เป็นนายเอกเถอะ ชิ่งซู!
แนะนําเรื่อง
ความเสียใจสุดซึ้งของเสิ่นชิ่งซูก่อนจะต้องมาตายแบบไม่ทันตั้งตัว คือ ตั้งแต่ออกจากท้องแม่มาจนอายุยี่สิบสอง เขายังโสด ทั้งที่ไม่ได้เป็นพระ
แต่กลับไม่เคยได้กินเนื้อเลยสักครั้ง เพราะฉะนั้นทันทีที่ลืมตาขึ้นมาเห็นหนุ่มหล่อยืนอยู่ตรงหน้า แถมหนุ่มหล่อยังเผยอริมฝีปากบางถามเขาวา “มาเอากันไหม”
เสิ่นชิ่งซูจึงตอบทันทีโดยปราศจากความลังเลใจ “เอา! เอาสองรอบเลย!”
ค่ำคืนผานพ้นไป เสิ่นชิ่งซูลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับร่างกายปวดร้าวระบม ก่อนจะ สำนึกวาดูท่าเขาจะทะลุมิติเข้ามาในหนังสือนิยายเสียแล้ว
แถมหนุ่มหล่อที่นอนอยู่ข้าง ๆ คนที่ “เอา” กับเขาถึงสองครั้งสองคราคนนี้ก็คือ หานเฉิง ลูกชายคนรองของสกุลหานที่ร่ำรวยมหาศาล พระเอกนิยายเรื่องนี้
สวนเจ้าของร่างที่เขาเข้ามาสิงสู่อยู่นี่ก็คือตัวประกอบใช้แล้วทิ้ง ผู้ปราศจากความสลักสำคัญใด ๆ ทั้งสิ้น
เสิ่นชิ่งซู: ... นี่แม่งโคตรเสียหน้าเลยนะ
กระนั้นเสิ่นชิ่งซูก็ไม่ตระหนกตกใจ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่ตัวประกอบใช้แล้วทิ้ง
และนั่นก็หมายความว่าอีกเดี๋ยวไม่กี่วันพวกเขาสองคนก็ต้องแยกทางกันแล้ว
ตัวเขามีหน้าที่เปนแค่มนุษย์เครื่องมือ มีตัวตนอยูเพื่อทำให้พล็อตเรื่องดำเนินต่อไปไดเฉย ๆ โอเค เขาเข้าใจ
ครึ่งปีผ่านไป
เสิ่นชิ่งซูมองคนข้างกายแล้วถามด้วยความสงสัย: เวลาผ่านไปตั้งครึ่งปีแล้ว ทำไมหมอนี่ถึงยังไม่เลิกกับฉันเสียทีล่ะ
แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เขาดันไปเห็นนายเอกของนิยายกับหานเฉิงได้พบกันโดยบังเอิญ มนุษยเครื่องมือนามเสิ่นชิ่งซูสัมผัสหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองไดทันที ดวงตาของเขาเปนประกาย
เขาพร้อมแล้วที่จะทำให้เนื้อเรื่องของนิยายเรื่องนี้ดำเนินต่อไป
“ต่อไปอย่ามาให้ผมเห็นหน้าอีก” เสิ่นชิ่งซูพูดอย่างมีสติยิ่ง
หานเฉิงช็อก “ทำไม เธอตกหลุมรักคนอื่นงั้นเรอะ มันเป็นใคร”
เสิ่นชิ่งซู: ...ดาร์ลิ่งปฏิกิริยาตอบสนองของคุณมันไม่ถูกตองนะ
“ฉันไม่ตกลง” หานเฉิงพูดด้วยความโมโห “เป็นสามีภรรยากันหนึ่งวันผูกพันกันร้อยปี แบบนี้เธอคิดว่าเราสองคนจะต้องผูกพันกันไปอีกนานกี่ปีล่ะ”
เสิ่นชิ่งซู: ...ไม่ใช่สิทำไมคุณถึงพูดแบบนี้ผมไม่ใช้ภรรยาของคุณสักหนอย ผมเป็นแค่มนุษย์เครื่องมือเฉย ๆ
ถึงเวลาที่ผมจะต้องออฟไลน์ออกจากนิยายเรื่องนี้ไปแล้ว!
แต่เสิ่นชิ่งซูพบวาพระเอกของเรื่องไม่อนุญาต แถมยังวางแผนจะแต่งเขาเป็นภรรยา ตัวเองอีกตางหาก!
เสิ่นชิ่งซู: แง
บทนํา
ถนนหย่งเฉียวเป็นถนนที่แสนธรรมดาสายหนึ่ง แต่วันนี้กลับดูไม่ธรรม ดา เพราะบนทางเท้าทั้งสองข้างถนนเต็มไปด้วย
เด็กสาวจำนวนนับไม่ถ้วนยืนเบียดเสียดกันแน่น
เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังพยายามเขย่งเท้าชะเง้อชะแง้สุดตัวเพื่อมองด้านหน้า ให้ชัดขึ้น พวกเธอได้ยินเสียงชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปดังเป็นระยะ ส่วนพวกเด็กสาวที่อยู่หน้า ๆ ก็พากันกรีดร้องไม่หยุด “หล่อมาก คน อะไรทำไมถึงได้หล่อขนาดนี้”
คนที่ผ่านทางมาถามด้วยความสงสัย “คนสวย นี่พวกเธอมาดูใครกันน่ะ”
“เสิ่นชิ่งซูไง” เด็กสาวที่อยู่แถวหลังตอบ “คุณไม่รู้จักเขาเหรอ วันนี้เขามา โปรโมตบริษัทมือถือที่เขาเป็นพรีเซนเตอร์ให้”
“อย่างนี้นี่เอง หมอนี่หน้าตาดีขนาดนั้นเลยหรือไง”
เด็กสาวรีบเอาคลิปวิดีโอสั้น ๆ ที่ตัวเองเพิ่งจะถ่ายมาให้อีกฝ่ายดู “คุณดู เขาหล่อสุด ๆ ไปเลย ความสูงขนาดนี้ใบหน้าอย่างนี้รูปร่างแบบนี้โอสวรรค์ใน โลกนี้จะมีใครที่งดงามยิ่งไปกว่าเขาอีกแล้วงั้นเหรอ”
คนที่ผ่านทางฟังแล้วก็คิดว่า เวลาเด็กสาวพวกนี้ชอบใคร คนนั้นก็เป็นไซซี ในสายตาของเจ้าหล่อน พวกนักเรียนนักศึกษาสมัยนี้ก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ชอบคิด ว่าไอดอลที่ตัวเองคลั่งไคล้หน้าตาดีกว่าคนทั้งโลก ไม่รู้เลยว่าในสายตาของคนอื่น แล้ว ไอดอลของเจ้าหล่อนนั้น...
ขณะที่กำลังคิดแบบนี้ก็ก้มหน้าลงมองโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่าย ทันทีที่ ภาพของชายหนุ่มบนหน้าจอปรากฏแก่สายตาก็ ตกตะลึงพรึงเพริด หน้าแบบนี้หุ่นแบบนี้ออร่าแบบนี้
ยอมแล้ว นี่คือหนุ่มหล่อที่คู่ควรกับคำว่าหล่อในสายตาของคนอื่นจริง ๆ
พี่ชายผู้ผ่านทางมาปวารณาตัวเป็นแฟนคลับอีกคนทันทีชะเง้อชะแง้มองไป ข้างหน้าและเริ่มถ่ายรูปถ่ายคลิปไปพร้อม ๆ กับสาวน้อยรอบ ๆ ตัว
หลังจากงานของเสิ่นชิ่งซูจบเรียบร้อย บอดีการ์ด ผู้จัดการ และผู้ช่วยก็พา เขาขึ้นรถ
ชายหนุ่มโบกมือให้แฟน ๆ ที่อยู่ข้างนอกหน้าต่าง แล้วก็ได้ยินเสียงผู้ชาย ตะโกนแทรกเสียงของสาว ๆ จำนวนมหาศาลมาอย่างชัดเจน “เสิ่นชิ่งซูผมรักคุณ”
เสิ่นชิ่งซูยิ้มให้ก่อนจะปิดกระจกรถ รู้สึกว่าแฟนคลับเพศชายช่าง กระตือรือร้นและไม่ควบคุมตัวเองกันเสียเลย
“พี่เสิ่น ตอนนี้พี่มีหม่าม้าที่เป็นผู้ชายแล้ว” ผู้ช่วยเสี่ยวหลิวหัวเราะ
“ไม่จำเป็นเลยสักนิด” เสิ่นชิ่งซูไม่อยากยอมรับ
เมื่อกี้เขาต้องเล่นเกมมากมายกับทางแบรนด์ตอนนี้เหนื่อยแล้ว จึงเอนหลัง พิงเบาะแล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อน
เสี่ยวหลิวเห็นเช่นนั้นจึงก้มหน้าก้มตาอ่านนิยายออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ ต่อ
พอเสิ่นชิ่งซูค่อยคลายความเหนื่อยไปบ้างแล้ว กำลังจะหันไปคุยกับผู้ช่วย ก็เห็นอีกฝ่ายทำตาโตเหมือนเห็นผี
“มีอะไรงั้นรึ” เขาถาม
เสี่ยวหลิวชี้โทรศัพท์มือถือของตัวเอง หันมามองเขา ท่าทางอยากจะพูด แต่ ก็รู้สึกอายที่จะเอ่ยปาก ในที่สุดก็แค่นลมหายใจออกมาแรง ๆ แล้วเก็บโทรศัพท์เข้า กระเป๋าด้วยความโมโห
“เจอคนด่าฉันอีกแล้วหรือไง” เสิ่นชิ่งซูเดา เรื่องที่จะทำให้ผู้ช่วยตัวน้อยของ เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้ก็มีแค่คนกุเรื่องทำลายชื่อเสียงเขา คนด่าเขา แล้วก็คนที่ ทั้งกุเรื่องขึ้นมาแล้วก็ด่าเขาไปด้วยเท่านั้นแหละ
“ไม่ใช่” สีหน้าเสี่ยวหลิวค่อนข้างซับซ้อน “ฉันอ่านนิยายออนไลน์แล้วก็เจอ ตัวละครชื่อเดียวกับพี่เปี๊ยบ”
เสิ่นชิ่งซูพยักหน้า แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าผู้ช่วยของเขาอ่านแต่นิยายวาย ดัง นั้นเขาจึงลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะถาม
“ฉันเป็นรุก?”
เสี่ยวหลิว “...รับ”
เสิ่นชิ่งซู:!!!!
“ฉัน... รับ?!”
เสี่ยวหลิวพยักหน้าเงียบ ๆ
เสิ่นชิ่งซู: ...
ช่างเหอะ ก็แค่ตัวละครในนิยายที่ชื่อเหมือนกัน ไม่ใช่ตัวเขาสักหน่อย รับก็ โง่แล้ว
“ฝ่ายรับที่ร่าเริงสดใส หล่อเหลา มีเสน่ห์ความสามารถทางการแสดงสูงลํ้า รํ่ารวยมหาศาล แล้วก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศใช่ไหม” เขาลองเดาดู
เสี่ยวหลิว “... ตัวประกอบใช้แล้วทิ้ง”
เสิ่นชิ่งซู:???
“แสงจันทร์ขาว? ” [1]
“ผักกาดขาว [2] ”
เสิ่นชิ่งซู:!!!!
“นี่มันนิยายขยะอะไรกันฮะ” เสิ่นชิ่งซูชี้โทรศัพท์ของเสี่ยวหลิว “ลบทิ้งซะ ลบเดี๋ยวนี้เลย นี่มันนักเขียนขยะอะไร ชื่อฉันออกจะโดดเด่นมีเอกลักษณ์แล้วจะ เป็นชื่อของตัวประกอบใช้แล้วทิ้งผักกาดขาวได้ยังไง ไม่มีเหตุผล”
เขาจ้องหน้าเสี่ยวหลิว “ฉันเหมือนตัวประกอบใช้แล้วทิ้งงั้นเรอะ”
เสี่ยวหลิวส่ายหน้า “จะเป็นอย่างนั้นได้ไง พี่เสิ่น ถ้าพี่เป็นตัวประกอบใช้ แล้วทิ้ง งั้นคนอื่น ๆ ก็ไม่เป็นแค่ฟองสบู่ไปแล้วเหรอ ดูหน้าตาอันหล่อเหลาของพี่นี่ สิดูรูปร่างของพี่ ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมของพี่ นี่ต้องเป็นฝีมือพวก แอนตี้แฟนแน่ ๆ พวกนี้โผล่หัวมาเอาชนะพี่ตรง ๆ ไม่ได้ก็เลยต้องอาศัยวิธีนี้มา สร้างชัยชนะทางจิตวิญญาณให้ตัวเอง นี่มันอาคิว [3] เกินไปแล้ว”
“ถูกต้อง” เสิ่นชิ่งซูกอดอก
เขาเอนตัวพิงกระจกหน้าต่างด้วยความโมโห แต่ไม่นานก็ถามเสียงเบาด้วย ความสนใจใคร่รู้ “ไอ้นิยายที่นายอ่านอยู่นี่เรื่องมันยังไงกัน”
พอได้ยินคำนี้เสี่ยวหลิวก็อดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง อีกทั้งยัง บ่นอุบเกี่ยวกับเรื่องราวของตัวประกอบใช้แล้วทิ้งที่มีชื่อเดียวกันกับเสิ่นชิ่งซูอีกด้วย
พอเสิ่นชิ่งซูฟังจบแล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก
หมอนี่ถึงกับยอมกระโดดลงไปสู่หนทางแห่งความตายหลากหลายรูปแบบ ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อช่วยสร้างอารมณ์และพัฒนาโครงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง พระเอกกับนายเอก อะไรมันจะเป็นตัวประกอบใช้แล้วทิ้งแสนดีผู้ทุ่มเทและอุทิศตน ขนาดนี้
มีชื่อดีๆ แบบเดียวกับเขาได้เสียเปล่าจริง ๆ
น่าเสียดายที่ตอนนี้เขายุ่งมาก ไม่มีเวลาเลยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะผันตัวไป เขียนนิยายให้แฟน ๆ อ่าน เขาจะเขียนเสิ่นชิ่งซูให้เป็นตัวละครไร้ที่ติทั้งดุดัน หล่อ เหลาเกินต้าน มีผู้คนชื่นชมรักใคร่คลั่งไคล้ถวิลหาเป็นหมื่นเป็นพัน แล้วถ้าจะเป็น ฝ่ายรับ ก็จะต้องเป็นแสงจันทร์ขาวไฝสีชาด [4] หล่อเหลาหาใดเปรียบ สุดเท่ สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน ไม่น่าอนาถทุเรศทุรังแบบเจ้าตัวประกอบใช้แล้วทิ้งนี่
พอคิดขึ้นมาอย่างนี้แล้วเขาก็มองออกไปยังถนนคนเดินซึ่งเต็มไปด้วยผู้คน พลุกพล่านมีชีวิตชีวาข้างนอกหน้าต่าง
“จอดรถ” เสิ่นชิ่งซูสั่ง เปลี่ยนเสื้อเป็นแจ็กเกตยีนส์ธรรมดา ใส่หมวกและ สวมแว่นกันแดด “ไม่มีใครตามรถมาใช่ไหม ถ้าไม่มีใครตามมา ผมจะลงไปเดิน”
“นั่นนายจะไปไหน” ผู้จัดการส่วนตัวที่เงียบมาตลอดทางถาม
“ผมจะไปหวนระลึกถึงความขมขื่นในอดีตและคิดถึงความหอมหวานของ ชีวิตในปัจจุบันของตัวเองน่ะ” เสิ่นชิ่งซูบอก ก่อนจะก้าวลงจากรถ
ผู้จัดการส่วนตัวตามลงมา “ฉันจะไปด้วย”
เสิ่นชิ่งซูไม่ใส่ใจ เดินนำอีกฝ่ายไป
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเด็กกรีดร้องขึ้นมา เสิ่นชิ่งซูหันไปมองก็เห็นเด็ก ชายตัวน้อยที่กำลังเดินอยู่กลางถนนร้องไห้หาแม่
เขารีบวิ่งตรงเข้าไปอุ้มเด็กขึ้นมา “นี่นายไม่รู้หรือไงว่าเด็ก ๆ ข้ามถนนตาม ลำพังไม่ได้”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั่นก็ได้ยินเสียงผู้จัดการส่วนตัวตะโกนลั่นด้วยความตก ใจจนแทบจะหัวใจวายตาย “ชิ่งซู”
ก่อนที่เสิ่นชิ่งซูจะได้หมุนตัวกลับไปดูเขาก็ถูกรถชนแล้ว
เขาได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงผู้จัดการส่วนตัวตะโกนขอความช่วยเหลือ เสิ่นชิ่งซูล้มลงไปนอนอยู่บนพื้น รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างผ่านร่างไป
จะมีรถได้ยังไง ก็เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าไฟแดง มีใครขับรถฝ่าไฟแดงอย่างนั้นหรือ
นี่เขากำลังจะตายหรือไง ช่างน่ารันทดเกินไปแล้ว เขาเพิ่งจะดังได้ไม่นานเอง นะ อายุก็เพิ่งจะแค่ยี่สิบสอง ยังหนุ่มอยู่เลย แถมไม่เคยมีความรัก แล้วไหนจะที่ยัง ไม่เคยได้ลองขับรถเลยสักครั้ง แล้วเขาจะมาตายแบบนี้ได้ไงกัน
เสิ่นชิ่งซูเศร้าสุด ๆ เขาตายตาไม่หลับเลยจริง ๆ
[1] คนหรือสิ่งที่ไม่สามารถครอบครองได้มีความสำคัญและมีตัวตนอยู่ข้างใจแต่ไม่ใช่ข้างกาย
[2] ราคาถูก
[3] อาคิว เป็นตัวละครในนวนิยายเรื่อง ประวัติจริงของอาคิว เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของ หลู่ซวิ่น นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนสมัยใหม่ บุคลิกภาพของอาคิวที่หลู่ซวิ่นสร้างขึ้นซึ่งทำให้ตัวละครตัวนี้เป็นอมตะก็คือ อาคิว เป็นทาสแต่ไม่ยอมรับความจริง ไม่ว่าตัวเองจะถูกกดขี่ข่มเหงหรือมีชีวิตบัดซบเท่าไร ก็จะหลอกตัวเองว่าตนเป็นผู้ชนะอย่างที่เขาใช้คำว่า “ชัยชนะทางจิตวิญญาณ” ไป วัน ๆ ถ้าถูกผู้ที่แข็งแรงกว่ารังแกก็จะไปรังแกคนที่อ่อนแอกว่าเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่า ยังเป็นผู้ชนะ ไม่ยอมรับความจริงเพราะกลัวเสียหน้าและเป็นความอัปยศที่สุดใน ชีวิต
[4] ไฝสีชาด หมายถึงสิ่งหรือคนที่รักที่ไม่อาจได้ครอบครอง และกลายเป็นร่องรอยความเจ็บปวดที่ไม่อาจลบเลือนได้ตลอดกาล
บทที่ 1
เสิ่นชิ่งซูกะพริบตา จากนั้นก็กะพริบตาอีกทีได้แต่จ้องมองเพดานสีขาว และโคมไฟคริสตัลที่อยู่เหนือศีรษะอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ไม่ใช่ว่าเขานอนอยู่บนถนนหรอกหรือ
ไม่ได้ตายไปแล้วหรือไง
ทำไมพอลืมตาขึ้นมาแล้วถึงได้มาอยู่ในบ้านอีกได้ล่ะ
เสิ่นชิ่งซูลุกขึ้นมานั่งทันทีแล้วหันไปมองรอบ ๆ แล้วก็เริ่มรับรู้ว่าตัวเองน่า จะอยู่ในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง บนร่างกายมีแค่เสื้อคลุมอาบนํ้าของโรงแรม ตัวเดียวเท่านั้น
นี่มันเรื่องอะไรกัน เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง สวรรค์ไม่น่าจะเป็นแบบนี้นี่นา นี่ มันไม่ดูเหมือนโลกมนุษย์เกินไปหน่อยหรือ
ขณะที่เสิ่นชิ่งซูกำลังสงสัยอยู่นั่นเอง ประตูห้องนํ้าก็เปิดออก มีใครคนหนึ่ง ก้าวออกมา
ชายหนุ่มผู้นั้นรูปร่างดีสุด ๆ ตัวสูงมาก เดินตรงมาหาเขาพลางซับนํ้าจาก เส้นผมไปด้วย
หน้าตาชายคนนี้สมบูรณ์แบบ ดวงตาสีดำราวกับนิลอยู่บนดวงหน้าอันไร้ที่ ติทั้งดำจัดและดูลึกลับ เขาก้าวตรงมาหาเสิ่นชิ่งซูอย่างไม่รีบร้อน หยดนํ้าร่วงลงมา จากปลายผม และไหลลงมาตามลำคอ ก่อนจะซึมหายเข้าไปในเสื้อคลุมอาบนํ้า
เสิ่นชิ่งซูไล่สายตาตามไป เห็นว่าอีกฝ่ายใส่เสื้อคลุมอย่างหลวม ๆ เผยให้ เห็นอกแกร่งกว้าง เต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ
“ดูพอแล้วหรือยัง” อีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัวเขา ปรือตาขึ้นนิด ๆ พลางปัด ปลายผมเขาไปข้าง ๆ ด้วยใบหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง
เสิ่นชิ่งซูพยักหน้าอย่างขัดเขิน “พอแล้ว”
“ถ้างั้นเริ่มกันเลยไหม”
เริ่ม?
เริ่มอะไรล่ะ
เสิ่นชิ่งซูงงไปหมดแล้ว แต่ไม่กล้าแสดงออก จึงถามอย่างมีไหวพริบ “คุณ หมายถึง...”
หานเฉิงเสียดสี “ถึงเวลานี้แล้วนายยังจะมาเสแสร้งทำเป็นเหนียมอยู่ทำไม คิดว่าดึกดื่นป่านนี้นายกับฉันออกมาที่นี่เพื่อนอนห่มผ้าคุยกันอย่างเดียวงั้นรึตอนนี้ เราสองคนอาบนํ้ากันเรียบร้อยก็มาจัดการธุระให้เสร็จ ๆ ไปเสียที”
เสิ่นชิ่งซูนิ่งคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะยกมือขึ้นมาตบแล้วถามอย่างไม่ค่อยแน่ ใจเท่าไร “ป้าบป้าบป้าบกันใช่ไหม”
“จะมีเรื่องอื่นอีกหรือไง” หานเฉิงถามกลับ
เสิ่นชิ่งซูรู้ทันที!นี่ต้องเป็นเพราะก่อนตาย ในใจเขาเต็มไปด้วยความคับแค้น ไม่ยอมรับที่จะต้องตายไปทั้งแบบนี้ด้วยเหตุนี้สวรรค์จึงส่งหนุ่มหล่อมาสนองความ ปรารถนาก่อนตายให้เขา
ต่อให้ไม่สามารถที่จะมีความรัก แต่ก็ยังได้รับโอกาสให้ได้ขับขี่สักครั้ง ไม่ สิจัดนักขับมาขับขี่เขาต่างหากล่ะ
เสิ่นชิ่งซูเลิกตื่นตระหนกทันทีมาเล้ย!
เขาจ้องหานเฉิง ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง ตัวเขาเบี่ยงเบนทาง เพศมานานหลายปีในที่สุดก็จะได้สัมผัสความเร็วสูงกับเขาเสียทีต่อไปเวลาที่เพื่อน ฝูงมานั่งล้อมวงกันพูดเรื่องนี้เขาจะไม่ต้องจ้องหน้าพวกนั้นด้วยความงุนงงสงสัยว่า ทุกคนกำลังพูดเรื่องรถอะไร ไอ้ที่บอกว่าเจ๋งไปเลยนั้นคือแบบไหน ภูเขาในฤดูใบไม้ ร่วงชื่อดังที่พูด ๆ มานั่นหมายความว่าอะไร และไม่ต้องงุนงงสงสัยว่าทำไมมันถึงได้ เหมือนกับว่าตัวเขาเป็นคนเดียวในโลกที่ไม่รู้เรื่องอะไรพวกนี้
เพราะงั้นขึ้นรถมาเลยสหาย พวกเรามาเปิดประสบการณ์ความสุขทางเพศ อันแสนเร้าใจกันเถอะ
Come on!
หานเฉิงเห็นอีกฝ่ายเปลี่ยนสีหน้าในพริบตา ท่าทางเหมือนกระตือรือร้นที่จะ ลองอย่างยิ่งก็เลยไม่พูดพล่ามทำเพลงอีก เดินตรงเข้าไปกดอีกฝ่ายให้นอนลงบน เตียง แล้วขึ้นคร่อม
เขาจับสายรัดเสื้อคลุมอาบนํ้าของเสิ่นชิ่งซูขึ้นมา กระตุกนิดเดียวเงื่อนปมที่ รัดไว้ก็คลาย
หานเฉิงมองลาดไหล่และลำคอนวลเนียนของอีกฝ่าย ทว่าแค่แตะปลายนิ้ว ลงไป เสิ่นชิ่งซูก็กดมือของเขาเอาไว้ก่อนจะถามราวกับว่ามีเรื่องบางอย่างติดอยู่ใน ใจ “นี่ คุณมีใบตรวจโรคมาด้วยหรือเปล่า ผมอยากจะดูก่อน”
ต่อให้ตายไปแล้ว แต่เขาก็ยังต้องใส่ใจในสุขภาพตัวเองอยู่นะ
เขามาอย่างสะอาด ก็ต้องจากไปอย่างสะอาดด้วย!
หานเฉิงแทบจะหมดคำพูด “เมื่อกี้ฉันบอกให้เธอดูแต่เธอไม่ดูตอนนี้ยังจะ มาขอดูอีกงั้นรึ”
ชายหนุ่มยอมลุกขึ้นอย่างช่วยไม่ได้หยิบใบตรวจสุขภาพในกระเป๋ามาส่งให้
เสิ่นชิ่งซูลุกขึ้นมานั่งแล้วรับไปอ่านอย่างละเอียด หลังจากที่อ่านอยู่นานจน มั่นใจว่าจะไม่มีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้นกับร่างกายของตัวเองแล้วจึงค่อยวางใจ
เสิ่นชิ่งซูคืนใบตรวจสุขภาพให้เจ้าของ แต่ก่อนจะปล่อยมือก็ปรายตามองชื่อ ที่อยู่บนหัวกระดาษ ตรงนั้นเขียนว่า หานเฉิง
หานเฉิงวางผลการตรวจโรคเอาไว้ข้าง ๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนจะผลักคน ลงไปนอนอีกครั้ง
เสิ่นชิ่งซูนอนนิ่งอย่างว่าง่าย จนกระทั่งหานเฉินแตะกางเกงชั้นในก็เกร็งขึ้น มา และรีบกดมือขวาของอีกฝ่ายเอาไว้ทันที
“มีอะไรอีก” หานเฉิงหมดแรง ทำไมถึงต้องบังคับให้เขาเหยียบเบรกกะทัน หันตอนกำลังขับรถอยู่แบบนี้ด้วย
“คือ ผมมีเรื่องอยากจะถาม คุณให้ผมเป็นคนขับได้หรือเปล่า” หน้า ตาเสิ่นชิ่งซูดูจริงใจและคาดหวังอย่างยิ่ง ในเมื่อนี่เป็นการสนองความปรารถนาก่อน ตายของเขา เพราะฉะนั้นตัวเขาก็น่าจะได้เป็นฝ่ายรุกสิ
ให้เขานอนอยู่แบบนี้มันออกจะให้ความรู้สึกว่าเป็นฝ่ายรับไปหน่อยนะ หานเฉิงตอบโดยไม่ต้องคิด “ไม่ได้”
“ทำไมล่ะ”
“เธอเคยขับมาก่อนหรือเปล่า” หานเฉิงถาม “รู้ข้อควรระวังไหม ตอนไหนที่ จะต้องเหยียบคันเร่ง ตอนไหนจะต้องเบรก ตอนไหนที่จะต้องเปลี่ยนเลน ตอนไหน ที่จะต้องดับเครื่อง แล้วไหนจะวิธีที่จะทำให้การเดินทางครั้งนี้ราบรื่น เป็นไปได้ด้วย ดีและมีความสุข เธอรู้เรื่องพวกนี้หรือไง”
เสิ่นชิ่งซูผู้ไม่เคยออกถนนมาก่อน: ...
เขาไม่เข้าใจ เขาไม่รู้เขาแค่เคยแอบอ่านจากหนังสือมาเท่านั้น
เห็นหน้าอีกฝ่าย หานเฉิงก็รู้ทันทีว่าไม่มีประสบการณ์ดังนั้นจึงโอ่อย่างไม่ อาย “แต่ฉันรู้ต่อให้เป็นรถสปอร์ต รถแข่ง ถนนภูเขาลมแรง ถนนลูกรัง หรือถนน คอนกรีต ฉันก็รู้จักดีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นฉันถึงเหมาะสมที่จะเป็นคนขับมากกว่า เธอ”
เสิ่นชิ่งซูจ้องมองอีกฝ่ายอีกรอบด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างไม่อาจอดกลั้น ได้นี่สินะนักขับขี่มือเก่ามากประสบการณ์
ยามนี้เขาไม่ต่อรองอีกต่อไป เดิมทีก็ไม่ได้ยึดติดอะไรกับเรื่องฝ่ายรุกฝ่ายรับ เป็นพิเศษ ตอนนี้มีนักขับมือเก่าที่จะนำเขาไปสัมผัสประสบการณ์การเดินทางอันลี้ ลับก็ดีแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็ขับอย่างระมัดระวังด้วย” เสิ่นชิ่งซูเตือน “นี่เป็นรถใหม่เอี่ยม อ่อง เพิ่งออกถนนครั้งแรก ห้ามเอาไปชนเด็ดขาด”
หานเฉิงแปลกใจนิด ๆ ที่ได้ยินคำนี้ตัวเขาเองก็เป็นมือใหม่หัดขับ จึงไม่ได้ คาดหวังว่าจะมาเจอรถใหม่ป้ายแดงเข้า
ตอนแรกนึกแค่ว่าเสิ่นชิ่งซูไม่เคยเป็นนักขับมาก่อน ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าอีก ฝ่ายถึงกับยังไม่เคยออกถนนเลยสักครั้ง
แอป หนานวั่งจินเซียว [1] นี่มันจะน่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว มีความเป็นไปได้ น้อยมาก ๆ ที่คนอย่างพวกเขาจะได้มาเจอกัน มือใหม่หัดขับพบกับรถใหม่ป้ายแดง นี่ช่างเป็นการจับคู่ที่ดีแท้ๆ
“ไม่ต้องห่วง” หานเฉิงพูดด้วยความมั่นใจล้นเหลือ “ให้ฉันพาไปลงถนนดู สักครั้ง เธอจะไม่ลืมชั่วชีวิต”
พูดจบเขาก็ผลักเสิ่นชิ่งซูลงไปนอนอีกรอบ
ในเมื่อเป็นรถใหม่ก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นเวลาจบทริปแล้วนัก ขับก็ยังเป็นนักขับคนเดิมอยู่ แต่ตอนนั้นรถอาจจะไม่เป็นรถแล้วก็ได้
--มันจะกลายเป็นซากรถ!
หานเฉิงคิดแล้วก็เริ่มอีกครั้ง แต่จู่ ๆ เสิ่นชิ่งซูก็ยุดมือเขาเอาไว้อีก แถมยัง ผงกหัวขึ้นมามองเขาอย่างมีนัย
หานเฉิง: ...
“คราวนี้อะไรอีก”
ลั่นกลองศึกครั้งแรกปลุกใจให้ฮึกเหิม ครั้งที่สองความฮึกเหิมเริ่มถดถอย ครั้งที่สามความฮึกเหิมหมดสิ้น [2] หานเฉิงรู้สึกว่าของเขากำลังจะเหี่ยวแล้ว
[1] คืนที่ลืมไม่ลง
[2] เป็นสำนวน หมายความว่าไม่ควรทำอะไรผิดพลาดซํ้า ๆ ซาก ๆ ถึงสาม ครั้ง
บทที่ 2
“นี่คุณจะไม่วอร์มเครื่องยนต์ให้ร้อนก่อนเหรอ” เสิ่นชิ่งซูถามเบา ๆ
หานเฉิง: วอร์มรถ????
เสิ่นชิ่งซูพยักหน้า ในนวนิยายที่เขาเคยอ่าน นักขับมีสิ่งที่ต้องทำก่อนขับ อย่างการวอร์มเครื่องยนต์ให้ร้อน เพื่อรับประกันว่าจะสามารถขับรถใหม่เอี่ยมอ่อง ได้ราบรื่นตลอดการเดินทาง หานเฉิงนิ่วหน้า ก่อนจะถามอย่างไม่เข้าใจ “ต้องวอร์มเครื่องยังไง”
“คุณจะไม่จูบผมก่อนเหรอ” เสิ่นชิ่งซูถามอย่างไม่เขินเลยสักนิด “ทำให้ผม เคลิ้ม ๆ แล้วคุณก็ค่อยเอาแบบที่ผมยังไม่ทันตั้งตัวไง”
หานเฉิง: ...
หานเฉิงคิดว่าหมอนี่ช่างเรียกร้องมากจริง ๆ สมกับที่เป็นรถใหม่ ช่างไร้ เดียงสา ถึงขนาดอยากจะจูบกันก่อน
“ฉันไม่จูบ” เขาพูดด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “เธอกับฉันไม่ได้เป็นคู่รัก คนขับกับ รถจำเป็นจะต้องจูบกันด้วยงั้นรึใสซื่อเกินไปแล้ว”
“งั้นนักขับมือเก่าอย่างคุณก็แค่ขึ้นรถ แต่ไม่เคยวอร์มเครื่องก่อนเลยสัก ครั้ง?”
“ถูกต้อง” หานเฉิงพูดด้วยท่าทางแบบคนมากประสบการณ์ “มีแค่พวกมือ ใหม่อย่างเธอเท่านั้นที่ขออะไรแบบนี้นักขับมือเก่าอย่างเราไม่เคยมาใส่ใจเรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ มีแต่จะพุ่งตรงเข้าเมืองเลย”
เสิ่นชิ่งซู: ...
การเดินทางครั้งนี้ช่างต่างจากที่เขาจินตนาการเอาไว้จริง ๆ
เสิ่นชิ่งซูผิดหวังอยู่หน่อย ๆ แบบนี้ในนิยายก็โกหกหลอกลวงหมด เลยน่ะสินักขับในโลกแห่งความจริงช่างโหดเหี้ยมเหลือเกิน ไม่มีทั้งกอดไม่มีทั้งจูบ ขับรถแย่กันเกินไปแล้ว
เอาคะแนนรีวิวหนึ่งดาวไปซะ
แต่ตอนนี้เขาไม่มีนักขับสำรองให้เลือก ถ้าไม่ทำตอนนี้ก็อด ถึงยังไงหมอนี่ก็ เป็นนักขับมีประสบการณ์ก็น่าจะพอมีฝีมืออยู่บ้างหรอกน่า
เสิ่นชิ่งซูลงไปนอนอย่างไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไร
“งั้นก็ได้”
เห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้หานเฉิงก็แอบยิ้ม เจ้ารถขาวคันน้อยนี่โผล่มาจากที่ ไหนกัน ทำไมถึงได้โง่ขนาดนี้นะ
พออารมณ์ดีแล้วก็กลับมามีอารมณ์อีกครั้ง หานเฉิงยื่นมือไปลูบ หน้าเสิ่นชิ่งซูก่อนจะบีบแก้มเบา ๆ
เสิ่นชิ่งซูมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจเท่าไร ในดวงตาเต็มไปด้วยความสนใจ ใคร่รู้
หานเฉิงเห็นสายตาอีกฝ่ายก็บันเทิงมาก จึงจิ้มแก้มนุ่มของเขาแล้วบอก “หลับตาซะ”
“ทำไมล่ะ” เสิ่นชิ่งซูไม่เข้าใจ “ผมจะลืมตาดูโลกไม่ได้หรือไง”
“ที่นี่ไม่มีโลกให้เธอดูหรอก”
“ต้องมีสิ” นํ้าเสียงเสิ่นชิ่งซูแฝงความตื่นเต้นเอาไว้ “ประตูสู่โลกใหม่กำลังจะ เปิดให้ผม หลังจากที่รอมานานหลายปีในที่สุดผมก็จะได้ก้าวเข้าไปยังโลกแห่งจิต วิญญาณของความเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
หานเฉิง: ...
นั่นเป็นโลกใหม่จริง ๆ ด้วยสิ
“ก็ได้”
หานเฉิงพูดจบแล้วก็ลงมือทันที
เสิ่นชิ่งซูร้องออกมาด้วยความตกใจเพราะไม่ทันตั้งตัว
หานเฉิงกอดเขา เสิ่นชิ่งซูจึงโอบแขนรอบลำคออีกฝ่ายไปโดยสัญชาตญาณ อีกทั้งจูบใบหูของเขาโดยไม่รู้ตัว
“ไม่เป็นไรนะ” หานเฉิงปลอบ
นํ้าเสียงของเขานุ่มนวล ฝ่ามือที่ลูบไหล่อยู่ก็อ่อนโยนมาก เสิ่นชิ่งซูหลับตา ริมฝีปากปัดผ่านใบหน้าหานเฉิงและจูบแก้มอีกฝ่าย
หานเฉิงชะงักไปชั่วขณะ แล้วจากนั้นเสิ่นชิ่งซูก็จูบปากเขา
ริมฝีปากเสิ่นชิ่งซูนุ่มนิ่มมาก ทั้งจูบและเลียริมฝีปากของเขาอย่างยั่วเย้าราว กับสัตว์ตัวน้อย
นี่เป็นจูบแรกของหานเฉิง เป็นจูบที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่เขากลับไม่ได้รู้ สึกรังเกียจเหมือนที่เคยคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้
พอเสิ่นชิ่งซูจูบไปแล้ว สติก็ค่อย ๆ กลับมากระจ่างชัดอีกครั้ง เพิ่งรู้ตัวว่า ดันจูบนักขับโดยไม่ได้ขออีกฝ่ายเสียก่อน
เขาดึงตัวเองออกห่างด้วยความรู้สึกเสียหน้า ถึงแม้ว่าจะไม่ยอมปล่อยมือ แต่ใบหน้าก็แดงซ่าน “มันจำเป็น [1] น่ะ”
หานเฉิงเลิกคิ้ว
เสิ่นชิ่งซูพูดตรง ๆ “ก็ใครบอกให้จู่ ๆ ก็สตาร์ตเครื่องกะทันหันล่ะ ไม่ทัก ไม่ทายกันเลยด้วยซํ้า”
หานเฉิง:? ? ?
“งั้นฉันจะทักทายเธอตอนนี้เลยก็แล้วกัน”
ก่อนที่เสิ่นชิ่งซูจะได้พูดอะไร วินาทีต่อมาเขาก็ต้องรีบกอดหานเฉิงไว้ด้วย ความจำเป็นโดยไม่ทันได้ตั้งตัวอีกครั้ง
หานเฉิงหัวเราะชอบใจ เสิ่นชิ่งซูโมโหจนงับริมฝีปากอีกฝ่ายที่มาหัวเราะอยู่ ใกล้ๆ
หานเฉิงร้องซี้ดออกมา ก่อนจะขบริมฝีปากเสิ่นชิ่งซูกลับ ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ มีใครยอมลงให้ใคร หลังจากรบกันอยู่พักใหญ่ การต่อสู้หํ้าหั่นกันของพวกเขาก็ ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง และกลับกลายเปลี่ยนเป็นจูบที่นุ่มนวล
เมื่อการเดินทางจบลง ทั้งสองคนก็ต่างมีความสุข รู้สึกพึงพอใจกับ ทัศนียภาพตลอดการเดินทางและการสำรวจปริศนาเร้นลับของชีวิต
ตอนนี้เสิ่นชิ่งซูเหนื่อยแล้ว เขานอนในอ้อมแขนของหานเฉิงและกอดอีกฝ่าย เอาไว้พออิ่มอกอิ่มใจแล้วก็ขี้เกียจขึ้นมาทันที
หานเฉิงมองคนที่กำลังปรือตา ฟันขาวปากแดง จรรยางดงาม ร่างกายและ จิตใจที่เพิ่งจะผ่านความสุขสุดยอดของชีวิตมาก็งุ่นง่านขึ้นมาอีกครั้ง จึงลูบหน้าอีก ฝ่ายแล้วถามด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวล
“ขากลับ?”
เสิ่นชิ่งซูคิดตามก่อนจะรู้สึกว่าน่าจะดีเหมือนกัน
ใครจะไปรู้ว่าถ้าหากหลับตาลงแล้วเขาจะไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้อีก ถึง อย่างไรก็มีเวลาให้ใช้ต่อ ได้อีกนิดก็เอา
อีกอย่าง ถึงหมอนี่จะเป็นนักขับผู้เหี้ยมโหด แต่ฝีมือก็ดีจริง ๆ เขาขอถอน คะแนนรีวิวด่าหนึ่งดาวก่อนหน้านี้เป็นคะแนนชมสี่ดาวแทนก็แล้วกัน ส่วนที่ไม่ได้อีก หนึ่งดาวที่เหลือนั้นเป็นเพราะทัศนคติในการบริการยอดแย่ เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าจูบได้ กอดได้แต่ดันไม่ยอมบอกว่าได้
“ขากลับอีกเที่ยวก็ได้แต่คุณปรับปรุงทัศนคติในการให้บริการแล้วหรือยัง”
“หมายความว่าอะไร”
เสิ่นชิ่งซูชี้ริมฝีปากอีกฝ่าย “คุณจูบได้ชัด ๆ”
“นั่นไม่ใช่เพราะความจำเป็นของเธอหรอกเหรอ”
“แต่คุณก็ไม่ได้ผลักผมออกไปนี่” เสิ่นชิ่งซูแก้ต่างให้ตัวเอง “หมูไปไก่มา เวลาลำบากก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันสิ”
หานเฉิงรู้ว่า ที่เกิดขึ้นนั่นก็เป็นการให้ความชุ่มชื้นแก่กันด้วยนํ้าลาย [2] จริง ๆ นั่นแหละ
“เธอพูดมากเกินไปแล้ว”
“ถึงยังไงผมก็เป็นรถหรู” เสิ่นชิ่งซูพูดด้วยความภูมิใจในตัวเอง “สภาพไม่ แย่”
ก็ไม่แย่
ว่ากันอย่างยุติธรรม หานเฉิงรู้สึกว่าตัวเองโชคดีสุด ๆ ที่นัดครั้งแรกก็ได้ เจอคนที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยมขนาดนี้เลย
ตอนคุยกันในแอปหาคู่ พวกเขาสองคนไม่ได้คุยอะไรกันมาก แค่โพสต์รูป ของตัวเอง ส่งคำขอ จากนั้นก็นัดหมายมาเจอกันคืนนี้
ก่อนมา หานเฉิงรู้สึกว่าตัวเองหุนหันพลันแล่นเกินไป พอมาถึงที่นี่จึงรู้สึกว่า ตัวเองสะเพร่า
แต่เวลานี้หานเฉิงรู้สึกว่านี่เป็นคํ่าคืนที่ดีมาก
ตอนแรกที่เจอเสิ่นชิ่งซูหมอนี่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่ยอมพูดยอมจา พอเขา ถามอะไรก็ไม่หือไม่อือ ทำราวกับว่าไม่ได้มาที่นี่ด้วยความสมัครใจ แต่ถูกใครบังคับ ให้ขายตัว ตอนนั้นหานเฉิงเกือบจะกลับแล้วด้วยซํ้า
ตอนที่เขาเข้าไปอาบนํ้าในห้องนํ้าก็ตัดสินใจว่าถ้าอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนจะ ตายเสียให้ได้ก็จะกลับแล้ว พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เลยออกไปนั่งอีกห้องเพื่อไม่ให้ ตัวเองต้องเสียอารมณ์มากไปกว่านี้
แต่น่าแปลกใจมาก เพียงแค่ภายในชั่วระยะเวลาที่เขาอาบนํ้าออกมา เสิ่นชิ่งซูก็ราวกับจะเปลี่ยนเป็นคนละคน เต็มไปด้วยชีวิตชีวา กระตือรือร้นที่จะลอง ความเหนียมอายก่อนหน้าหายไปหมดสิ้น แถมยังเผยความน่ารักน่าเอ็นดูให้ได้เห็น
เด็กน่ารักย่อมได้รับขนม และรถสปอร์ตราคาแพงย่อมมีคุณสมบัติพอที่จะ ขึ้นราคาค่าตัวได้เป็นธรรมดา
ถึงอย่างไรในโลกนี้ก็มีนักขับขี่มากมาย แต่รถหรูนั้นหาได้ยาก แถมยังยาก ยิ่งนักที่จะมีรถหรูซึ่งสามารถปลุกอารมณ์เขาและสร้างความสุขให้เขาได้
ด้วยเหตุนี้หานเฉิงจึงไม่ได้เสียเวลารีรอ ก้มศีรษะลงจูบเสิ่นชิ่งซู “ก็ได้นั่นก็ ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราสองคนจะดำเนินความสัมพันธ์นี้ไปได้ลึกซึ้งขนาดไหน”
“เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าคุณอดใจรอไม่ไหวแล้วใช่ไหมล่ะ” เสิ่นชิ่งซูปรายตามอง อีกฝ่าย
“ดูท่าเธอจะอยากเห็นว่าฉันใจกว้างได้แค่ไหนสินะ”
เสิ่นชิ่งซูหันกลับมาแนบใบหน้ากับอกของเขา “เข้ามาเลย ถาโถมโรมรุก หาญกล้า”
“วางใจเถอะ ฉันจะทำให้เธอได้รู้ว่าอะไรคืออย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เพราะเวลาไม่อาจหวนคืน” พอหานเฉิงพูดจบก็จุมพิตใบหูเสิ่นชิ่งซู
แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ทั้งสองจับมือพุ่งไปสู่ความสมานฉันท์อันยิ่งใหญ่แห่งชีวิต ด้วยกันอย่างมีความสุข
เสิ่นชิ่งซูอิ่มแล้ว แถมตอนนี้เขายังง่วงมาก แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าห้ามหลับตา เด็ดขาด เพราะถ้าหลับตาลงเมื่อใด ชีวิตของเขาก็จะจบลงเพียงเท่านี้!
ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถสู้ความอ่อนล้าอ่อนเพลียได้เลยจริง ๆ จึงผล็อย หลับไปทั้งที่ยังอิงแอบอยู่กับหานเฉิง
พอเห็นอีกฝ่ายหลับไปทั้งที่กำลังคุยกันอยู่ หานเฉิงก็หัวเราะออกมาอย่างจน ใจ ได้แต่เลิกผ้าห่มขึ้นแล้วลุกออกไปอาบนํ้า
ถึงผ้าห่มจะเลิกง่าย ทว่าตัวเสิ่นชิ่งซูนั้นยกออกไม่ง่ายเท่าไร ทันทีที่มือของ หานเฉิงแตะศีรษะอีกฝ่าย ตั้งใจจะผลักออกไป ก็รู้สึกได้ว่าหมอนี่รัดแขนรอบร่างเขา แน่นยิ่งขึ้นทันที
“อย่าไป” เสิ่นชิ่งซูพึมพำทั้งที่ไม่ได้สติ
หานเฉิงได้แต่กอดคนที่นอนหลับตาอยู่ข้างกาย ไม่มีความกล้าจะปลุกคน ได้แต่ลูบมือไปมา เรื่องอาบนํ้าเอาไว้พรุ่งนี้ก็ได้
ชายหนุ่มปิดโคมไฟ กอดคนหลับไปตลอดคืน
เช้าวันต่อมา เสิ่นชิ่งซูลืมตาตื่นด้วยความงุนงง แล้วก็ได้ยินเสียงทุ้มของชาย หนุ่มผู้หนึ่งถามอยู่ข้างหู
“ตื่นแล้วเหรอ”
เขาพยักหน้า พอเห็นใบหน้าที่ดูคุ้น ๆ อยู่ตรงหน้าก็ขยี้ตา
เดี๋ยวสิเสิ่นชิ่งซูชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะจ้องมองคนอย่างพินิจ พิจารณา
ใช่แล้ว นี่คือนักขับรถที่เขาเพิ่งได้เจอ
เขามองดูรอบ ๆ ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แล้วก็รู้ว่ายังคงเป็นห้องพักในโรงแรม เดียวกันกับเมื่อคืนที่ผ่านมา
เขายังมีชีวิตต่ออีกหนึ่งวันงั้นเหรอ
สวรรค์ช่างเมตตาเขามากมายมหาศาลไปแล้ว!
เสิ่นชิ่งซูมีความสุขมาก หยิกแก้มคนหล่อตรงหน้าทันที
“พอลืมตาปุ๊บก็เห็นคุณปั๊บนี่มันดีจริง ๆ”
หานเฉิงได้ยินแบบนี้ก็เลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ
เหตุผลที่เขายังอยู่ที่นี่ตลอดทั้งคืน ทั้งหมดก็เพราะคุณธรรมอันสูงส่งของตัว เอง ด้วยเหตุว่าอายที่จะปลุกคนหลับให้ตื่นขึ้นมา ถึงอย่างไรพอกอดแล้วเขาก็หลับ ไปเหมือนกัน
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายคงไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปจินตนาการเลอะเทอะเลยเถิดหรอก นะ
“ตื่นแล้วก็ไปอาบนํ้าไป” หานเฉิงพูดด้วยนํ้าเสียงไร้อารมณ์ “พออาบนํ้าเสร็จ แล้ว พวกเราก็ทางใครทางมัน”
“ได้” เสิ่นชิ่งซูไม่ต่อล้อต่อเถียง
ต่อให้คิดว่านักขับรถตรงหน้าไม่ได้แย่ แต่เมื่อคืนนี้เขาก็ได้ลิ้มรสการเปิด โลกใหม่ เข้าใจแล้วว่ารถที่คนพูดถึงกันคืออะไร แล้วก็อะไรคือความเจ๋งที่คนเหล่า นั้นว่าไว้ขุนเขาฤดูใบไม้ร่วงที่คนพูดถึงกัน สุดท้ายแล้วคือภูเขาประเภทไหน จึงไม่ ได้มีความโลภ การได้มีชีวิตอยู่ต่ออีกหนึ่งวันไม่ใช่จะได้มากันง่าย ๆ เขาจะใช้วัน ใหม่เพื่อมีความสุขสำหรับเรื่องใหม่ ๆ เผื่อว่าวันพรุ่งนี้ต้องตายจะได้ไม่ต้องมีอะไร เหลือให้อาลัยอีก
เสิ่นชิ่งซูผลักหานเฉิงออกโดยไม่รีรอ ลุกลงจากเตียงด้วยความ
กระตือรือร้น และเดินเข้าห้องนํ้าไปพลางฮัมเพลงอย่างมีความสุข
หานเฉิงเห็นอีกฝ่ายจากไปโดยไม่เหลียวหลังไร้อาลัยก็อดไม่ได้ที่จะแปลก ใจ นี่มันไม่ถูกต้องแล้ว เมื่อกี้ยังพูดว่า “พอลืมตาปุ๊บก็เห็นคุณปั๊บนี่มันดีจริง ๆ” อยู่เลยไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมตอนนี้ถึงลุกจากเตียงโดยไม่เห็นหัวคนเลยล่ะ เช้าวัน ใหม่มันมีอะไรดีกว่ามากนักหรือ
เมื่อคืนพวกเขายังร่วมแรงร่วมใจกันดีอยู่เลย!
แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงเป็นแบบนี้ได้
หรือเพราะว่าเมื่อคืนนี้เขาแสดงฝีมือได้ไม่ดีพอ
ไม่ควรเป็นงั้นสิเห็นอยู่ชัด ๆ ว่าหมอนี่ให้คะแนนความพึงพอใจเขาห้าดาว เลยนะ
หรือว่าจะเป็นห้าดาวหลอก ๆ?
แต่เขาก็ไม่ได้บอกว่าถ้าให้ห้าดาวแล้วจะได้แคชแบ็กนี่นา
เพราะงั้นก็ไม่จำเป็นต้องมาโกหกกันถูกไหม
หานเฉิงไม่เข้าใจจริง ๆ ได้แต่นั่งหดหู่อยู่บนเตียงไปแบบนั้น
[1] เสิ่นชิ่งซูใช้คำว่า ความจำเป็น ในภาษากฎหมาย ซึ่งจำเลยจะให้การเช่น นี้เพื่อเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเองถึงได้ควรต้องรับผิดชอบการกระทำของตนในฐานะ อาชญากรรม เพราะสิ่งที่พวกเขาทำไปนั้นคือความจำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้ เกิดเรื่องอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่าขึ้น
[2] สำนวนนี้แปลตรงตามตัวว่า ให้ความชุ่มชื้นแก่กันด้วยนํ้าลาย มาจากคำกล่าวว่า เมื่อบ่อนํ้าแห้งขอด ปลาในบ่อก็ช่วยกันพ่นนํ้าลายให้กันเพื่อประทังชีวิต รอด ภายหลังใช้ในความหมายว่าช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามที่ต่างฝ่ายต่างลำบาก หรือต่างฝ่ายต่างมีพลังอยู่น้อยนิด เป็นความหมายในเชิงบวก
บทที่ 3
เสิ่นชิ่งซูแปรงฟัน ระหว่างที่แปรงไป อะไรบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในสมอง
เขาอดไม่ได้ที่จะแปรงให้ช้าลง แล้วตั้งใจพินิจพิจารณาชิ้นส่วนความทรงจำ ในสมองตัวเองอย่างละเอียด ทว่ายิ่งความทรงจำผุดขึ้นมามากเท่าไรก็ยิ่งสร้างความ ตื่นตระหนกมากเท่านั้น พอได้เห็นทั้งหมดแล้ว เสิ่นชิ่งชูก็ตกตะลึงพรึงเพริด
เขารีบจ้องภาพสะท้อนในกระจกที่แทบจะเหมือนร่างกายในอดีตของตัวเอง ทุกประการ แล้วพินิจพิเคราะห์รายละเอียดต่าง ๆ อย่างเอาจริงเอาจังไปช้า ๆ
เมื่อมองจนแน่ใจแล้ว เสิ่นชิ่งซูก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกันแน่ ได้แต่ ลดมือที่จับแปรงสีฟันลง
นี่จะเป็นการมีชีวิตอยู่ต่ออีกหนึ่งวันไปได้อย่างไร
เขาก็แค่ตายแล้ว ดวงจิตเลยย้ายเข้ามาอยู่ในนิยายง่าย ๆ แบบนั้นเลยต่าง หาก
ร่างที่ใช้อยู่ตอนนี้มันไม่ใช่ร่างกายของเขา!
เสิ่นชิ่งซูถอนหายใจ จ้องไฝเล็ก ๆ บนใบหน้าด้านข้าง รู้อยู่แก่ใจว่าก่อน หน้านี้ตัวเองไม่มีไฝเม็ดนี้เขาแน่ใจว่านี่ไม่ใช่ร่างกายของเขา แต่เป็นร่างกายของคน อื่น แล้วก็มั่นใจอีกด้วยว่าโลกที่อยู่นี่ไม่ใช่โลกใบเดียวกันกับโลกที่เขาเคยอยู่และที่ อยู่ในความทรงจำของเขาด้วย
เสิ่นชิ่งซูทอดถอนใจอีกครั้ง
แต่ก็สามารถสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าการเสียชีวิตก่อนหน้า นี้จะเป็นการตายจริง ๆ แต่ที่ตอนนี้มีชีวิตอยู่นี่ก็เป็นการมีชีวิตอยู่จริง ๆ เช่นกัน
ถ้าหากว่าเปลี่ยนโลกและร่างกายแล้วยังมีชีวิตต่อไปได้ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีตรง ไหน ยังอยากจะได้จักรยานอะไรอีกเล่า
อีกอย่าง ร่างที่ใช้อยู่นี่ก็คล้ายร่างเดิมของเขามาก นับว่าโชคดีแล้ว เสิ่นชิ่งซูค่อยกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง และสามารถแปรงฟันต่อไปได้
เขาแปรงฟัน อาบนํ้า จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องนํ้าอย่างไม่รีบร้อน
หานเฉิงมองอีกฝ่ายที่อาบนํ้าแล้วดูสดชื่นและน่ากินมาก ก็รู้สึกเกิดอารมณ์ อยากจะขับรถขึ้นมาอีกรอบ
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเสิ่นชิ่งชูหน้าตาดีมากจริง ๆ หมอนี่ผิวขาว ปากแดง ใบ หน้าเล็ก แต่ดวงตาโตเป็นประกาย ปลายหางตาชี้ขึ้นนิด ๆ มีแววเจ้าชู้ไม่เอาจริงเอา จังที่ทำให้รู้สึกน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งล้อมกรอบด้วยแพขนตางอนหนาแล้วก็ยิ่งเสริมให้มี เสน่ห์ล้นเหลือพอที่จะเกี่ยวหัวใจคนให้ติดใจหลงใหลได้
หานเฉิงจำได้ว่าเมื่อคืนอีกฝ่ายจ้องมองเขาด้วยดวงตาคู่นี้ดวงตาที่เหมือน ปกคลุมไปด้วยหมอกคลุมเครือ บวกกับหยาดนํ้าหล่อเลี้ยงในดวงตาเป็นประกายระ ยิบระยับและเต็มไปด้วยความเสน่หา ทำให้ยิ่งรู้สึกมีอารมณ์มากขึ้นกว่าเก่า จนอด ไม่ได้ที่จะถาม “เมื่อคืนนี้ฝีมือฉันเป็นยังไง”
“ดีมาก” เสิ่นชิ่งซูพอใจอย่างยิ่ง “คะแนนรีวิวห้าดาว”
“ถ้าอย่างนั้นเธอคิดยังไงเรื่องพวกเรา...” พูดได้แค่ครึ่งเดียวหานเฉิงก็ชะงัก
นี่มันไปผิดทางแล้ว เขาตั้งใจเอาไว้ว่าแค่พบกันครั้งเดียวแล้วไม่ต้องเจอกัน อีกตลอดชีวิต พวกเขาแค่มีช่วงเวลาดีๆ ด้วยกัน แล้วแบบนี้ทำไมคนเราถึงจำเป็น จะต้องการรถคันพิเศษด้วยเล่า
หานเฉิงได้ยินเสียงสัญญาณเตือนให้ระวังความรู้สึกอ่อนไหวดังขึ้นในหัว จึงรีบกลืนคำพูดที่ยังไม่ได้พูดออกมาลงท้องไป
“พวกเราอะไรงั้นเหรอ” เสิ่นชิ่งซูถามด้วยความงุนงง “คุณจะมาพูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบนี้ได้ไง”
หานเฉิงคิดอยู่ชั่วขณะก่อนจะตอบ “พวกเราแลกเบอร์ติดต่อกัน เผื่อว่าอาจ จะได้ใช้คราวหน้า”
เขาพยักหน้ากับตัวเอง คิดว่าวิธีนี้ดีกว่า สามารถเดินหน้าถอยหลัง โจมตีตั้ง รับ สามารถติดต่อไปในภายหลังโดยที่ไม่ต้องมาพบกันอีกตลอดชีวิตก็ได้
“ถึงยังไงคุยกันในแอปก็ไม่สะดวกเท่าโทรคุยกัน” เขาเสริม
เสิ่นชิ่งซูคิดว่าที่อีกฝ่ายพูดมามีเหตุผล ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตัวเองจะไม่ตาย หลังจากหลับไปคราวหน้า ดังนั้นเขาจึงต้องคิดเรื่องความต้องการทางเพศในอนาคต เผื่อไว้ความคิดเรื่องการแลกเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนรถก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดี
ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ แล้วถาม หมายเลขโทรศัพท์ของหานเฉิง จากนั้นก็จัดการแลกเบอร์โทรกับอีกฝ่าย
ระหว่างบันทึกชื่อลงในโทรศัพท์เขามองชื่อหานเฉิงที่กำลังพิมพ์ลงไป แล้ว จู่ ๆ ก็ตกใจขึ้นมา
หานเฉิง!!!
เสิ่นชิ่งซู!!!
เดี๋ยวนะ นี่มันนิยายที่ผู้ช่วยของเขาอ่านอยู่งั้นเหรอ?!
ตอนพิจารณาความทรงจำอยู่ในห้องนํ้า เขาไม่ได้สนใจเรื่องหานเฉิง จึงไม่รู้ ว่านักขับรถของเขากับพระเอกในนิยายที่ผู้ช่วยของเขาด่าวันนั้นจะเป็นคนเดียวกัน
แต่ตัวเขาไม่ใช่นายเอกของเรื่อง
เขาเป็นแค่ตัวประกอบใช้แล้วทิ้งคนหนึ่ง เป็นมนุษย์เครื่องมือที่กระโดด หย็องแหย็งไปมาอยู่ข้าง ๆ เวทีเพื่อพัฒนาความรักความสัมพันธ์ของพระเอกกับ นายเอกของเรื่อง
เสิ่นชิ่งซู: ...
เสิ่นชิ่งซูหันไปมองคนที่อยู่ข้างกายเงียบ ๆ เป็นนายจริง ๆ แล้วต่อไปใน อนาคต ฉันก็จะถูกกดขี่ข่มเหงจนตาย ส่วนตัวนายก็แทบจะอดทนรอเวลาที่จะ บังคับให้ฉันลงไปคลานคุกเข่าอยู่บนพื้นเพื่อที่นายจะได้ชนะใจสุดที่รักของตัวเองไม่ ไหว!
ขณะที่โมโหอยู่นั่นเอง เสิ่นชิ่งซูก็ชกเอวหานเฉิงเข้าหนึ่งที
เขาไม่ได้ใช้แรงทั้งหมดที่มีเพราะยังคิดได้ว่าหมอนี่เป็นพระเอกของนิยาย เรื่องนี้แถมจะเป็นการปักธงตายในฐานะตัวประกอบใช้แล้วทิ้ง ไม่อย่างนั้นคราวนี้ เขาคงไม่ได้แค่ชกเอว แต่จะต้องชกไอ้เจ้าความภูมิใจใหญ่หลวงของหานเฉิงไปแล้ว
หานเฉิงนึกไม่ถึงว่าอยู่ดีๆ จะถูกชกก็รีบคว้ามือเสิ่นชิ่งซูทันที “นี่ทำอะไร”
“เจ็บใช่ไหม เจ็บก็ดีแล้ว” เสิ่นชิ่งซูไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด “ฝีมือนาย มันห่วยแตก คะแนนติดลบ ได้รีวิวแย่ ตอนนี้ฉันยังเจ็บฉิบหาย”
หานเฉิงจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ “เธอเพิ่งจะให้ฉันห้าดาวนะ”
“ผมโกหก เพราะกลัวว่าคุณจะรู้สึกน้อยเนื้อตํ่าใจยังไงล่ะ”
“ฉันจะรู้สึกน้อยเนื้อตํ่าใจงั้นเหรอ” หานเฉิงชี้เจ้าความภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของ ตัวเอง “ฉันไม่มีอะไรให้ต้องรู้สึกน้อยเนื้อตํ่าใจ ถ้าของฉันน้อยเนื้อตํ่าใจละก็เจ้านก น้อยของเธอก็เป็นซึมเศร้าแล้ว”
เสิ่นชิ่งซูโกรธจัดจนชกอีกฝ่าย “นกน้อยนรกอะไร ของคุณน่ะสินกน้อย ปู่ คือเผิง [1] สยายปีกโว้ย”
“ลูกนกเพิ่งฟักจากไข่ขนยังไม่ขึ้นน่ะสิ”
เสิ่นชิ่งซูไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ใช้กำปั้นบอกหานเฉิงว่าต่อให้เผิงยังขนไม่ขึ้นแต่ ก็มีกงเล็บแหลมคม
พอก่อเรื่องจนสาแก่ใจแล้วจึงค่อยหยุดมือ ผละไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
หานเฉิงงงกับความกระหายเลือดของอีกฝ่ายไปหมดและอดไม่ได้ที่จะสงสัย ขึ้นมา ฝีมือของเขาคงจะไม่ได้แย่มากขนาดนั้นจริง ๆ ใช่ไหม
แน่นอน เขาย่อมรู้ว่าเผิงของตัวเองนั้นทรงพลังเพียงใด แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ เป็นการบินครั้งแรก ในเมื่อเขาไม่เคยบินมาก่อน ก็เลยไม่รู้ว่าต้องบินสูงและบินแรง ขนาดไหนถึงจะดีที่สุด
ดูจากปฏิกิริยาของเสิ่นชิ่งซูเมื่อคืนนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
แต่เมื่อกี้อีกฝ่ายดันมาบอกว่าโกหก เรื่องก็เลยซับซ้อนขึ้นมา
หานเฉิงรู้สึกว่าเจ้ารถคันน้อยของเขานั้นยากจะหยั่งถึง เครื่องเคราน่ะดีอยู่ หรอก แต่อารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย
เขาคิดพลางจ้องเสิ่นชิ่งซูที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะถามขึ้นมา “จะ ไปแล้ว?”
“แล้วจะไม่ให้ไปงั้นเหรอ” เสิ่นชิ่งซูถามกลับ “ถ้าไม่ไปแล้วยังจะมีอะไรให้ทำ อีก”
“เธอไม่กินอาหารเช้าก่อนหรือไง”
เสิ่นชิ่งซูที่กำลังกลัดกระดุมชะงัก หมอนี่ไม่พูดก็ไม่รู้สึกหรอกนะ แต่พอได้ ยินแล้วเขาก็หิวขึ้นมาทันที
“งั้นกินก่อน” เขากลัดกระดุมเรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับไปนั่งบนเตียงอี กรอบ
หานเฉิงสั่งอาหารเสร็จแล้วค่อยยื่นเมนูมาให้เสิ่นชิ่งซู “ตามสบาย ฉันจะไป อาบนํ้า”
“อืม”
“สรุปว่าเมื่อคืนนี้ฉัน...”
“ห่วยแตกสิ้นดี” เสิ่นชิ่งซูไร้ความปรานี
“ถ้าอย่างนั้นเธอจะยังแลกเบอร์กับฉันอีกทำไม”
“การดูแลผู้สูงอายุ ผู้มีร่างกายอ่อนแอ ผู้ป่วย และผู้พิการ เป็นความรับผิด ชอบของทุกคน”
หานเฉิง: ...
“ไม่สงสัยหรือไงว่าตัวเองเป็นประเภทไหน” เสิ่นชิ่งซูถาม
“ฉันรู้แค่ว่าถ้ายังขืนพูดต่อ เธอมีสิทธิ์พิการ ดอกเบญจมาศแหลกลาญร่วง หล่นเกลื่อนพื้นรอยยิ้มซีดจางหายไป [2] ”
เสิ่นชิ่งซู: ...
พอเห็นอีกฝ่ายหุบปากลงได้หานเฉิงก็ยิ้มสะใจ ยื่นมือไปหยิกแก้มกับปาก และหยิกจนกระทั่งปากของเสิ่นชิ่งซูบวมฉึ่งจนแทบจะกลายเป็นปากเป็ดอยู่แล้ว “ปากแข็ง”
เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าเมื่อคืนนี้พวกเขาทำกันถึงสองครั้ง ถ้าหากฝีมือของ เขาแย่ถึงขนาดนั้น เสิ่นชิ่งซูมีหรือจะยอมให้ทำต่ออีกรอบ
เขาไม่ใช่พระโพธิสัตว์จะได้ยอมสังเวยชีวิตเพื่อช่วยคนอื่น
หานเฉิงกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองกลับคืนมาได้แล้วก็เดินเข้าห้องนํ้าไปอย่าง อารมณ์ดี
เสิ่นชิ่งซูโค้งริมฝีปากและเชิดคางขึ้น ดูท่าตอนนี้นายเอกจะยังไม่เปิดตัว ซึ่ง ก็หมายความว่าเนื้อเรื่องในนิยายยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ ดังนั้น เอาไว้เมื่อถึงตอน เนื้อเรื่องในนิยายเริ่มขึ้นแล้ว สิ่งที่เขาค่อยทำก็คือต้องไม่ไปท้าทายความตายต่อหน้า นายเอก แค่นี้ทุกอย่างก็น่าจะไม่มีปัญหาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในนิยายเรื่องนี้ตัวเขาเป็นแค่เครื่องมือพัฒนาพล็อต ถ้าอย่าง นั้นก็ต้องทำหน้าที่ที่ว่านั่นให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน นั่นคือต้องช่วยให้เนื้อเรื่องดำ เนินไปอย่างสุดความสามารถ พอถึงเวลาที่หานเฉิงและนายเอกพบกันท่ามกลางสาย ลมสีทองและนํ้าค้างหยกแต่ยังดีกว่าคู่รักมากมายในโลกหล้า [3] เขาก็จะกล่าวอวย พรคนทั้งคู่อย่างอบอุ่น และเดินจากมาอย่างสง่างาม แบบนั้นก็น่าจะใช้ได้แล้ว
มนุษย์เครื่องมือก็มีหน้าที่แบบนี้กันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ
เพราะฉะนั้นเขาไม่จำเป็นจะต้องกังวลให้มากนัก
เสิ่นชิ่งซูคิดตกแล้วก็ตั้งใจดูเมนูอาหาร แล้วสั่งของที่ตัวเองอยากกินมา หลายจาน
เมื่อหานเฉิงออกมาจากห้องนํ้า อาหารเช้าก็มาเสิร์ฟแล้ว
เขาซับนํ้าออกจากเส้นผม นั่งลง กินอาหารกับเสิ่นชิ่งซู
ทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้รู้จักกันดีดังนั้นจึงไม่พูดอะไรให้รู้สึกกระอัก กระอ่วนใจกันทั้งคู่ พอกินอิ่มแล้วก็ออกจากโรงแรมไปด้วยกัน
“อยากให้ฉันไปส่งหรือเปล่า” หานเฉิงถามอย่างมีมารยาท
เสิ่นชิ่งซูนึกขึ้นมาได้ว่าขามาเจ้าของร่างนี้นั่งแท็กซี่มา ตอนนี้เขาขี้เกียจเกิน กว่าจะเดินทางกลับเอง ดังนั้นจึงตกลง “เอาสิ”
รถของหานเฉิงจอดอยู่ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน เป็นรถออฟโรดสุดเท่ เสิ่นชิ่งซูเห็นแล้วก็ตาเป็นประกาย คิดว่ารถคันนี้เยี่ยมไปเลย
“ให้ผมขับได้ไหม” เขาถาม “ผมไม่ได้ขับรถมาตั้งนานแล้ว”
“ไร้สาระ เมื่อคืนพวกเราเพิ่งจะขับกันอยู่”
เสิ่นชิ่งซูแทบจะหมดคำพูด “ผมกำลังพูดถึงรถยนต์จริง ๆ รถยนต์ขับ เคลื่อนสี่ล้อที่สามารถวิ่งไปไหนมาไหนได้แล้วก็ใช้พลังงานจากนํ้ามัน!”
“เธอก็ทำได้เหมือนกัน ต่อให้ไม่มีสี่ล้อ แต่ก็สามารถวิ่งไปไหนมาไหนได้ ฉันจะเติมเชื้อเพลิงให้”
เสิ่นชิ่งซู: ...
“เธอคิดว่าตัวเองกับรถอะไรดีกว่ากัน” หานเฉิงลูบไหล่เขาแล้วถามอย่างจง ใจ
เสิ่นชิ่งซูรู้สึกว่าอีกฝ่ายหน้าไม่มียางอาย จึงหันไปชกเขา “งั้นคุณว่าอะไรดี กว่ากันล่ะ ก็ขับมาแล้วทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ ก็น่าจะบอกจากประสบการณ์ได้ใช่ไหมว่า ที่คุณขับมาอะไรดีกว่ากัน”
หานเฉิงกุมมืออีกฝ่ายเอาไว้แล้วยิ้ม นิสัยแบบนี้ต้องเป็นรถสปอร์ตคันเล็ก แน่ ๆ “ยังเป็นเธอที่ดีกว่า เธอน่ะดีมาก ๆ รถคันนี้จะมาดีเท่าเธอได้ยังไง”
เสิ่นชิ่งซูกระทืบเท้าเขาหนึ่งที “กุญแจรถ”
หานเฉิงไม่มีทางเลือกนอกจากส่งกุญแจรถยนต์ให้อีกฝ่าย “อยากจะขับ จริง ๆ เหรอ มีใบขับขี่หรือไง”
“ดูถูกคนอื่น” เสิ่นชิ่งซูมองเขาด้วยหางตา
“ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งใจขับ ไหนขอดูหน่อยซิว่ามีฝีมือการขับรถขนาดไหน”
“งั้นให้ผมเป็นนักขับได้ไหมล่ะ” ท่าทางเสิ่นชิ่งซูตื่นเต้นมาก
หานเฉิงหันหน้าไปทางรถยนต์ของเขา “เธอพูดถึงรถยนต์ที่มีสี่ล้อ ที่สามารถ วิ่งไปไหนมาไหนได้แล้วก็ใช้นํ้ามันเป็นเชื้อเพลิง”
“ผมก็เติมนํ้ามันให้คุณได้เหมือนกันแหละ” เสิ่นชิ่งซูประท้วง
“ไม่จำเป็น เก็บเอาไว้ใช้เองเถอะ”
เสิ่นชิ่งซูทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจแล้วเดินไปเปิดประตูรถ
พอขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้คนขับแล้วจู่ ๆ เสิ่นชิ่งซูก็เพิ่งสำนึกขึ้นมาว่าตัวเองไม่รู้ ทาง
จากนี่จะกลับบ้านยังไง
แต่เขาไม่ได้ตื่นตระหนก ใส่ที่อยู่เข้าไปในนาวิเกเตอร์คาดเข็มขัดนิรภัย แล้วหันไปถามหานเฉิง “พร้อมหรือยัง”
หานเฉิงพยักหน้า “งั้นก็ไปกัน”
เสิ่นชิ่งซูเหยียบคันเร่ง แล้วถอยหลัง
กลายเป็นว่าเสิ่นชิ่งซูประเมินความสามารถในการขับรถของตัวเองสูงเกิน จริง พอเขาจอดรถเท่านั้น หานเฉิงที่นั่งอยู่ข้างคนขับก็โน้มตัวไปข้างหน้า เกือบจะ อาเจียนออกมาแล้ว
ตั้งแต่โตมาเขาไม่เคยเมารถ แต่วันนี้นั่งรถตัวเอง เขาเวียนหัวจนเกือบจะ อาเจียน นี่มันเรื่องเชี่ยอะไรกัน
“ฉันเห็นแล้ว ต่อไปเธอใช้ขนส่งสาธารณะเถอะ แล้วไม่ว่าเธอจะใช้รถ สาธารณะหรือรถใคร ก็อย่าริเป็นคนขับเด็ดขาด” หานเฉิงตบไหล่เสิ่นชิ่งซู
เสิ่นชิ่งซูเห็นหน้าตาหานเฉิงเหมือนจะอาเจียนออกมาอยู่รอมร่อแล้วก็ทั้งรู้สึก เสียหน้า ทั้งไม่อยากเชื่อ “ฝีมือขับรถของผมแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝีมือแย่ คนอื่นขับรถเพื่อเงิน แต่เธอมันขับหานรก”
“คุณก็ยังมีชีวิตอยู่ดีไม่ใช่หรือไง”
“คนบางคนมีชีวิตอยู่ แต่เขาก็ตายไปแล้ว คนบางคนตายไปแล้ว แต่เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ [4] ” หานเฉิงชี้ตัวเอง “ยกตัวอย่างเช่นฉัน เกรงว่าฉันจะมีทรอม่ากับรถคัน นี้แล้ว ต่อไปพอเห็นรถคันนี้ก็ต้องอยากอ้วกแน่ ๆ แล้วก็จะไม่สามารถนั่งรถคันนี้ได้ อีกนานเลย”
เสิ่นชิ่งซู: ...
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรือเปล่า”
“ฟังคำพี่นะ รถดีๆ มาขับรถดีสองอย่างนี้มารวมกันที่ไหนจะออกมาดี” เสิ่นชิ่งซูคิดว่าอีกฝ่ายแค่เล่นคำ แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่มีหลักฐาน
“นี่ต้องเป็นเพราะว่าผมไม่ได้ขับรถนาน เดี๋ยวดูครั้งหน้า คราวหน้าต้องไม่ แย่ขนาดนี้หรอก”
“เธอยังคิดจะมีคราวหน้า?” หานเฉิงแปลกใจมาก “คราวหน้าฉันไม่มีวันนั่ง รถที่เธอขับแล้ว”
“ถ้างั้นผมจะหาคนอื่น ผมจะขับให้นั่งฟรีมันต้องมีใครสักคนที่ยอมลองนั่ง มั่งแหละ”
ฟังเขาพูดแล้วหานเฉิงก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงบอกอีกฝ่าย “มีเรื่องหนึ่งที่ ฉันจำเป็นต้องบอกเธอล่วงหน้า”
[1] นกยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตำนานและปกรณัมจีน
[2] ประโยคนี้หานเฉิงพูดตามเนื้อเพลง 菊花台 ของ Jay Chou นักประพันธ์เพลง นักร้อง และนักแสดงชาวไต้หวัน ที่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง The Curse of Golden Flower ชื่อภาษาไทย ศึกโค่นบัลลังก์วังทอง
[3] มาจากกวีนิพนธ์ในสมัยซ่ง พูดถึงการพบกันของสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัว ซึ่งถูกพรากให้อยู่คนละฟากของแม่นํ้าสวรรค์ (ทางช้างเผือก) และจะได้มาพบ กันแค่ปีละครั้งในฤดูใบไม้ร่วง วันที่เจ็ดเดือนเจ็ด โดยมีเหล่ากระเรียนสวรรค์ที่ สงสารพวกเขาบินมาเรียงตัวเป็นสะพานให้พวกเขาและลูก ๆ สามารถข้ามมาพบกัน ได้ดังนั้นบทกวีตรงนี้จึงหมายความว่า ได้พบกันแค่วันเดียวก็ยังดีกว่าสามีภรรยา มากมายนับไม่ถ้วนบนโลกมนุษย์ที่อยู่ด้วยกันแต่กลับไร้ความรักต่อกัน
[4] หานเฉิงยกบทกวี有的⼈ ของ จางเค่อเจีย ที่เขียนขึ้นเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบสิบสามปีการเสียชีวิตหลู่ซวิ่น
บทที่ 4
“ว่ามา”
“เมื่อวานเป็นเดตแรกของเรา แต่ถ้าก่อนจะเดตที่สอง เธอไปให้คนอื่นขับ พวกเราก็ไม่ต้องมีเดตสองแล้ว” หานเฉิงพูดเสียงจริงจัง
เสิ่นชิ่งซูพยักหน้า “ตกลง คุณก็ด้วย ถ้าคุณมีรถคันอื่นก่อนที่ผมจะนัดคุณ ออกมาคราวหน้า ผมก็จะไม่ไปสนุกที่โรงรถของคุณอีกแล้ว” “ตกลง”
“งั้นผมไปก่อนล่ะ” เสิ่นชิ่งซูปลดเข็มขัดนิรภัย “ขับรถระวังด้วย”
“ไม่มีอะไรสะเพร่าเท่ากับการปล่อยให้เธอขับรถอีกแล้วล่ะ” หานเฉิงพูดด้วย ความจริงใจ
เสิ่งชิ่งซู: ...
เสิ่นชิ่งซูทำเสียงฮึ่ม ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
หานเฉิงขำ หมอนี่ตลกดี
เนื้อหนังสวยงามก็เหมือนกันทั้งนั้น แต่จิตวิญญาณที่น่าสนใจนั้นจะมีอยู่ก็ แค่หนึ่งในล้าน ส่วนคนที่ทั้งหน้าตาดีและน่าสนใจอย่างเสิ่นชิ่งซูนั้นยากที่จะได้พบ เจอ อย่างน้อยที่สุดหานเฉิงก็คิดว่าระหว่างพวกเขานับเป็นการจับคู่ที่เข้ากันได้ดี
เสิ่นชิ่งซูกลับถึงบ้าน หรือพูดให้ถูกต้องยิ่งกว่าก็คือกลับไปถึงบ้านของเจ้า ของร่างนี้
พูดถึงครอบครัวของเจ้าของร่างนี้ต้องบอกว่ามีโครงสร้างที่ซับซ้อนมาก จริง ๆ
ในหนังสือบอกไว้ว่า ครอบครัวของเสิ่นชิ่งซูเป็นเศรษฐีใหม่ที่เพิ่ง จะมารํ่ารวยเมื่อเร็ว ๆ นี้ถ้าจะบอกว่ารวยก็พอจะพูดว่ารวยได้กระนั้นความมั่งคั่ง ของครอบครัวนี้ก็ไม่สามารถเทียบความรวยกับเศรษฐีตัวจริงเป็นธรรมดา แต่ถ้าหาก เทียบกับครอบครัวทั่ว ๆ ไปในประเทศนี้ก็ถือว่าเหนือกว่าคนเหล่านั้นมาก
ตอนที่คุณนายเสิ่นให้กำเนิดลูกชายได้เกิดเรื่องบางอย่างขึ้น ทำให้ไม่ได้ไป คลอดลูกในโรงพยาบาลที่ตัวเองฝากครรภ์เอาไว้แต่ดันต้องไปคลอดในโรงพยาบาล เล็ก ๆ ทำให้กัวหง หญิงที่เพิ่งจะคลอดลูกและพักฟื้นอยู่ในหอผู้ป่วยเดียวกันเกิด ความคิดที่ไม่สมควรจะคิดขึ้นมา ลอบสลับตัวเด็กสองคน จากนั้นก็อุ้ม ‘เสิ่นชิ่งซู’ กลับบ้านไป
ครอบครัวของกัวหงไม่ได้มีฐานะ สามีของนางขายผักหาเลี้ยงชีพ หลังจาก สามีของนางเสียชีวิต ตัวนางเองก็ล้มป่วย ต้องใช้เงินผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิต จึงติดต่อ ลูกชายที่แท้จริงของตัวเอง หรือก็คือ เสิ่นชิ่งอวี่ ที่ตอนนี้อาศัยอยู่ในบ้าน ตระกูลเสิ่นแทน ‘เสิ่นชิ่งซู’
‘เสิ่นชิ่งซู’ บังเอิญรู้ความลับนี้ตอนที่ได้ยินคนทั้งคู่คุยกัน พอได้ฟังแล้วก็รู้ทันทีว่ากัวหงไม่อยากให้ลูกตัวเองลำบากจึงใช้วิธีลักมังกรเปลี่ยนหงส์ [1] แมวดาว สับเปลี่ยนองค์ชาย ลักพาตัวเขาแล้วเอาลูกชายนางไปแทนที่
‘เสิ่นชิ่งซู’ เสียใจมาก ทว่ากัวหงก็เลี้ยงดูเขามาอย่างดีนานหลายปีเขาเองก็ รักกัวหง จึงแสร้งทำเป็นไม่รู้ความจริง ในขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดว่าตัวเองจะทำ อย่างไรต่อไป
อย่างไรก็ตาม กัวหงต้องแปลกใจอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเสิ่นชิ่งอวี่ ลูกชายตัว จริงของนางทราบความจริงแล้ว เขาก็ถึงกับเรียกนางว่าแม่และขอบคุณนาง แต่กลับ ปฏิเสธไม่ยอมให้เงินนางแม้แต่แดงเดียว ถ่วงเวลาเอาไว้เพื่อให้นางตายเร็ว ๆ
สายตากัวหงแหลมคมมากและนางก็ดูไว้หลายลู่ทาง เมื่อเห็นว่าลูกชายตัว เองพึ่งพาไม่ได้จึงเปลี่ยนไปใช้แผน b อย่างเงียบ ๆ
นางสารภาพความจริงทุกอย่างกับ ‘เสิ่นชิ่งซู’ ทั้งนํ้าตา บอกว่าพอจะตาย แล้วจึงสำนึกได้นางปรารถนาให้ ‘เสิ่นชิ่งซู’ ได้กลับคืนไปสู่ครอบครัวที่แท้จริงของ ตัวเอง หวังเพียงแค่ ‘เสิ่นชิ่งซู’ จะยังระลึกถึงความรักความสัมพันธ์แม่ลูกที่กินเวลา นานหลายปีระหว่างนางกับเขาอยู่บ้าง และให้ความช่วยเหลือนาง อย่าปล่อยให้นาง ต้องตายตามลำพังในโรงพยาบาล
‘เสิ่นชิ่งซู’ เป็นคนอ่อนแอคนหนึ่ง ไม่มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง พอ เห็นกัวหงรํ่าไห้อย่างน่าเวทนาก็ใจอ่อน ยอมหวนคืนสู่สกุลเสิ่นเพื่อเงินค่ารักษา พยาบาลของมารดาบุญธรรม
คำพูดของเขาปราศจากหลักฐาน โชคยังดีที่หน้าตาของเขาเหมือนคุณ นายเสิ่น หลังจากผลตรวจพิสูจน์ DNA ออกมาก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีก เพราะความ จริงเป็นที่ประจักษ์แล้ว
ถึงแม้ว่าสกุลเสิ่นจะตกตะลึง แต่พวกเขาก็ยอมรับความจริง
เพียงแต่ตอนที่เขากลับสู่ตระกูล เสิ่นชิ่งอวี่ไม่ยอมจากไป
วันที่ความจริงเปิดเผย ขณะที่ทุกคนยังตกใจและไม่ทันจะได้ตั้งตัว เสิ่นชิ่งอวี่ก็รีบลงไปคุกเข่าโขกศีรษะให้พ่อเสิ่นแม่เสิ่นสามครั้ง เสียงนั้นดังลั่นจน แทบจะทำคนหูหนวก
ดวงตาของเขาเอ่อล้นไปด้วยหยาดนํ้าตา เขาแสดงความอับอายขายหน้าใน สิ่งที่มารดาที่แท้จริงของตัวเองทำลงไปเป็นอันดับแรก จากนั้นก็บอกว่าตัวเองเห็น พ่อเสิ่นและแม่เสิ่นเป็นพ่อแม่แท้ๆ มาตลอด เสริมด้วยการแสดงออกว่าตัวเองเต็ม ไปด้วยความรักความอาลัยในตัวคนทั้งสองด้วยสีหน้าท่าทางที่เต็มไปด้วยความโศก สลดเศร้าระทม—
“ในเมื่อพี่ชายกลับมาแล้ว ผมก็ควรจะไปด้วยเหมือนกัน ผมรู้ว่าคุณพ่อกับ คุณแม่จะไม่ทอดทิ้งผม ตัวผมเองก็ไม่สามารถทอดทิ้งคุณพ่อคุณแม่ได้เช่นกัน แต่ ผมซึ่งเป็นลูกของคนร้ายจะยังมีสิทธิ์อยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปได้อย่างไร นับแต่นี้เป็น ต้นไปได้แต่รบกวนให้พี่ชายช่วยดูแลคุณพ่อคุณแม่แทนผมแล้ว คุณพ่อชอบสูบ บุหรี่ พี่ชายต้องจำไว้ว่าต้องดูแลสุขภาพของท่านด้วย อย่าให้คุณพ่อดื่มเหล้ามาก แล้วก็ต้องเตือนให้ท่านเข้านอนแต่หัวคํ่า คุณแม่ก็ด้วยเหมือนกัน พี่ชายห้ามลืมเด็ด ขาดว่าพอถึงวันเกิดของคุณแม่เมื่อไร จะต้องหาของที่ท่านชอบมามอบเป็นของขวัญ แล้วพี่ชายก็ต้องจำเอาไว้ว่าคุณแม่ชอบอาหารเบา ๆ ไม่ชอบกินของเลี่ยนของมัน อย่าทำให้คุณแม่โกรธ...”
เขาพูดแบบนางโลมในหมู่นางโลม [2] อีกทั้งยังใช้ศิลปะการพูดอย่างมี ประสิทธิภาพ ทำให้พ่อแม่สกุลเสิ่นซาบซึ้งใจจนเข้าไปกอดเขาแล้วร้องไห้ “ลูกคือลูก ชายของพวกเรา ลูกไม่ต้องไปที่ไหนทั้งนั้น ลูกจะไปไหนไม่ได้”
พวกเขาสามคนกอดกันกลมอยู่พักใหญ่ เสิ่นชิ่งอวี่กับแม่เสิ่นนํ้าตาร่วงพรู กันอย่างสุดระทมขมขื่น พ่อเสิ่นมีนํ้าตาเอ่อในดวงตา ส่วน ‘เสิ่นชิ่งซู’ ซึ่งเดิมทีควร จะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้และยืนอยู่ข้าง ๆ กลายเป็นคนนอก
สุดท้ายเสิ่นชิ่งอวี่ก็เลยได้อยู่ในบ้านนี้ต่อ เขาสร้างซีนอีกหลายรอบ แต่ก็ยัง โชคดีที่กัวหงไม่รอด ยังไม่ทันจะได้เข้ารับการผ่าตัดก็ตายไปเสียก่อน
ตอนนี้เสิ่นชิ่งอวี่กลายเป็นเด็กกำพร้า คนสกุลเสิ่นเลยยิ่งมีเหตุผลที่จะพูด ว่า “ถ้าลูกไปลูกก็ต้องอยู่คนเดียว แบบนี้ทำไมถึงไม่อยู่บ้านนี้ต่อไปล่ะ นี่เป็นลิขิต สวรรค์สวรรค์ลิขิตให้ลูกเป็นลูกชายของครอบครัวเรา”
เสิ่นชิ่งอวี่กอดมารดาบุญธรรมของตัวเองเอาไว้นํ้าตาร่วงพรูอาบแก้ม เล่น ฉากแม่ลูกรักกันอย่างหาใครเปรียบ
ด้วยเหตุนี้บ้านสกุลเสิ่นจึงมีสมาชิกอยู่สี่คน ได้แก่พ่อเสิ่น แม่เสิ่น เจ้าของ ร่างนี้และนังชาเขียว [3] เสิ่นชิ่งอวี่
เสิ่นชิ่งซูคิดถึงความสัมพันธ์สุดซับซ้อนนี้แล้วก็ได้แต่เดาะลิ้นอย่างอดไม่ ไหว เขาไม่สามารถทำความเข้าใจกระบวนการคิดในสมองสุดอัศจรรย์ของพ่อแม่ สกุลเสิ่นได้เลยจริง ๆ ลูกชายแท้ๆ ของตัวเองถูกสับตัวไปหลายปีพอเจอกันอีก ครั้ง พวกเขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการปลอบลูกเลี้ยง ด้วยกลัวว่าหมอนี่จะลำบากใจที่รู้ว่า ไม่ได้เป็นสายเลือดเดียวกัน แต่กลับมองไม่เห็นลูกชายแท้ๆ ของตัวเองที่ถูกทิ้งให้ ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ด้วยความกระอักกระอ่วนและเสียใจ
โชคยังดีที่เขาไม่ใช่เจ้าของร่างนี้ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายจากพ่อแม่ สุดพิสดารคู่นี้เหตุผลที่เขายังกลับมาที่นี่ก็เพราะนอกจากสถานที่แห่งนี้แล้วเจ้าของ ร่างนี้ไม่มีที่ไหนให้กลับไป หาไม่เสิ่นชิ่งซูก็ไม่อยากจะกลับมาสถานที่พรรค์นี้ –- ปล่อยให้พ่อแม่สกุลเสิ่นกับเสิ่นชิ่งอวี่อยู่กันสามคนอย่างมีความสุขไม่ดีกว่าหรือ
ดอกบัวขาว [4] กับชาเขียว จับคู่กันได้ลงตัวมาก!ตัวเขาเองก็ไม่ใช่พระแม่มารี ในมหาวิหารน็อทร์ดามแห่งปารีส แล้วจะใช้ชีวิตอยู่กับคนสองประเภทนี้ได้ยังไง
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเขาเพิ่งจะทะลุมิติมา ยังไม่คุ้นเคยกับชีวิตที่นี่ จึงได้ แต่ยอมให้ตัวเองได้รับความอยุติธรรมไปก่อน
เสิ่นชิ่งซูล้วงกุญแจมาเปิดประตูเดินเข้าไป
ทันทีที่เดินเข้าไปข้างใน เขาก็ได้ยินเสียงเข้มงวดของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น “แกยังรู้จักกลับบ้านมาอีกงั้นเหรอ พอให้ไปนัดบอด แกก็ไม่ยอมกลับบ้านทั้งคืน ถ้าไม่ใช่เพราะสายตาของแกมันแย่จนเห็นขยะกลายเป็นของมีค่า ฉันกับแม่แกจะ ต้องมานั่งเป็นห่วงแกขนาดนี้ด้วยหรือไง”
เสิ่นชิ่งซูตกใจ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นทั้งพ่อเสิ่นกับแม่เสิ่นยืนอยู่ในบ้าน คุณนายเสิ่นปลอบสามี “เสี่ยวซูสัญญาว่าจะไปแล้วนะคะ”
พอพูดจบก็หันมาทางเสิ่นชิ่งซู “ใช่ไหมจ๊ะ เสี่ยวซู”
เสิ่นชิ่งซูพยักหน้า
ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างนี้คบกับผู้ชายสารเลวคนหนึ่ง ต่อมาก็จับได้ว่าอีกฝ่าย นอกใจ ทั้งสองทะเลาะกันใหญ่โต ผลสุดท้ายเจ้าของร่างยังไม่ทันจะได้พูดคำว่า เลิก ไอ้สารเลวนั่นก็ทิ้งเจ้าของร่างนี้และขับไล่ไสส่งกันอย่างหยาบคายแล้ว
พ่อแม่เสิ่นไม่ชอบแฟนเก่าของเจ้าของร่างนี้แต่เจ้าของร่างนี้ไม่อยากเลิก กับแฟน พอเห็นว่าในที่สุดพวกเขาแยกทางกันได้เสียทีก็เสนอให้เจ้าของร่างไปนัด บอดแทบไม่ทัน พวกเขาถึงขั้นคัดเลือกชายหนุ่มที่ตรงกับรสนิยมทางเพศของลูกชาย ให้
--ถึงอย่างไรในโลกนี้คนเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้แม้ว่า กฎหมายนี้จะเพิ่งผ่าน แต่พ่อแม่ของเจ้าของร่างนี้ตั้งใจจะเลื่อนฐานะไปสู่สังคมชั้นสูง ผ่านการแต่งงาน ดังนั้นพวกเขาจึงพอจะสามารถยอมรับเรื่องนี้ได้
และเหตุผลที่เจ้าของร่างนี้ยอมไปนัดบอด รวมทั้งรับนัดหานเฉิงที่โรงแรม เมื่อคืนที่ผ่านมา ทั้งหมดก็เป็นเพราะถูกไอ้สารเลวแฟนเก่าบอกเลิก
เขาไม่ได้อยากจะไปนัดบอดและไม่คิดจะไป ที่สัญญากับพ่อแม่ไว้ก็เพราะว่า นิสัยแสนอ่อนแอและไม่กล้าปฏิเสธคนอื่น
ส่วนเหตุผลที่ไปเจอหานเฉิงก็เพราะวันนั้นเห็นแฟนตัวเองนอนแก้ผ้าอยู่บน เตียงกับชายอื่น แถมยังถูกไอ้สารเลวนั่นด่าและบอกเลิก ทำให้ทั้งโกรธทั้งขุ่นเคือง จึงทำลายตัวเองด้วยการแก้แค้นล้างอาย
เสิ่นชิ่งซูคิดว่านี่ไม่คุ้มค่าเลยสักนิด หมอนั่นก็แค่ไอ้สารเลวคนหนึ่งเท่านั้น ทิ้งไปได้ก็เป็นกำไรชีวิตแล้ว นี่เป็นเรื่องดีที่ต้องฉลองต่างหาก
แต่ตอนนี้เจ้าของร่างไม่อยู่ที่นี่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสียใจเรื่องไอ้ สารเลวนั่น ส่วนเรื่องนัดบอดน่ะรึของกล้วย ๆ เขาจัดการได้ไปเจอได้อยู่แล้ว บางทีอีกฝ่ายอาจจะไม่แย่ก็ได้
ตอนนี้เสิ่นชิ่งซูซึ่งออกมาจากท้องแม่และประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตอนอายุ ได้ 22 ปีโหยหาความรักอย่างมาก เขาเพิ่งจะเคยได้ขับรถและอยากจะลองมีรัก เผื่อ ว่าถ้าหากวันไหนเกิดประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตอีก เขาจะได้ตายอย่างสงบ
พ่อเสิ่นเห็นลูกชายพยักหน้าก็พอใจ ทว่าปากยังไม่ยอมให้อภัย “ต่อไปก็ เปิดตาให้สว่าง อย่าไปมัวเสียเวลากับขยะที่ไหนอีก ดูอย่างเสี่ยวอวี่เสียบ้างว่าคน รอบตัวเขาเป็นคนแบบไหน แล้วคนรอบตัวแกเป็นแบบไหน แกจงเรียนรู้จากเขาให้ มาก ๆ”
เสิ่นชิ่งซูรู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายช่างน่าขัน “ถ้าผมเติบโตขึ้นมาในบ้านนี้ ตอนนี้คนรอบตัวผมต้องไม่มีคนพวกนั้นแน่ แล้วมันเพราะอะไรผมถึงไม่ได้เติบโต ขึ้นมาในบ้านหลังนี้กันนะ”
เขาเชิดหน้าขึ้นยิ้ม “ดูท่าจะต้องถามแม่ของน้องชายแสนดีของผมแล้ว”
พ่อเสิ่นขมวดคิ้ว “เสี่ยวอวี่เป็นผู้บริสุทธิ์!”
“ถ้าอย่างนั้นผมก็เป็นผู้บริสุทธิ์ยิ่งกว่า ดอกบัวขาวยังไม่ขาวเท่าผม”
พอเสิ่นชิ่งซูพูดจบแล้วก็ไม่อยากจะเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงอีก เดินเข้าห้อง ตัวเองไป
เขาเข้าไปข้างในห้องของเจ้าของร่าง ห้องนี้มีขนาดใหญ่ ถึงกระนั้นห้องนี้ก็ ยังห่างไกลจากรสนิยมของเสิ่นชิ่งซูเพราะตัวเขาไม่ได้เติบโตมาในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ เล็ก
เป็นเสิ่นชิ่งอวี่ที่เติบโตขึ้นมาในบ้านหลังนี้ในห้องส่วนตัวตกแต่งด้วยไฟ กลางคืนดวงเล็ก ๆ ตามรสนิยมของเขา ทุกเช้าตื่นขึ้นมา แม่บ้านก็จะให้เขากินนม ร้อนใส่นํ้าผึ้งก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็จะให้เขากินอาหารอย่างที่ชอบ ความ เลือกกินของเขาเกิดจากการตามใจของพ่อแม่เสิ่น
ส่วน ‘เสิ่นชิ่งซู’ นั้นพอบอกอย่างเจียมตัวว่าไม่ชอบกินมะระ ก็ไม่รู้ว่าแม่ บ้านจงใจหรือไม่จงใจกันแน่ ไม่เพียงแค่จะนำมะระมาทำอาหาร แต่ยังนำมาวางจ่อ ตรงหน้าเขามากกว่าหนึ่งครั้ง
ห้องนอนของ ‘เสิ่นชิ่งซู’ แปลงมาจากห้องพักแขก ดังนั้นผ้าม่านในห้องจึงมี เพียงแค่ม่านโปร่ง กันแสงได้ไม่ดีนัก เขาเคยพูดเรื่องนี้แล้วแต่ไม่มีอะไรเปลี่ยน แปลง
พอมองผ้าม่านกั้นแสงที่เจ้าของร่างขอให้ใครสักคนมาติดตั้งแล้วเสิ่นชิ่งซูก็ ได้แต่ส่ายหน้า ล้มตัวนอนลงบนเตียง แล้วเริ่มไถเว่ยป๋อ
เขาเป็นดารา การไถเว่ยป๋อก็เป็นนิสัยอย่างหนึ่ง ไม่อย่างนั้นจะไปรู้ได้ไงว่า ตัวเองไปจี้จุดพวกแอนตี้แฟนให้ของขึ้นกันตอนไหน
เพียงแต่วงการบันเทิงของโลกนี้แตกต่างจากโลกของเขาอย่างชัดเจน เสิ่นชิ่งซูปัดหน้าจอไปก็เหมือนกับก้าวเข้าไปสู่โลกใบใหม่ และใช้เวลาทั้งวันทำความ เข้าใจเรื่องราวของเหล่าดาราและวงการบันเทิงของโลกนี้โดยไม่รู้ตัว
เขาดูข้อมูลวงการบันเทิงอยู่วันครึ่ง พบฟอรัมบริษัทบันเทิงทั้งเล็กและใหญ่ ของโลกนี้จากนั้นก็สมัครสมาชิกเข้าไป หลังจากเข้าใจทั้งข้อดีข้อเสียของแต่ละ บริษัทดีแล้วก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมไปนัดบอด
การนัดบอดเลือกเวลาเอาไว้ตอนหกโมงเย็น และบังเอิญเป็นเวลาอาหาร เย็น ถ้าหากทั้งสองคนคุยกันดีก็สามารถไปชมภาพยนตร์ด้วยกันต่อได้ถ้าหากคุย กันไม่ถูกคอเท่าไร ก็สามารถแยกจากกันหลังมื้ออาหาร ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสม
เสิ่นชิ่งซูเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกมาจากห้อง แต่แค่ก้าวเท้าออก มาเท่านั้น ก็เห็นชายหนุ่มหน้าตาไร้เดียงสาคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูที่ไม่ห่างออกไป สักเท่าไร
อีกฝ่ายนั้นคิ้วบาง ให้ความรู้สึกใสซื่อบริสุทธิ์อยู่ราง ๆ มุมปากโค้งขึ้น นิด ๆ ดูเหมือนเป็นมิตรมาก นี่คงจะเป็นนังชาเขียวเสิ่นชิ่งอวี่ล่ะสิท่า
เสิ่นชิ่งอวี่เดินเข้ามาหาแล้วถาม “พี่ชาย จะออกไปแล้วเหรอ พี่มีนัดบอดกับ พี่ฉี่ใช่ไหม”
เสิ่นชิ่งซูตอบอย่างไร้อารมณ์ “อืม”
“ถ้าอย่างนั้นคราวนี้พี่ชายต้องพูดกับพี่ฉี่ดีๆ นะ ต่อให้พี่ชายจะไม่ใช่แบบที่ พี่ฉี่ชอบก็เถอะ แล้วถึงแม้จะเพิ่งถูกไอ้สารเลวหลี่ฮุยทิ้งมา แต่ขอเพียงพี่ชายฟังคำ พูดของพี่ฉี่อย่างเชื่อฟัง ทำทุกอย่างตามที่เขาต้องการ ผมว่าพี่ฉี่ก็จะต้องให้โอกาสพี่ เหมือนกัน พี่ชาย โอกาสครั้งนี้พี่ต้องคว้าไว้ให้ได้นะ เพราะถ้าเกิดว่าพลาดไปแล้ว พี่คงไม่มีทางได้พบกับคู่นัดบอดที่มีคุณสมบัติดีขนาดนี้อีกแล้วล่ะ”
เสิ่นชิ่งซู: ...
ใช่เลย ชาเขียวเก่า [5] หนึ่งอึกของแท้
เสิ่นชิ่งซูแค่นเสียง “เฮอะ” ออกมาหนึ่งคำ “หลังก่อตั้งประเทศมา พวกภูตผี ปีศาจไม่ใช่ว่าถูกแบนไปหมดแล้วเหรอ ทำไมผีชาเขียวของนายถึงยังรอดอยู่ได้ล่ะ นี่ ถ้านายอาบนํ้าละก็ใครไม่รู้จะนึกว่าบ้านเราชงชาเอานะ”
เสิ่นชิ่งอวี่ตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็ยิ้มออกมาแล้วบอก “พี่ชาย พี่พูดถึง อะไรกัน”
“นายฟังสำเนียงจีนกลางไม่เข้าใจเหรอ เอาเถอะ ฉันเองก็ไม่เคยเรียนภาษา พิเศษอย่างภาษาชาเขียวของนายเหมือนกัน แต่มนุษย์จะไปพูดภาษาของพวกชาได้ ยังไง มนุษย์ทำได้แค่เก็บใบชา คั่วชา ตีชา ชงชา นายชอบแบบไหนล่ะ ฉันจะได้ ช่วยได้”
เสิ่นชิ่งอวี่: ...
เสิ่นชิ่งอวี่ขมวดคิ้วเข้าหากันช้า ๆ แล้วตีหน้าเศร้า “พี่ชาย ผมไปทำอะไรให้ พี่โกรธเหรอ ที่ผมพูดไปก็เพราะหวังดีกับพี่นะ”
“หวา กลิ่นชาเขียวสดอะไรอย่างนี้นี่นายกำลังจะร้องไห้งั้นเหรอ รู้ไหมว่า ทำไมในลูกตาฉันถึงได้มักจะมีนํ้าตาอยู่บ่อย ๆ” นํ้าเสียงเสิ่นชิ่งซูอ่อนโยนอย่างยิ่ง “ก็เป็นเพราะว่ากลิ่นชาเขียวของนายทำให้ฉันเคืองตายังไงล่ะ”
เขาผลักเสิ่นชิ่งอวี่ออกไป “ไปซะเจ้าชาเขียว ไปหาจอกชากับกานํ้าชาแล้วจัด พิธีชงชาของนายซะ ฉันเป็นคนตื้นเขิน ไม่ชอบกินชา ใครหน้าไหนคิดอยากจะแสดง พิธีชงชาให้ฉันดูฉันจะแสดงมวยทหารกลับคืนให้มัน”
สิ้นคำ เขาก็ไม่พูดอะไรกับเสิ่นชิ่งอวี่อีก ค่อย ๆ เดินลงบันไดไป
เจ้าชาเขียวนี่ เป็นเพราะเจ้าของร่างนี้นิสัยดีถึงได้ถูกรังแก วันนี้กล้าดีมาอวด วิเศษแสดงศิลปะชา ๆ ต่อหน้าเขา เพราะงั้นถึงถูกเขาเด็ดใบจนโกร๋นยังไงล่ะ
[1] รู้จักกันในอีกชื่อว่า กลยุทธ์ลักขื่อเปลี่ยนเสา
[2] เสแสร้งทำเป็นโง่เขลาและอ่อนหวานต่อหน้าเพศตรงข้าม และเสแสร้งทำ ตัวเป็นคนใจใหญ่ต่อหน้าคนเพศเดียวกัน เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากคนเหล่า นั้น หรืออีกอย่างก็คือเสแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาใสซื่อบริสุทธิ์ซื่อสัตย์
[3] ชาเขียว ใช้เรียกหญิงสาวที่ดูภายนอกใสซื่อไร้เดียงสา แต่ความจริงแล้ว ร้ายลึก เจ้ามารยา
[4] ดอกบัวขาว เดิมใช้เรียกผู้หญิงสูงส่งบริสุทธิ์งดงาม ไม่แปดเปื้อนโลกีย์ แต่ภายหลังใช้เป็นคำแสลง ใช้ด่าผู้หญิงที่ภายนอกดูใสซื่อบริสุทธิ์แต่จริงๆ แล้วคิด ไม่ซื่อ มีพฤติกรรมไม่ดีต่าง ๆ นานา
[5] ชาเขียวเป็นใบชาที่จะต้องกินแบบสดใหม่ ปีต่อปีถ้าหากเป็นของเก่า อายุเกินหนึ่งปีที่ผลิต รสชาติก็จะไม่ดีแล้ว
บทที่ 5
เสิ่นชิ่งอวี่เห็นเสิ่นชิ่งซูเดินลับตาไปแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้นมา
ทันทีเขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน รอยยิ้มดูถูกหายไปจากริมฝีปาก ก้มหน้าลงแล้วไป จัดพิธีชงชาให้สูฉี่
ตอนนี้สูฉี่พร้อมจะออกไปแล้ว ขณะที่กำลังเปลี่ยนรองเท้าก็เห็น
ว่าเสิ่นชิ่งอวี่ส่งวีแชตมาหา
เสิ่นชิ่งอวี่: [พี่ฉี่ พี่ชายผมออกไปแล้วนะ พี่ออกมาแล้วหรือยังฮะ]
เสิ่นชิ่งอวี่: [ต่อให้ก่อนหน้านี้พี่ชายผมจะตาถั่ว หลงแฟนห่วย ๆ ของเขาหัว
ปักหัวปำ ไม่ยอมเลิกกับหมอนั่น แถมยังคิดว่าหมอนั่นดีกว่าพี่ แต่ว่านั่นก็เป็นแค่ การหลงผิดไปชั่วคราวของเขาเท่านั้น ตอนนี้เขาได้รับบทเรียนแล้ว เขาถูกแฟนทิ้ง ก็ เลยพร้อมจะไปนัดบอดกับพี่ เพราะฉะนั้นพี่ไม่ต้องห่วงนะ พี่ชายผมเสียนํ้าตา ให้แฟนเก่าของเขามาสองวัน ผมไม่อยากให้วันนี้เขาต้องกลับมานอนร้องไห้อีก เขา ยังเสียใจมากอยู่เลย]
สูฉี่อ่านแล้วก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา นี่มันเรื่องอะไร ถูกแฟนทิ้ง
แล้วถึงค่อยมาหาเขางั้นเรอะ นึกว่าเขาเป็นตัวสำรองใช่ไหม
แล้วไหนจะที่แฟนเก่าของเสิ่นชิ่งซูยังทั้งจนทั้งห่วยแตก หมอนี่ยังมานั่งเศร้า
ไม่ยอมเลิกรา ไม่สำนึกความผิดพลาดของตัวเองสักนิดเลยหรือไง
คนยากไร้แถมห่วยแตกจนใคร ๆ ก็ทนดูไม่ไหวแบบนี้หมอนี่ยังจะชอบไป
ได้
นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเสิ่นชิ่งอวี่มาขอร้อง เขาก็ไม่อยากออกไปเจอคู่เดตพรรค์นี้
แบบนี้นอนเล่นเกมอยู่ที่บ้านไม่ดีกว่าหรือไง
สูฉี่ถอนหายใจก่อนจะตอบกลับไป: [พี่รู้แล้ว ไม่ต้องห่วง นายน่ะใจดีเกิน
ไป มันแกล้งนายตั้งเท่าไร นายยังพูดแทนมันอยู่อีก]
เสิ่นชิ่งอวี่: [ทั้งหมดเป็นเพราะว่าพี่ชายผมถูกพรากไปจากคุณพ่อคุณแม่ตั้ง
แต่เด็ก มาถึงตอนนี้เขาก็เลยขาดวิสัยทัศน์และไร้รสนิยม แล้วก็นิสัยร้ายกาจ มันไม่ ใช่ความผิดของเขา เขาแกล้งผมก็ปกติแล้ว ผมก็แค่ต้องทนไป ผมเข้าใจเขาดี]
สูฉี่รู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างใจดีจริง ๆ มันคงจะดีที่สุดถ้าหากว่าคู่นัดบอดของเขา
คือเสิ่นชิ่งอวี่แทนที่จะเป็นเสิ่นชิ่งซูเขาคิดมาตลอดว่าเสิ่นชิ่งอวี่นั้นทั้งใสซื่อบริสุทธิ์ และอ่อนโยน เป็นแบบที่เขาชอบ ทำไมเขาถึงต้องไปนัดบอดกับเสิ่นชิ่งซูด้วย
โชคร้าย
สูฉี่ไม่ได้รู้เลยว่าเสิ่นชิ่งอวี่ไม่แลเขา เสิ่นชิ่งอวี่ตาสูง จะไปชอบครอบครัวคน
รวยเล็ก ๆ ตระกูลหนึ่งที่ไม่ได้มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่อย่างสกุลสูได้ยังไง ถ้าหากเป็นไป ได้เสิ่นชิ่งอวี่อยากจะนัดบอดกับคนจากตระกูลใหญ่ ๆ อย่างสกุลหาน
แต่เสิ่นชิ่งอวี่รู้ดีว่าคนสกุลหานย่อมดูถูกเศรษฐีใหม่อย่างบ้านเขา ดังนั้นจึง
ตั้งเป้าเอาไว้ที่เศรษฐีระดับกลาง ส่วนสกุลสูนั้นไม่อยู่ในลิสต์รายชื่อของเขาเลย
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ไม่ได้อยู่ในลิสต์แต่เขาก็ไม่ยอมให้เสิ่นชิ่งซูประสบ
ความสำเร็จหรอก
เสิ่นชิ่งซูปัญญาอ่อนขนาดนั้นก็เหมาะสมกับไอ้สารเลวยากจน
อย่างหลี่ฮุยแล้วไม่ใช่หรือไง
พวกเขาจะแยกทางกันได้ไง พวกเขาสมกันจะตาย จะมาเลิกกันแบบนี้ไม่
ได้
เสิ่นชิ่งอวี่รู้สึกว่าน่าเสียดายมาก น่าเสียดายมาก ๆ
เมื่อเสิ่นชิ่งซูไปถึงร้านอาหารซึ่งเป็นสถานที่นัดบอด สูฉี่ก็ยังมาไม่ถึง ในเมื่อ
ตอนนี้เขาไม่ใช่ดาราจึงปฏิเสธบริกรซึ่งจะพาไปที่บ็อกซ์แต่เลือกโต๊ะข้างหน้าต่างแล้ว นั่งลง
เป็นดาราก็ดีอยู่หรอก แต่ก็ต้องเก็บทุกอย่างที่ทำไว้เป็นความลับ การได้มา
นั่งชิลล์ที่ล็อบบีอย่างในเวลานี้เป็นสิ่งที่เสิ่นชิ่งซูไม่ได้ทำมานานมากแล้ว
ถึงอย่างไรก่อนหน้าที่จะเดินทางข้ามมิติมา เขาก็ดังระเบิด ไม่ว่าจะไปที่ไหน
ก็เจอแฟน ๆ และไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่กล้องถ่ายรูปตามติด
กระนั้นเสิ่นชิ่งซูก็ยังอยากจะเป็นดาราต่อไป อาชีพของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นเท่า
นั้นแต่กลับต้องมาจบลงอย่างไม่คาดฝันเพราะอุบัติเหตุ เสิ่นชิ่งซูคิดแล้วก็เสียใจอยู่ นิด ๆ ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนมาโลกใหม่ เขาจึงอยากทำอาชีพของตัวเองต่อ
แต่การจะเป็นคนดังได้ต้องอาศัยโอกาส ก่อนหน้าที่เขาจะทะลุมิติมา การ
ได้เซ็นสัญญากับบริษัทสร้างภาพยนตร์เป็นเรื่องของโชคล้วน ๆ ตอนนั้นเขาออกไป ซื้อของกับพวกพี่น้อง ผลก็คือพี่น้องยังไม่มา แมวมองกลับมาถึงตัวเสียก่อน
ทว่าในโลกที่เขาอยู่ตอนนี้ใครจะไปรู้ว่าแมวมองที่เชื่อถือได้ผู้นี้อยู่ที่ไหน
เขาไม่รู้จักใครสักคน ไม่ต้องพูดถึงคนในวงการบันเทิง
ขนาดการดราฟต์ [1] ที่เสิ่นชิ่งซูค้นหาทางอินเทอร์เน็ตระหว่างนั่งมาในรถเมื่อ
ครู่ ที่เร็วที่สุดที่จะเปิดให้สมัครก็ยังเป็นอีกสามเดือนข้างหน้าโน่น
ถ้างั้นมีทางอื่นอีกไหม
ชีวิตของเขาในโลกที่จากมา ทุกอย่างแสนง่ายดาย ต้องบอกว่าไม่ได้มีใจจะ
ปักกิ่งหลิว กิ่งหลิวกลับเติบโตให้ร่มเงา ตอนนี้เขาตั้งใจจะปลูกดอกไม้แต่กลับไม่รู้ วิธีปลูกเสียอย่างนั้น
ทันทีที่สูฉี่เดินเข้ามาในร้านอาหารก็เห็นเสิ่นชิ่งซูนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ทั้งที่ไม่มี
เหตุผลอะไรทั้งสิ้น แต่รูปร่างหน้าตาเสิ่นชิ่งซูดึงดูดสายตาคนจริง ๆ
ตอนแรกที่สูฉี่ตกลงนัดบอดกับเสิ่นชิ่งซูก็เพราะเห็นรูปภาพของอีกฝ่ายแล้ว
ตกตะลึง ทว่าต่อมาเสิ่นชิ่งซูกลับปฏิเสธนัดบอดกับเขาเพื่อไอ้สารเลวจน ๆ คนหนึ่ง!
สูฉี่นึกถึงเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกว่าหมอนี่หน้าตาดีแล้วมีประโยชน์อะไร ในเมื่อตา
บอดสนิทจนสมควรไปเปลี่ยนลูกตาแบบนี้!
เขาคิดถึงความชั่วร้ายของอีกฝ่ายที่ไปกลั่นแกล้งรังแกเสิ่นชิ่งอวี่ขึ้นมาอีก
หมอนี่พอโมโหไอ้สารเลวนั่นก็จะมาระบายอารมณ์กับน้องชายตัวเอง อุตส่าห์มีความ สามารถระดับนี้ทำไมถึงไม่ไปซ้อมไอ้สารเลวนั่นให้ตายไปเลยล่ะ!
ความอัศจรรย์ใจที่ได้เห็นตัวจริงที่ผุดขึ้นมาในใจสูฉี่ถูกแทนที่ด้วยความรัง
เกียจ เขาเดินตรงเข้าไปหาเสิ่นชิ่งซูด้วยความดูถูกแล้วนั่งลง
พอเห็นอีกฝ่ายมาถึง เสิ่นชิ่งซูก็นั่งตัวตรงอย่างสุภาพมาก
เขายิ้มให้แล้วแนะนำตัวเอง “สวัสดีผมเสิ่นชิ่งซู”
“ฉันจะยังไม่รู้ว่านายคือเสิ่นชิ่งซูอีกงั้นเหรอ” สูฉี่ไม่สุภาพเลยสักนิด “ฉัน
เหมือนคนตาบอดหรือไง”
เสิ่นชิ่งซู: ...
ตาแก่นี่เพิ่งไปกินประทัดมาหรือไง ทำไมถึงได้เปรี้ยงปร้างขนาดนี้เจ้าของ
ร่างไม่เคยล่วงเกินหมอนี่สักครั้งเลยด้วยซํ้า
พอเสิ่นชิ่งซูถูกอีกฝ่ายทำไม่ดีใส่ รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางหาย หยิบเมนูบน
โต๊ะขึ้นมาเปิดดูรายการอาหาร
สูฉี่เห็นอีกฝ่ายทำเมินตนก็ยิ่งไม่พอใจมากขึ้นกว่าเก่า “นายจะดูเมนูทำไม นี่
นายมานัดบอดกับฉันหรือจะมาดูเมนูกันแน่”
เสิ่นชิ่งซูแทบจะหมดคำพูด “คุณจะไม่สั่งอาหารหรือไง”
“นี่นายมานัดบอดหรือแค่จะมากินอาหาร”
ไม่อย่างนั้นจะให้นั่งดูท่อนไม้อย่างนายหรือไงกันล่ะ
เสิ่นชิ่งซูวางเมนูอาหารลงพร้อมกับด่าอยู่ในใจ ตัดสินใจว่าจะไม่สั่งอาหาร
แต่จะจัดการเรื่องนี้ให้จบ ๆ สิ้น ๆ ไปให้เร็วที่สุด เพราะถ้ายังต้องจ้องหน้าเจ้า ตะลุมพุกนี่ต่อไป เขาก็คงกินอะไรไม่ลงเหมือนกัน
“ถ้าอย่างนั้นคุณสูอยากจะคุยเรื่องอะไร”
“ฉันได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้นายคบกับไอ้สารเลวจน ๆ คนหนึ่งอยู่ใช่ไหม”
เสิ่นชิ่งซู “ผมตาบอดไปน่ะ”
“ถ้างั้นนายก็ตาบอดจริง ๆ แล้วทำไมนายถึงนัดฉันออกมาตอนที่มันไม่เอา
นายแล้วล่ะ คิดว่าฉันเป็นตัวสำรองหรือไง”
ไม่ นายไม่ใช่ นายไม่คู่ควรหรอก
“รบกวนคุณแล้ว” เสิ่นชิ่งซูตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ใช่ นายรบกวนฉัน ขนาดไอ้สารเลวยากจนนั่นยังไม่เอานาย แล้วคิดว่าฉัน
จะเอาหรือไง แต่ฉันจะยังไม่ตัดโอกาสนายไปทั้งหมดหรอก เสี่ยวอวี่บอกว่าไม่อยาก เห็นนายกลับบ้านไปนอนร้องไห้เห็นแก่หน้าเสี่ยวอวี่ ขอเพียงนับแต่นี้เป็นต้นไปนาย เชื่อฟังฉัน ทำตามที่ฉันสั่ง เอาใจใส่รักใคร่เอ็นดูเสี่ยวอวี่ รู้จักตำแหน่งแห่งที่ของตัว เอง อย่าได้กลั่นแกล้งรังแกเขาที่บ้านอีกเป็นอันขาด แล้วก็ช่วยฉันดูแลเสี่ยวอวี่
แบบนั้นฉันก็จะยอมเสียสละ ให้โอกาสนายได้มีคุณสมบัติพอจะเป็นตัว
เลือกแฟนของฉัน เป็นไงมั่ง สำหรับนาย นี่คงจะเป็นบุญหล่นทับเลยสินะ”
เสิ่นชิ่งซู: ...
บุญหล่นทับแม่แกสิอยากจะอ้วก!
ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าคู่นัดบอดของเขาหน้าตาเหมือนหมา แล้วยังจะกลาย
เป็นหมาจริง ๆ!นี่มันหมาเลีย [2] ของเสิ่นชิ่งอวี่ชัด ๆ!
น่าขยะแขยงจริง ๆ
เสิ่นชิ่งซูคิดว่าโชคดีแล้วที่เมื่อกี้เขาไม่ได้สั่งอาหาร ไม่อย่างนั้นบางทีตอนนี้
เขาอาจจะอาเจียนออกมาแล้ว
“คุณควรจะเก็บเกียรตินี้ไว้ไปมอบให้เสิ่นชิ่งอวี่” เขาตอบ
เห็นได้ชัดว่าสูฉี่ไม่ได้คาดว่าจะถูกปฏิเสธ “นายคิดดูให้ดีๆ ครอบครัวของ
ฉันนับว่าสูงเกินตัวนายจะป่ายปีนขึ้นมาได้แล้ว ที่ฉันให้โอกาสนายก็เพราะเห็นแก่ หน้าเสี่ยวอวี่ อย่ามาปฏิเสธวันนี้แล้วสองวันข้างหน้ามาร้องไห้อ้อนวอนร้องขอโอกาส ที่สองจากฉันอีก”
“คุณอ้าปากหุบปากก็เสิ่นชิ่งอวี่ งั้นทำไมไม่นัดบอดกับเขาล่ะ” เสิ่นชิ่งซูงง
สูฉี่ไอโขลก ๆ “นายคิดว่าคนอื่นเหมือนนายงั้นเหรอ อะไร ๆ ก็ความรัก
เสี่ยวอวี่กับฉันเป็นเพื่อนกัน ฉันถือว่าเขาเป็นน้องชายของฉัน”
โอ้เข้าใจล่ะ การ์ดพี่น้อง วิธีแสนสะดวกของพวกชาเขียว
“นายมีเวลาคิดสามนาที” สูฉี่ตบมือข้างหนึ่งลงบนโต๊ะ “ถึงคำพูดของฉันจะ
ไม่รื่นหูแต่ความจริงก็คือนายเป็นตัวตลกในวงสังคม ถ้าหากไม่เห็นแก่หน้า
เสี่ยวอวี่ ฉันไม่มีวันยอมเสียเวลามาเจอตัวตลกอย่างนาย แต่ไปซื้อหนังสือ ‘ตัวตลก ฉบับสมบูรณ์’ สักเล่มมาแทน ขำไหมล่ะ”
เสิ่นชิ่งซูหัวเราะออกมาก่อนจะพยักหน้า “ช่างเป็นเรื่องเสียหน้าสำหรับคุณ
จริง ๆ น่าเสียดายที่ผมเป็นคนที่จะไม่พลาดเรื่องเดิม ๆ ซํ้าสอง ในเมื่อผมตาบอด ไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะตาบอดอีก เพราะงั้นหมาเลียอย่างคุณจะมีประโยชน์ อะไรกับผมกันล่ะ ถ้าเกิดจะต้องเสียเงินซื้อกระดูกให้คุณเลียละก็ผมจ่ายเงินซื้อ หมาจริง ๆ มาเลี้ยงไปเลยไม่ดีกว่าหรือไง แบบนั้นผมยังลูบขนมันเล่นแล้วให้มัน ส่ายหางให้ผมได้ด้วย”
“เสิ่นชิ่งซูนายเรียกใครว่าหมาฮะ” สูฉี่พูดด้วยความโมโห
“ใครโกรธคนนั้นเป็นหมา”
“แกนั่นแหละเป็นหมา”
“ใช่ คุณน่ะเป็นหมา”
สูฉี่ผุดลุกขึ้นมาอย่างโกรธจัด “ฉันขอเตือนนาย อย่ามองข้ามความหวังดี
ของคนอื่น”
“จากคุณน่ะรึ” เสิ่นชิ่งซูดูถูก “คุณรู้วิธีเอาอกเอาใจชาเขียวดีสินะหมาถ้วย
ชา”
สูฉี่:!!!
“แกน่ะสิหมาถ้วยชา”
สูฉี่โกรธจนหน้าแดงกํ่า ทำไมหมอนี่ถึงได้ปากร้ายนรกขนาดนี้ทำไมถึงไม่
เป็นคนไม่มีปากมีเสียงอย่างก่อนหน้านี้
“แกยังจะมาทำตัวทุเรศ โลว์อะไรอย่างนี้ถึงว่าไอ้สารเลวยากจนนั่นถึงไม่
เอาแก ถ้าถามฉัน คนที่แกคู่ควรก็มีแต่ไอ้สารเลวยากจนเท่านั้นแหละ อย่านึกนะว่า แค่ทาสีเหลืองแล้วกาจะกลายเป็นหงส์ได้พอฝนตกลงมาเมื่อไร แกก็ยังเป็นหนู จมนํ้าอยู่ดีนั่นแหละ”
“ถ้างั้นฉันก็จะตีหมาใต้นํ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมาถ้วยชา”
สูฉี่:!!!
เสิ่นชิ่งซูลุกขึ้นมายิ้ม “ถึงนายจะรวย แต่ต่อให้นายเป็นคนยากคนจน ฉันก็
ดูถูกนายมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะนายทำให้ฉันเห็นแล้วว่าตัวนายมันเป็นขยะ ขนาดไหน ต่อให้ใช้ทองคริปโตทั้งหมดก็ไม่ช่วย ชั่วชีวิตนี้ของนายถูกลิขิตมาให้ใคร ก็ช่วยไม่ได้ทั้งนั้น น่าเวทนาสิ้นดี”
เสิ่นชิ่งซูพูดจบก็พ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางประตู
เพิ่งจะย่างเท้าไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็เจอคนรูปร่างหน้าตาคุ้น ๆ ที่แท้ก็เป็น
หานเฉิง นักขับรถเมื่อคืนนี้นี่เอง
เสิ่นชิ่งซูตัดสินใจกะทันหัน รีบเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย
หานเฉิงแปลกใจนิด ๆ ที่พบเขาที่นี่ “มากินข้าว?”
“ช่วยหน่อยสิ” เสิ่นชิ่งซูพูดเสียงเบา “ขอเวลาเดี๋ยวเดียวเท่านั้น”
“ทำอะไร” หานเฉิงสงสัย
“คุณช่วยเพิ่มมูลค่าให้รถของคุณหน่อย”
พอเสิ่นชิ่งซูพูดจบก็หมุนตัวเดินกลับไป
ก่อนที่หานเฉิงจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอะไร เขาก็เห็นเสิ่นชิ่งซูหยุด
ยืนอยู่ตรงหน้าผู้ชายคนหนึ่ง
สูฉี่เห็นเสิ่นชิ่งซูถอยกรูดกลับมาด้วยสีหน้าเหมือนเจอผีก็ตกใจจนขนลุก
แล้วถามด้วยความโมโห “ตาบอดหรือไง”
“ผมตาบอด” เสิ่นชิ่งซูคว้าแขนเขาเอาไว้ “ผมคิดถึงหมาถ้วยชาแล้ว ผมว่า
เป็นคุณก็ดีเหมือนกัน ผมอยากซื้อกระดูกให้คุณ”
สูฉี่โกรธจัด “แกคิดว่าฉันไม่กล้าซ้อมแกหรือไง”
“ไม่เอาน่า ผมแค่อยากจะเป็นแฟนคุณ”
“สายไปแล้ว” สูฉี่ปฏิเสธ
หานเฉิงงงมากจริง ๆ เขาย่างเท้าเข้ามาใกล้ “นี่คือ...”
“นี่คือแฟนผม” เสิ่นชิ่งซูตอบทันที “ปล่อยผมไปเถอะนะหานเฉิง ผมขอร้อง
ล่ะ พวกเราไม่เหมาะสมกัน อย่ามาตามตื๊อผมอีกเลย ผมไม่ชอบนาฬิกาที่คุณให้ยิ่ง ไม่ชอบรถสปอร์ตที่คุณซื้อให้ผมมากกว่าด้วย แล้วไหนจะเรือยอชต์ที่คุณเพิ่งซื้อมา คอนโดห้องวิวทะเลอีก คุณเอาคืนไปให้หมดเลย ผมไม่ต้องการ ผมแค่ต้องการให้ คุณปล่อยผมไป ตอนนี้ผมมีแฟนแล้ว”
หานเฉิง: ...
อะไรของหมอนี่น่ะ เรือยอชต์คอนโดห้องวิวทะเล
สูฉี่:!!!
หมอนี่ว่าไงนะ หานเฉิงไล่จีบเขางั้นเหรอ นาฬิกา รถสปอร์ต เรือยอชต์
คอนโดห้องวิวทะเล?!
ดวงตาเสิ่นชิ่งซูเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ในท้องของเขาเต็มไปด้วยความ
อึดอัดคับข้อง “ความรักไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาด้วยการใช้กำลังบังคับข่มขืนจิตใจ ถึงแม้ ว่าทุกคนจะชิงชังรังเกียจว่าคุณยากจน ไม่รวยเท่ากับพ่อของคุณ และบอกผมว่าคุณ เป็นแค่ไอ้สารเลวที่ทำลายดวงใจของเด็กหนุ่มเด็กสาวมานับไม่ถ้วน แต่ผมก็ไม่เคย สนใจ ผมยอมรับว่าตอนนั้นผมตาบอด และยอมรับว่าตอนนั้นผมตกหลุมรักคุณหัว
ปักหัวปำ แต่แค่เพียงเพราะว่าคุณรักผม ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถตาม ผมแจ บังคับควบคุมผม ครอบครองผมให้ผมเป็นของคุณเพียงคนเดียวตลอด เวลา คุณเป็นของคุณแบบนี้จะให้ผมทนไหวได้ยังไงกัน!”
หานเฉิง: ...
“ผมนึกว่าก่อนหน้านี้ผมบอกคุณแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แถมผมยังเลิกกับ
คุณโดยไม่รีรอ คุณก็ควรจะรู้ได้แล้วว่าตัวเองทำอะไรผิด แต่วันนี้คุณยังตามผมมา อีก!!!ความรักที่แสนบีบบังคับจนอึดอัดแทบหายใจไม่ออกของคุณแบบนี้ผมรับไม่ ไหวแล้วจริง ๆ ผมขอแลกกับแฟนที่ไม่รวยเท่าคุณ ไม่หล่อเท่าคุณ แล้วก็ไม่รักผม มากเท่าที่คุณรักผมเสียยังจะดีกว่า”
เขาหันไปจ้องสูฉี่ด้วยดวงตาที่มีหยาดนํ้าตาคลอ “ผมยอมเป็นแฟนคุณ ขอ
เพียงแค่ต่อไปคุณทำให้ผมไม่ต้องเจอเขาอีก”
หานเฉิง: ...
เขาอยากจะปรบมือให้เสิ่นชิ่งซูจริง ๆ
อะไรมันจะแสดงได้อย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกเข้มข้นทรงพลังน่า
อัศจรรย์ขนาดนี้
ความรักที่แสนอึดอัดจนหายใจไม่ออก ควบคุมบีบบังคับให้แฟนหนุ่ม
เครียดจนสติแตก ถึงขั้นยอมยัดเยียดตัวเองให้เป็นแฟนคนอื่นเพื่อไปจากเขาให้ ได้!
นี่เขาควรจะต้องปล่อยมือแล้วเดินจากไป หรือว่าทำตัวประสาทหวาดระแวง
ต่อไปดี
หานเฉิงมองเสิ่นชิ่งซูที่ฉวยโอกาสตอนสูฉี่ตกตะลึงพรึงเพริดหันมาส่งสายตา
เป็นสัญญาณให้จนหางตาแทบกระตุก แล้วจึงตัดสินใจยอมปล่อยมือเพื่อคนรักของ ตัวเองทันที
หลังจากปรบมือ เขาก็ทำหน้าคนอกหัก
“ในเมื่อเธอยืนกรานจะทำแบบนี้ถ้าอย่างนั้นฉันก็หวังว่าเธอจะมีความสุข
ด้วยเหมือนกัน”
พูดจบแล้วหานเฉิงก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม
เสิ่นชิ่งซู:!!!
ลูกพี่ ผิดบทแล้วโว้ย!!
ละครเรื่องนี้มันไม่ใช่แบบนี้!!!
ตัวละครของลูกพี่มันต้องรักมากจนคนหายใจไม่ออกโว้ย!!!
แล้วไหนความต้องการที่จะครอบครอง?ไหนความบ้าคลั่ง?ลูกพี่จะมาปล่อย
มือผมไปทำไม?!!
นี่ลูกพี่มองไม่เห็นสัญญาณที่ผมส่งไปให้งั้นเรอะ???!!!
เสิ่นชิ่งซูคิดว่านี่มันไม่ใช่รักบีบบังคับควบคุมจนอึดอัดหายใจไม่ออก แต่
เป็นรักที่สิ้นหวังไปแล้ว!
ตอนนี้ถึงได้มาเสียใจ เขากับนักขับรถของตัวเองไม่ได้ใจตรงกันเลยสักนิด
นี่มันอะไร ยังจะกล้าเรียกตัวเองว่านักขับมือเก่าอีกงั้นรึ!
คะแนนรีวิวยอดแย่ ไสหัวไปซะ!
ในเมื่อไม่ได้ช่วยเพิ่มราคารถ งั้นก็อย่าหวังว่าจะมีโอกาสได้ขึ้นรถหรูอีกรอบ
เลย!
เสิ่นชิ่งซูโกรธจัดจนแทบจะฉีกตั๋วของหานเฉิงเป็นชิ้น ๆ
สูฉี่เห็นหานเฉิงเดินออกไปโดยไม่เหลียวหลังก็ก้มหน้าลงมาถามเสิ่นชิ่งซู
“นายรู้จักเขาด้วยหรือ”
เสิ่นชิ่งซูจำเป็นต้องเปลี่ยนบทละครไปก่อน “คุณไม่รู้จักงั้นเหรอ นั่นคือไอ้
สารเลวยากจนแฟนเก่าของผมไง”
สูฉี่: ... ถ้าโคตรพ่ออย่างหานเฉิงเรียกว่าจน ตัวเขาก็คงต้องเป็นขอทานที่ใช้
ชีวิตอยู่ใต้ทางด่วนแล้ว
ทำไมถึงไม่มีใครบอกเขาว่าแฟนเก่าของหมอนี่คือหานเฉิง!!!
“นายยังจะคิดว่าเขาจนอีกงั้นเหรอ” สูฉี่ไม่เชื่อเด็ดขาด
“ผมมันโลว์ขนาดนี้จะไปรู้อะไรได้ผมมันก็แค่อีกาทาสีเหลือง พวกคุณว่ายัง
ไงก็ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา ทุกวันนี้จะมีใครหน้าไหนที่ไม่มีรถสปอร์ตกับคอน โดวิวทะเลล่ะ”
สูฉี่: ...
สูฉี่ได้แต่เงียบกริบ
เสิ่นชิ่งซูมองอีกฝ่ายสลดหดหู่แล้วมีความสุขมาก ดังนั้นจึงไม่เสียเวลาแสดง
ละครกับเขาอีกต่อไป
“ขอบคุณที่ช่วยผมเมื่อกี้แต่มาคิดดูอีกทีไม่ลากคุณเข้ามาในวังวนแห่งรัก
ของพวกเราดีกว่า มันไม่ยุติธรรมกับคุณ อีกอย่าง คุณก็ไม่ใช่แบบที่ผมชอบจริง ๆ นั่นแหละ ต่อให้เขาคนนั้นจะเป็นโรคประสาท อึมครึม ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แล้วก็รักผมมากจนทำให้ผมอึดอัดแทบหายใจไม่ออก แต่เขาก็ยังหล่ออยู่ดีผมยัง พอจะยอมรับได้อยู่ แต่เป็นคุณไม่ได้หรอก คุณยังหล่อไม่พอ”
สูฉี่: ...
สูฉี่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ฉันแค่ไม่หล่อเท่าเขา ไม่ใช่หล่อไม่พอ!”
ตัวเขาน่ะหล่อกว่ามาตรฐานคนทั่วไป เข้าใจไหม
เขาก็แค่ไม่อาจเทียบกับความหล่อระดับติด BUG ของหานเฉิงได้เท่านั้น
เอง!
“คุณยังไม่หล่อเท่าผมเลย” เสิ่นชิ่งซูลงมีดอีกรอบ “คุณดูตัวเองในกระจก
เหมือนเวลาผมส่องกระจกสิเพราะงั้นที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ก็อย่าเก็บไปคิดเป็นจริง เป็นจังเลยนะ”
“ฉันไม่ได้เก็บไปคิดเป็นจริงเป็นจัง” สูฉี่เดือดดาล “ทำไมฉันจะต้องเอาไป
คิดจริงจังด้วย”
“งั้นก็ดีแล้ว” เสิ่นชิ่งซูพยักหน้า “ต่อไปคุณระวังตัวด้วยนะ ผมเกรงว่าเขาจะ
ไปแก้แค้นเอากับคุณ เพราะเขายึดติดกับผมมาก ผมไม่อยากจะทำร้ายคุณ” สูฉี่: ...
สูฉี่คิดถึงแผ่นหลังของหานเฉิงที่เพิ่งจะจากไป “เขาคงไม่...”
ก่อนที่คำว่า “ยึดติดขนาดนั้นมั้ง” จะออกจากปาก หานเฉิงก็เดินกลับมา
แล้วคว้าข้อมือเสิ่นชิ่งซูเอาไว้ทันที
เสิ่นชิ่งซู:???
เสิ่นชิ่งซูงงไปหมดแล้ว ลูกพี่ ก็ไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยังกลับมาอีก
“คิดว่าฉันไปแล้วสินะ” หานเฉิงถาม
เสิ่นชิ่งซูพยักหน้างง ๆ
“มีความสุขมาก?”
เขาไม่ได้มีความสุขมากเท่าไร แต่กลัวหน่อย ๆ ต่างหาก
“แค่ฉันจากไปก็ทำให้เธอมีความสุขได้แล้วงั้นรึ” หานเฉิงโน้มตัวเข้ามาใกล้ “นี่คือเหตุผลที่ทำให้เธออยากจะไปจากฉันใช่ไหม”
เสิ่นชิ่งซู: ...
เสิ่นชิ่งชูดูหน้าอีกฝ่ายก็รู้สึกว่าตอนนี้หมอนี่กำลังเล่นไปตามสันดานเดิมอยู่
หานเฉิงเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปมองสูฉี่ “นี่น่ะรึผู้ชายที่เธอมองหา มันมีตรง ไหนที่ดีกว่าฉันกัน หน้าตา?รูปร่าง?หรือว่ามันรวยกว่าฉัน หรือว่ามันรักเธอมากกว่า ที่ฉันรักเธอฮะ”
สูฉี่: “คุณพี่ถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ”
“ได้ยินหรือยัง” หานเฉิงกระซิบข้างหูเสิ่นชิ่งซู “คนที่เธอเลือกเป็นของไร้ค่า ขนาดนี้แล้วยังคิดจะให้ฉันปล่อยมือไปอีกงั้นรึดูเหมือนว่าฉันจะยอมอ่อนข้อให้ เธอเกินไปแล้ว”
พูดจบก็ลากเสิ่นชิ่งซูเดินออกไปจากร้านทันที
เสิ่นชิ่งซูเห็นทักษะการแสดงของอีกฝ่ายที่ระเบิดออกมาจนแสดงให้เห็น ความสามารถที่ซ่อนอยู่แล้วก็แทบไม่อยากเชื่อ นี่มันพรสวรรค์ชัด ๆ!พระเอกนี่มี ความสามารถด้านการแสดงด้วยงั้นเหรอ!งั้นเอาตั๋วไปเลย รถหรูต่ออายุให้คุณแล้ว!
สูฉี่ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบวิ่งไล่ตามพวกเขาออกมา แต่ถูก หานเฉิงหันมาจ้องหน้า “ทำไม นายไม่ยอมปล่อยเขาไปงั้นรึ”
สูฉี่รีบหยุดแล้วตบเท้าชิดยืนแถวตรงทันที “พี่สะใภ้เดินทางปลอดภัย” นายนี่มันขาหมา [3] เกินไปแล้ว!
เสิ่นชิ่งซูปรายตามองอีกฝ่าย “อย่าบอกเรื่องนี้กับที่บ้านฉันล่ะ”
“ฉันรู้แล้ว”
สูฉี่ถอนใจ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเสิ่นชิ่งซูไปพูดอะไรจนทำให้คนสกุลเสิ่นมโนไป เองว่าหานเฉิงเป็นคนจน แถมยังนึกว่าถูกหานเฉิงทิ้ง แต่ในเมื่อเสิ่นชิ่งซูไม่อยากจะ เปิดเผยความจริง ถ้าหากเขาพูดไปแล้วทำให้เสิ่นชิ่งซูไม่พอใจ หานเฉิงก็จะมาเล่น งานเขาเพื่อเอาใจเสิ่นชิ่งซูแบบนั้นเขาต้องแย่แน่ ๆ
ยังไงก็เถอะ ใครจะไปคาดคิดว่าหานเฉิงที่ดูไม่ออกเลยว่าจะเป็นคนโรแมน ติกเลยสักนิด เวลาพูดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ขึ้นมาจะกลายเป็นพวกลุ่มหลงบ้าคลั่งได้ ขนาดนี้
ความรักแบบนี้นี่ทำให้คนอึดอัดหายใจไม่ออกเลยจริง ๆ!
[1] การคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันเพื่อเซ็นสัญญาเข้าวงไอดอล หรือเป็นนักแสดง แล้วแต่ว่ารายการนั้นจะเป็นรายการที่จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหาอะไร
[2] คนขี้ประจบ นอกจากนี้ยังหมายถึง คนที่รู้ว่าเขาไม่รักก็ยังคอยตามจีบคอยเอาใจเขาอยู่
[3] คนที่ยอมก้มหัวเป็นทาสรับใช้คนเลว เปรียบเหมือนยอมเป็นมือเป็นเท้า ของหมา
บทที่ 6
เสิ่นชิ่งซูเดินตามหานเฉิงเข้าไปในลิฟต์แล้วก็อดปรบมือให้อีกฝ่ายไม่ ได้
“คุณนี่มันนักแสดงนำชายรางวัลออสการ์ชัด ๆ”
“แน่นอน” หานเฉิงภูมิใจในตัวเองสุด ๆ “ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ฉันอยากได้ แล้วไม่ได้แล้วก็ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้ว่าแต่นี่มันเรื่องอะไรกัน” “พอนั่งแล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง พวกเราไปหาอะไรกินกันก่อน ผมยังไม่ได้กิน อะไรเลย คุณเองก็ยังไม่ได้กินอะไรใช่ไหม งั้นผมเลี้ยงเอง ถือเป็นการตอบแทนที่ ช่วยผมเอาไว้”
“ได้” หานเฉิงไม่เกรงใจ กดปุ่มลิฟต์ “ตอนแรกฉันอยากกินอาหารฝรั่ง แต่ ในเมื่อตอนนี้ไม่ได้กินแล้ว พวกเราก็ไปกินหม้อไฟแทนแล้วกัน”
พอพูดจบ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเปลี่ยนคำพูด “ช่างเถอะ พวก เราเปลี่ยนไปกินกับข้าวกัน”
“ทำไมล่ะ” เสิ่นชิ่งซูงง
ดวงตาหานเฉิงหลุบลงนิด ๆ “ฉันกลัวว่าความเร่าร้อนของเธอมันจะยิ่งไป เร่งความเผ็ดร้อนของหม้อไฟจนทำให้ปวดแสบปวดร้อนจนทนไม่ไหวน่ะสิ”
เสิ่นชิ่งซู: ...
“พวกเรายากจะบังเอิญมาเจอกัน คํ่าคืนดีๆ อย่างนี้จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ ได้”
“ผมบอกหรือไงว่าคืนนี้อยากจะอยู่กับคุณ” เสิ่นชิ่งซูปรายตามองอีกฝ่าย
หานเฉิงโอบไหล่เขาเอาไว้ “เรือยอชต์ของฉันแล่นเร็วไม่พอ หรือว่าห้องวิว ทะเลของฉันเล็กไปหรือไง หรือจะเป็นเพราะว่าความรักของฉันที่มีให้เธอมันไม่เป็น เจ้าข้าวเจ้าของหรือไม่บ้าคลั่งถึงใจเธอกันล่ะ”
เสิ่นชิ่งซูขำ “ได้เห็นแก่ความร่วมมือของคุณวันนี้คืนนี้พวกเราอยู่ด้วยกันก็ ได้”
“นั่นแหละที่ฉันต้องการ”
พวกเขากินอาหารในห้องส่วนตัวของร้านอาหารด้วยกัน สั่งอาหารเบา ๆ มา หลายจาน เสิ่นชิ่งซูเล่าเรื่องให้อีกฝ่ายฟังโดยตัดเรื่องราวในครอบครัวที่แสนซับซ้อน ออกไปแล้วปรับให้เข้าใจง่าย โดยเล่าเพียงแค่เขาออกมานัดบอดกับสูฉี่ แต่อีกฝ่าย รังเกียจเขา เอาแต่ด่าและดูถูกเหยียดหยามกันไม่หยุด ด้วยเหตุนี้จึงต้องการสั่งสอน ให้บทเรียนหมอนั่น
“นี่ถ้าผมไม่เจอคุณ ผมก็คงกลับไปแล้ว แต่พอผมเห็นคุณ มันก็เลยอดไม่ ได้น่ะ”
“ถ้าเกิดฉันเป็นคนจนขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ” หานเฉิงถาม “แบบนั้นจะไม่เสีย เปล่าหรือ”
“ไม่มีทางเป็นแบบนั้นไปได้หรอกน่า คุณดูรวยมาก แค่มองด้วยตาเปล่าอาจ จะไม่รู้ว่าคุณมีเงินในธนาคารเท่าไร แต่คุณหล่อแถมบุคลิกดีเป็นบ้า แค่ยืนเฉย ๆ ต่อให้ใส่เสื้อซื้อจากเถาเป่าราคาเก้าจุดเก้าหยวนส่งฟรีก็ยังดูเหมือนเสื้อสั่งตัดเฉพาะ ตัวอยู่ดีนั่นแหละ”
หานเฉิงขำ “เธอนี่ปากหวานจริง ๆ”
เสิ่นชิ่งซูยิ้ม รินชาให้อีกฝ่าย
ทั้งสองกินอาหารคํ่าด้วยกัน แล้วก็ไปเปิดห้องพักในโรงแรมซึ่งได้รับคะแนน รีวิวสูงที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ เพื่อเตรียมตัวขับรถกันที่นั่น
เสิ่นชิ่งซูยังจำรถออฟโรดสุดเท่ของหานเฉิงได้และอยากจะขับอีกรอบ จึงคิด หาวิธีใช้มารยาออดอ้อนหลอกล่อให้อีกฝ่ายยอมให้เขาได้ขับอีกสักครั้ง แต่พอไปถึง ที่จอดรถชั้นใต้ดินก็พบว่าหานเฉิงเปลี่ยนรถแล้ว
รถออฟโรดที่เขาเคยขับหายไป เปลี่ยนเป็นรถสปอร์ตสุดหรูแทน “คุณไม่ขับรถคันเมื่อตอนนั้นแล้วเหรอ”
“ไม่” หานเฉิงหันมาจ้องหน้าเขา “ต้องขอบใจเธอมาก ตอนนี้เวลาขึ้นรถคัน นั้นฉันจะมีอาการ PTSD [1] ทุกครั้ง นี่ถ้าจิตใจฉันไม่ได้แข็งแกร่งมากพอ เวลาเจอหน้าเธอก็อาจจะมีอาการ PTSD ด้วยอีกแน่”
เสิ่นชิ่งซู: ...
เสิ่นชิ่งซูหมุนตัวเดินกลับ
หานเฉิงคว้าตัวเขาเอาไว้ “ทำไม เธอกับรถคันนี้ไม่ถูกชะตากันงั้นรึนี่ฉัน ต้องเลือกคันใดคันหนึ่งด้วยหรือไง”
พอพูดจบเขาชี้รถสปอร์ตที่จอดอยู่ไม่ไกล
“ถ้างั้นก็วางใจเถอะ ยังไงฉันก็ต้องเลือกเธออยู่แล้ว เธอหรูกว่ารถคันนี้มาก”
เสิ่นชิ่งซูหันกลับมาทำเสียง “เพ้ย” ใส่อีกฝ่าย “คุณพูดเองไม่ใช่หรือไงว่า เจอผมแล้วอาการ PTSD กำเริบ ถ้าเกิดคุณเมารถแล้วอ้วกใส่ผมขึ้นมา ผมกลัวว่า ตัวเองจะทนไม่ไหว ทำคุณเลือดตกยางออกตรงนั้นเลยน่ะสิ!”
“ไม่มีทางเป็นแบบนั้นไปได้หรอกน่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของพวกเราเสียหน่อย คู่ขาเก่ากันแบบนี้ที่ไหนจะเกิดอุบัติเหตุได้เล่า”
เสิ่นชิ่งซูทำเสียงฮึ่ม
หานเฉิงดึงแขนเขาเดินไปที่รถ “ไปน่า ไปทักทายเพื่อนตัวน้อยของเธอ หน่อย ทุกคันก็เป็นเพื่อนร่วมโรงรถกันทั้งนั้น พอนับดูแล้ว เขายังเป็นพี่ชายเธอ ด้วยซํ้า”
เสิ่นชิ่งซูกระทืบเท้า “พี่ชายคุณน่ะสิ”
“ถ้างั้นฉันก็เป็นพี่ชายเธอด้วยทูนหัว”
เสิ่นชิ่งซูเต็มไปด้วยความรังเกียจ “ผมแพงมาก คุณไม่คู่ควรหรอก” “เมื่อกี้เธอเพิ่งจะพูดไม่ใช่หรือไงว่ามองแวบแรกก็รู้แล้วว่าฉันรวยสุด ๆ”
“คุณไม่ได้พูดเหรอว่าผมปากหวาน เพราะงั้นฟังแล้วก็อย่าเก็บเอาไปคิดเป็น จริงเป็นจังสิ”
หานเฉิง: ...
หานเฉิงขยี้ผมอีกฝ่าย “ตอนนี้เธอเป็นซูเปอร์คาร์คันน้อยของฉันแล้วนะ” “แค่ชั่วคราวหรอกน่า”
เสิ่นชิ่งซูพูดพลางเดินไปที่รถสปอร์ต ไม่ต้องพูดเลย พี่ชายของเขาช่างดูดี จริง ๆ “นี่ต้องแพงมากแน่ ๆ”
“พี่ชายเธอค่าตัวไม่ถูกหรอก” หานเฉิงบอก
“ใช่แล้ว”
พอเสิ่นชิ่งซูพูดจบก็รีบขึ้นไปนั่งบนที่นั่งคนขับ “ผมขับเอง”
หานเฉิง: ...
“นี่ต้องไม่ดีแน่ ๆ”
“ต้องดีสิ”
“เลิกเล่นไม่รู้เรื่องได้แล้ว อย่ามาทำเป็นเล่นกับเรื่องขับรถ”
“ก็แค่ระยะทางสั้น ๆ เท่านี้เอง ผมขับได้น่า”
หานเฉิงกุมขมับ “พรุ่งนี้เช้า เอาไว้เธอค่อยขับพรุ่งนี้เช้าไม่ได้หรือไง ตอนนี้ เธอให้ฉันขับขี่จนหายอยากก่อน แล้วฉันค่อยสนองความต้องการในการขับของเธอ ทีหลัง”
“คุณพูดเองนะ”
“ฉันจะพยายามสุดความสามารถ” หานเฉิงรู้สึกว่านี่คือการทดสอบความซื่อ สัตย์ของเขา
“ถ้างั้นผมเชื่อคุณก็ได้” พอพูดจบ เสิ่นชิ่งซูก็เปิดประตูรถแล้วย้ายไปนั่งที่นั่ง ข้างคนขับแทน
หานเฉิงเข้าไปนั่งบนที่นั่งคนขับด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เกรงว่าในอีกยี่สิบสี่ชั่ว โมงข้างหน้า เขาคงจะต้องเอารถสปอร์ตสุดที่รักของตัวเองไปทิ้งในตำหนักเย็นแล้ว
เขาไม่เข้าใจ ทำไมรถสปอร์ตสุดหรูคันน้อยถึงเป็นผู้โดยสารดีๆ ไม่ได้ ทำไมจะต้องอยากขับรถทุกวันด้วย
ล้วนแต่รถเช่นเดียวกัน ไยต้องเร่งเผาผลาญ [2]
หานเฉิงได้แต่สตาร์ตเครื่องยนต์อย่างหดหู่ พารถสปอร์ตในร่างมนุษย์ของ ตัวเองไปโรงแรม
ครั้งแรกดิบครั้งที่สองสุก [3] คราวนี้ทั้งสองอาบนํ้าอย่างรวดเร็ว แล้วเอา เวลามาโรมรันพันตูกันอย่างดุเดือดในโปงผ้าห่มแทน
หานเฉิงยังจำที่เสิ่นชิ่งซูหักคะแนนเขาและคำตำหนิติเตียนในตอนที่ตื่นมาเช้า วันนั้นได้ครั้งนี้เขาจึงฉวยจังหวะถาม “ฝีมือฉันเป็นไงบ้าง คะแนนเต็มห้าดาว เธอ ให้ฉันกี่ดาว”
เสิ่นชิ่งซูโดนเขาถามตอนใกล้จะถึงจุดสุดยอดจึงได้แต่ตอบอย่างจนใจ “ห้า ดาว ห้าดาว!คะแนนเต็มห้าดาวเลย!”
“นี่คงไม่ได้เป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของฉันหรอกนะ”
“ไม่ใช่เลย ไม่ใช่ หยุดพูดไร้สาระเถอะน่า”
หางตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงนิด ๆ เพราะถูกรังแก แต่หานเฉิงยังไม่ยอม ให้อภัย “แล้วฉันจัดอยู่ในประเภทไหน ผู้ชรา ผู้อ่อนแอ ผู้ป่วย หรือว่าผู้พิการ”
เสิ่นชิ่งซูอยากจะร้องไห้แต่ไร้นํ้าตา “คุณไม่อยู่ในประเภทไหนทั้งนั้นแหละ ตอนนี้คุณเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ จะทำเสียทีได้ไหม”
หานเฉิงบีบคางเขา “ไม่เลว”
พอพูดจบ เขาก็ก้มศีรษะลงไปจูบอีกฝ่าย
เสิ่นชิ่งซูโอบรอบลำคอหานเฉิงเอาไว้พลางขบริมฝีปากเขาอย่างโมโห ก่อน จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นจูบที่ดูดดื่มตามการชักนำของอีกฝ่าย
คราวนี้เสิ่นชิ่งซูเต็มไปด้วยกำลังวังชา หลังจากการเดินทางไปกลับจบลง เขา ก็เพียงแค่รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ไม่ได้หลับไป
“คุณอุ้มผมไปล้างตัวหน่อยสิ” เขาอิงแอบหานเฉิงพลางพูดเสียงแผ่ว
หานเฉิงไม่ได้ขี้อายกับเรื่องแบบนี้เขาอุ้มอีกฝ่ายขึ้นมาแล้วเดินไปที่ห้องนํ้า อาบนํ้าด้วยกัน จากนั้นก็อุ้มเสิ่นชิ่งซูกลับมาที่เตียงอีกครั้ง
เสิ่นชิ่งซูยังอยู่ในอารมณ์รักและยิ่งเป็นพวกตัวติดแฟนมากหลังเพศสัมพันธ์ จบลง พอกลับมาถึงเตียงแล้วก็เป็นฝ่ายเข้ามากอดหานเฉิงเอาไว้ถึงขั้นจับมือ หานเฉิงให้มากอดเขาเอาไว้แน่น ๆ
หานเฉิงไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“เธอชอบสไตล์อ่อนโยนแบบนี้หรือ”
เสิ่นชิ่งซูพยักหน้า เงยศีรษะขึ้นเพื่อให้หานเฉิงจูบเขา
เขาเพิ่งอาบนํ้าเสร็จ ทั้งเนื้อทั้งตัวก็เหมือนซาลาเปากุหลาบนึ่งใหม่ ๆ ใน เข่ง ทั้งนุ่มนิ่มทั้งเงาวับ สะอาดหมดจด มีเพียงจุดสีแดงนิด ๆ บนริมฝีปาก เหมือน ไส้ดอกกุหลาบข้างในซาลาเปา
หานเฉิงไม่ปฏิเสธ ก้มศีรษะลงจูบแผ่ว ๆ บนริมฝีปากอย่างทะนุถนอมอ่อน โยน ทำให้เสิ่นชิ่งซูยิ่งรู้สึกดีมาก
หลังจากที่จูบเสร็จเรียบร้อยแล้ว หานเฉิงก็ปิดไฟแล้วพูดเสียงแผ่ว “นอน เถอะ”
เสิ่นชิ่งซูทำเสียงอือเบา ๆ ก่อนจะหลับไปในอ้อมแขนของเขา
ครั้งนี้ทั้งสองคนหลับสนิท มีเพียงแค่เสิ่นชิ่งอวี่ที่นั่งไม่ติดเก้าอี้เสิ่นชิ่งซูไม่ กลับบ้าน แต่สูฉี่บอกว่าการนัดบอดของพวกเขาจบลงแล้วที่สองคนไม่เหมาะสมกัน ถ้างั้นหมอนั่นไปอยู่ที่ไหน
คงไม่ใช่ว่ากลับไปหาไอ้สารเลวจน ๆ นั่นอีกหรอกนะ
พอคิดได้แบบนี้เขาก็ผุดลุกขึ้นออกจากห้องนอนมานั่งในห้องนั่งเล่นเพื่อรอ พ่อแม่ของเสิ่นชิ่งซูกลับบ้าน
ตีหนึ่ง พ่อแม่สกุลเสิ่นเพิ่งเสร็จสิ้นการไปร่วมงานสังคมแล้วกลับถึงบ้าน เสิ่นชิ่งอวี่รีบเติมนํ้ามันนํ้าส้มใส่เรื่องที่นัดบอดของเสิ่นชิ่งซูไม่ประสบความสำเร็จ แถมตอนนี้เจ้าตัวยังไม่ถึงบ้าน แสดงว่าเสิ่นชิ่งซูยังมีแฟนเก่าอยู่ในใจและกลับไปหา หมอนั่นอีกครั้ง ส่วนเรื่องที่ไปนัดบอดก็เป็นแค่การหลอกลวงทุกคนเท่านั้น
“พี่ชายช่างดื้อรั้นสุดจิตสุดใจจริง ๆ แล้วก็ไม่ยอมเข้าใจความปรารถนาดี ของคุณพ่อคุณแม่เลยสักนิด ไม่รู้ว่าเมื่อไรพี่ชายถึงจะยอมกลับบ้าน เขาคงจะไม่ กลับไปหาไอ้สารเลวนั่นอีกครั้งหรอกใช่ไหมฮะ ผมไม่สบายใจเลย”
พ่อเสิ่นโกรธจัดจนโทรศัพท์หาเสิ่นชิ่งซูเดี๋ยวนั้น ทว่าตอนนี้เสิ่นชิ่งซูหลับไป แล้ว โทรศัพท์มือถือก็แบตต์หมดปิดเครื่องไปโดยอัตโนมัติไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย
พ่อเสิ่นยิ่งโกรธกว่าเก่า และสบถคำว่า “ไอ้ของไร้ค่า” ออกมา ก่อนจะเข้า บ้านไปด้วยความโมโห
เสิ่นชิ่งซูตื่นขึ้นเช้ามาถึงได้รู้ว่าโทรศัพท์มือถือตัวเองปิดเครื่องไปแล้ว เขาจึง ขอให้บริกรที่มาเสิร์ฟอาหารเช้านำสายชาร์จมาให้แล้วชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์มือถือ
ทันทีที่เปิดเครื่องจึงเห็นว่ามีสายเรียกเข้าจากพ่อเสิ่น
เสิ่นชิ่งซูไม่รีบร้อน การที่พ่อเสิ่นโทรมาก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องนัดบอด พอเขา ถึงบ้านแล้วค่อยคุยกันก็ยังไม่สาย
เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว หานเฉิงจึงถามอย่างสุภาพ “อยากให้ ฉันไปส่งหรือเปล่า”
ทันทีที่พูดจบเขาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้และตอบคำถามตัวเอง “ฉันเดาว่า ไม่จำเป็นสินะ หวังว่าเธอจะเดินทางปลอดภัย ลาก่อน”
เสิ่นชิ่งซูคว้าตัวอีกฝ่ายเอาไว้ทันที “คุณโลกสวยเกินไปแล้ว ผมอยากเจอพี่ ชายผม”
“ให้พี่ชายเธอมีชีวิตอยู่ต่อไม่ดีกว่าเหรอ เธอจะทำให้พี่ชายเธอใจสลายนะ”
“ถูกต้องแล้ว พี่ชายผมต้องได้รับประสบการณ์เดียวกันกับพี่ชายของเขา บางทีกลับไปแล้วเขาอาจจะสั่งสอนพี่ชายตัวเองให้รู้แจ้งได้แล้วคุณก็จะได้ขับรถคัน ใหม่ยังไงล่ะ”
“ฉันไม่ได้มีรถมากมายขนาดนั้นหรอกนะ แค่เปิดประตูรถคนอื่นก็ไม่ต้องใช้ อีกแล้ว เธอนี่มันปีศาจร้ายจริง ๆ”
“ไม่มีประโยชน์หรอกน่า เมื่อวานคุณสัญญาไว้แล้ว ผมจำได้” เสิ่นชิ่งซูไม่ ยอมปล่อยเขาไปเด็ดขาด
หานเฉิงแนะนำอย่างจริงใจ “เธอลองคิดดูอีกทีเถอะ”
“สามสองหนึ่ง ผมคิดเรียบร้อยแล้ว ผมยังอยากจะขับอยู่”
หานเฉิง: ...
หานเฉิงยอมแพ้พาอีกฝ่ายไปที่รถโดยไม่พูดไม่จา
เสิ่นชิ่งซูขึ้นไปนั่งบนรถอย่างมีความสุข และลูบพวงมาลัยรถสปอร์ตของ หานเฉิง “ไม่ต้องห่วง ครั้งก่อนผมสะเพร่าไปหน่อย ไม่ได้ขับมานานก็เลยไม่ค่อย คุ้นเท่าไร คราวนี้ต้องไม่เป็นเหมือนเมื่อครั้งที่แล้วแน่”
หานเฉิงไม่เชื่อคำพูดอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย “เดี๋ยวพอออกจากที่จอดรถแล้ว จอดให้ฉันลงตรงข้างหน้า เธอขับของเธอไป ส่วนฉันจะเรียกรถแท็กซี่ตามไปเอง”
เสิ่นชิ่งซู: ...
“คุณเลือกปฏิบัติกับผมนี่” เขาโมโห
หานเฉิงส่ายหน้า “ฉันยังหวงแหนชีวิต รักชีวิตตัวเองอยู่”
“คุณดูถูกความสามารถของผม”
“ฉันกลัวเหตุไม่คาดฝันและเต็มไปด้วยความคาดหวังต่ออนาคตภายภาค หน้า”
เสิ่นชิ่งซูจัดการคาดเข็มขัดนิรภัยให้อีกฝ่ายอย่างโกรธจัดแล้วล็อกประตู “งั้นคุณก็จบเห่แล้ว คุณจะเป็นคนขับผมตอนมีชีวิต และเป็นผู้โดยสารของผมตอน ตาย”
“ทำไมรถสองคันต้องมาเข่นฆ่ากันเองด้วย”
“มีความสุขแล้วหรือยัง คนเดียวหัวหาย รถสองคันเพื่อนตาย ตัวคุณเป็น คนเหยียบคันเร่ง ช่างยอดเยี่ยมอะไรแบบนี้นี่ถ้าพูดไป จะมีผู้ชายคนไหนที่ไม่ อิจฉาคุณบ้าง”
หานเฉิง: ...
หานเฉิงทำได้แค่เพียงเริ่มชี้แนะให้อีกฝ่ายรู้วิธีขับรถอย่างปลอดภัยเท่านั้น เอง
[1] PTSD (Post-traumatic stress disorder) โรคเครียดภายหลัง เผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ
[2] ประโยคนี้หานเฉิงเอา ซือเจ็ดก้าว ของโจสิดมาปรับ ของเดิมคือ ต้นถั่วเผาเถาถั่ว ถั่วร้องในกระทะ เราล้วนรากเดียวกัน ไยเร่งเผาผลาญกันนะ
[3] เป็นสำนวนที่ใช้พูดถึง 1) ความสัมพันธ์เวลาเจอหน้ากันครั้งแรกยังไม่คุ้นเคยกัน เจอกันครั้งที่สองก็จะเกิดความคุ้นเคย หรือ 2) ทักษะ เวลาทำอะไรครั้ง แรกก็ยังไม่ชำนาญ แต่พอทำครั้งที่สองก็จะเก่งขึ้น คล่องขึ้น
บทที่ 7
เมื่อรถแล่นใกล้จะถึงบ้านเสิ่นชิ่งซูหานเฉิงก็รู้สึกว่าชีวิตของเขาได้หาย ไปครึ่งหนึ่งแล้ว
“ถ้าเธออยากให้ใครออกไปจากชีวิตเธอละก็ให้เขานั่งรถที่เธอเป็นคนขับ” หานเฉิงพูดด้วยจิตใจที่อ่อนล้า
“พูดโอเวอร์ไปหรือเปล่า” “ไม่ได้โอเวอร์ฉันพูดอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนที่สุดแล้ว”
เสิ่นชิ่งซู: ...
เสิ่นชิ่งซูปลดเข็มขัดนิรภัยออก “หวังว่าคราวหน้าจะได้พบพี่ชายคันใหม่ของ ผมนะ”
นี่ยังคิดว่าจะมีคราวหน้าอีกงั้นเหรอ
ไม่มีแล้วโว้ย!เปลี่ยนรถแค่สองคันนี้ก็พอแล้ว!อย่าทำร้ายพี่ชายคันอื่น ๆ ของนายอีกเลย!
เขามองเสิ่นชิ่งซูเอี้ยวตัวหันด้านหลังศีรษะให้ก็ยื่นมือออกไปหาแล้วลูบผม ที่กระดกขึ้นมากระจุกหนึ่งให้เข้าที่
เสิ่นชิ่งซูหันหน้ากลับมาด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าอยู่ดีๆ ทำไมอีกฝ่ายถึง ได้มาจับศีรษะตน
“ผมเธอกระดกขึ้นมา” หานเฉิงบอก เห็นผมปอยนั้นกระดกขึ้นมาอีก จึงกด ลงไปอีก
“ไม่มีประโยชน์หรอก” เสิ่นชิ่งซูพูดเสียงเรื่อยเฉื่อย “คุณต้องเอากิ๊บมาติด ไว้”
หานเฉิงไม่เชื่อ ยืนกรานจะใช้มือลูบผมเสิ่นชิ่งซูให้เรียบต่อไป
เสิ่นชิ่งซูหาวออกมา ก่อนจะโน้มตัวนอนพังพาบกับพวงมาลัยรถ ปล่อยอีก ฝ่ายทำงานใหญ่ให้สำเร็จ
หานเฉิงลูบผมปอยนั้นอยู่นาน จนกระทั่งในที่สุดก็สังเกตเห็น
ว่าเสิ่นชิ่งซูหลับตาพังพาบอยู่กับพวงมาลัยรถยนต์คางอยู่ใต้แขน นอนนิ่งเรียบร้อย ไม่ต่างอะไรจากแมว
เขาหลุดหัวเราะออกมา นึกในใจว่าเจ้าหมอนี่ช่างน่ารักจริง ๆ
เวลาโมโหโทโสก็เหมือนแมวน้อยที่แยกเขี้ยวกางเล็บขู่ แต่เวลาดีๆ ก็ เหมือนลูกแมวขี้อ้อนและเชื่อฟัง
หานเฉิงโน้มตัวไปหา ลูบผมอีกฝ่ายพลางจูบแก้มเบา ๆ
ตอนนั้นเองที่เสิ่นชิ่งซูสะลึมสะลือลืมตาขึ้นมา เห็นหานเฉิงมองเขาอย่างอ่อน หวานด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม จึงยิ้มตอบกลับไป
“ยังนอนไม่พออีกหรือไง” หานเฉิงถาม
“นิดนึง” เสิ่นชิ่งซูตอบเสียงเบา “คุณเล่นพอหรือยัง ถ้าพอแล้วผมจะได้ลง จากรถ”
ถึงแม้หานเฉิงจะเห็นอยู่ว่าอีกฝ่ายแค่พังพาบหลับตาอยู่ที่นี่เพื่อสนองความ อยากเอาชนะของเขาที่จู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมา แต่พอเสิ่นชิ่งซูพูดแบบนี้เขาก็คิดว่าอีกฝ่าย ทั้งน่ารัก ทั้งเป็นเด็กดีและจริงใจ
เขาจูบที่มุมปากอีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนจะครอบครองทั้งริมฝีปาก และเลื่อนขึ้น มาจูบกระหม่อม
รอจนกระทั่งจูบจนพอใจแล้วจึงค่อยยอมปล่อยคน มองใบหน้าที่เปลี่ยน เป็นสีแดงระเรื่อของเสิ่นชิ่งซูพลางบอก “ไปได้แล้ว คราวหน้าจะพาพี่ชายคันใหม่มา เจอเธอ”
เสิ่นชิ่งซูดีใจมาก จูบแก้มหานเฉิงแล้วก็พูดอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด “เอา คันแพง ๆ หล่อ ๆ ไม่เอาคันที่ดูซอมซ่อนะ”
“รู้แล้วน่า” หานเฉิงตอบอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“งั้นผมไปล่ะ” เสิ่นชิ่งซูพูดจบก็เปิดประตูลงจากรถ
หานเฉิงมองอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยพลังและความอ่อนเยาว์แล้วก็นึกถึง อายุเสิ่นชิ่งซูบนใบตรวจสุขภาพที่เขาได้อ่านตอนครั้งแรกขึ้นมา ในนั้นเขียนไว้ว่า อายุ 22 ปีใช่ไหมนะ แต่ดูไม่เหมือนเลยแม้แต่น้อย นี่ถ้าไม่เคยเห็นบัตรประชาชน ของเสิ่นชิ่งซูมาก่อนจะต้องคิดว่าคนผู้นี้อายุแค่ 18 ปีแน่นอน
ช่างกระฉับกระเฉงดีจริง ๆ
เสิ่นชิ่งซูเปิดประตูบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปก็เจอพ่อเสิ่น แม่เสิ่น และเสิ่นชิ่งอวี่อยู่พร้อมหน้ากันตรงนั้น นี่มันสามศาลมาร่วมพิจารณาคดีหรือไง?
“เมื่อคืนนี้แกไปไหนมา” พ่อเสิ่นถาม
“เมื่อคืนผมไปนอนที่โรงแรมมา” เสิ่นชิ่งซูตอบตามความจริง “พอกินข้าว เสร็จแล้วก็ง่วงมาก เลยไปนอนที่โรงแรมใกล้ๆ ขอโทษทีไว้คราวหน้าผมจะโทรมา บอกที่บ้านก่อน”
“แกไปเจอแฟนเก่ามาอีกแล้วใช่ไหม” พ่อเสิ่นไม่เชื่อ “ทำไมแกถึงได้ทำตัว ราคาถูกแบบนี้มันทิ้งแกไปเอากับคนอื่นแล้ว แกก็ยังวิ่งรี่กลับไปหามันอยู่ได้หน้า ไม่มียางอายอยู่เลยหรือไง”
เสิ่นชิ่งซูผงะไปนิดหนึ่ง ไม่คิดไม่ฝันเลยจริง ๆ ว่าคนเป็นพ่อจะพูดกับลูก ตัวเองแบบนี้
คราวนี้แม่เสิ่นไม่ห้ามพ่อเสิ่น เห็นได้ชัดว่านางก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำ ของลูกชายตัวเองเช่นกัน “เสี่ยวซูลูกทำแบบนี้ได้ยังไง!ก่อนหน้านี้พ่อกับแม่นึกว่า ที่ ลูกไม่ระมัดระวังก็เป็นเพราะเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมไม่ดีถึงได้อ่านคนไม่ออก แต่ ตอนนี้ลูกกลับมาอยู่ในครอบครัวของเราแล้ว แม่แนะนำคู่ครองที่เหมาะสมให้ลูก แล้วลูกยังจะกลับไปอยู่กับไอ้สารเลวนั่นได้ยังไงกัน สูฉี่เป็นคนดีขนาดไหน มาจาก ครอบครัวระดับไหน ถ้าลูกสามารถคบกับเขาได้ก็จะดีกับตัวลูกเองมากกว่าไม่ใช่ หรือไง”
เสิ่นชิ่งซูหัวเราะ “เขาไม่ได้ชอบผมนี่”
“มันก็แน่อยู่แล้วที่เขาต้องไม่ชอบแก แกเที่ยวไปไล่ตามตื้อคนอื่นไม่เลิก แบบนี้ใครที่ไหนจะมาชอบแกได้ไม่ต้องพูดถึงเขา ขนาดไอ้แฟนเก่าแกมันยังไม่ชอบ แกเลย” พ่อเสิ่นตะคอกอีก
“ใช่แล้วฮะพี่ชาย พี่อย่ากลับไปติดต่อแฟนเก่าของพี่อีกเลย ถึงแม้ว่าพี่ฉี่จะ ไม่ชอบพี่ แต่ว่านี่ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์พี่ชาย พี่แค่ต้องดีกับเขาให้มากกว่านี้ แล้วก็เปลี่ยนตัวเองไปเป็นอย่างที่เขาชอบ แบบนี้เขาต้องยอมมอบโอกาสให้พี่ได้คบ กับเขาแน่ ๆ ฮะ”
“หวา ในสวนอวลกลิ่นอายวสันต์สุดกั้นไว้กิ่งชาเขียวจึงยื่นข้ามกำแพงไป [1] ” เสิ่นชิ่งซูพูดด้วยนํ้าเสียงสงบราบเรียบ
เสิ่นชิ่งอวี่: ...
สีหน้าเสิ่นชิ่งอวี่เปลี่ยนเป็นโศกเศร้าทันที “พี่ชาย ทำไมพี่ถึงพูดอย่างนี้ล่ะ ที่ ผมพูดก็เพื่อประโยชน์ของพี่นะฮะ”
“นายค่อย ๆ เดินจากไป เหมือนอย่างที่นายค่อย ๆ เดินเข้ามา นาย ค่อย ๆ โบกมือลา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นชาเขียว [2] ”
“ลูกพูดอะไรน่ะ” แม่เสิ่นไม่อยากเห็นลูกชายสองคนทะเลาะกัน “ที่ เสี่ยวอวี่พูดก็เพื่อลูกทั้งนั้น แล้วลูกยังจะมาพูดแบบนี้กับน้องได้ยังไง”
“ถ้างั้นผมควรจะพูดว่า พูดได้ดี!เอาเลย!แม่อยากได้ยินแบบนี้สินะฮะ”
พ่อเสิ่นโมโหแทบตายอยู่แล้ว “ฉันบอกแกเลยนะ อีกเดี๋ยวแกต้องขอร้อง น้องแกให้ช่วยเลือกของขวัญขอขมาส่งไปให้สูฉี่ บอกเขาไปว่าแกอยากขอเริ่มต้น ใหม่ เพราะแกตกหลุมรักเขา แล้วต่อไปก็พยายามเอาตัวเองไปสนิทสนมใกล้ชิดสูฉี่ ให้มากขึ้น!”
เสิ่นชิ่งซูนึกถึงประโยค “พี่สะใภ้เดินทางปลอดภัย” ที่สูฉี่พูดเมื่อวาน ก่อน จะพูดด้วยนํ้าเสียงจริงจัง “ผมเกรงว่าเขาจะไม่กล้ารับน่ะสิ”
“ถ้าอย่างนั้นแกก็ต้องหาทางให้เขารับให้ได้!เสิ่นชิ่งซูฉันจะบอกแกเอาไว้สู ฉี่คือเป้าหมายที่ดีที่สุดสำหรับแกแล้ว แกชอบผู้ชาย เขาก็ชอบผู้ชายเหมือนกัน พวก แกสองคนจับคู่กันได้สมบูรณ์แบบ คนอื่นน่ะรึทุกคนเขาก็ชอบผู้หญิงกันทั้งนั้น ใช่ ไม่มีใครที่ไหนจะมาชอบแกแล้ว เข้าใจไหม”
“เสี่ยวซูลูกเชื่อฟังคุณพ่อเถอะนะ ที่พ่อกับแม่พูดทั้งหมดก็เพื่อตัวลูกเอง นะ”
“เสียใจด้วย ผมไม่เห็นจะรู้สึกเลยสักนิด” เสิ่นชิ่งซูพูดเรียบ ๆ
“พี่ชาย...”
“หุบปาก” เสิ่นชิ่งซูขัดเขา “กลิ่นชาของนายมันแรงซะจนฉันกลัวว่า อีกเดี๋ยวฉันจะอ้วกรดหน้านายแล้ว”
“แกนั่นแหละหุบปาก” พ่อเสิ่นโมโห “พวกเราเอาแกกลับเข้าตระกูลไม่ใช่ เพื่อให้คนอื่นมารู้เรื่องขายหน้าในบ้าน แต่ตอนนี้แกแทบจะกลายเป็นตัวตลกของทุก คนไปแล้ว ถ้าแกยังไม่ยอมไปนัดบอดกับสูฉี่ดีๆ อีกก็ไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ คน แถวนี้จะได้ไม่ต้องมาพูดว่าสกุลเสิ่นของฉันมีลูกเป็นไอ้ร่านที่ดีแต่ตามตื๊อคนอื่นแบบ หน้าไม่อายอีก!”
เสิ่นชิ่งซูเย้ยหยัน “นี่คุณคิดว่าบ้านตัวเองป๊อปมากจนทุกคนจะต้องมานิยม ชมชอบหรือไง แน่ล่ะ ดอกไม้พิสดาร [3] ก็ควรคู่จะอยู่กับชาเขียวแล้ว พวกคุณสาม คนตัวติดกันขนาดนี้ก็อยู่ด้วยกันไปเถอะ ผมลาล่ะ”
“เสี่ยวซู...” แม่เสิ่นร้องออกมาด้วยความตกใจ
“หยุดตะโกนได้แล้ว” เสิ่นชิ่งซูเสียดสี “ตัวคุณก็ไม่ได้รักผมมากขนาดนั้น จะต้องมาเสแสร้งแสดงฉากแม่ลูกรักกันอีกทำไม ลูกชายคุณนั่งอยู่ข้าง ๆ คุณนั่น ไปกอดกันร้องไห้กับเขาโน่น”
“แกพูดกับแม่ตัวเองแบบนี้ได้ยังไง แกมัน...”
“ผมทำไม” เสิ่นชิ่งซูสวนขึ้นมา “ผมพูดผิดงั้นเรอะ คุณเองก็เหมือนกัน ทำ มาเป็นพูดแล้วพูดอีกว่าไม่อยากเกี่ยวข้องกับไอ้ร่านที่ตามตื๊อเอาอกเอาใจคนอื่น ตัว คุณเองน่ะอยากให้ลูกชายตัวเองจับสูฉี่ให้ได้ไม่ใช่หรือไง แบบนี้ตัวคุณเองนั่นแหละ ที่เป็นไอ้แก่ร่านคอยตามตื๊อเอาใจคนอื่น!รู้ทั้งรู้ว่าคนอื่นดูถูกลูกตัวเอง แต่ก็ยังจะพยายามให้ลูกไปเกาะคนพวกนั้น ในเมื่อเป็นแบบนี้ระหว่างผมกับคุณ ใครกันแน่ที่ เป็นตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะ คำตอบก็คือตัวคุณนั่นแหละที่เป็นเศรษฐีใหม่น่าสังเวช ผู้กระเสือกกระสนดิ้นรนอยากจะเป็นคนชั้นสูงให้ได้”
“ไอ้สารเลว” พ่อเสิ่นเกลียดคนที่เรียกเขาว่าเศรษฐีใหม่มากที่สุดในชีวิต ตอนนี้มาได้ยินลูกชายตัวเองหาว่าเขาหน้าไม่อาย ได้ยินลูกชายตัวเองเรียกว่าไอ้แก่ ร่าน แถมท้ายยังเอ่ยคำว่าเศรษฐีใหม่ออกมาอีก นี่มันฆ่ากันชัด ๆ พ่อเสิ่นรู้สึก เหมือนหัวใจจะหยุดเต้นแล้ว
“นี่คือคำที่แกใช้พูดกับพ่องั้นเรอะ!”
“ใช่สิคานบนไม่ตรง คานล่างก็ต้องบิดเบี้ยวตามอยู่แล้ว ตัวคุณเองอ้าปาก หุบปากก็ไม่พ้นคำว่าไอ้ร่านหน้าไม่อาย แล้วจะคาดหวังให้ลูกชายตัวเองพูดอะไร ดีๆ ออกมาได้อีกงั้นรึ”
มีแต่มารเท่านั้นที่จะสยบมารได้
“พี่ชาย...”
“เอาล่ะ เจ้าชาเขียวตัวน้อย โลกแห่งความมั่งคั่งเป็นไปตามที่นายต้องการ แล้ว เพราะงั้นพูดให้มันน้อย ๆ เก็บนํ้าลายของนายเอาไว้ชงชาสองถ้วยเถอะ แล้วก็ จำไว้ด้วยว่าอย่ากินชาเขียว ยังไงก็เกิดมาจากรากเดียวกัน ไม่ต้องรีบเผาผลาญกัน นักหรอก”
เสิ่นชิ่งอวี่: ...
เสิ่นชิ่งอวี่คิดว่าตัวเองไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่ชายปัญญาอ่อนของเขาปากจัด ขนาดนี้
เสิ่นชิ่งซูสู้หนึ่งต่อสามโดยปราศจากความกลัวแม้แต่นิดเดียว มาหนึ่งก็จัด ไปหนึ่ง ถ้ามาสองก็จัดทั้งคู่ แล้วถ้ามาสามก็ซื้อสองแถมหนึ่ง เช่นนี้ไม่นานก็มีเสียง กระเบื้องแตกกระจายดังออกมาจากห้องนั่งเล่นบ้านสกุลเสิ่น
เสิ่นชิ่งซูรีบวิ่งไปที่ประตูก่อนที่พ่อเสิ่นจะได้ทำอะไร จากนั้นก็จัดกระเป๋าเดิน ทาง
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะอาศัยอยู่ที่นี่สักพัก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าก่อนที่จะต้อง กลายร่างเป็นพระแม่มารีแห่งมหาวิหารน็อทร์ดามแห่งปารีส เขาควรหนีไปจากที่นี่ซะ แล้ว
[1] เสิ่นชิ่งซูเอาบทกวีในสมัยซ่ง ท่องสวนไม่พบพานผู้ใด ของเย่เส้าเวิงมา พูดโดยเปลี่ยนจากดอกซิ่งแดงเป็นกิ่งชาเขียว ทั้งนี้ดอกซิ่งแดงออกนอกกำแพง ใน บทกวีนี้กลายเป็นสำนวน มีความหมายว่า หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ยังโปรยเสน่ห์ให้ ชายอื่น หรือคบชู้
[2] เสิ่นชิ่งซูเอาบทกวีลาก่อนเคมบริดจ์ของ สวีจื้อหมัว (1897-1931) มาดัดแปลงเพื่อด่าเสิ่นชิ่งอวี่ คนโง่
[3] เขลาเบาปัญญา
บทที่ 8
เขาเอาเสื้อผ้าบางตัวกับของใช้ส่วนตัวบางชิ้นใส่กระเป๋า จากนั้นก็เปิด ประตูลากกระเป๋าเดินทางออกไปที่ประตูบ้านต่อหน้าต่อตาสมาชิกครอบ ครัวเสิ่นทั้งสามคน
แม่เสิ่นไม่เข้าใจว่าเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร นางยังคงหว่านล้อม เกลี้ยกล่อมเขา “เสี่ยวซูขอแค่ลูกขอโทษคุณพ่อของลูกเท่านั้นเองนะจ๊ะ วันนี้ลูกทำ เกินไปจริง ๆ ทั้งหมดที่คุณพ่อทำไปก็เพื่อลูกทั้งนั้นเลยนะจ๊ะ”
เสิ่นชิ่งซูไม่รู้สึกรู้สาเลยแม้แต่น้อย “ฮ่า ๆ”
เขาไม่ได้ขาดความรัก และใช่ว่าเขาจะไม่เคยอยู่ในครอบครัวปกติธรรมดา มาก่อน ความรักจอมปลอมแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีหรอก
เสิ่นชิ่งซูเปลี่ยนรองเท้า เปิดประตูแล้วโบกมือให้
“ลาก่อน”
พูดจบก็เดินออกไปโดยไม่รั้งรอ
อย่างไรก็ตาม เขาไม่คุ้นเคยกับโลกใบนี้เท่าไร ตัวเจ้าของร่างนี้เองก็ไม่มี เพื่อนดีๆ มีแค่แฟนเก่าซึ่งก็เป็นไอ้สารเลว ดังนั้นเสิ่นชิ่งซูจึงไม่คิดไปหาใครที่ไหน เรียกแท็กซี่ตรงไปโรงแรมแล้ววางกระเป๋าเดินทาง
เขานอนลงบนเตียงและหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เปิดฟอรัมบริษัท ธุรกิจบันเทิงอยู่นาน เท่านี้ก็หมดไปอีกหนึ่งวัน
วันต่อมา เขาเดินลงไปชั้นล่างเพื่อจ่ายเงินค่าห้องพัก หลังจากที่รูดบัตร เครดิตอยู่นาน พนักงานฟรอนต์ของโรงแรมก็แนะนำอย่างสุภาพ “คุณคะ ไม่ทราบ ว่าต้องการเปลี่ยนบัตรหรือเปล่าคะ”
เสิ่นชิ่งซูหยิบบัตรอีกใบออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วส่งให้ทว่าอีกฝ่ายก็ ยังพูดคำเดิม “ไม่ทราบว่าต้องการเปลี่ยนบัตรเป็นใบอื่นหรือเปล่าคะ”
เสิ่นชิ่งซูตกตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะเข้าใจ เงินทองของเจ้าของร่างนี้หมดไป กับค่ารักษาพยาบาลกัวหง บัตรทั้งสองใบในกระเป๋าสตางค์เป็นบัตรเสริมที่แม่เสิ่นม อบให้ลูกชายหลังกลับเข้าตระกูลอีกครั้ง ดูท่าหลังออกจากบ้านมาเมื่อวานนี้ พ่อเสิ่นคงอายัดบัตรไปแล้ว
ทุกวันนี้ไม่มีใครพกเงินสดกันแล้ว เสิ่นชิ่งซูดูเงินในกระเป๋าเงินวีแชตของตัว เอง กับยอดเงินในบัญชีอาลิเพย์แล้วพบว่ายังมีอยู่ แต่ก็แค่พอจ่ายค่าห้องพักหนึ่ง คืนเท่านั้น
เขาคิดอยู่สักพักก่อนจะบอก “ช่างเถอะ ไม่ต้องแล้ว”
เสิ่นชิ่งซูกลับห้องพัก เก็บสัมภาระ จากนั้นก็ลากกระเป๋าเดินทางออกประตู ไปร้านเคเอฟซี
ร้านเคเอฟซีเป็นสถานที่ที่ดีขอเพียงซื้ออาหารสักหน่อยก็สามารถนั่งอยู่ในนี้ ได้ครึ่งวัน
เสิ่นชิ่งซูสั่งอาหารชุด ระหว่างกินก็คิดไปด้วยว่าตัวเองควรจะทำอะไรยังไง ต่อ
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะกลับบ้าน มนุษย์ปกติจะไปใช้ชีวิตร่วมกับชาเขียวและ ดอกไม้พิสดารได้อย่างไร ตัวเขาไม่ใช่นักพฤกษศาสตร์แต่จะอาศัยอยู่ในโรงแรม อย่างถาวรก็ไม่ได้ต่อให้เขาเข้าเว็บไซต์ Groupon เพื่อหาโรงแรมที่ถูกที่สุด ทว่า ตอนนี้ยอดเงินในบัญชีของเขามีอยู่น้อยกว่าหนึ่งพันหยวน แค่ไม่กี่วันก็หมดแล้ว
เสิ่นชิ่งซูดูวีแชตเก่า ๆ ของเจ้าของร่าง เพื่อหาว่ายังจะพอมีใครที่จะสามารถ ช่วยเหลือเขาชั่วคราวได้บ้าง
เขาดูไปเรื่อย ๆ จนเจอชื่อวีแชตของหานเฉิงและรูปโปรไฟล์
ชื่อที่หานเฉิงใช้ในวีแชตนั้นเรียบง่ายมาก เป็นแค่ [CHENG] แถมรูปโปร ไฟล์ยังเป็นแค่รูปกำแพงเมืองยามคํ่าคืนเท่านั้น
จริงด้วย เขาลืมหมอนี่ไปได้ยังไง!
เสิ่นชิ่งซูตาเป็นประกาย พูดถึงเรื่องความมั่งคั่ง เอาทั้งคนจนคนรวยทั้งหมด ที่เจ้าของร่างนี้รู้จักมารวมกันแล้วก็ยังไม่รวยเท่าหานเฉิง ซึ่งเป็นลูกชายคนรองของ หานกรุ๊ป
แล้วถ้าจะเอาด้านความสัมพันธ์เจ้าของร่างนี้กับรูมเมตสมัยมหาวิทยาลัยก็ มีความสัมพันธ์ที่เลวร้ายจนไม่มองหน้ากันอีกต่อไป ตอนที่เรียนอยู่ความสัมพันธ์ยัง ไม่ดีขนาดนั้น แล้วตอนนี้ที่เรียนจบกันมาแล้ว ใครที่ไหนจะมาสนใจอีก
แต่หานเฉิงนั้นต่างออกไป
เขากับหานเฉิงยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในฐานะรถกับนักขับ อย่างแย่ ที่สุดยังไงหานเฉิงก็จะต้องยินยอมพร้อมใจที่จะออกมาเจอเขาคืนนี้เพื่อที่จะสัมผัส ความตื่นเต้นในการขับขี่ที่สุดแสนจะน่าตื่นเต้นและเร่าร้อนแน่นอน!
เสิ่นชิ่งซูคิดแล้วก็ส่งข้อความไปหาหานเฉิง
เสิ่นชิ่งซู: [ติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง ทำงานหรือเปล่า]
หลังส่งข้อความไปแล้ว เขาก็รอหานเฉิงตอบกลับมาด้วยความมั่นใจ ถึงยังไง เมื่อดูจากการขับขี่สองรอบที่ผ่านมา หานเฉิงก็พอใจเขามาก
ทว่าเสิ่นชิ่งซูก็ต้องแปลกใจ โค้กเกือบจะหมดแก้วแล้วหานเฉิงยังไม่ตอบ กลับมาเลย
เสิ่นชิ่งซูงง: [วันนี้หยุด ไม่ทำงานเหรอ]
หานเฉิงก็ยังไม่ตอบกลับมา
เสิ่นชิ่งซูยิ่งงงมากขึ้นไปอีก จึงโทรศัพท์หาอีกฝ่ายเสียเลย
หานเฉิงกำลังดื่มอยู่กับเพื่อน เสียงดนตรีดังลั่น เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดัง อยู่สักพักก่อนที่เขาจะก้มลงมองและสังเกตว่ามีสายเรียกเข้า ชื่อคนที่โทรมาปรากฏ อย่างชัดเจนว่า ซูเปอร์คาร์สุดหรูคันน้อย
หานเฉิงงงมาก ทำไมเจ้าซูเปอร์คาร์คันน้อยถึงได้เป็นฝ่ายโทรมาหาเขาล่ะ
หรือว่าจะเป็นเพราะหลังจากเจอฝีมือเขาเข้าไป ได้ลองลิ้มรสชาติพอไม่ได้ ถูกขับหนึ่งวันก็เลยเหงาจนทนไม่ไหว
นี่เป็นเรื่อง...ปกติแน่นอนอยู่แล้ว!
ไม่ว่าจะพูดยังไง เผิงทองของเขาก็แกร่งกล้าทรงพลัง และทักษะการขับขี่ ของเขาก็ระดับสุดยอด!
เสิ่นชิ่งซูที่เป็นรถใหม่เพิ่งได้ลงถนนครั้งแรกจะไม่หลงใหลคลั่งไคล้สุด ๆ ได้อย่างไรกัน!
หานเฉิงปลื้มปริ่มอย่างยิ่ง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเดินออกไปหาที่เงียบ ๆ เสิ่นชิ่งซูได้ยินเสียงเพลงแว่วมาในโทรศัพท์ก็ถาม “คุณอยู่ในบาร์เหรอ”
“อืม กับเพื่อน ๆ น่ะ” หานเฉิงเดินต่อไปเรื่อย ๆ และถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ “ทำไมจู่ ๆ ถึงโทรมาหาฉันล่ะ”
“โรงรถถล่ม เพราะงั้นผมก็เลยโทรมาถามว่าวันนี้คุณอยากจะมารับรถหรือ เปล่า”
หา?
หานเฉิงงง “หมายความว่ายังไงที่บอกว่าโรงรถถล่มน่ะ”
“มันก็แค่ผมคิดว่าวัดของพวกเขาเล็กเกินกว่าจะประดิษฐานรถหรูอย่างผม ได้ผมก็เลยออกมาเมื่อคืนนี้”
หานเฉิงเข้าใจแล้ว “เธอหนีออกจากบ้านใช่ไหม”
ได้ยินแบบนี้เขาก็อดขำไม่ได้ “เธออายุยี่สิบสอง ไม่ใช่เด็กสิบสอง แล้วยัง หนีออกจากบ้านอีกนี่นะ ทำตัวเป็นเด็กม.สองไปได้”
เสิ่นชิ่งซูไม่พอใจ “คุณพูดงี้ได้ไง เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าวัดของพวกเขาไม่ใหญ่ พอสำหรับพระพุทธรูปองค์ใหญ่อย่างผม บอกมาแค่ว่าคุณตกลงหรือไม่ตกลงเท่านั้น ก็พอ เรื่องอื่นไม่ต้องพูด”
ความจริงคืนนี้หานเฉิงไม่ได้มีความคิดจะขับอีกฝ่าย เพื่อนๆ ของเขาใช่ว่า จะมาเจอกันได้ง่ายๆ วันนี้ก็เลยจัดตารางงานทั้งหมดเป็นพิเศษ พักเรื่องอื่น ๆ ไว้ เพื่อสนุกกับเพื่อน ๆ การขับรถไม่ใช่เรื่องด่วน รอเอาไว้พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ค่อยขับก็ ยังได้
เพียงแต่พอเสิ่นชิ่งซูพูดแบบนี้หานเฉิงก็เลยรู้สึกสงสัยขึ้นมาตงิด ๆ ถ้าคืน นี้ไม่ไปรับรถ เกิดเจ้าซูเปอร์คาร์คันน้อยหนีไปไหนอีก คราวนี้จะทำยังไงกันดี
“ถ้าฉันไม่ตกลง เธอจะทำยังไงต่อไป”
“ไม่ทำอะไร” เสิ่นชิ่งซูเพิ่งนึกขึ้นมาได้ “ถ้าคุณไม่มารับรถ งั้นก็ให้ผมยืมเงิน ได้ไหม เจอกันคราวหน้าคุณคงไม่อยากเห็นตัวถังรถตัวเองเต็มไปด้วยคราบฝุ่น คราบฝนจนรถหรูกลายเป็นรถคันน้อยน่าเวทนาที่ถูกลมฝนทำร้ายหรอกใช่ไหมล่ะ”
“ผมจะคืนเงินคุณแน่ ๆ ไม่ต้องห่วง หรือจะให้ผมเขียน IOU [1] ให้คุณก็ ได้ได้โปรดเถอะน้า~” เสิ่นชิ่งซูอ้อนวอนสุดชีวิต
หานเฉิงฟังแล้วรู้สึกว่าอีกฝ่ายบ้าบิ่นมาก ถึงกับกล้าหนีออกจากบ้านทั้งที่ไม่ มีเงินติดตัว
“เธอควรจะกลับบ้านไปเสียดีกว่า ไม่ว่าวัดจะเล็กสักแค่ไหน เธอก็แกล้งทำ เป็นว่ามันใหญ่พอได้”
“งั้นคุณก็รอตอนพวกเราเจอกันครั้งต่อไปเถอะ พบหน้าไม่รู้จัก ฝุ่นคลุมใบ หน้า จอนผมดุจนํ้าค้างแข็ง คํ่าคืนเงียบงัน ฝันคืนเรือนเก่า รถน้อยหรูหรา มองตา ไร้วาจา พ่นควันเสียใส่หน้าคุณ[2] ”
หานเฉิงหัวเราะอย่างอับจนหนทาง “เธอไม่ยอมกลับบ้านสินะ”
“จะมีอย่างอื่นรึ” ในเมื่อเขาไม่ยินยอมพร้อมใจ เสิ่นชิ่งซูก็ไม่บังคับ “คุณไม่ อยากก็ไม่เป็นไรหรอก เอาล่ะผมไม่รบกวนคุณแล้ว วางสายก่อนแล้วกัน”
พอพูดจบก็จะตัดการสนทนา หานเฉิงได้ยินแบบนี้ก็รีบบอก “เธออยู่ที่ไหน ส่งโลเคชันมา เดี๋ยวฉันไปหา”
เสิ่นชิ่งซูแปลกใจ “คุณไม่อยากไม่ใช่เหรอ”
“ฉันกลัวว่าถ้าไม่ไป ต่อไปเธอจะไม่ยอมเป็นรถคันโปรดของฉันแต่จะไปเป็น รถคันโปรดของคนอื่นน่ะสิ”
เสิ่นชิ่งซูขำ “ไม่เป็นแบบนั้นหรอกน่า ผมไม่อนุญาตให้ใครมาขับได้ง่าย ๆ หรอก แต่ถ้าคุณจะมาก็ดีกว่าแน่นอนอยู่แล้ว”
เขาพูดพลางส่งที่อยู่ไปให้ก่อนจะถามอย่างเอาใจ “คุณอยากกินอะไร ผม จะได้สั่งให้”
“ดูแลตัวเองเถอะ ฉันไม่กิน เธอน่ะควรจะกินให้เยอะ ๆ หน่อย” หานเฉิงพูดจบก็วางสาย ตัดสินใจไปรับรถ
เขากลับไปที่โต๊ะ หยิบเสื้อโค้ต และบอกเพื่อน ๆ “ฉันมีธุระเพราะงั้นขอตัว ก่อน เอาไว้พวกเราค่อยเจอกันอีกทีวันหลัง”
“มีเรื่องอะไรรึ” เพื่อนของเขางุนงง “ไม่ใช่ตกลงกันไว้ว่าวันนี้ทุกคนจะ เคลียร์ตารางให้ว่างหรือไง”
“เรื่องไม่คาดคิดน่ะ เกิดเรื่องผิดพลาดที่ 4Sสโตร์ [3] ฉันเลยต้องรีบไปรับ รถล่วงหน้า”
“ต้องเป็นวันนี้เลยรึ”
“ใช่” หานเฉิงถอนใจ “ไม่อย่างนั้นหวังพึ่งใครไม่ได้แล้วต้องกลายเป็นซาก แน่ ๆ”
“งั้นก็ให้ใครไปแทนสินายต้องไปเองด้วยเหรอ”
“ไอ๊นี่มันรถใหม่ ฉันต้องเอาใจใส่ให้มาก ๆ หน่อย”
“รถอะไร”
“รถสปอร์ต” หานเฉิงมองหน้าเพื่อน “แถมยังแพงมาก”
“งั้นไว้คราวหน้าขับมาให้พวกเราดูด้วยแล้วกัน”
“เรื่องนี้...” หานเฉิงคิดอยู่ชั่วขณะ “บางทีอาจจะไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ต้องให้คุ้น มือก่อน”
“เฮ้ย อะไรนักหนาฮะ ไม่งั้นนายก็ขับมา แล้วฉันจะช่วยปรับให้” “เกรงว่าเขาจะดูถูกนายน่ะสิ”
“รถยนต์ไม่ใช่คนจริง ๆ สักหน่อย จะมาดูถูกฉันได้ยังไง นายอย่ามาอิด ออดไปหน่อยเลยน่า”
หานเฉิงนิ่งคิด ไม่ต้องบอกเลย เขาอิดออดจริง ๆ
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นรถคันแรก แถมยังเข้ากับเขาได้เหมาะเจาะ เร่งความเร็ว ได้เร็วปานลมกรดสายฟ้าแลบ ตอนความเร็วถึงจุดสุดยอดนั้นทั้งอ่อนหวานทั้งแสน ดีเห็นได้ชัดว่าเป็นรถที่หายากจริง ๆ
“อืม แต่ไม่ให้ยืมออกไปขับนะ”
เพื่อนหรี่ตามองเขา “ช่างเป็นสมบัติลํ้าค่าจริงนะ ไปเลยไป ไปดูรถใหม่ของ นายซะไป”
“ไปล่ะ พวกนายเที่ยวกันให้สนุก”
ถึงยังไงเขาก็เพิ่งจะดื่มมาจึงไม่ขับรถเอง แต่เรียกคนขับรถมาขับให้และ ออกไปรับรถหรูของตัวเอง
หลังจากเสิ่นชิ่งซูกินอาหารคํ่าเรียบร้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาท้องฟ้าก็เกือบจะ มืดแล้ว
ฤดูใบไม้ร่วงก็เป็นเช่นนี้ท้องฟ้ามืดเร็ว เสิ่นชิ่งซูกินไอศกรีมซันเดย์ไปพลาง นั่งรอนักขับของตัวเอง
ไม่นานหานเฉิงก็ปรากฏกาย
เสิ่นชิ่งซูรีบลากกระเป๋าเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย “คุณนี่เร็วเกินไปแล้ว”
หานเฉิงหยิกริมฝีปากของเขา ก่อนโน้มศีรษะเข้าไปใกล้ๆ กับใบหูก่อนจะ กระซิบ “อย่าพูดคำว่าเร็วเกินไปแล้วต่อหน้านักขับสิ”
เสิ่นชิ่งซูขอความช่วยเหลือจากคนอื่นจึงยอมตามใจอีกฝ่าย ดึงมือเขาออก ก่อนจะบอก “รู้แล้ว ๆ ไปกันเถอะพ่อนักขับ”
หานเฉิงหมุนตัวเดินออกจากร้านเคเอฟซีไปด้วยกัน
เขาช่วยเสิ่นชิ่งซูยกกระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถ จากนั้นก็เข้าไปนั่งเคียงข้างกัน บนเบาะหลัง แล้วสั่งพนักงานขับรถ “ไปได้”
เสิ่นชิ่งซูเห็นคนแปลกหน้าอยู่บนรถด้วยจึงถาม “คุณดื่มมาเหรอ” “อืม เริ่มดื่มไปได้ไม่เท่าไร เธอก็โทรมา”
เสิ่นชิ่งซูรู้สึกละอายใจนิด ๆ “ครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณแล้ว”
“ไม่เป็นไร”
พอพูดจบเขาก็ถามเสิ่นชิ่งซู “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
เสิ่นชิ่งซูไม่อยากจะเล่าปัญหาครอบครัวต่อหน้าคนนอกจึงบอก “เอาไว้ค่อย คุยกันที่โรงแรมเถอะ”
“ไม่ได้ไปโรงแรม” หานเฉิงตอบ
“ไม่ได้ไปโรงแรม?” เสิ่นชิ่งซูงง “แล้วนี่พวกเรากำลังจะไปที่ไหนกันล่ะ”
หานเฉิงยิ้มให้และจงใจพูด “พาเธอไปขายไง เธอมีค่ามากขนาดนี้ต้องขาย เป็นรถมือสองได้แน่นอน”
เสิ่นชิ่งซูเอื้อมมือไปหยิกเขา
หานเฉิงไม่หลบ แถมร้องซี้ดออกมา
เสิ่นชิ่งซูขำ “ถ้างั้นก็ให้คุณกับผมตายไปด้วยกันเถอะ”
หานเฉิงอาลัยอาวรณ์ไม่อยากปล่อยมือ “ฉันไม่ยอมขายเธอหรอก เธอดัน แพงซะขนาดนี้ฉันจะพากลับบ้าน”
“บ้านคุณ?”
“ไม่อย่างนั้นจะให้ไปบ้านเธอหรือไง”
[1] ใบรับรองว่าเป็นลูกหนี้
[2] เสิ่นชิ่งซูเอาบทกวีเจียงเฉิงจื่อ ความฝันยามคํ่าคืนของอี้หม่าวในวันที่ 20 ของเดือนจันทรคติแรก ของ ซูซื่อ (1037-1101) มาดัดแปลง
[3] 4S store คือดีลเลอร์ขายรถยนต์ 4S ได้แก่ Sale (ขาย) , Service (บริการหลังการขาย) , Spare part (อะไหล่) และ Survey (การสอบ ถามความพึงพอใจของลูกค้า)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น