "ถึงเขาจะอารมณ์เสียก็ช่าง ถ้าเขาเปิดใจให้เราและปิดใจไป..."
เฮอร์แมนที่ถูกเจ้าชายต่อว่ากอดกุมหัวและเป็นทุกข์อย่างมาก ใช่แล้ว ปัญหาด้านจิตใจของหมิงโหย่วนั้นจริงจังมาก ถ้าการกระตุ้นรุนแรงเกิดไปพวกเขาจะ ทำยังไง?
หูฟูฟ่องลู่ลง และเหยียนอี้ที่มักแสร้งทำเป็นไม่สนใจหมิงโหย่วเองก็ไม่ใช่ข้อ ยกเว้น ถ้าเด็กหนุ่มของพวกเขาทนทุกข์กับความเสียใจแม้เพียงน้อยนิด พวกเขาจะ รู้สึกเสียใจมาก ไม่ต้องพูดถึงว่าความเสียใจนั้นอาจเกิดจากพวกเขาเอง?
"เจ้าชาย กระหม่อมพึ่งพาได้เพียงพระองค์เท่านั้น" ดังนั้นเหล่าขนฟูก็เริ่ม โยนหม้อทิ้ง
เจ้าชายอาเธอร์สามารถทำได้ทุกอย่าง!
อาเธอร์ : "หึหึ"
======
Chapter 50 การมาถึงของคู่แข่ง??
"อะไรนะ? โรงเรียนจะเริ่มแล้วงั้นเหรอ?" ตอนที่หมิงโหย่วถูกอาเธอร์ลากตัว ออกมาจากห้องแล็บ สีหน้าก็เหมือนเป็นลูกหมีที่ยังไม่เริ่มทำการบ้านปิดเทอมก่อน วันเปิดเรียน
"ฉันจะไปโรงเรียน แล้วพวกเธอจะทำยังไง?" หมิงโหย่วกอดหัวเจ้าดำแล้ว ลูบ "ตอนไปโรงเรียนฉันพาอสูรวิญญาณไปด้วยได้ไหม?" อาเธอร์ใช้อุ้งเท้าตบศีรษะน้อยๆ ของหมิงโหย่วและพูดว่า : "คิดอะไรของ นาย นายจะไปอยู่ในสถาบันได้ยังไง?"
หมิงโหย่วกุมอุ้งเท้าอาเธอร์ : "พอจะมีเงินจะเช่าบ้านที่มีพื้นที่เพียงพอ สำหรับฉันกับอสูรวิญญาณสิบเอ็ดตนใกล้โรงเรียนไหม?"
จริงจังเลยนะ ใครขอให้เช่าบ้านเนี่ย? หมิงโหย่วฟังคำอธิบายของอาเธอร์อยู่ นาน และในที่สุดก็เข้าใจว่าเขาแค่ต้องไปรายงานตัว ตอนที่ไปเรียนและสอบ จะมี อาจารย์คอยช่วยเหลือ
"ฉันจะส่งคนไปรับ ไม่ต้องห่วงเรื่องการดูแลบ้าน หุ่นยนต์จะทำอาหารให้ พวกเราเอง" หูเจ้าแมวดำแบนราบไปกับหัว "ก่อนหน้านี้พวกเราก็ใช้ชีวิตกันแบบนี้ไม่ ใช่เหรอ? จะมีนายหรือไม่มีนายก็ไม่ต่างกันหรอก"
หมิงโหย่ว : "..." ในใจเขารู้สึกย่ำแย่ ช่วงนี้เขาหมกมุ่นอยู่กับงานวิจัยและไม่ ได้สนใจการดูแลอสูรวิญญาณสักเท่าไหร่
"ถึงแม้ฉันจะทำอาหารให้พวกเธอไม่ได้ทุกวัน แต่ฉันก็สามารถตรวจร่างกาย ให้ได้นะ" หมิงโหย่วนวดอุ้งเท้าแมวดำและพยายามแก้ต่างให้ตัวเองอย่างเต็มที่ "ถ้า ฉันไปโรงเรียน แล้วเรื่องการตรวจร่างกายในแต่ละวันของพวกเธอจะทำยังไง?"
อาเธอร์ปรายตามองหมิงโหย่ว : "นายไม่กล้าไปโรงเรียนคนเดียวใช่ไหม ล่ะ?" ฃ
หมิงโหย่วพูดทันที : "กล้าสิทำไมจะไม่กล้าล่ะ!"
อาเธอร์ลูบขนตรงคางตัวเองแล้วว่า : "จริงเหรอ?"
หมิงโหย่วยกแขน กำหมัด และทำท่าเบ่งกล้าม : "ไม่มีปัญหา!"
"งั้นนายไปรายงานตัวเองได้รึเปล่า?"
หมัดที่กำอยู่กับข้อศอกลดระดับลง : "ไม่มีปัญหา!"
"ถ้ามีคนอยู่เยอะแยะล่ะ?"
กำหมัด : "ไม่มีปัญหา!"
"ตอนนี้นายมีชื่อเสียงจากห้องไลฟ์สตรีมแล้วนะ แล้วนายก็ดันไปแย่งงาน ของคนอื่น ก็เหมือนการฆ่าพ่อฆ่าแม่เขานั่นแหละ หลายคนในสถาบันอสูรวิญญาณ นับว่านายเป็นศัตรูแล้วนะ"
หมัดของหมิงโหย่วสั่นเล็กน้อย : "ไม่ ไม่มีปัญหา"
"คนกลุ่มนั้นมีลูกหลานมากมาย โดยปกติแล้วอาจารย์กับเพื่อนร่วมห้องก็ คือศัตรูของนายเองนะ"
เด็กหนุ่มคลายหมัด : "ไม่... ไม่มีปัญหา?" หมิงโหย่วโง่งม
อาเธอร์ว่า : "ถ้าเป็นอย่างนั้น งั้นฉันก็จะไม่ส่งคนไปกับนาย เอาเถอะ"
หมิงโหย่วโผไปข้างหน้ากอดคอเจ้าแมวดำไว้แน่น ฝักหน้าลงกับขนของเจ้า แมวแล้วลูบแรงๆ : "ฉันผิดไปแล้ว เจ้าดำสุดยอดและยอดเยี่ยมที่สุด ได้โปรดไป กับฉันเถอะนะ!"
อาเธอร์ว่า : "ฉันจะออกไปจากที่นี่ก่อนหน้านั้น แล้วจะมีคนมารับนายที่นี่ ในวันพรุ่งนี้สู้ๆ ล่ะ นายเติบโตขึ้นมาเพียงลำพังได้ยังไง? นายมาจากดาวเคราะห์ ท้องฟ้าสีฟ้าด้วยตัวคนเดียว? นายเคยทำมันมาก่อน และตอนนี้นายก็ทำได้เหมือน กัน"
หมิงโหย่วฝังหน้าลงกับขนและพูดเสียงอู้อี้ "มันเหมือนกันเหรอ? ตอนนั้น ฉันถูกไล่ล่า ตอนที่ถูกข่มขู่เอาชีวิต ต่อให้ไม่อยากจะพูดคุยกับคนแปลกหน้าแต่ก็ ต้องพยายามทำนี่นา"
หูเจ้าแมวดำชี้ตั้ง อสูรก้อนขนในห้องที่วุ่นกับงานต่างก็หันหน้ามา มองหมิงโหย่ว
ห้องโถงในตอนนี้กินพื้นที่ขนาดใหญ่มาก กำแพงทั้งสีด้านทำจากวัสดุโปร่ง แสงที่เปลี่ยนสีได้และแสงอาทิตย์ก็สามารถส่องผ่านได้ทุกช่วงเวลาของวัน พื้นห้อง โถงก็ปูด้วยพรมผืนหนาพร้อมเบาะนุ่มหลายรูปแบบที่ทำให้คนและอสูรวิญญาณรู้สึก เหมือนเป็นอัมพาต หมอนอิงกับโซฟาแสนเกียจคร้าน รวมถึงคอนโดแมวแบบข่วน ได้และหลุมแมว หุ่นยนต์มีหน้าที่ในการทำความสะอาดที่นี่ทุกวัน
เหล่าก้อนขนได้สติกลับคืนมาจนครบทุกตน และอาเธอร์เจ้านายใจมารเองก็ กระจายงานในการโปรโมตอาหารอสูรวิญญาณให้กับเหล่าลูกน้องทันที
อาเธอร์ : ไม่สนใจหรอกนะว่าพวกนายไม่เคยทำงานพวกนี้มาก่อน เรียนรู้ ทั้งหมดนี่จากฉันไปซะ!
เหล่าก้อนขนต้องเรียนรู้และทำงานหนักในเวลาเดียวกัน พวกเขามักพัก ผ่อนอยู่ในห้องโถงนี้เอนนอนด้วยท่าทางหลากหลายที่ทำให้สบายที่สุด และกรง เล็บก็ควบคุมม่านแสงตรงหน้า จัดการงานแสนน่าเบื่อหน่ายทุกชนิด
หลังจากหมิงโหย่วถูกอาเธอร์ลากออกมาจากห้องแล็บแล้วก็เข้ามาในห้อง โถงนี้เช่นกัน รายล้อมไปด้วยกลุ่มก้อนขน และถูกเจ้าแมวดำที่แสนจริงจังตัวนี้ "สั่ง สอน" ในขณะที่เหล่าก้อนขนกำลังทำงานก็ผึ่งหูแอบฟัง ตอนที่ได้ยินคำว่า "ไล่ล่า" ก็ อกแตก ทำงานต่อไปไม่ไหว
จิ้งจอกน้อยเซียนหลัวพุ่งกระโจนเข้ามาในอ้อมแขนหมิงโหย่ว : "ไล่ล่า? พวกนั้นกล้าเหรอ?"
"แน่นอนว่าพวกเขากล้า... ไม่ใช่ปัญหาเลย" เอนพิงในอ้อมแขนหมิงโหย่ว "นายโทรหาตำรวจรึเปล่า? พวกนั้นกล้าฆ่าคนในเมืองหลวงสหพันธ์ดวงดาว นาย ร้องเรียนรัฐบาลสหพันธ์ดวงดาวรึเปล่า?"
"ไม่ต้องตกใจนะ นี่เป็นแค่การคาดเดาของฉันน่ะ พวกนั้นแค่อยากจับตัว ฉันไป... บางทีอาจจะไม่ได้เรียกว่าไล่ล่า น่าจะเรียกว่าจับตัว? เรื่องแบบนี้โทรแจ้ง ตำรวจไม่ได้ใช่ไหมล่ะ? พวกนั้นแค่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องในครอบครัวเท่านั้นเอง"
"ถึงแม้ฉันจะไม่ใช่คนตระกูลถานอีกแล้ว แต่ก็ถูกตระกูลถานเลี้ยงดูมาอยู่ ดี" หมิงโหย่วพูดอย่างอับจนหนทาง
สีหน้าของเจ้าลิงลีโอนั้นดุร้ายมาก : "พวกนั้นยังตามหานายอยู่รึเปล่า?"
"ฉันไม่รู้ตอนนี้ฉันไม่ใช่ถานจ่างเกิงแล้ว ฉันคือหมิงโหย่ว" หมิงโหย่วพูด อย่างจริงจัง "พวกเขาตามหาถานจ่างเกิง ส่วนฉันคือหมิงโหย่ว แล้วจะทำไมล่ะ?"
ก้อนขนที่เดือดดาล : "..." อืม ก็มีเหตุผลอยู่นะ
เหล่าก้อนขนทั้งหลายหายวิตกกังวล และพวกเขาแต่ละตนก็ล้มลงกับเบาะ โซฟา และคอนโดไม้ : "ใช่แล้ว พวกนั้นตามหาถานจ่างเกิง และไม่เกี่ยวข้องอะไร กับหมิงโหย่ว"
"เด็กกำพร้าจากดาวเคราะห์อสูรวิญญาณเกี่ยวอะไรกับตระกูลถานจากดาว เคราะห์สีฟ้ารึไง?" อาเธอร์หาว
ดวงตาและมือของหมิงโหย่วเร็วมาก และเขาหยิบปลายหางมาใกล้ปากเจ้า แมว อาเธอร์งับปากลงทันทีและจ้องหมิงโหย่วที่ทำผิดด้วยสายตาดุร้าย หมิงโหย่วปล่อยหางเจ้าดำทันที
"ถ้านายกล้าเอาหางฉันยัดเข้าปากฉัน ฉันจะกัดมือนายให้ขาดเลย" อา เธอร์ข่มขู่
หมิงโหย่ว : นิสัยดีแต่ไม่มีใครเชื่อ.jpg
จิ้งจอกแดงตัวน้อยยกกรงเล็บขึ้นและตบหน้าอกหมิงโหย่วเบาๆ : "ฉันจะ ปกป้องนายเอง พวกนั้นไม่มีทางเข้าใกล้นายได้แน่"
"โอเค!" หมิงโหย่วอุ้มจิ้งจอกน้อยขึ้นและถูแก้มเข้าด้วยกัน ก้อนขนของเขา น่ารักมาก!
"ครั้งนี้ให้ฉันไปรายงานตัวกับหมิงโหย่วได้ไหม" เซียนหลัวจิ้งจอกน้อยว่า
อาเธอร์ปรายตามองจิ้งจอกแดงน้อย : "ไม่ ครั้งนี้ฉันเตรียมคนดีๆ เอาไว้ แล้ว พวกนายทุกคนต้องทำงานอยู่ที่นี่ ห้ามขี้เกียจ"
เซียนหลัวอยากพูดอะไรสักอย่างแต่กลับถูกหมีขั้วโลกดึงออกจากอ้อม แขนหมิงโหย่ว เจ้าหมีขาวตัวโตกระซิบข้างหูจิ้งจอกน้อย : "อย่าซน ฝ่าบาททรง กำลังจะแก้ไขปัญหา"
จิ้งจอกน้อยผงกหัว แสดงว่าที่เจ้าชายตรัสว่าจัดเตรียมคนไปกับหมิงโหย่ว ก็หมายถึงตัวพระองค์เองน่ะสิหมิงโหย่วมองเจ้าแมวดำอย่างน่าสงสาร เขาอยากจะ บอกว่าคนที่เจ้าดำจัดเตรียมไว้ให้ก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขาเหมือนกันนะ และ เขาก็กลัวเหมือนกันด้วย แต่เขาจะขี้ขลาดไม่ได้
เด็กหนุ่มอายุสิบเก้าปีแล้ว กระทั่งไปรายงานตัวที่สถาบันยังทำไม่ได้ เลยงั้นเหรอ? เจ้าดำกับตนอื่นๆ มีเรื่องสำคัญมากต้องทำ อสูรวิญญาณตนอื่นๆ ใน สหพันธ์ต่างก็หวังพึ่งพา เจ้าดำและคนอื่นๆ ก็รีบสร้างโรงงานอาหารสำหรับอสูร วิญญาณ เขาจะสร้างปัญหาไม่ได้
หมิงโหย่วทำได้! ถ้ากระทั่งไปรายงานตัวที่โรงเรียนไม่ได้แล้วจะไปโรงเรียน ได้ยังไง! หมิงโหย่วให้กำลังใจตัวเองในใจ ก็แค่ล้มล้างรากฐานอสูรวิญญาณของ สหพันธ์ดวงดาวในปัจจุบัน และเกือบทำให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของสหพันธ์ ตกงานไม่ใช่เหรอ? ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกน่า!
หมิงโหย่ว : ...ถ้านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แล้วอะไรเป็นเรื่องใหญ่ได้อีกล่ะ? ใน ใจหมิงโหย่ว นางฟ้าหมิงโหย่วกำลังให้กำลังใจ ส่วนปีศาจหมิงโหย่วก็เอาแต่พูดถ้อย คำขมขื่น เด็กหนุ่มแทบเป็นบ้า
ระหว่างการไลฟ์สตรีม หมิงโหย่วไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ตอนนี้เขาออกจาก สรวงสวรรค์ที่แสนปลอดภัยแห่งนี้ตอนที่เผชิญหน้ากับโลกภายนอกก็ได้ตระหนักรู้ ว่าการไลฟ์สตรีมส่งผลอย่างไรบ้าง
คนในสถาบันอสูรวิญญาณต้องเกลียดเขาแทบตายแน่ บางทีเขาอาจไม่ สามารถอยู่ในโรงเรียนอย่างสงบสุขได้ แต่ถึงแม้จะคิดล่วงหน้า หมิงโหย่วก็ยังคงจะ ประชาสัมพันธ์งานวิจัยให้ห้องไลฟ์สตรีมอยู่ดีและจะเพิ่มความพยายามให้มากยิ่ง ขึ้นด้วย
งานของคนพวกนั้นสำคัญกว่าชีวิตอสูรวิญญาณงั้นเหรอ? ทิศทางของงาน วิจัยทางวิทยาศาสตร์ผิดพลาด สร้างเม็ดเงินจากการฆ่าผู้คน นั่นคืออาชญากรรม
เขาเป็นคนที่มีความซื่อตรง ในขอบเขตความสามารถ เขาต้องต่อสู้เคียงข้าง อสูรวิญญาณของเขาและต่อสู้กับปีศาจร้ายให้ถึงจุดจบ! สุดท้าย นางฟ้าหมิงโหย่วก็ เพิ่มพลังและล้มปีศาจหมิงโหย่วที่คับข้องใจ ต่อยอีกฝ่ายหลุดออกจาก หัวหมิงโหย่วในทีเดียว
หมิงโหย่วฟื้นคืนการมองโลกในแง่ดีจนหูหนวกตาบอดและความมั่นใจใน ตัวเองกลับคืนมา "ฉันจะไปกับคนที่เจ้าดำส่งมาให้ได้" หมิงโหย่วกอดคอเจ้าแมวดำ ถูแก้มกับหูแมวแล้วว่า "ฉันจะไม่ทำให้เจ้าดำอับอาย"
"โอเค ดีมาก" อาเธอร์พูดด้วยความหวังในใจ ถึงแม้เขาจะวางแผนการไว้ อย่างละเอียดและเขียนสคริปต์ไว้เป็นพันๆ คำ แต่ก็ยังกังวลว่าหมิงโหย่วจะมี ปฏิกิริยาในแบบที่ไม่เป็นไปตามสคริปต์อยู่ดี
หมิงโหย่วถูกเพื่อนหักหลังมาแล้วครั้งหนึ่ง เด็กหนุ่มจะคิดว่าการปิดบังแบบ นี้เป็นการหักหลังเหมือนกันรึเปล่า? ความคิดเกี่ยวกับความหวังในการอพยพไปยัง สิ่งที่เรียกว่าดาวเคราะห์อสูรวิญญาณของหมิงโหย่วทำให้หัวอาเธอร์ปวดตุ้บ
เขาเสียใจที่พบว่าตัวเองกังวลมากจนขนร่วง ตอนนี้ดวงตาสองข้างมีขนแมว หร็อมแหร็ม ขณะที่ดูเหมือนเขาทาอายแชโดว์หลังจากหมิงโหย่วรู้อาเธอร์ก็ได้แต่ เบนความสนใจไปที่การวิวัฒนาการของตัวเอง ดังนั้นความผิดปกติของขนควรถูก มองข้ามไป
อย่างไรก็ตาม ข้อแก้ตัวแบบนี้ไม่อาจหลอกลวงหมิงโหย่วได้สุดท้ายแมวดำ ที่น่าสงสารก็ต้องเปลี่ยนคำพูด บอกว่าเขาล้างหน้าแรงเกินไปหน่อย สี หน้าหมิงโหย่วตอนนั้นน่าสนใจมาก มองเจ้าแมวดำเหมือนมองลูกหมีตัวโต
ถึงแม้เจ้าชายอาเธอร์จะเป็นคนแบบนี้ในสายตาเหล่าคนรู้จัก แต่เขาก็ไม่พอ ใจที่หมิงโหย่วมองตัวเองด้วยสายตาแบบนั้น ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทำแบบนี้แต่เขาไม่ เคยเป็นลูกหมีต่อหน้าหมิงโหย่วต่างหาก! ในสหพันธ์หมิงโหย่วคือลูกหมีในความดู แลของพวกเขา! แม้แต่การพยายามยัดหางเข้ามาในปากตอนที่เขากำลังหาว! นี่มัน ทำให้เขากลัวนะ!
ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ความโกรธก็ยิ่งเพิ่มพูน แล้วเขาก็ใช้หางตบแขนหมิงโหย่ว
หมิงโหย่วที่ดูแลครอบครัวก้อนขนทีละตัว : ??? เจ้าดำอิจฉาอีกแล้วเหรอ? ไม่เป็นไรหรอก เขาก็ยังรักเจ้าดำอยู่ดีเขากอดหัวแมว มั๊วะ~~~
เจ้าดำทำหน้ายุ่งเหยิง หมอนี่เป็นเวรเป็นกรรมของเขารึไง? ตอนนี้อยู่ๆ เจ้า ชายอาเธอร์ก็อยากให้หมิงโหย่วถูกการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้หวาดกลัวขึ้นมา
คืนนั้นเจ้าชายอาเธอร์ขับยานเหาะและออกไปจากดาวเคราะห์หมายเลข 1 หมิงโหย่วยิ้มและโบกมือส่งเจ้าแมวดำ แต่พอยานเหาะหายไปจากสายตา รอยยิ้ม บนใบหน้าหมิงโหย่วก็จางหายไป
เจ้าลิงขนเหลืองวางมือลงบนไหล่หมิงโหย่ว : "พรุ่งนี้เจ้าชายก็กลับมาแล้ว"
หมิงโหย่วอยากฝืนยิ้มเพื่อให้ก้อนขนรอบกายวางใจ แต่หลังจากสังเกตเห็น ว่ารอยยิ้มที่เขาบีบออกมาทำให้เหล่าก้อนขนกังวลหนักกว่าเดิม ก็อดเก็บรอยยิ้ม กลับและพูดไม่ได้ "ฉันคิดว่าฉันแค่ไม่ชินน่ะ"
ชีวิตที่แสนงดงามของเขาเริ่มต้นตอนที่ได้พบกับเจ้าแมวดำ หลังจากมาที่นี่ เขาไม่เคยแยกห่างจากเจ้าดำเลยแม้แต่วันเดียว ดังนั้นต่อให้เป็นแค่หนึ่งวัน หัว ใจหมิงโหย่วก็ยังวูบโหวงว่างเปล่าราวกับครึ่งหนึ่งก็วิญญาณถูกตัดขาด
ในใจหมิงโหย่ว ความสุขของเขาถูกผูกไว้กับเจ้าแมวดำ และมันคือทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เจ้าแมวดำมอบให้เขาในตอนนี้การแยกจากเจ้าแมวดำก็เหมือนกับถูกทุบ ให้กลับสู่ความอ้างว้างดั้งเดิม การมีก้อนขนจำนวนมากข้างกายคือเหตุผล ที่หมิงโหย่วไม่ควรกลัวมากขนาดนั้น แต่เขามักรู้สึกว่าการแยกจากเจ้าแมวดำคือการ ประกาศอะไรบางอย่าง
ตอนนี้เหล่าก้อนขนอยู่ข้างกายเขาก็เพียงเพราะต้องการพักฟื้น ตอนที่ทุกคน สุขภาพดีแล้ว พวกเขาก็จะต้องกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง นี่ไม่เหมือนกับเกม ในโลก นั้น อสูรวิญญาณที่ถูกจับจากป่าจะกลายมาเป็นครอบครัว นับจากนั้นก็จะไม่แยก จากกันอีก
แต่หมิงโหย่วอยู่กับอสูรวิญญาณมากว่าสองเดือน จากที่อสูรวิญญาณคุยกัน แต่ละครั้ง เขารู้ว่าอสูรวิญญาณเหล่านี้มีครอบครัวและเพื่อนพ้อง อาชีพและความ ฝัน และชีวิตของตัวเอง ตอนที่อสูรวิญญาณหายดีถึงแม้จะยังเป็นเพื่อนกัน แต่ก็ ต้องกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองอยู่ดี
หมิงโหย่วเตรียมใจไว้แล้ว แต่เจ้าดำนั้นต่างออกไป เจ้าดำเคยพูดว่าเขาเป็น ส่วนหนึ่งในทะเบียนบ้าน และเขาคือครอบครัว ดังนั้นเขาไม่แยกจากเจ้าดำได้ไหม? ไม่ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เขาขออยู่กับเจ้าดำได้ไหม?
เจ้าดำเคยบอกว่าสถานพยาบาลแห่งนี้จะเป็นบ้านเขาในอนาคต เจ้าดำจะอยู่ กับเขา และเขาจะได้ต้อนรับคนที่ต้องการความช่วยเหลือตนอื่นๆ เจ้าดำนำแผนการ ในอนาคตที่แสนสุขและงดงามมาให้เขาเฝ้ารออนาคตแบบนั้นได้รึเปล่า?
"เจ้าดำจะกลับมา" หมิงโหย่วพึมพำ "เขาจะไม่ทิ้งฉันไป" เพราะเจ้าดำรู้ว่าถ้า ตัวเองจากไป หมิงโหย่วคือเศษขยะที่ทำอะไรได้ไม่ดีกระทั่งสื่อสารกับคนอย่างปกติ ก็ยังทำไม่ได้
เมื่อรู้ว่าอสูรวิญญาณมีสังคมของตัวเอง และสังคมนี้ก็มีความน่าสนใจด้วย หมิงโหย่วก็ค้นพบว่าน่าเศร้าที่เขาอาจไม่สามารถไว้วางใจอสูรวิญญาณได้อย่างไม่มี เงื่อนไข เรื่องอันตรายที่ทำลงไปขณะกอดเจ้าแมวดำและบอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่หมิงโหย่วรู้สภาพจิตใจเดิมของตัวเอง เขาสูญเสียทุกสิ่ง ไม่เหลืออะไร นอกจากร่างกายแข็งแรงที่มารดามอบไว้ให้เขาต้องการความช่วยเหลือด้านจิตใจ อย่างมากเพื่อให้อยู่รอด เจ้าดำพลาดและกลายมาเป็นเสาหลักทางใจของเขา
ประสบการณ์ชีวิตในชาติอดีตและปัจจุบันนั้นน้อยมาก ไม่ว่าเขาจะถูกขังไว้ ในโรงพยาบาลหรือในโรงเรียน ประสบการณ์ชีวิตก็ขัดขวางการเติบโตทางจิตใจ อย่างมาก
อายุจิตใจของคนคนหนึ่งไม่เติบโตตามอายุร่างกาย แต่เติบโตผ่าน ประสบการณ์ถึงแม้เขาจะมีร่างกายอายุสิบเก้าปีแต่ภายในเขายังเป็นเด็กไร้เดียง สา ถึงแม้จะพยายามทำให้ตัวเองเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี
กว่าสองเดือนที่ใช้ร่วมกับเจ้าดำ เขาได้เห็น ได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ มากกว่าช่วงชีวิตสองชาติร่วมกันเสียอีก ในที่สุดเขาก็ได้รู้วิธีการอยู่ท่ามกลาง "ผู้ คน" และในที่สุดก็ได้รู้ว่าครอบครัวคืออะไร ถ้าไม่มีเจ้าดำ... ถ้าเจ้าดำจากเขาไป เขา จะยังเดินด้วยขาของตัวเองได้อยู่รึเปล่า?
เจ้าดำเองก็มีครอบครัวของตัวเองและมีชีวิตของตัวเอง เขาคือเจ้าชายของ ดาวเคราะห์อสูรวิญญาณ และเป็นวีรบุรุษของทั้งสหพันธ์ดวงดาว บนบ่าคือความ หวังของเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาอสูรวิญญาณผู้ต่อสู้บนสนามรบนองเลือดมาด้วยกัน
ในอนาคตจะต้องยุ่งมากๆๆ แน่ หมิงโหย่วคิดว่าเดิมเขาอาจกลายเป็น "หมอส่วนตัว" หรือ "นักโภชนาการส่วนตัว" หรืออะไรประมาณนั้นของเจ้าดำ และ มักติดตามเคียงข้างเจ้าดำเสมอ
แต่ตอนนี้หมิงโหย่วคิดอย่างเศร้าโศก เขามีภาวะหวาดกลัวสังคมและกลัว คนแปลกหน้า เขาไปโรงเรียนด้วยตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ การติดตามเคียงข้างเจ้าดำ เป็นเรื่องยากสำหรับเขา ความคิดไม่น่าพึงพอใจและสีหน้าแบบนี้เจ้าดำไม่เคยได้ เห็น ไม่งั้นอีกฝ่ายต้องกังวลแน่
หมิงโหย่วไม่อยากถ่วงเจ้าดำ ถึงแม้ตอนนี้อาจจะถ่วงไปแล้วก็ตาม "อย่า บอกเจ้าดำนะ" หมิงโหย่วพูดกับสมาชิกครอบครัวก้อนขนตนอื่นๆ "ฉันแค่ไม่ชิน ถ้า เจ้าดำรู้เขาจะต้องหัวเราะฉันแน่เลย"
"ฉันต้องเก็บข้าวของและจดจำข้อควรระวังที่เจ้าดำเขียนไว้ให้แล้วล่ะ" หมิงโหย่วม้วนแขนเสื้อและตัดสินใจทำให้ตัวเองยุ่ง ตอนที่ยุ่งก็จะได้ไม่ต้องคิดมาก
คืนนั้น เขาอยู่แค่ในระบบและให้มันช่วยทำให้ร่างกายหลับลึก หลังจาก กลับมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้ตั้งแต่ที่ได้สติตั้งแต่ที่รับรู้ถึงสถานการณ์ของตัวเอง หมิงโหย่วนอนหลับคนเดียวไม่ได้และอาศัยระบบทำให้ "หลับ"
แต่ตอนที่ได้อยู่กับเจ้าดำ ในที่สุดหมิงโหย่วก็ได้หลับอย่างเป็นธรรมชาติแต่ การนอนหลับตามธรรมชาติและการช่วยให้หลับจากระบบต่างก็เป็นการพักผ่อน ไม่ แตกต่างกัน ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาเลยสักนิด
ในขณะที่หมิงโหย่วเก็บข้าวของ อสูรวิญญาณตนอื่นๆ ในครอบครัวย่อม อยากช่วยเหลือ ด้วยการช่วยเหลือครั้งนี้หมิงโหย่วพบว่าการมีแขนขาเยอะไม่ใช่ เรื่องที่ดีแต่ละตนดูเหมือนจะยัดห้องนอนทั้งห้องเข้ามาในกระเป๋าระบบเขา แม้ ระบบเขาจะเก็บได้แต่ก็เป็นแค่หลักการเท่านั้น
"ฉันแค่จะไปรายงานตัว" หมิงโหย่วบอก "ฉันไม่ต้องการหม้อหรือกระทะ... ฉันไม่ต้องการลูกกวาดกรีนสโตน ฉันกินไม่ได้หรอกนะ"
กวางสาวเก็บกล่องลูกกวาดกรีนสโตนแสนล้ำค่าของเธอกลับมา จากนั้นก็ ยกกีบเท้าชี้ไปยังเขากวางบนหัวพี่ชายเธอ
หมิงโหย่ว : "...ฉันไม่ต้องการเขาของบิ๊กกรีนเหมือนกัน"
เซียนหลัวกังวลจนอาเจียนเป็นลูกไฟ ไม่ว่าจะทำความสะอาดยังไงก็รู้สึกว่า มันไม่พอ ถึงแม้ตระกูลถานจะก่อปัญหาไม่ได้อย่างที่เจ้าชายตรัส ทุกคนที่เรียนใน สถาบันอสูรวิญญาณอาจเป็นศัตรูของหมิงโหย่วของพวกเขา ถ้ามีใครพุ่งออกมาจู่ โจมล่ะ?
ต่อให้เจ้าชายจะไปกับหมิงโหย่ว เจ้าชายก็ยังได้รับบาดเจ็บอยู่ เขาจะปก ป้องหมิงโหย่วได้ยังไง? ต่อให้เจ้าชายจะปกป้องได้หมิงโหย่วก็อาจได้รับบาดเจ็บ พวกเขาให้หมิงโหย่วสวมชุดป้องกันดีรึเปล่า?
"ยานพาหนะธรรมดาอาจมีปัญหา พวกเราควรจัดยานกันระเบิด" ลีโอเองก็ ตามจิ้งจอกแดงน้อยไปคุย "ถ้าพวกเขาเร่งรีบ พวกเขาอาจไม่สนใจความปลอดภัย ของนักเรียนและปล่อยขีปนาวุธออกมา"
เฮอร์แมนลังเล : "นั่นคือสถาบันการทหารกลางของสหพันธ์ดวงดาวนะ? พวกเขาไม่ก่อเรื่องหรอกใช่ไหม?"
"พวกนั้นกล้าปล่อยพิกัดเส้นทางของจักรพรรดิให้รั่วไหล แล้วจะไม่กล้าทำ อย่างอื่นงั้นหรือ?" แมวน้ำสีฟ้าใช้ครีบหน้าตบพื้น "เราต้องการยานกันระเบิดจริงๆ"
เหยียนอี้เงียบอยู่นานและอยู่ๆ ก็พูดขึ้น : "แค่ให้เจ้าชายขับหุ่นยนต์รบก็ พอ"
เฮอร์แมน : "...เหยียนอี้ประชดรึเปล่าเนี่ย?"
เหยียนอี้เหลือบมองเฮอร์แมน : "ฉันไม่ล้อเล่นหรอกนะ"
เฮอร์แมน : "..."
จิงโจ้สีครามกอดทารกเสือดาวที่กำลังหลับใหลและขมวดคิ้ว : "ฉันจะ เตรียมระเบิดพิษไว้ให้ถ้าใครเข้ามาใกล้ก็โยนใส่ได้เลย"
"นั่นก็ดีนะแต่ผมกลัวว่าเขาจะทำให้ตัวเองบาดเจ็บน่ะสิ" เคอรี่ว่า "เตรียม เกราะป้องกันที่ทำงานอัตโนมัติเพิ่มขึ้นอีกหน่อยน่าจะดีกว่า"
เอลลี่ผงกหัว : "เราต้องเชื่อใจเจ้าชาย แค่เตรียมเกราะป้องกันเพิ่มอีกนิด หน่อย เสี่ยวเทียน ถึงตอนนั้นให้นายติดตามหมิงโหย่วไปด้วย ไปด้วยกัน ปฏิกิริยา ของหมิงโหย่วไม่ดีเท่านาย"
หน้าจอเสี่ยวเทียน : "< (‾3‾) > ไม่มีปัญหา วางใจได้เลย!"
หมิงโหย่ว : "..." นี่ที่ที่เขาไปยังเป็นโรงเรียนอยู่ใช่ไหม? เขากำลังจะไปโรง เรียนในเขตศัตรูงั้นเหรอ? เปล่า ไม่ใช่เขตศัตรูแต่เป็นการก้าวข้ามเส้นทางเปลวเพลิง
หมิงโหย่วอยากบอกปฏิเสธ แต่เหล่าก้อนขนหยุดเขาด้วยสายตาและบอกให้ เขาอยู่ห่างๆ เด็กน้อยจะรู้อะไร? อยู่เงียบๆ ปล่อยให้ผู้ใหญ่จัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เอง
หมิงโหย่วตัวสั่น กระทั่งความว่างเปล่าจากการจากไปของเจ้าดำก็ยังจางหาย ไปมาก ยานกันระเบิดอะไร เกราะป้องกันอะไร แล้วหุ่นยนต์รบอะไร? พวกเขาจะ เปิดหน่วยป้องกันเขาเหรอ?
เฮอร์แมนถอนหายใจ : "อันที่จริง ด้วยสถานะของนาย นายควรมีกอง กำลังคุ้มกันอย่างน้อย 100 นาย"
"หนึ่งร้อยนายจะพอได้ยังไง? หนึ่งร้อยนายคือหน่วยที่อยู่ในที่แจ้ง"
"หมิงโหย่วคือสมบัติของสหพันธ์ดวงดาวของเรา จำนวนแค่ไหนก็ไม่เพียง พอ"
"หนึ่งหมิงโหย่วมีค่าเท่ากับอาจารย์ชั้นยอด"
"อสูรวิญญาณของสหพันธ์ทั้งหมดต่างก็สนับสนุนงานวิจัยของหมิงโหย่ว จะ มีค่าเท่ากับอาจารย์แค่คนเดียวได้ยังไง?"
"เจ้าชายยังระมัดระวังไม่เพียงพอ โรงเรียนที่หมิงโหย่วจะไปครั้งนี้คือที่ ไหน? ใครจะมาสอนหมิงโหย่วท่ามกลางคนมากมาย?"
"ปริญญาหรืออะไร? มันคือหินเหยียบในอาชีพการงาน หมิงโหย่วยังต้อง การก้อนหินอะไรอีก? ตอนนี้มหาวิทยาลัยทั้งหมดในสหพันธ์ดวงดาวต่างก็ขอร้องให้ เขาได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์อยู่ไม่ใช่เหรอ?"
"ใช่ๆ ต่อให้หมิงโหย่วจะมีความรู้พื้นฐานอ่อนแอ แต่ก็มาสอนที่นี่ได้ทำไม ล่ะ? ให้เขาไปโรงเรียนได้ยังไง?"
"ฉันเข้าใจในสิ่งที่เจ้าชายจะสื่อนะ เจ้าชายยังต้องการให้หมิงโหย่วใช้ชีวิต ธรรมดา แต่คำถามคือ... หมิงโหย่วคือคนธรรมดาเหรอ?"
"ไปคุยกับเจ้าชายกันเถอะ โรงเรียนอะไร? ไม่จำเป็นต้องไปหรอก เรา สามารถให้คนมาสอนที่บ้านได้นะ"
"ถูกต้อง ถ้ามีคนอยากเข้าร่วมคลาสเรียน ก็ค่อยขอให้หมิงโหย่วเปิดคลาสเรียนออนไลน์เอา"
เหมือนพ่อแม่หมีที่ตามใจลูกๆ ลูกไม่อยากไปโรงเรียนงั้นเหรอ? งั้นก็ไม่ ต้องไป! ไปโรงเรียนจะมีดีอะไร? พวกเขาหาติวเตอร์ไม่ได้รึไง? ต่อให้อยากให้ลูกๆ หาเพื่อน แต่ก็สามารถให้เพื่อนที่มีพฤติกรรมดีมาที่บ้านแทนได้!
นอกจากนี้ระดับของลูกพวกเขายังสูงขนาดนี้ครูคนไหนจะมีคุณสมบัติ เพียงพอมาสั่งสอน? ไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียน!
หมิงโหย่ว : "..." ไม่ๆๆ อย่าแตกตื่นกันสิอย่าไปหาเจ้าดำนะ เขายังอยาก ไปโรงเรียนนี้อยู่นะ เขาจะอยู่แค่ที่นี่และไม่พบเจอใครเลยไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?
เหล่าก้อนขนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน : "ถ้านายไม่อยากเจอใครก็ย่อม ได้!"
หมิงโหย่ว : "..." เจ้าดำ กลับมาเร็วๆ นะ เขาพบว่าในหมู่อสูรวิญญาณที่ เป็นคู่หูเขา เจ้าดำคือคนเดียวที่พึ่งพาได้และกระทั่งตำแหน่งของเจ้าดำก็ยังถูกก้อน ขนตนอื่นๆ ลำเอียง
ดังนั้น เป็นเรื่องที่ผิดอย่างยิ่งที่จะบอกว่าถ้าไม่อยากไปโรงเรียนลูกก็ไม่ต้อง ไป! พวกเขาตามใจในเรือนกระจกเพียงเพราะโลกภายนอกอาจเป็นอันตรายไม่ได้! เด็กแบบนั้นจะไม่ได้เติบโต!
เหล่าก้อนขนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน : "งั้นก็ไม่ต้องเติบโต! เราจะ สนับสนุนนายไปตลอดชีวิตเอง!"
หมิงโหย่ว : "..." โอเค คุยกับพวกเขาไม่ได้แล้ว เขาหวังว่าเจ้าดำจะต้านทาน แรงกดดันและไม่ถูกแรงส่งของเหล่าก้อนที่อยู่ๆ ก็ก้าวเข้าสู่ความเป็นพ่อแม่ขนกด ทับ
*
"ทำหน้าอะไรน่ะ? ไม่มีความสุขที่ได้เจอพี่ชายงั้นเหรอ?" จักรพรรดิอัลด ริชตรัสอย่างไม่พอใจ
นัยน์ตาสีทองของอาเธอร์หดเกร็ง เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ไขว่ห้าง และวางมือ ลงบนเข่า : "จะเป็นไปได้ยังไง? ท่านพี่ที่รัก ผมมีความสุขมาก ตอนนี้ผมปวดหัว เหล่าลูกน้องตามใจหมิงโหย่วจนกำลังจะก่อกบฏเสียแล้ว"
จักรพรรดิอัลดริชถามอย่างสงสัย : "ก่อกบฏ? กบฏอะไร?"
"พวกเขาจะส่งกองทัพที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่เข้าสู่สถาบันการทหารกลางของ สหพันธ์ดวงดาวเพื่อปกป้องหมิงโหย่ว" อาเธอร์กล่าวอย่างไม่พอใจ "หากผมไม่ตก ลง พวกเขาจะไม่ยอมให้หมิงโหย่วไปโรงเรียน"
จักรพรรดิอัลดริชหัวเราะ : "เข้าใจแล้ว หมิงโหย่วสำคัญและมีค่าคู่ควรให้ ทั้งกองทัพปกป้องจริงๆ นั่นแหละ"
อาเธอร์กลอกตาและพูด "อย่าตลกนักเลย สถาบันทหารสหพันธ์ดวงดาวตั้ง อยู่บนดาวเคราะห์หลวง ดูเหมือนพวกเขาคิดว่าหมิงโหย่วจะไปโรงเรียนที่ตั้งบนดาว เคราะห์ของเซิร์ก หรือในเขตมืดอย่างไรอย่างนั้น?"
"ความใส่ใจของพวกเขาไม่ไร้เหตุผลซะทีเดียว ช่วงนี้พี่ได้ข่าวว่าค่าหัว ของหมิงโหย่วอยู่อันดับหนึ่งในบัญชีรายชื่อของโลกมืดแล้วนะ" จักรพรรดิตรัส
มีความเป็นไปได้สูงที่อสูรวิญญาณไม่อยากทำร้ายหมิงโหย่ว แต่ก็ยังมีคนที่ ไม่ใช่อสูรวิญญาณอยู่จำนวนมาก กระทั่งผู้ใช้พลังพิเศษจำนวนมากก็ยังไม่รู้เกี่ยวกับ อสูรวิญญาณ และพวกเขาย่อมไม่รู้ถึงความสำคัญของหมิงโหย่ว นักฆ่าระดับสูง ลังเลที่จะลงมือ และเหล่าผู้ใช้พลังทั่วไปที่กำลังหาเงินย่อมต้องสนใจในค่าหัว ของหมิงโหย่วแน่นอน
"ผมจะอยู่กับเขา" อาเธอร์ว่า "ตราบใดที่อสูรวิญญาณไม่โจมตีนอกเสียจาก ว่าพวกนั้นจะกล้าขับยานทำลายดวงดาวเหนือดาวเคราะห์หลวงเพื่อก่อกบฏโดยตรง ผู้ใช้พลังคนอื่นไม่เป็นภัยคุกคามต่อผม"
จู่ๆ เหมือนอาเธอร์คิดถึงเรื่องตลกๆ บางอย่าง รอยยิ้มบางปรากฏบนใบ หน้าสัดส่วนทองคำ : "ถ้าอสูรวิญญาณตัวไหนยอมหิวโหยและมาลอบฆ่าหมิงโหย่ว ผมก็จะตั้งตารอสีหน้าช็อกของพวกนั้นเลย"
"ช็อก?" อัลดริชรู้สึกราวกับว่าเขาโดนกรงเล็บตัวเองข่วนและคันยิบๆ "หมิงโหย่วมีพลังพิเศษต่ออสูรวิญญาณเหรอ?"
"ร่างกายของผู้ฝึกอสูรวิญญาณทำให้เขามีภูมิคุ้มกันในการโจมตีจากร่างพลัง งานอย่างพวกอสูรวิญญาณ" อาเธอร์ไม่ขายพวกพ้อง "ถ้ามีอสูรวิญญาณที่ใช้พลัง พิเศษเพื่อเลี่ยงการปิดกั้นอาวุธไฮเทคของดาวเคราะห์หลวงเพื่อมาฆ่าหมิงโหย่ว ผม จะตั้งค่าสถานที่ ติดตั้งกล้อง และปล่อยให้พวกนั้นปะทะแบบตัวต่อตัวอย่างยุติ ธรรมในห้องไลฟ์สตรีมเลย"
ร่างกายของผู้คนแตกต่างกัน หมิงโหย่วมีแนวโน้มที่จะต่อยเปลวเพลิงของ อสูรวิญญาณด้วยความโกรธสุดขีด
จักรพรรดิอัลดริชแตะหน้าผาก โชคดีที่ตอนนี้เขาไม่ใช่สิงโตตัวใหญ่ ขนเขา จะได้ไม่ลุกชัน : "แข็งแกร่ง?"
"ครับ" อาเธอร์หัวเราะ "หลังจากผมบอกหมิงโหย่วทุกอย่าง ผมจะเชิญอสูร วิญญาณบางตนมาต่อยมวยในห้องไลฟ์สตรีม ถ้าอสูรวิญญาณที่มีเจตนาร้ายรู้ ว่าหมิงโหย่วแข็งแกร่ง พวกนั้นอาจกำจัดความคิดไม่ดีทิ้งไป"
เขารู้ว่ามีหลายกลุ่มในเงามืดและทวีปห่างไกลที่ต้องการ "จับตัว" หมิงโหย่ว แต่ถ้าไม่ส่งอสูรวิญญาณมามันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทลายด่านป้องกัน ของสหพันธ์ดวงดาวจนมาถึงตัวหมิงโหย่วได้
ถ้าอสูรวิญญาณมาถึงตัวหมิงโหย่วโดยปราศจากเทคโนโลยีระดับสูง พวก นั้นก็จะไม่รู้ว่าใครคุมขังใคร เขาสงสัยว่าหมิงโหย่วจะเปลี่ยนอสูรวิญญาณที่เป็นศัตรู ของตัวเองเป็นร่างลูกสัตว์รึเปล่า ถ้าเป็นไปได้ปล่อยให้หมิงโหย่วเก็บอสูรวิญญาณที่ เป็นศัตรูไว้ในฐานะสัตว์เลี้ยงบ้างก็ดี
จักรพรรดิอัลดริชพูดด้วยสีหน้าประหลาด : "ถ้ากลายเป็นลูกสัตว์ก็ สามารถถูกหมิงโหย่วเลี้ยงดูและถ้าได้กินอาหารที่เสี่ยวโหย่วทำ หัวใจก็จะถูกช่วงชิง ไปในทันที"
ศัตรูจะคิดอย่างไร? ถูกเสี่ยวโหย่วเลี้ยงดูนี่คือบทลงโทษหรือคำอวยพรกัน นะ?
อาเธอร์ชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เชิดหน้าขึ้น : "ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น ช่าง เถอะ" อนิจจา หมิงโหย่วผิดจริงๆ
"ได้เวลาไปแล้ว" จักรพรรดิอัลดริชตรัส "จะไปรับหมิงโหย่วไม่ใช่หรือ?" อาเธอร์ถอนหายใจ : "ขอผมผัดวันประกันพรุ่งสักครู่เถอะ"
จักรพรรดิอัลดริชอดหัวเราะไม่ได้นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เห็นน้องชายที่ไม่เคย กลัวอะไรเผยสีหน้าแบบนั้น ไม่ว่ากังวลแค่ไหน แต่อาเธอร์ก็ถอนตัวกลับไม่ได้แล้ว
*
ในที่สุดชายหนุ่มก็มาถึงดาวเคราะห์สถานพยาบาลหมายเลข 1 และเหยียบ ย่างลงบนพื้นในร่างมนุษย์เป็นครั้งแรก
การรับรู้ของมนุษย์แตกต่างจากอสูรวิญญาณโดยสิ้นเชิง สถานพยาบาลที่ ถูกปรับปรุง ใน "สายตา" ของอสูรวิญญาณนั้นเต็มไปด้วยพลังงานที่ทำให้อสูรรู้สึก ผ่อนคลายจนอดทนรอที่จะเอนนอนและเผยหน้าท้องนุ่มฟูไม่ได้แต่ในสายตาร่าง มนุษย์นี่เป็นแค่สนามหญ้าขนาดใหญ่ธรรมดาเท่านั้น มีแค่ตอนที่ผู้ใช้พลังพิเศษใช้ พลังเท่านั้นที่สามารถแยกแยะความรู้สึกในใจกลางได้
ถ้าอาเธอร์ยังเป็นแมวดำ เขาคงจะวิ่งเข้าประตูอย่างปีติยินดีเงยหน้าตะโกน และประกาศตัวตน แต่ตอนนี้เขาย่างก้าวอย่างเฉื่อยชาแต่มั่นคง เดินผ่านเครื่องเล่น อสูรวิญญาณในสนามหญ้า และเดินเข้าอาคารหลังเล็กอย่างเงียบงัน
ในห้องโถงชั้นหนึ่ง ก้อนขนตนอื่นๆ ถูกพาตัวไปตรวจสอบโรงงานผลิต อาหารอสูรวิญญาณ
ที่นี่ หมิงโหย่วอยู่คนเดียว นั่งบนโซฟาตรงกลางห้องโถงอย่างเหม่อลอย บางทีหมิงโหย่วคงไม่เคยอยู่คนเดียวเลยตั้งแต่มาที่นี่ แต่เขาจำได้ว่าเขายอมอยู่ที่ สถานพยาบาลเพื่อให้อสูรตนอื่นๆ ออกไป ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องนั้นขึ้นก็ยังไม่ถึงนาที ทำไมหมิงโหย่วถึงเผยสีหน้าโดดเดี่ยวแบบนั้น? อาเธอร์รู้สึกอับจนใจอย่างมาก
หมิงโหย่วเหม่อลอย และอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเตือนของเสี่ยวเทียนว่าคนที่เจ้า ดำส่งมารับเขาได้มาถึงประตูแล้ว เขารีบลุกขึ้นยืนและอยากออกไปทักทาย แต่กลับ พบว่าใครคนนั้นมาถึงประตูแล้ว
หัวใจของหมิงโหย่วเย็นเฉียบตอนที่เห็นคนคนนั้น เขาเคยเห็นคนคนนี้มา ก่อน เขาเคยเห็นคนคนนี้ในพื้นที่หัวใจของเจ้าดำ แต่ตอนนั้นเขาเห็นแค่รูปร่างเลือน ราง และเห็นได้เห็นออร่าน่าสะพรึงกลัวของชายคนนั้นแค่แวบเดียวเท่านั้น ตอนนี้ ในที่สุดเขาก็ได้เห็นภาพรวมทั้งหมด
ผู้มาเยือนสวมชุดเครื่องแบบทหารสีดำพอดีตัว พร้อมเหรียญประดับบนบ่า สร้อยทองห้อยตรงหน้าอก และเข็มขัดรอบเอว กางเกงขาวเองก็ด้วย มีรอง เท้าบูตยาว ชายเสื้อด้านหลังปักด้วยด้ายสีทองเข้มที่ขยับตามการก้าวเท้า
ถึงแม้การก้าวย่างของเขาจะดูสบายและท่าทางดูผ่อนคลาย จังหวะการก้าว เท้าก็ดูสม่ำเสมอทุกครั้ง ตั้งแต่หลังเหยียดตรงไปจนถึงขาเหยียดตึง ทุกอิริยาบถ ของเขาแสดงให้เห็นถึงความสง่างามและการมีวินัยในตนเอง
หมิงโหย่วไม่เคยสนใจรูปลักษณ์คนอื่น แต่ตอนที่ได้เห็นคนคนนี้เขาตกใจ จนพูดไม่ออกราวกับไม่อาจบรรยายความงดงามของคนคนนี้ออกมาเป็นคำพูดได้ คนคนนี้สมบูรณ์แบบจนเหมือนไม่ใช่มนุษย์
อารมณ์หมิงโหย่วห่อเหี่ยวทันทีและสายตาเปรอะไปด้วยความเศร้าโศกอย่าง ช่วยไม่ได้ถึงแม้ก่อนหน้านี้เขาจะได้เห็นแค่รูปลักษณ์เลือนรางแค่แวบเดียว แต่ครั้ง แรกที่ได้เจอคนคนนี้เขาก็รู้ว่านี่ต้องเป็นคนที่ทิ้งรอยลึกในหัวใจเจ้าดำอย่างแน่ นอน ราวกับเป็นอดีตคู่หูของอีกฝ่าย
ตอนที่หมิงโหย่วเห็นคนคนนี้ในภาพลวงตาในใจเจ้าดำ เขาเทียบคนคนนี้ กับตัวเองซ้ำๆ สหายร่วมรบที่สามารถเป็นคู่หูให้เจ้าชายได้เจ้าชายแห่งดาวเคราะห์ อสูรวิญญาณต้องมีสถานะสูงส่งใช่ไหม? เขาเกิดในครอบครัวสูงศักดิ์และต้องได้รับ การศึกษาอย่างดีใช่ไหม? เขาเองก็ต่อสู้เคียงข้างเจ้าดำ มีมิตรภาพยาวนานชั่วชีวิตใช่ ไหม? เขาอาจเป็นคนรักตั้งแต่วัยเด็กของเจ้าดำด้วยซ้ำ แต่หมิงโหย่วก็ยังมองโลกใน แง่ดีอย่างหูหนวกตาบอด
ถึงแม้คนคนนี้กับเจ้าดำจะมีความสัมพันธุ์ที่ดีต่อคน แต่คนคนนี้ก็ไม่เคยมา หาเจ้าดำเลยตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บ บางที.. บางทีคนรักสมัยเด็กอาจจะเป็นคนนิสัยไม่ ดี? บางทีคนคนนี้เข้ามาขณะใช้โอกาสนี้คว้าสถานะสูงส่งในใจเจ้าดำ?
เจ้าดำเคยบอกว่าเขาอยู่ในทะเบียนบ้าน "นั่น นั่น..." หมิงโหย่วรู้สึกว่าตัวเอง ไม่อาจเผยความอ่อนแอได้เขาคือคู่หูคนปัจจุบันของเจ้าดำ แต่ทันทีที่ได้เห็นใบหน้า ที่สมบูรณ์แบบราวกับพระเจ้า เขาก็ลำคอตีบตันและพูดไม่ออก
ความต่ำต้อยท่วมท้นดั่งกระแสน้ำ ชิอาการกลัวสังคมของหมิงโหย่วร้าย แรงมาก เมื่อเห็นสีหน้าโง่งมของหมิงโหย่ว อาเธอร์ก็รู้สึกเศร้ามาก เขายกแขนเสื้อ ขึ้น เผยให้เห็นข้อมือกับกระดิ่งขนาดเล็ก
อาเธอร์สะบัดมือและกระดิ่งเยียวยาก็กระจายพลังงานออกไป ส่งเสียงดัง "กริ๊ง" "เราคือเจ้าชายแห่งสหพันธ์ดวงดาว" อาเธอร์ตัดการไล่ต้อนและเปิดเผยเพื่อ เปรียบเทียบ
หมิงโหย่วชะงักตอนที่ได้เห็นกระดิ่งเยียวยาที่เคยให้เจ้าดำบนข้อมืออาเธอร์ วิญญาณเขาท่วมท้นด้วยกระแสความสิ้นหวัง ทั้งหัวจิตหัวใจเต็มไปด้วยน้ำแข็ง "นี่ จากเจ้าดำเหรอ?" หมิงโหย่วเปิดปาก เสียงแหบพร่า เหมือนนักเดินทางที่กระหายน้ำ อยู่ในทะเลสาบมาอย่างยาวนาน
อาเธอร์ : "อะไรนะ?" หมิงโหย่วดูไม่ดีเลย?
หมิงโหย่วก้มหน้า น้ำตาไหลท่วมหัวใจ เขาสะอื้น : "เจ้าดำมอบกระดิ่งให้ คุณเหรอ?"
อาเธอร์ : "???"
ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจความหมายของหมิงโหย่ว
หมิงโหย่ว... ไม่รู้ว่าเขาคือเจ้าดำ แต่คิดว่าเจ้าดำมอบกระดิ่งนี่ให้เขา? งั้นทำไมถึงดูเศร้าและสิ้นหวังขนาดนั้น? เด็กนี่จะโง่ขนาดนี้ไม่ได้ไหม? นอกจากนี้ ต่อให้เจ้าดำใช้กระดิ่งเป็นสัญลักษณ์หมิงโหย่วจะเสียใจจนถึงขั้นร้องไห้เลยเหรอ?
"ฉันคิดว่าต้องมีความเข้าใจผิดระหว่างเรา" อาเธอร์โบกมือพร้อมปวดหัว "ช่วยอธิบายรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวน้อยๆ ของนายด้วย"
น้ำเสียงของประโยคนี้น่าคุ้นเคยเล็กน้อย หมิงโหย่วสูดน้ำมูกและพูดสิ่งที่ ตัวเองคิดออกมาตะกุกตะกัก เขารู้แล้วว่าเจ้าดำเคยมีอดีตคู่หูที่ยอดเยี่ยม ตอนนี้ อดีตคู่หูผู้สมบูรณ์แบบปรากฏตัวขึ้นมากะทันหัน ถือกระดิ่งที่เขามอบให้เจ้าดำไว้ใน มือ และบอกว่า "ฉันคือเจ้าชายแห่งสหพันธ์ดวงดาว" ที่เคยเป็นคนรักของเจ้าชาย แห่งดาวเคราะห์อสูรวิญญาณได้หมิงโหย่วจะไม่อยากร้องไห้ได้อย่างไร?
เขา คนที่มาทีหลัง ถูกอดีตคู่หูของเจ้าดำ แสงจันทร์ขาว บางทีคงเป็นคนรัก แต่วัยเยาว์ (?) และกระทั่งเป็นคนสูงศักดิ์ (??) คนที่เคยแต่งงานด้วย (??) ตบ หน้า
อาเธอร์เข้าใจแล้ว อาเธอร์เข้าใจทั้งหมด อาเธอร์เข้าใจว่าในใจหมิงโหย่ว เขามีบทบาทเป็นตัวประกอบหญิงผู้ชั่วร้าย (หรือตัวประกอบชาย?) และ ตัวหมิงโหย่วเองก็ได้รับบทคนที่ถูกทิ้งและหลอกลวง
ส่วนเจ้าดำ? แมวนิสัยไม่ดี
อาเธอร์ยิ้มและเอาแต่ยิ้ม : "หมิงโหย่วโง่ มานี่ ฉันจะให้นายได้เจอแมว ยักษ์ :)"
======
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น